"สิ่ง" สารัตถะแห่งชีวิต
เมื่อกัลยาณชนดำเนินองค์มรรค๘ มาถูกทางเป็นมัชฌิมา ไม่ดำรงจิตตนไปยึดติดอยู่ส่วนสุดโต่ง ๒ ส่วนของสังขารธรรมทั้งหลาย ได้เจริญกัมมัฏฐานที่ถูกต้องตรงกับจริตแห่งตน คุณธรรมแห่งจิตและ ศักย์ แห่งอินทรีย์๕(ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) พร้อมพรั่งเกื้อกูลกัน ไม่เหลื่อมล้ำกัน ที่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง มัคคญาณ ปรากฏ
ณ ห้วงสันตติแห่งกาละหยุดยั้งลง สภาพหน่วงเหนี่ยวแห่งขันธ์หยุดยั้งลง ช่วงสภาพจิตขาดออกจากแรงดึงดูด ของยางเหนียวแห่งตัณหา เสียววาบประหนึ่งจักขาดใจ วัป..วัป..ว๊าป...ประหนึ่งสายฟ้าแลป จิตหลุดพ้นจากห้วงแห่งมโนทวารวัชชนะ เข้าสู่สภาพจิต ไม่เกิด ไม่ดับ ,ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่มีสิ่งเริ่มต้น ไม่มีสิ่งสิ้นสุด ...พ้นไปจากบัญญัติกล่าวขานทั้งปวง พ้นออกจากขันธ์๕ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ หลุดออกจากมิติแห่งกาละ ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ
ไม่ใช่ปฐมฌาน ไม่ใช่ทุติยฌาน ไม่ใช่ตติยฌาน ไม่ใช่จตุตถฌาน ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญานัญจายตนฌาน ไม่ไช่อากิญจัญญายตนฌาน ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญาญตนณาน ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่จักรวาลใดๆ ไม่ใช่ความว่าง ไม่ใช่ความมีอยู่หรือไม่มีอยู่ พ้นไปจากบัญญัติสมมุติ เป็นวิมุตติ จิตหลุดพ้นจากแรงดึงดูดทุกสรรพสิ่งสากลจักวาล *ประจักษ์แจ้งสภาพ "สิ่ง" สิ่งนี้ ญาณปรากฏหยั่งเห็น สภาพที่เป็น "สิ่ง" สิ่งเดียวรวด
กระบวนธรรมประจักษ์แจ้งหลังคลายออกจากสิ่งนั้น ธรรมารมณ์ที่ทรงอยู่เหนือสมมุติบัญญัติทั้งปวง ญาณปรากฏโดยไม่อาศัยความนึกคิด ใจ สมอง บัญญัติโลกใดๆปรากฏ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปโดยธรรมดา ปัจจเวกขณญาณ ดับไป
สภาพจิตที่เคยเห็นว่ากาย(รูปขันธ์)นี้เป็นของเที่ยงแท้ โดยความยึดมั่น(อุปาทาน)ในตัวตน สภาพธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องที่เคยหมายมั่น บังคับบัญชาว่าจงเป็นอย่างนั้น..อย่าเป็นอย่างนี้ ว่าสภาพธรรมต่างๆ ที่เนื่องด้วยกาย(รูปขันธ์)ที่เคยเหนี่ยวรั้งให้ยินดียินร้าย ดับสลายไป
