| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Thu Nov 08, 2007 8:13 pm เรื่อง: อานาปานสติ สมาธิภาวน |
|
|
.........เนื้อหากระทู้นี้เหมาะกับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นฝึกด้วยอุบายวิธีอานาปานสติภาวนา และท่านผู้ที่ปฏิบัติเป็นกิจวัตรด้วยวิธีนี้
.........โดยมีการนำเสนอหัวข้อกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เปิดโอกาสแสดงความเห็นสอบถาม แลกเปลี่ยนกันและกันตามอัธยาศัย ...
อานาปาน เป็นคำสมาส ระหว่างคำว่า "อานะ" และ "อปานะ"
ที่หมายถึง"ลมหายใจเข้า" และ"ลมหายใจออก" ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ
.........ความที่มีสติ สัมปชัญญะ การระลึกรู้สภาพธรรมที่เป็นปัจจุบัน ความรู้สึกสัมผัส(นาม) ที่เกี่ยวข้องกับลมหายใจ(รูป) นั้นมีมานานคู่กับมนุษย์ชาติ
มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้เนื่องด้วยลมหายใจเข้า-ออก ตั้งแต่เกิดจนตราบจนสิ้นชีวิต
ชีวิตมนุษย์เราทุกคน เกิดมาพร้อมลมหายใจ
เราใช้ชีวิตพร้อมกับลมหายใจเข้าและออก
เป็นวิธีการฝึกของคนโบราณให้คุ้นกับลมหายใจที่ยาว ลึก และเบา ที่ต่อเนื่อง
จะทำให้เรามีสุขภาพดี เกิดภูมิคุ้มกันโรค มีโรคน้อย จิตใจปลอดโปร่ง แจ่มใส
เมื่อไหร่เรามีการตระหนักรู้ กับลมหายใจเข้าและออก
โดยเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่มีสติ ..ณ ห้วงเวลานั้น
ก็ได้ชื่อว่า เรากำลังเจริญหรือทำ "อานาปานสติภาวนา" อยู่นั่นเอง
.........หากผู้ปฏิบัติศึกษาพระไตรปิฏกควบคู่กันก็จักทราบว่าอานาปานสติเป็นหมวดกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงตรัสรู้ เป็นกรรมฐานของพระอรหันต์หลายองค์ในอดีต ปัจจุบัน และสืบเนื่องไปยังอนาคต ดำเนินสู่มรรค ผล นิพพาน
.........อานาปานสติมีการแนบเนื่องเกื้อหนุนกันระหว่างสมถะและวิปัสสนา ที่มีความแน่วแน่เป็นหนึ่ง การพิจารณาสภาพธรรมสู่ความชัดเแจ้งไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปโดยลำดับ
เนื้อหาหัวข้อที่น่าสนใจ น่าศึกษาจะนำลิงค์ลงไว้โดยลำดับครับ
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Sat Apr 17, 2010 4:22 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Fri Nov 09, 2007 4:35 pm เรื่อง: |
|
|
ข้อเทคนิคพื้นฐานเบื้องต้นสำหรับบางท่านซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติใหม่
เมื่อเริ่มต้นฝึกอานาปานสติ สมาธิภาวนา
ความตั้งใจใส่ใจในจุดกระทบลมหายใจเข้า-ออก อานาปานสติสมาธิ
สติที่กำหนดสังเกตลมหายใจที่ผ่านมากระทบเข้า-ออก
-เพ่งมากไปอาจตึงและมึนศีรษะ
-หย่อนมากไปอาจฟุ้งไม่สงบ
เกี่ยวกับเรื่องการดำเนินวางจิตนั้นเป็นพื้นฐานเบื้องแรกที่สำคัญ
พระพุทธองค์ได้ทรงอุปมาอุปมัย ไว้ว่า "ประดุจผู้ฉลาดที่มีนกกระจาบรักษากำไว้ในมือของตน"
........หากกำมือหลวมไป นกกระจาบตัวนั้นก็คงหลุดมือไป เปรียบได้กับความย่อหย่อนไม่เอาใจใส่กรรมฐานที่มีลมหายใจเข้า-ออก เป็นบาทฐานให้สติระลึกรู้อยู่
........หากกำมือบีบแน่นเกินไป นกกระจาบตัวนั้นคงตายหายใจไม่ออก เปรียบได้กับการเพ่งตั้งใจมากไปกับลมหายใจไม่เป็นธรรมชาติ เกิดภาวะเกร็ง เครียด จนอาจปวดตึงศรีษะหรือท้ายทอย
การฝึกอานาปานสติ มิใช่การพยายามปรับลมหายใจให้เป็นรูปแบบใหม่
แต่เป็นเพียงการศึกษากระบวนการธรรมชาติภายในตัวเองผ่านลมหายใจเข้าและออก
เป็นลมหายใจที่มีอยู่แล้วตามปกติธรรมชาติของชีวิตมนุษย์
จึงควรหาจุดที่พอดี เหมาะสมกับแต่ละท่าน ที่ได้จากการสังเกตตัวเอง
จุดเหมาะสมพอดีนั้นของแต่ละท่านนั้น ประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองค้นหาเจอเป็นดีที่สุด
......................
