"สิ่ง" สารัตถะแห่งชีวิต
เมื่อบุคคลดำรงองค์แห่งมรรคพร้อมพรั่ง ดำรงจิตและกาย ไม่ไปข้องแวะในสิ่งที่เป็นโทษทั้งปวง อินทรีย์บริบูรณ์ บารมีคุณธรรมแห่งจิตถึงจุดพร้อมพรั่ง การปรากฏแห่งสภาพธรรมารมณ์แห่งสัญญา และเวทนาขันธ์ เมื่อมรรคบุคคลดำรงอยู่เหนือการเห็น การวนรอบแห่งสัญญาเวทนา เป็นวงรอบแห่งขันธ์ในส่วนอดีต "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะการเกิดของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะการดับไปของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ" หลังจากวาระแห่งมรรคจิต(ตติยมรรค)ได้ผ่านไป ปัจจเวกขณญาณ(ญาณ๑๖)เกิดขึ้น "ไม่กลับมาเกิดในสภาพธรรมนี้(มนุษย์)ในโลกนี้อีกแล้ว" ญาณหยั่งรู้ โดยไม่ผ่าน ไม่อาศัยสมอง(สัญญา) และใจ ความลงเอยความเห็นนี้โดยไม่มีการยึดมั่นถือมั่น ไม่อาศัยความคิด ไม่อาศัยความนึก ไม่อาศัยความรู้สึกใด
สภาพจิตที่ท่านได้ถ่ายถอนอุปาทานซึ่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ ความไม่รู้(อวิชชา)ในส่วนอดีตไม่มีเหลือ อาสวะที่เป็นปม ให้จิตอุปาทาน ข้องติดอยู่ในสัญญาและเวทนา ในส่วนที่สั่งสมไว้ เป็นเอนกชาติกี่ชาติ..กี่อสงไขยในส่วนอดีตและปัจจุบันเพราะ " ความไม่รู้ ในเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยง สภาพธรรมที่เป็นจริงส่วนอดีตแห่งจิต ไม่เห็นสิ่งนี้มี ได้เพราะสิ่งนี้ เพราะเหตุแห่งสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี สิ่งนี้ดับไปเพราะสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ" ความไม่รู้ในมูลเหตุแห่งทุกข ์คืออวิชชาในส่วนอดีตดับไป เพราะการแทงตลอดปมทุกข์จากสัญญาเวทนา ในส่วนอดีตที่สั่งสมถือมั่นไว้เป็นอาสวอนุสัยในภพแห่งจิตตนมาต่อเนื่องยาวนาน ๑๐ ชาติ ๑๐๐ ชาติ กัป..กัลป์ เป็นอเนกชาติ
ภาวะดำรงเหนือสมมุติ เป็นขั้นทำลายสมมุติเป็นวิมุตติ(มรรค) เมื่อดำรงชัดแจ้งญาณปรากฏ จักเห็นว่าร่างกาย ขันธ์กำเนิดได้อย่างไร จากตัวอวิชชา ความไม่รู้ที่หลงยึดออกจากสภาพเดิมนั้น ความว่าง ความบริสุทธิ์ปรากฏ ให้เห็นแสงสีขาว แล้วประสบการหยั่งลงเกิดแต่ละภพขันธ์ จากรูปกายหนึ่งไปยังอีกรูปกายหนึ่ง
จากจุดเริ่มต้น ..๑๐ ชาติ... ๑๐๐ ชาติ... อสงไขยชาติ เห็นช่วงเปลี่ยนถ่ายขันธ์ ประดุจเปลี่ยนถ่ายรองเท้าคู่เก่า(รูปกายเก่าที่สิ้นรอบสังขารแตกดับ) ไปสู่รองเท้าคู่ใหม่(หยั่งลงเกิดในรูปกายใหม่) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่สามารถนับจำนวนได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ ประจักษ์ชัดถึงยางเหนียวประดุจเสลด ยางสีดำ อาสวะที่เป็นส่วนแสวงหาภพชาติ ไม่มีที่สิ้นสุด อวิชชาสวะ ภวาสวะ กามาสวะ