เมื่อประจักษ์แจ้งว่า เหนือสิ่งที่ยึดถือยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่แปรผัน ควรน้อมนำ เอามาเป็นแนวทางให้สืบไปต่อแต่นี้ สภาพที่สงสัยในพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้ามีจริงไหมปลาสนาการไป ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ประจักษ์แจ้ง พระธรรม คือสิ่งที่ถูกเห็น สิ่งที่ควรน้อมนำมาใส่ตัว สามารถเห็นได้เฉพาะตนด้วยการปฏิบัติธรรม ด้วยการเจริญ”สิ่ง” สิ่งนี้ยิ่งๆขึ้นไป พระสงฆ์คือผู้เห็นธรรมตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอน เมื่อเห็นสิ่งต่างๆ โดยสภาพปรมัตถ์ สภาพจิตบุคคลย่อมคลายออกจากโลกสมมุติ ถอนออกมาทีละขั้น โดยไม่ทำลายสมมุติผู้ใด และเคารพในสมมุติกฎเกณฑ์แห่งสิ่งต่างๆของบุคคลรอบข้าง สิ่ง สิ่งนี้เข้าถึงไม่ได้ด้วยความที่เคร่งในศีล ในพรต วัตร ตบะ การบูชา การถือดวง-โชคลาง ติดยึดมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ในสิ่งเหล่านั้นจนสุดโต่ง ไม่ใช่หนทางดำเนินสู่ "สิ่ง" สิ่งนี้
สภาพ*ประจักษ์แจ้ง ในการเห็น มิใช่การเห็นสิ่งต่างๆ เหมือนเห็นด้วยตาเนื้อหรือตาในสัมผัส แต่เป็นการเห็นด้วย ธรรมจักษุ เห็นด้วยปัญญาและญาณ(ภาวะที่หยั่งรู้)ในกิจอริยสัจ๔
การเจริญมรรค พอกพูนคุณธรรมในตน ดำรงอินทรีย์๕ให้ยิ่งขึ้นไปของบุคคลนั้น ย่อมมี เพราะย่อมประจักษ์ ในความจริงแท้ว่า สภาพจิตที่ไม่สามารถดำรงเป็นเช่นนั้นตลอดเวลา เนื่องด้วยมีการยึดหน่วงเหนี่ยวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในส่วนกิเลสชั้นละเอียด
อาสวอนุสัยคือเชื้อเพลิงตัณหาที่ก่อทุกข์ละเอียดยังให้มี อุปาทานความยึดมั่นหมายมั่นสำคัญให้ติดข้องอยู่ใน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ในส่วนนามธาตุ เมื่อใดที่ไม่เป็นไปโดยถูกส่วนและมักก่อทุกข์ ก่อโทษที่ละเอียดแห่งบุคคลยังมีอยู่
ส่วนดับไปมีส่วนหยาบคือทุกข์ส่วนที่ยึดมั่นให้ยินดียินร้ายในรูปขันธ์คือสักกายทิฏฐิซึ่งเป็นส่วนหยาบ ความดับสนิทไปแห่งอุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั่น)ส่วนรูปขันธ์(ทิฏฐาสวะ)จักเห็นได้ ณ ปฐมมรรค ดับสนิทไปด้วยเหตุใด ไม่เกิดทุกข์ด้วยเหตุใดและความพยายามในกิจกรรมที่ต้องเพียรดับเพียรละ ในทุกข์ส่วนนี้ ดับสนิทไปด้วยพร้อมกันเหตุใด ประจักษ์ได้ด้วยฐานะปัญญาบุคคลผู้แรกเห็น สิ่ง สิ่งนี้
อุปมา เปรียบดั่ง มรรคแรก แห่งปฐมมรรค ประดุจ ชาวประมงมีตาข่ายไว้ขวางกั้น ที่ขวางกั้นสัตว์น้ำ กุ้งหอย ปู ปลา ต่างๆ ที่เข้าสู่ภายใน ประดุจสภาพธรรมที่เข้ามาทางทวารทั้ง ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ... จากที่เมื่อก่อนหน้านั้นชาวประมงผู้นั้นไม่มี เมื่อสภาพธรรมเข้ามาจึงเกิดสภาพทุกข์ทั้งระดับส่วนหยาบ และส่วนละเอียด มาบัดนี้มรรคประดุจตาข่ายแห่งธรรมารมณ์ที่ให้ก่อเกิดในส่วนหยาบเป็นอันสิ้นไป ละวางธรรมารมณ์ที่ก่อทุกข์ในส่วนที่ละเอียดที่ก่อตัวให้จางคลายลงได้ง่ายลง แม้ทุกข์ทั้งหลายจะยังไม่หมดสิ้นไป