และจุดโฟกัสของลมหายใจ ก็เช่นกันที่สามารถก่อให้ท่านมึนตึงศีรษะ จากการเพ่งได้
........ ควรเลือกจุดที่รู้สึกได้ชัดที่สุด ส่วนใหญ่ของผู้ปฏิบัติก็จะมี
........๑.ส่วนใดส่วนหนึ่งของโพรงจมูก
........ ๒.ปลายจมูก หรือ ๓.บริเวณจุดพื้นที่ผิวเหนือริมฝีปากกระทบลม
........ผู้ปฏิบัติแต่ละท่านไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความถนัด ชัดเจนของแต่ละบุคคลไป ที่จะสังเกตโฟกัสที่จุดใด
........ใหม่ๆ เมื่อใหร่ที่รู้สึกตึงจากการกำหนด อาจเกิดจากกำหนดจุดรับรู้ลมหายใจใกล้ หรือไกลจนเกินไป
........ดังนั้นควรหมั่นสังเกตุหาจุดที่พอดีเหมาะสมกับแต่ละท่าน
.......................
สมาธิภาวนา ที่มีทั้ง สมถะและวิปัสสนา อานาปานสติ
.........อุปมา คล้ายกับ ผู้ถือแว่นเลนส์ส่องรับดวงตะวัน เพื่อรวมแสงไปยังใบไม้หรือแผ่นกระดาษเพื่อเผาไหม้ ดุจเดียวกับ
.........สติ สัมปชัญญะที่ดำรงอยู่สภาวะธรรมปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เปรียบดังการที่มือถือแว่นเลนส์ ไม่ซัดส่าย
.........ความสะอาดของแว่นเลนส์ เปรียบดั่ง ภาวะปัญญาที่แจ่มชัด ซึ่งก่อเกิดจากการหล่อหลอมสติ สัมปชัญญะ เป็นกลาง สัมผัสอยู่ กับสภาพธรรมปัจจุบันโดยลำดับ ตระหนักรู้ ชัดแจ้งสภาพธรรมโดยลำดับ
.........สภาพธรรมทั้งปวงรวบลงสู่นามและรูป ที่เป็นปัจจัยเคลื่อนไหว ดำเนินอยู่ ความไม่เที่ยง ไม่จีรัง เป็นทุกขังไม่สามารถบังคับบัญชา ทั้งนามรูปที่สืบเนื่องเป็นปัจจัยเสริมซึ่งกันและกัน ไม่มีใครยึดเป็นของเขา ของเราได้
.........ความร้อนที่เกิดขึ้นบนใบไม้ หรือกระดาษ เปรียบประดุจ แสงแห่งปัญญา ที่แผดเผากิเลสความเคยชินเก่าๆที่ก่อทุกข์ ด้วยบาทฐานแห่งสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา แทงตลอดในสภาพธรรม(นามรูป)ความไม่จีรังยั่งยืนในสิ่งที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เป็นทุกข์ และไม่สามารถนำมาถือเป็นตัวเราของเรา ของเขาได้
.........อุปมาอีกข้อ คล้ายกับ เราอยู่ในห้องที่สลัว มองไม่ชัดว่ามีสิ่งใดอยู่ในห้องบ้าง เมื่อจุดเทียนไขขึ้นก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้
.........ห้องที่สลัว หมายถึง ห้วงชีวิตที่ดำเนินที่มีความไม่รู้ครอบงำ สิ่งต่างๆที่เป็นปมแฝงเร้นซ่อนเงื่อนภายในจิตใจ
.........แสงจากเปลวเทียน หมายถึง ภาวะสงบ ไม่ซัดส่าย ดุจปลอดจากสายลมรบกวน เปลวเทียนไม่ซัดส่าย ได้ภาวะสงบจิต สงบกาย ไม่โดนครอบงำจากอารมณ์ มีจิตประณีต ได้จากการวางจิตเบา กายเบา อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน-สมถะ
แสงจากเปลวเทียน ยิ่งสว่าง ก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆโดยรอบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พิจารณา(วิปัสสนา)ได้เข้าใจชัดถึงความจริงชัดเจนยิ่งขึ้นโดยลำดับ นำไปสู่การปล่อยวางทางจิตใจอย่างถูกต้องเป็นธรรมชาติโดยไร้การอิงอาศัยกระแสแห่งแรงเจตนา
.........ความสลัวที่เคยบดบังสายตา ดุจดังอารมณ์ที่ครอบงำจิตใจ ก็จักค่อยแยกแยะอารมณ์ส่วนนามที่เกิดจากเวทนา(ความรู้สึก) และสภาพรับรู้(จิต) สลายเงื่อนปมปัญหาในจิตใจ ที่เคยผูกปมไว้ กับสิ่งต่างๆ ผู้ปฏิบัติจัก มีความเข้าใจแจ่มชัด ปล่อยวาง ดำเนินไปสู่การไขปริศนาชีวิตตนเองได้ โดยลำดับ
เป็นผลอานิสงส์ของการดำเนินวิถีทางโดยการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา
