ลำธารธรรม
article :พระโมคคัลลาน์-พระสารีบุตร เอตทัคคะทางฤทธิ์ และปัญญา
พระโมคคัลลาน์ - พระสารีบุตร
เอตทัคคะในทางฤทธิ์ & ปัญญา
บัญชา ธนบุญสมบัติ buncht@mtec.or.th
........พุทธศาสนิกชนทุกท่านคงจะทราบดีว่า พระอัครสาวกเบื้องซ้าย และเบื้องขวา ของพระพุทธองค์นั้น ก็คือ พระโมคคัลลาน์ผู้มีฤทธิ์มาก และพระสารีบุตรผู้เลิศด้วยปัญญา ตามลำดับ แต่ถ้าได้ทราบเกร็ดประวัติ ของทั้งสองท่านเพิ่มอีกนิด ก็อาจจะทำให้ การศึกษาพระพุทธศาสนา มีมิติลุ่มลึกขึ้นอีกหน่อย ... อย่ารอช้าเลย ...มาย้อนเวลา กลับไปในสมัยพุทธกาลกันดีกว่า
........พระโมคคัลลาน์ (หรือ มหาโมคคัลลานะ) นามเดิมว่า โกลิตะ เป็นบุตรของพราหมณ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้านโกลิตะคาม และนางพราหมณีโมคคัลลี ส่วนพระสารีบุตร นามเดิมว่า อุปติสสะ เป็นบุตรของวังคันตพราหมณ์ ซึ่งเป็นนายบ้านอุปติสสะคาม และนางสารีพราหมณ์

พระมหาโมคคัลลานเถระ อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า (ภาพจากหนังสือ พุทธสาวก พุทธสาวิกา ของศาสตราจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก)
........ทั้งสองเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก และชวนกันกิน เที่ยว หาความสำราญ จากการดูการละเล่น และมหรสพต่าง ๆ ตามประสาลูกผู้มีอันจะกิน จนวันหนึ่ง หลังจากไปดูมหรสพที่เล่นอยู่บนยอดเขา ก็เกิดความเบื่อหน่าย โดยเห็นว่าชีวิตนี้ไร้แก่นสาร จึงชวนกันไปสมัครเป็นศิษย์ ของอาจารย์สัญชัยเวลัฏบุตร ซึ่งเป็นเจ้าสำนักปรัชญา ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในขณะนั้น
........เมื่อเรียนจบ อาจารย์ได้ชักชวนให้อยู่ช่วยสอนศิษย์รุ่นหลัง ๆ ต่อไป แต่โกลิตะและอุปติสสะ มีความเห็นว่า วิทยาการที่ได้เรียนรู้มานั้น ยังไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดที่จะพาให้พ้นจากความทุกข์ได้ ทั้งสองจึงตกลงกันเงียบ ๆ ว่า จะแยกย้ายกันไปแสวงหาอาจารย์ที่สอนแนวทางที่ดีกว่านี้ โดยหากใครพบก่อน ก็จะบอกให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ
อุปติสสะ (ซึ่งต่อมาคือ พระสารีบุตร) กำลังเรียนถามธรรมะจากพระอัสสชิ (ภาพจากหนังสือ พุทธสาวก พุทธสาวิกา ของศาสตราจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก)
........เช้าวันหนึ่ง อุปติสสะได้พบพระอัสสชิเถระ กำลังออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ ก็เกิดความประทับใจ ในอิริยาบถอันสำรวมน่าเลื่อมใส จึงคิดว่าท่านผู้นี้คงจะมี อุตริมนุสสธรรม (ธรรมอันย่่่ิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่มี) จึงติดตามท่านไปห่าง ๆ และเมื่อได้โอกาส ขณะที่พระอัสสชิกำลังนั่งฉันภัตตาหารอยู่ ก็เข้าไปนมัสการขอให้ท่านแสดงธรรมให้ฟัง
........พระอัสสชิออกตัวว่า ท่านเพิ่งบวชได้ไม่นาน ไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้ อุปติสสะจึงกราบเรียนท่านว่าให้แสดงแต่โดยย่อก็ได้ พระอัสสชิจึงกล่าวคาถา อันเป็นแก่นแห่งอริยสัจ 4 ใจความว่า (ภาษาบาลีขึ้นด้วย “เยธัมมา …”)
“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และการดับเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้”
........ด้วยคาถา “เย ธัมมา” สั้น ๆ เพียงเท่านี้ อุปติสสะก็ได้ “ดวงตาเห็นธรรม” คือ บรรลุโสดาปัตติผลในทันที อุปติสสะจึงไม่รอช้า รีบไปบอกแก่โกลิตะผู้สหาย โกลิตะได้ฟังคาถานั้นก็บรรลุโสดาปัตติผลเช่นเดียวกัน!