มีญาณเห็นกิจที่ควรทำอย่างอื่นไม่มี บุคคลจักมีดำริว่าควรดำเนินไปในทางนี้ กิจที่ควรกระทำคือกิจแห่งอริยสัจ ไม่มีทางใดอีก ระวังทุกๆการกระทำ(กรรม)ที่ก่อให้เกิดทุกข์เกิดโทษ รักษาทั้งกาย มโน วจี เป็นปกติ ไม่ห่างออกจาก สิ่ง สิ่งนี้
ละวางในความยึดถือในสมมุติบัญญัติโลกในส่วนที่ข้องเกี่ยวแล้วเป็นทุกข์เป็นโทษ ตัวตน บาป- บุญ ,คุณ -โทษฯ เป็นกลางในสังขารธรรมทั้งปวง ไม่ไปติดอยู่ในส่วนสุดโต่ง ๒ ส่วนของสังขารธรรมทั้งหลาย เมื่อกระทำสิ่งใด ก็จักกระทำสิ่งที่เป็นกุศล
ลำดับนี้ธรรมที่สัมพันธ์กัน เพื่อแทงตลอด ๙ ประการ
ยกมา ๓ ประการต้นสาย
ความต่างแห่งผัสสะ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ
ความต่างแห่งเวทนา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ
ความต่างแห่งสัญญา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งเวทนา
ไม่มีเวทนาใด ที่ไม่มีหรือไม่เกิดสัญญาเข้าไป เป็นตัวบันทึกทรงจำประทับไว้ในจิต ในส่วนการจำได้หมายรู้ ในสภาพธรรม แม้ไม่มีการกระทบแห่งผัสสะ จิตสังขารที่ก่อเกิดได้ จากภายในเองย่อมมีได้ เพราะเป็นตัวประกอบจิตที่เรียกว่า เจตสิก สัญญาและเวทนา ซึ่งถูกสร้างเหตุ โดยกระทำ เป็นแรงสืบสันตติเป็นจังหวะของธรรมชาติด้วยอาสวอนุสัยที่ร้อยรัด
"ทิฏฐาสวะ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ" คือ อาสวะ ๔ เหล่า กิเลสชั้นละเอียด
อาสวะภายในเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน(ความถือมั่นยึดมั่น)
อุปาทานซึ่งรูปขันธ์ อุปาทานซึ่งเวทนาขันธ์ อุปาทานซึ่งสัญญาขันธ์ อุปทานซึ่งสังขารขันธ์ อุปาทานซึ่งวิญญาณขันธ์ กล่าวโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
การดำรงมรรค คือ การดำรงสภาพจิตหลุดพ้น เมื่อดำรงได้บริบูรณ์ มรรคที่บุคคลดำรงอยู่จักไม่มีเวลา มาข้องเกี่ยวกับทางนั้นๆทั้งแปด(อริยมรรค) สภาพจิตที่ดำรงอยู่เหนือขันธ์๕ เส้นที่แบ่งคั่น ที่ขีดไว้ระหว่างตัวตน ที่ปฏิสัมพันธ์ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต จักโดนละลายไปด้วยแรงแห่งมรรค จักพบว่าการเห็น หรือความเห็นใดๆนั้น จักอยู่บนเส้นเดียวเส้นหนึ่งที่อดีต ปัจจุบัน อนาคตเป็นเส้นเดียวกัน จักอยู่และเป็นโดยไร้แรงแห่งสภาพดึงดูดสภาพตัณหาที่มากระทบ เป็นอิสระจากสิ่งที่เนื่องจากขันธ์
ประดุจมีธรรมจักรคอยปะหัดปะหารแรงดึง ซึ่งแรงดึงแห่งตัณหาอันอาศัยความเกิดเวทนาแห่งผัสสะ๖
อุปาทานนี้ที่คอยส่งแรงกระทุ้งเมื่อมีผัสสะเข้ามากระทบให้เกิดเป็นตัวเราของเรา ดูดดึงส่งแรงมาร้อยรัดให้ดวงจิตเข้าไปร่วมเสวยอารมณ์ในส่วนสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง แห่งธรรมารมณ์ให้ก่อทุกข์ บุคคลจักดำรงเป็นวิมุติตลอด