.........ขอขยายความศัพท์คำว่า "สภาพธรรมทั้งปวงย่นย่อลงเหลือเพียง นามและรูป" หรือ ขันธ์๕ ที่มีทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อความเข้าใจชัดเจนขึ้นสำหรับผู้ปฏิบัติที่ยังใหม่ที่ได้อ่านในความเห็นนี้ครับ
.........นาม คือ อารมณ์ ความรู้สึก(เวทนา) สภาพรู้(จิต) สภาพธรรม
.........รูป คือ ลมหายใจ(อานาปานสติ-
๑), อริยาบทต่างๆของร่างกาย(อริยบทบรรพหลักและย่อย-๒และ๓) ,ปฏิกูลสิ่งต่างๆของร่างกาย(ปฏิกูลมนสิการบรรพ-๔) ,ความเป็นธาตุของร่างกายของดิน น้ำ ไฟ ลม(ธาตุมนสิการบรรพ-๕) ,ศพในป่าช้าโดยอาการทั้ง ๙ ชนิด(นวสีวถิกาบพรรพ-๖)
.........หมายเหตุ รูป ที่แสดงไว้ทั้งสิ้นจากหมวดฐานกายที่มี ๖ หมวด ของสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเห็นได้ชัดเจนว่า แต่ละอุบายวิธีของ ๖ วิธีนั้นมีการพิจารณามนสิการซึ่งในส่วนฐานรูปเท่านั้นก็คือฐานกาย ที่มีความแตกต่างกัน ตามแต่วิธีตามจริตของผู้ปฏิบัติ เพื่อกันความสับสนของความเข้าใจที่อาจซ้อนทับกัน ของอุบายหลักวิธีปฏิบัติ และเพื่อความก้าวหน้าของผู้ปฏิบัติแต่ละอุบายวิธีที่ดำเนินไป
.......ส่วนฐานนาม ล้วนดำเนินไปโดยเป็นอย่างเดียวกันรูปแบบของการวิวัฒน์เกื้อกูลคุณธรรมจิต ไปในทิศทางเดียวกัน แม้ฐานรูปจักดำเนินต่างกันอย่างไรก็ตาม
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Wed Apr 14, 2010 4:12 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Fri Nov 16, 2007 8:18 pm เรื่อง: |
|
|
อนุโมทนาครับผม
ข้อมูลเยิ่ยมมากๆครับ  _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
คเวสโก ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 20 Aug 2007 ตอบ: 47 ที่อยู่: กรุงเทพ
|
ตอบเมื่อ: Mon Nov 19, 2007 9:23 am เรื่อง: อัสสาสะ-ปัสสาสะ |
|
|
อัสสาสะ-ปัสสาสะ "รับดาบ แล้ว ลืมเลือนดาบ"
 _________________ "พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Fri Nov 23, 2007 2:40 pm เรื่อง: |
|
|
วิธีการปฏิบัติเจริญอานาปานสติภาวนาอย่างสัมพันธ์กับสติปัฏฐาน๔
......สาระประโยชน์และเทคนิคครอบคลุมพื้นฐานเบื้องต้นทั่วไป ,ทัศนคติวิธีปฏิบัติ และการอุทิศบุญกุศลจากการปฏิบัติแผ่เมตตาสร้างสิ่งดีงามให้กับตัวผู้ปฏิบัติเอง และสังคมรอบข้าง
พื้นฐานการปฏิบัติตัวเองทั่วไป ก่อนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เป็นการรักษาสมดุลย์ความพร้อมองค์รวมชีวิตประจำวัน
การรับประทานอาหาร การนอน และทั่วไป
การรับประทานอาหารอย่างพอดีพอเหมาะ ไม่อิ่ม ไม่หิวจนเกินไป
เคี้ยวอาหารโดยละเอียด มีสติในการทานอาหารใช้เวลาพอเหมาะสม
รักษาระยะห่างหลังทาน กับการทำสมาธิภาวนาให้พอเหมาะกับระบบย่อยอาหาร
โดยแน่ใจว่ามีการย่อยสลายอาหารหมดแล้ว จึงเริ่มทำสมาธิ
เพราะหากกำลังย่อยอยู่ธาตุไฟที่กำลังใช้อยู่กับการย่อยจะถูกดึงมายังส่วนบน
ทำให้ท้องอืด ส่งผลเสียต่อระบบย่อยปกติของร่างกาย เกิดง่วงซึมได้.. เป็นต้น
ดื่มน้ำสะอาดซัก ๑ แก้ว น้ำไม่เย็นไม่ร้อน ก่อนทำสมาธิและหลังทำสมาธิ
เพื่อความสดชื่น
การนอนหลับ ใช้เวลานอนที่พอดีกับร่างกาย ไม่นอนน้อยเกินไป หรือมากเกินไป เมื่อรู้สึกตัวให้ตื่นอย่างมีสติ ไม่นอนต่อ
รักษาดูแลความเป็นปกติของศีล๕ ค่อยๆปรับลำดับไปสู่ กุศลบท ๑๐ หรือสุจริต ๓ คือการรักษาความสุจริตของจิตใจ วาจา และการกระทำทางกาย