........จุดนี้ผู้รู้บางท่านอธิบายว่า น่าเป็นเพราะ ทั้งสองท่านได้ใคร่ครวญ เกี่ยวกับประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตอยู่ตลอดเวลา พอได้ฟังแก่นคำสอน จึงโดนใจเข้าอย่างจัง ส่วนอาจารย์เสฐียรพงษ์ ได้ตั้งข้อสังเกตในอีกแง่มุมหนึ่งว่า “พระอัสสชิเถระเป็นนักสอนศาสนาที่เชี่ยวชาญมิใช่น้อย การประกาศธรรม มิได้หมายความว่า จะต้องพูดเก่ง พูดได้ยืดยาว หากรู้จักพูด รู้จักสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รู้อุปนิสัยของผู้ฟังด้วยแล้ว แม้แสดงเพียงสังเขปก็สัมฤทธิผล ดังท่าน ได้แสดงแก่อุปติสสมาณพ”
........พระโมคคัลลานะบรรลุอรหัตผลในวันที่ 7 หลังจากอุปสมบท โดยได้ “ของแถม” คือมีอิทธิฤทธิ์ด้วย แต่ท่านใช้ฤทธิ์เพื่อปราบคนที่มัวเมาในฤทธิ์ เพื่อให้คลายความหลงผิด และหันมานับถือพระพุทธศาสนาจำนวนมากมาย
........ส่วนพระสารีบุตรนั้นบรรลุอรหัตผลช้ากว่า คือหลังจากบวชได้ 14 วัน และด้วยท่านเป็น ผู้มีปัญญาหลักแหลม จึงสามารถแสดงธรรม หักล้างความคิดเห็นผิด และทำให้ผู้ฟัง เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แต่ที่น่าจะเห็นได้ชัดที่สุดคือ ท่านได้กราบทูลพระพุทธเจ้า ให้บัญญัติพระวินัย เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม โดยนำคำสอนมาจัดเป็นหมวดหมู่ พูดตามสมัยนิยมว่า ท่านมีวิสัยทัศน์ยาวไกล (กว่า 2500 ปี) อย่างยิ่ง!
______________________________________________________________
ประตูสู่มิติอื่น
ขอแนะนำหนังสือ พุทธสาวก พุทธสาวิกา ของศาสตราจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ซึ่งประมวลประวัติพระเถระ พระเถรี อุบาสกและอุบาสิกา ในสมัยพุทธกาลไว้กว่า 90 ท่าน จัดพิมพ์โดยธรรมสภาและสถาบันบรรลือธรรม ISBN 974-75863-5-5 สนใจโปรดติดต่อ ธรรมสภา โทร : (02) 434-4267, (02) 434-3566, (02) 441-1535 หรือ ศูนย์หนังสือพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โทร : (02) 888-7940

เนื้อหาจากหนังสือ : มิติคู่ขนาน ผู้เขียน : ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ ,สำนักพิมพ์สารคดี พิมพ์ครั้งที่ ๑