กามาสวะที่เก็บสั่งสมไว้ไม่มีจบสิ้นแห่งภพขันธ์ เป็นการเห็นส่วนเกิด ย่อมมีญาณหยั่งรู้ในส่วนดับ ใช้มรรคดับส่วนนั้นไป สภาพธรรมเหตุการณ์สิ่งต่างๆอนาคตจักปรากฏเป็นระยะ โดยส่งแรงสืบเนื่องมาจากสภาพธรรมในอดีต และปัจจุบัน
ความทุกข์แห่งชีวิต กระบวนธรรมที่ประจักษ์ชัดในธรรมารมณ์ ให้เบื่อหน่ายซึ่งการแสวงหาภพชาติ ที่ผ่านมา แห่งสภาพไม่รู้ที่เวียนว่ายอยู่นี้ ญาณเห็นสิ่งเหล่านี้.. “น้ำตาที่หลั่งไหลจากความพลัดพราก สูญเสีย บุคคลอันเป็นที่รัก ประสบสิ่งที่ไม่พอใจ พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ผ่านสิ่งเหล่านี้นับไม่ถ้วนว่าประสบสิ่งที่เป็นทุกข์มาเท่าไร กี่๑๐ชาติ กี่พันชาติ กี่กัปป์ กี่กัลป์
เมื่อหากนำน้ำตาเหล่านั้นมารวมกันทั้งหมด จากที่เคยประสบทุกข์เวทนาในภพชาติที่เกิดมาแล้วมารวมกัน น้ำทะเล ในมหาสมุทรทั้งสี่นำมารวมกัน ยังไม่มากกว่าน้ำตาที่หลั่งจากทุกข์ที่ได้รับเลย... ไม่มีสิ่งใด มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับ...”
..กามราคะและปฏิฆะที่ร้อยรัดจิตให้ไม่เป็นอิสระมูลเหตุแห่งทุกข์ละเอียด กามาสวะอาสวะ เชื้อแห่งอุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั่น) ซึ่งสัญญาขันธ์ เวทนาขันธ์ส่วนละเอียดถูกทำลาย สละคืนถ่านถอน ด้วยวาระญาณแห่งอนาคามีมรรค ผลญาณอนาคามี ที่ดำรงอยู่เหนือขันธ์๕ และกาละ สิ่ง สิ่งนี้ ที่ดำรงอยู่ ปัจจุบันเข้าถึงธรรมอยู่ ไม่มีเวลา "สิ่ง" สิ่งนี้ เป็นเวลาเดียวกันตลอด
ญาณในสภาพธรรมการหยั่งลงในแต่ละขันธ์ จากรูปกายหนึ่งไปยังอีกรูปกายหนึ่ง บุคคลจักเห็นส่วนที่ยังไม่สิ้นรอบ ส่วนที่ยังมีเชื้อเหลือแห่งพลังงานที่เคยได้กระทำไว้ คือวิบากขันธ์และส่วนเหลือเชื้อเพลิงแห่งทุกข์(ภวาสวะ-อวิชชาสวะ) ที่ก่อปัจจัยยึดถือ(อุปาทาน)แสวงหาอันละเอียด อันเป็นเหตุสืบต่ออุปาทานจิตสภาพปรุงแต่ง(สังขารขันธ์)ไปยังภพขันธ์อนาคต
ภวาสวะที่เป็นเหตุสืบต่อให้ยึดถือสภาพปรุงแต่ง(สังขารขันธ์)พร้อมส่วนที่เหลือคือ วิบากแห่งขันธ์ที่ตนได้ดำรงอยู่ ที่ยังไม่สิ้นรอบไปและทุกข์ที่ละเอียดที่สุด ...มรรคที่เต็มรอบในจตุตถมรรค มรรคญาณครั้งนี้ปรากฏประดุจฟ้าผ่าก้องกัมปนาท รวมลงมายังจุดมโนธาตุ(หัวใจ) ๒ ขณะ แสงสว่างโอฬารดุจพระอาทิตย์ร้อยพันดวงรวมกัน ดุจสปอตท์ไลท์ ที่มีกำลังสูงพันๆดวง มารวมกันสาดแสงมายังประสาทตาระยะประชิดตรงหน้าแต่ไม่แสบตาใดๆ ทั้งลืมตาเห็นอย่างไรหลับตาเห็นอย่างนั้น