วิธีการฝึกอานาปานสติ สามารถศึกษาแนวทางได้จากพระสูตร http://www.dhammachak.net/wimuttidham_ch7.pdf
จุดที่ต้องการจะเสริมความชัดเจนในแง่มุมต่างๆ คือ ความสัมพันธ์อานาปานสติ-สติปัฏฐาน๔ ที่แนบเนื่องดำเนินไปควบคู่กัน
คือ อานาปานสติมีทั้งในส่วนของ สมถะและวิปัสสนา ควบคู่กันไป
การเจริญอานาปานสติ คือ การมีสติอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก ,มีลมหายใจเป็นราวเกาะของสติ เช่น การขึ้นบรรได หรือไต่ขึ้นภูเขา ก็ควรมีที่เกาะที่ยึดไว้
เมื่อหายใจเข้า ก็รู้สึกถึงลมหายใจเข้า เมื่อหายใจออก ก็รู้สึกถึงลมหายใจออก สิ่งปรุงแต่งร่างกาย
เมื่อลมหายใจสั้นก็รู้ชัดว่ากองลมหายใจสั้น เมื่อลมหายใจยาวก็รู้ชัดว่ากองลมหายใจยาว
ทำไปเรื่อยๆ...พอดีใส่ใจกับสิ่งที่มี ปฏิบัติได้เท่าใด ก็พอใจเพียงเท่านั้น
วางจิตเป็นกลาง ไม่เพ่งจดจ่อจนตึง ไม่ปล่อยสติไหลตามสิ่งต่างๆที่เข้ามาไม่เป็นสมาธิ
เมื่อสติ สัมปชัญญะ ความรู้สึกในตามลมหายใจ คมชัดเจนขึ้น ย่อมประจักษ์สิ่งที่ละเอียดขึ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ เวทนาทางกาย เวทนาทางใจ ที่เป็นความสุข ,ทุกข์ หรือเฉยๆ
......เวทนาหรือความรู้สึก ชนิดหยาบที่เกิดขึ้นทั่วไป, เวทนาชนิดละเอียด ประณีตที่จิตเป็นรูปฌานที่มีปีติ สุข เป็นองค์ประกอบของภาวะจิตที่เป็นหนึ่ง( เอกกัคคตา) ตระหนักรู้ รสของ(รส)ลมหายใจเข้า-ออกที่ละเอียด รสของนาม ปีติ สุข ที่เกิดขึ้นและสลายไป ตามปัจจัยของลมหายใจ และเอกัคคตาจิต
เมื่อเกิดความรู้สึก(เวทนา) ความนึกคิดอารมณ์ชนิดใดๆ เกิดขึ้น ก็ตามรู้ชัดในสภาพการณ์ขณะนั้น
โดยรักษาความรู้สึกไว้เป็นปัจจุบันขณะไว้อย่างสม่ำเสมอ
ทำไปเรื่อยๆ...พอดีใส่ใจกับสิ่งที่มี ปฏิบัติได้เท่าใด ก็พอใจเพียงเท่านั้น
เมื่อความรู้สึก(เวทนา)ที่แนบเนื่องกันกับความนึกคิดอารมณ์(จิต)ชนิดต่างๆ
แยกได้อย่างชัดเจนมากขึ้น จากความคุ้นเคย จากการปฏิบัติประสบการณ์ตรง
เมื่อเกิดความนึกคิดอารมณ์(จิต)ชนิดต่างๆ ก็ให้รู้ชัด รู้รอบในความเกิด ความดับ
......การดูจิตดูอารมณ์ ดูความรู้สึก นึกคิด จิตเป็นหนึ่ง แผ่กว้าง เป็นฌาน, จิตมีนิวรณ์ ,มีจิตอื่นภายในแทรกขึ้นไม่เป็นหนึ่ง ..เป็นต้น
โดยรู้ว่าขณะนี้มีอารมณ์ของจิตชนิดใดเกิดขึ้นภายในจิตใจเรา สักแต่รู้ ..เป็นต้น
พิจารณาดูความสืบเนื่องของจิตภายใน
สาเหตุให้เกิดจากภายใน ภายนอก
เจริญไว้สม่ำเสมอต่อเนื่อง
รักษาดำเนินเป็นปัจจุบันขณะไว้อย่างสม่ำเสมอ
สักแต่รู้ สักแต่เห็น ละการแทรกแซงสภาวธรรมไม่นำสิ่งที่เห็นที่รู้มาปรุงแต่ง
กาย เวทนา จิต และธรรม ระลึกรู้เพียงสภาวธรรมปัจจุบัน
สักแต่รู้ สักแต่เห็น ละการแทรกแซง ละความปรุงแต่งสภาพธรรมที่ปรากฏ
การเห็น-รู้ สภาพธรรมโดยผ่านจากความคิดที่อาศัยสมองเป็นการรู้โดยสมมุติบัญญัติ
การตัดผ่านสภาพการเห็นสภาพธรรมโดยสมมุติสู่ปรมัตถธรรม พึงละการใช้ความคิด ละปรุงแต่งต่อสภาพธรรมนั้นๆ "ละคิด หยุดคิด จึงรู้(โดยปรมัตถ์)"
การสลายตัวการยืนยัน(ตัวรู้) ปล่อยวางการให้ค่าความสำคัญในความเห็น บทบาทในตัวตน ไม่ก่อสภาพความยินดี ยินร้าย ใดๆ...เป็น วิถีทางเจริญมรรค พอกพูนเจริญคุณธรรม
หมวดธรรม สภาพธรรมที่ครอบคลุมนามรูป สามารถอาศัยอานาปานสติเป็นบาทฐานเจริญต่อเนื่องพิจารณา
สภาพนิวรณ์๕ ,สภาพธรรมของจิตที่ไม่เป็นฌาน จิตที่เป็นรูปฌาน ธรรมารมณ์...
หรือ อุปาทานขันธ์ทั้ง๕
......อุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น,ขันธ์ หมายถึง กอง ที่มีความเป็นกลุ่มเป็นก้อน
......ความถือมั่นยึดมั่นในสภาพรูป ร่างกาย วัตถุ สมบัติที่เรามี สิ่งที่คิดว่าเป็นเรา สิ่งของของเรา
......ความถือมั่นยึดมั่นในเวทนาความรู้สึกถึงความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์เฉยๆ ติดสุข ติดทุกข์ ,ติดสุข มักมองไม่ค่อยเห็นอนิจจัง ติดทุกข์มากไปอาจมองไม่เห็นสมุหทัย(สาเหตุของทุกข์ชนิดนั้นๆ) ,ติดอารมณ์เฉยๆ มากไปก็ไม่ค่อยดีอวิชชาครอบงำ
......ความถือมั่นยึดมั่นในสัญญา ความทรงจำสมองที่ชีวิตผันผ่านทั้งปวง สิ่งที่ได้รับ ในความเป็นนั่น ไม่เป็นนี่
......ยึดมั่นในสิ่งที่เคยเป็นต่างๆ ที่ผ่านมา ,ความทรงจำเป็นสุข-เจ็บปวด ในอดีตที่ยึดมั่นสัญญามักก่อให้เกิดเวทนา และเวทนาก็ก่อให้เป็นสัญญาได้เช่นกัน
......ความถือมั่นยึดมั่นในสังขารความปรุงแต่ง ที่ประกอบเป็นร่างกาย สิ่งต่างๆ ปรุงแต่งอารมณ์ เจตสิก สิ่งต่างๆที่ปรารภคาดหวังปรุงแต่งไปยังอนาคต
......ความถือมั่นในความรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ
......ความถือมั่นยึดมั่น มักเกิดพร้อมตัวตน(อัตตา)ว่าขณะประสบสิ่งนั้นๆ ไม่แปรปรวน เที่ยงแท้ ถือมั่นอยู่ขณะนั้นๆ
......เมื่อเกิดอัตตาตัวตนดังกล่าวมักมีกิเลสก่อตัวตามจากอัตตายึดติด เช่น ความหลง ความอยาก ความขุ่นเคืองใจ โทสะ ความมีมานะถือตัวตน ย่อมมีโทษยังให้เศร้าหมองก่อเกิดกิเลส ..เป็นต้น เหล่านี้เป็นทุกข์
......การสลายความยึดมั่นถือมั่น ตัวตน เป็นการดำเนินผ่านด้วยประสบการณ์ตรงของการเจริญอานาปานสติ
......โดยพิจารณาความไม่เที่ยงไม่จีรังยั่งยืน อนิจจังของสภาพธรรมต่างๆ ลมหายใจ(รูป) หรือนาม คือ ความรู้สึกที่เกิด , สัญญาที่มี, สังขารที่ปรุงแต่ง หรือความรับรู้ที่ปรากฏทวารสัมผัสทั้ง๖
......พิจารณาสิ่งที่ปรากฏดังกล่าวที่เกิดเฉพาะหน้าปัจจุบัน
......สิ่งใดเกิดก็พิจารณาสิ่งนั้น เกิดขึ้น-ดับสลายไป ที่เวียนวนเกิด-ดับสลาย ทั้งนามรูป
......เมื่อพิจารณาก็จะเห็นโทษภัยไปพร้อมกัน คุณก็ย่อมไม่หาโอกาส ไม่พยายาม เสาะแสวงหาสร้างให้ตัวตนของคุณเองไว้ยังที่ใด ให้หนัก ให้เป็นทุกข์
......ความไม่พยายามสร้างตัวตน ทั้งในทางโลก และทางธรรม เห็นช่องเห็นโทษภัยของโลกธรรมทั้ง๘ ที่เกิดแก่จิตใจ เป็นหนทางออก จากสาเหตุ(สมุหทัย)คือความอยาก แรงดึงดูด และผลักไสปฏิเสธภาวะที่ไม่ยินดี ความยึดมั่นถือมั่นตัวตน
......การพยายามดับสลายตัวตนเสมอ ไม่สร้างเหตุใหม่ก่อทุกข์ด้วยการไม่รับ-ไม่ปฏิเสธเหตุปัจจัยอดีตที่ไหลต่อเนื่อง
......ผลปัจจุบันเป็นเหตุในอดีตเป็นสิ่งที่ได้สร้างไว้แล้ว พร้อมรับผลของกรรม และไม่สร้างเหตุใหม่ต่อเนื่องในทางให้เกิดทุกข์เกิดโทษ
......ลักษณะของความพยายาม ที่ละเอียด ลำดับนี้ คือการวางภาวะตระหนักรู้ทีเป็นกลาง ที่เป็นเพียงผู้สังเกต ตระหนักรู้ถึง สิ่งที่เกิดขึ้น และการดับสลายไป ของทางกาย ความรู้สึก(เวทนา)และความนึกคิด(จิต) โดยไม่เข้าไปทำอะไร ไม่แทรกแซง สร้างปฏิกิริยาใดๆ
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ย่อมมีการดับสลายไป โดยตัวของมันเอง ทั้งอาการทางกายหรือลมหายใจ.. อาการทางเวทนา.. อาการทางจิต ทุกชนิดที่หยาบหรือละเอียด ที่เป็นไปทางทุกข์หรือสุข พอใจ ไม่พอใจ ยินดีหรือยินร้าย เพียงเฝ้าสังเกต ตระหนักรู้ เป็นปัจจุบันอยู่เป็นขณะ ขณะ
......การถอนคืน การสละคืนกิเลสความถือมั่นยึดมั่น ล้วนเกิดจากการเห็นสัจจะในความไม่เที่ยง(อนิจจัง) ไม่จีรังยั่งยืนซึ่งเป็นคุณลักษณะของธรรมชาตินามและรูป สืบให้เกิดความคลายกำหนัดที่กิเลสยึดมั่นถือมั่น เพียรเผา เพียรดับ(นิโรธ)ความเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ด้วยความเพียรเผากิเลสภายใน ดำเนินไปภายในขอบเขตสติ สัปชัญญะ สมาธิ ปัญญา
……………
......ไม่ว่าอย่างใด การเจริญอานาปานสติควรใช้เวลาประมาณ ๓๐-๔๐ นาทีเป็นอย่างน้อย