สิ่งที่เป็นวิบากแห่งขันธ์ที่ยังไม่สิ้นรอบ ญาณกระทำกิจโดยเป็นไปเช่นนั้นเองโดยวงรอบ"เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งจึงนี้มี เพราะการเกิดของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะการดับไปของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ " วนไปยังวงรอบส่วนดับของสิ่ง ทุกเหตุและปัจจัยของสิ่ง คือ วิบากพลังงาน ที่สืบเนื่องมาจากการกระทำไว้ วิบากทุกส่วนปรากฏไม่มีเหลือ ทั้งส่วนวิบากเหตุใกล้ วิบากที่เป็นเหตุไกล รวมทั้งส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องแห่งวิบากไปยังวิบากหนึ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน วิบากที่ไม่เกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน วิบากแห่งขันธ์วนรอบไปยังอนาคต ว่าแต่ละสิ่งจักจบลงอย่างไรด้วยเหตุไร เป็นรอบๆ การวนรอบของสิ่ง นี้จักปรากฏเป็นลำดับ ...วงรอบที่หมุนวนจากสิ่งหนึ่งสิ้นรอบจบดับไป วงรอบแห่งวิบากขันธ์ที่เชื่อมโยงเกิดปรากฏโดยลำดับ ที่แทบไม่มีจุดสิ้นสุด...
สุดท้ายอย่างจักเห็นโดยตลอดว่าชีวิตสังขารนี้แห่งตน จักไปสิ้นรอบตายสิ้นชีวิตดับสลายลงไปอย่างไร ด้วยเหตุอย่างไร... เป็นการเชื่อมวิบากแห่งขันธ์ แต่ละสิ่งที่เชื่อมโยงสัมพันธ์จากอดีต มาสู่ปัจจุบันและเชื่อมต่อไปสู่อนาคตของวงรอบปฏิจจสมุปบาท มรรคญาณแห่งการดับอาสวะ(ภมาสวะ อวิชชาสวะ)สิ้นรอบไม่เหลือเชื้อแห่งเหตุสืบต่อภพขันธ์แห่งจิต หลังจากวาระแห่งมรรคจิต(จตุตมรรค) ได้ผ่านไปญาณหยั่งรู้ประจักษ์ชัด(วิมุตติญาณทัสสนะ) "ชาติสิ้นแล้ว กิจดับทุกข์(กิจแห่งพรหมจรรย์)แห่งตน ดับสิ้นแล้ว ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ ไม่มี... ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ในกระบวนธรรมที่ผ่านพ้นไป ในกิจดับทุกข์ทั้งปวง" ... เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับฯ... แรงพลังงานเหตุปรุงแต่ง(สังขารขันธ์) ที่สืบเนื่องการกระทำแห่งภพจิต ถึงวาระดับสลาย เสวยปัจจัยคือแรงสืบเนื่องวิบากขันธ์ภพแห่งกาย
... สภาพจิตทรงธรรมารมณ์เหนือโลกสมมุติบัญญัติทั้งปวง *ญาณหยั่งรู้ปรากฏ โดยไม่ผ่าน ไม่อาศัยสมอง(สัญญา) และใจ ไม่อาศัยความคิด ไม่อาศัยความนึก ไม่อาศัยความรู้สึกใด ท่านผู้คงที่ เข้าถึงธรรมนั้น โดยปัจจุบันธรรม นี้เป็นอนันตริยกิจ
ผลญาณแห่งสัมมามรรค สามัญผลปรากฏ เสวย(อารมณ์,อาการ, ความเป็นไปฯ ...ภาษาบัญญัติใด ไม่สามารถนำมาอธิบายได้) "สิ่ง" สิ่งนี้ ...."สภาพนี้ไม่ต่างกัน ทั้งหลับตา ลืมตา มรรคที่เห็นหลับตา เป็นเช่นไร หลังญาณปรากฏลืมตาขึ้นมาก็ประจักษ์เช่นนั้น ...ไม่กล่าวว่ามีการเข้า ไม่กล่าวว่ามีการออก จาก "สิ่ง" สิ่งนี้
*ญาณหยั่งรู้นี้ในกิจอริยมรรค คือ วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นความรู้โดยไม่อาศัยความคิดนึก ข้อมูลในสมอง