...... โดยเริ่มจากวันละหนนึงแล้วค่อยเพิ่มตามโอกาสตามกำลังอินทรีย์ และเมื่อดำเนินต่อเนื่องกันไปขอบเขตความคมชัดของสติ สมาธิ ปัญญา ก็จะขยายออกสู่ชีวิตประจำวันโดยธรรมชาติ
......การมองเฝ้าสังเกตเห็น คำพูด เห็นความรู้สึกนึกคิด ของเราเองขณะที่ทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน นั้นก็เรียกว่า วิปัสสนาอย่างนึงเหมือนกัน
......การดำรงรักษาความบริสุทธิ์ทางจิตใจ ทางวาจา การกระทำไว้เสมอ.. ทำให้การปฏิบัติภาวนาก้าวหน้าและชีวิตเจริญขึ้น
......การอุทิศบุญกุศลจากการปฏิบัติ
......บุญกุศล ที่เกิดจากการปฏิบัติก็ก่อผลที่ดีต่อตัวคุณเองซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ
......ก่อนออกจากภาวนา อธิษฐานอุทิศให้แก่บุพการี บรรพบุรุษในลักษณะเจาะจง
...... รวมทั้งไม่เจาะจงไปยังเพื่อนมนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข
ขอเจริญธรรมครับ
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Sat Apr 17, 2010 4:30 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
คเวสโก ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 20 Aug 2007 ตอบ: 47 ที่อยู่: กรุงเทพ
|
ตอบเมื่อ: Tue Nov 27, 2007 7:24 am เรื่อง: อานิสงส์แห่งอานาปานส |
|
|
ดูก่อนราหุล เมื่อเจริญอานาปานสติแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ แม้แต่ลมอัสสาสะ-ปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)ซึ่งมีในที่สุดท้าย ก็ดับไปโดยรู้ มิใช่โดยไม่รู้
(83)ม.ม. 13/121/132 มหาราหุลโลวาทสูตร
อานิสงส์แห่งอานาปานสติ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้วอยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดา 2 ประการ เป็นสิ่งที่หวังได้ คือ "อรหัตตผลในทิฏฐธรรมเทียว หรือว่า ถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ก็จักเป้น อนาคามี"
(84) สํ.ม. 19/980/465 ปฐมผลสูตร _________________ "พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Sat Dec 22, 2007 3:36 pm เรื่อง: |
|
|
....... ธรรมที่เกื้อกูลต่ออานาปานสติ
.......ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มุ่งประพฤติ เจริญอานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมแทงตลอด อกุปปธรรม(สมุทเฉทวิมุตติ) ได้ต่อกาลไม่นานเทียว คือ
....... ๑. เป็นผู้อยู่ป่า มีเสนาสนะอันสงัด
.......๒. เป็นผู้มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่าย สันโดษในบริขารแห่งชีวิต
....... ๓. เป็นผู้มีอาหารน้อย ประกอบตนอยู่ในความเป็นผู้มีท้องพร่อง
.......๔. เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ในความตื่น
.......๕. เป็นผู้มีสติมาก
.......๖. เป็นผู้สมาทานในกถาวัตถุ ๑๐ เว้นเสียซึ่งเดรัจฉานกถา
.......๗. เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ คือธรรมเหล่าใดอันงามในเบื้องต้น
....... ท่ามกลางและที่สุด แสดงอยู่ซึ่งพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง
....... พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ ธรรมมีลักษณะเห็นปานนั้นเป็นธรรมที่เธอ สดับ แล้วมากทรงจำไว้
.......๘. พิจารณาเห็นอยู่เฉพาะ ซึ่งจิตอันหลุดพ้นแล้วอย่างไร
*กถาวัตถุ ๑๐ ประการ(เรื่องที่ควรพูด ควรนำมาสนทนากันในหมู่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม)
๑. เรื่องความมักน้อย ............. ๒. เรื่องความสันโดษ
๓. เรื่องความสงัด ............. ๔. เรื่องความไม่คลุกคลี
๕. เรื่องการปรารภความเพียร............. ๖. เรื่องศีล
๗. เรื่องสมาธิ ............. ๘. เรื่องปัญญา
๙. เรื่องวิมุตติ ............. ๑๐. เรื่องความรู้ ความเห็นในวิมุตติ
อังคุตตรนิกาย ปัณจกนิบาต 22/96-98/135-137 สุตธรสูตร, กถาสูตร, อารัญญกสูตร
.....................................
ทริค;Trick
การฝึกสมาธิภาวนา ไม่ว่าโดยอุบายวิธีใดก็ตาม ล้วนมีนัยยะสำคัญคล้ายคลึงกัน
คือ เพื่อให้จิตแยกจากกาย แยกจากอารมณ์ อิสระที่เป็นการปล่อยวางแบบธรรมชาติที่สุด
นั่นคือการปล่อยวาง ด้วยการเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงในกฏไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
กฏแห่งธรรมดังกล่าว เป็นกฏตายตัวของร่างกาย อารมณ์ คือธรรมชาติของสิ่งต่างๆทั้งปวงที่
มีความไม่เที่ยงแท้จีรังยั่งยืน มีสันตติการเคลื่อนไหวแปรปรวน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ไม่ใช่ตัวตน ของตน
ความเข้าใจธรรมชาติโดยประสบการณ์ตรงเท่านั้น ที่นำไปสู่การปล่อยวางที่เป็นธรรมชาติ
ประสบการณ์ตรง ดังกล่าวหมายถึง เกิดโดยสัมผัสสภาวธรรมตามความเป็นจริง มิได้เกิดขึ้นจากความคิดตรองโดยอาศัยสัญญา(ความทรงจำ)
มิได้เกิดขึ้นจากการใช้เหตุผล(ตรรกะ) เชาว์ปัญญาจากปัญญาภายนอก
แต่เกิดจากการปล่อยวางความนึกคิด ล่วงสู่ความรู้สึกล้วนๆ
โดยมีความเป็นไปด้วยความเป็นกลางเฝ้าสังเกตสภาวธรรมโดยปัจจุบัน ทุกปัจจุบันขณะ
ดำเนินไปสู่การปล่อยวางซึ่งเงื่อนไข ปราศจากเจตจำนงค์ใดๆ
ปราศจากตัวผู้บ่งชี้ ตัวการยืนยันสภาพธรรม สักแต่เห็น สักเพียงรู้ แต่มิได้สร้างปฏิกิริยาใดๆต่อเติมสภาพรู้เห็นนั้น
เป็นการบ่มเพาะพอกพูนซึ่งสัมมามรรค ศักยภาพทางจิต
...........................................................
เริ่มต้นของการทำสมาธิภาวนา ไม่ควรยึดติดกับท่าทางการนั่ง หรือมือที่ซ้อนทับกันหรือไม่
......หรือการเคร่งระบบระเบียบหรือรูปแบบมากเกินไปจะทำให้จิตแนบติดกับกายจนเกินไป สวนทางกับนัยยะสำคัญของการฝึกสมาธิภาวนา
นัยยะสำคัญ คือ เพื่อให้จิตแยกจากกาย แยกจากอารมณ์ อย่างอิสระที่เป็นการปล่อยวางแบบธรรมชาติที่สุด
จึงควรปล่อยวางร่างกาย ทีละส่วน จากศรีษะ ..สายตาภายใน.. คอ.. หัวไหล่.. ลำตัว .. ทุกส่วนของร่างกายคุณเอง อย่างเบาๆสบายๆ ผ่อนคลายจิตใจ..
ปล่อยวางตัวตนของท่าน.. ผู้คน และเรื่องราวรอบข้าง.. ที่ตรึกนึกคำนึง
ปล่อยวางอย่างเบาๆ โดยรักษาธรรมชาตินั้นไว้
ค่อยๆน้อมความรู้สึกถึงลมหายใจช้าๆเบาๆ
*************************
ไม่คาดหวังอนาคตข้างหน้าสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ปล่อยวางความนึกคิดกับสิ่งที่ล่วงมาแล้วในอดีตข้างหลัง
มีเพียงสภาวะของการดำรงอยู่ ณ ปัจจุบัน เท่านั้น
เป็นความจริงที่สุด ที่สัมผัสพร้อมอยู่กับลมหายใจ
ลมหายใจมาพร้อมกับชีวิตเราทุกคน -โดยไม่ต้องมีการลงทุนซื้อหา
และสุขจากความสงบ เกิดจากภายใน -ไม่จำเป็นออกไปเสาะแสวงหาได้จากภายนอก
*************************
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Sat Apr 17, 2010 4:46 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
คเวสโก ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 20 Aug 2007 ตอบ: 47 ที่อยู่: กรุงเทพ
|
ตอบเมื่อ: Wed Jan 02, 2008 10:00 am เรื่อง: สาธุ |
|
|
สาธุ
*อาณาปานสติกัมมัฏฐาน ให้คุณเป็นเอนกอนันต์ _________________ "พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jan 02, 2008 2:07 pm เรื่อง: |
|
|
กุศลผลอานิสงส์
........เมื่อเสร็จสิ้นออกจากสมาธิภาวนา พึงตั้งจิตอธิษฐานแผ่เมตตากุศลจากภาวะสมาธิภาวนา แด่สรรพสัตว์เพื่อนร่วมทุกข์ในโลก อย่างไม่มีประมาณ ทุกทิศในสากลโดยไม่เจาะจง และรวมทั้งเจาะจงแด่เจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณบิดามารดา บรรพบุรุษ เพื่อนกัลยณมิตร ....ฯลฯ
กุศลจิตที่แผ่ไปย่อมมีมากตามกำลัง โดยลำดับดังต่อไปนี้
ทาน มีกุศลอานิสงส์ แด่ผู้ปฏิบัติ ผู้เกื้อกูลส่งเสริม
รวมทั้งการที่เป็นผู้ให้และผู้รับ เมื่อมีการแผ่อานิสงส์นั้น
ศีล มีกุศลอนานิสงส์ แด่ผู้ปฏิบัติ ผู้เกื้อกูลส่งเสริม
รวมทั้งการที่เป็นผู้ให้และผู้รับ เมื่อมีการแผ่อานิสงส์นั้น
สมาธิภาวนา มีกุศลอนานิสงส์ แด่ผู้ปฏิบัติ ผู้เกื้อกูลส่งเสริม
รวมทั้งการที่เป็นผู้ให้และผู้รับ เมื่อมีการแผ่อานิสงส์นั้น
สมาธิภาวนา ปัญญาที่ตามเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง มีกุศลอนานิสงส์ แด่ผู้ปฏิบัติ ผู้เกื้อกูลส่งเสริม
รวมทั้งการที่เป็นผู้ให้และผู้รับ เมื่อมีการแผ่อานิสงส์นั้น
วิมุตติ ความหลุดพ้น การเห็นนิพพาน มีกุศลอนานิสงส์ แด่ผู้ปฏิบัติ ผู้เกื้อกูลส่งเสริม
รวมทั้งการที่เป็นผู้ให้และผู้รับ เมื่อมีการแผ่อานิสงส์นั้น
วิมุตติญาณทัสสนะ การเห็นแจ้งแทงตลอดนิพพาน ดับทุกข์จบกิจสิ้นเป็นชาติสุดท้าย มีกุศลอนานิสงส์ แด่ผู้ปฏิบัติ ผู้เกื้อกูลส่งเสริม
รวมทั้งการที่เป็นผู้ให้และผู้รับ เมื่อมีการแผ่อานิสงส์นั้น
.......ผู้เกื้อกูลส่งเสริม หมายถึง ผู้คอยให้กำลังใจในการทำสิ่งที่ดี ผู้แนะนำหนทางและความรู้ทางจิตวิญญาณ ผู้ที่กรุณาให้ในเครื่องอุปโภคบริโภคสิ่งต่างๆโดยที่ไม่หวังผลสิ่งตอบแทนใด ผู้เป็นกัลยณมิตร ผู้เป็นบุพการีในทางโลก ผู้เป็นบุพการีในทางธรรม ...เป็นต้น
ขอเจริญธรรมครับ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
คเวสโก ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 20 Aug 2007 ตอบ: 47 ที่อยู่: กรุงเทพ
|
ตอบเมื่อ: Fri Jan 04, 2008 9:20 am เรื่อง: สาธุ |
|
|
สาธุ  _________________ "พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Fri Jan 04, 2008 1:58 pm เรื่อง: |
|
|
ขยายเนื้อความจากเนื้อหาก่อนหน้า
ทาน ความหมายคือ การให้ เป็นจาคะ เป็นการเสียสละ ลดละความตระหนี่ถี่เหนียว
ทำให้จิตที่เข้าไปติดยึดกับวัตถุทางโลกลดน้อยลง
ทำให้มีโอกาสบำเพ็ญในสิ่งที่ละเอียดขึ้นไปได้ดีสม่ำเสมอยิ่งขึ้น คือ การรักษาศีล
สามารถกระทำได้กับนักบวชผู้ถือศีล และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
นอกเหนือจากการลดความตระหนี่ถี่เหนียวแล้ว
ทานยังครอบคลุมถึงการอนุเคราะห์ ช่วยเหลือแก่สังคม หรือ ผู้ยากไร้ ผู้ขาดแคลน
เนื่องมาจากการช่วยบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ สร้างศาลาที่พักริมทาง การบริจาคเลือด
การบริจากอวัยวะ การช่วยสร้างโรงพยาบาล สาธารณะกุศลต่างๆ
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยภิบัติไม่ว่าจะเป็นน้ำใจ วัตุถุ สิ่งของ เป็นต้น
ศีล คือความเป็นปกติ ข้อพึงปฏิบัติในการอยู่รวมกันของสังคมมนุษย์
ข้อรักษาความเป็นปกติในฐานะสมมุติแห่งตน สภาวะแวดล้อม อารยธรรมสังคม
ทุกสิ่งในธรรมชาติมีความสัมพันธ์เกื้อกูลซึ่งกันเป็นปัจจัยให้แก่กันและกัน
ลึกลงไป ศีลเกื้อกูลให้เกิด สุจริต ๓ หรือ กุศลกรรมบท ๑๐
และ สุจริต ๓ หรือ กุศลกรรมบท ๑๐ เกื้อกูลเป็นปัจจัยให้ สติปัฏฐาน ๔
มีข้อพึงรู้อยู่อย่างหนึ่ง ถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสติปัฏฐานสูตรแก่ชาวเมืองแคว้นกุรุ
และทรงพยากรณ์ไว้ว่าถ้าปฏิบัติแล้วอย่างช้าไม่เกิน ๗ ปี เร็วที่สุด ๗ วัน นั้น
มีเหตุที่ทรงตรัสพระสูตรนี้แก่ชาวเมืองแคว้นกุรุ ทางอินเดียตอนเหนือสมัยพุทธกาล
มาจากว่า ชาวเมืองแคว้นกุรุ เป็นชาวเมืองที่มีการรักษาศีล เป็นพื้นฐานอย่างดีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
ดั่งคัมภีร์ของชาวอินเดียโบราณที่กล่าวถึงชนชาวเมืองนี้ว่า "กุรุเกษตร ธรรมเกษตร"
เนื้อหาของ ศีล ที่ละเอียดและชัดเจน สามารถศึกษาได้จากลิงค์นี้ครับ
http://www.mcu.ac.th/ebooks/BookOnline_File/Lesson/974-575-421-8/chapter2.pdf
ขอเจริญธรรม |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Feb 04, 2008 2:06 pm เรื่อง: |
|
|
ผลฉับพลันของอานาปานสติ
........“การบำเพ็ญอานาปานสติ ย่อมก่อให้เกิดผลในทันทีทันใดแก่ท่านได้ กล่าวคือ การเจริญอานาปานสตินี้ เป็นผลดีต่อสุขภาพกาย ต่อการผ่อนคลาย(คลายเครียด) ทำให้หลับสนิท และต่อประสิทธิภาพในการทำงานในชีวิตประจำวันของท่าน ทำให้ท่านมีความสงบและมีความสุขใจขึ้น
........แม้ในขณะที่ท่านมีความเครียดหรือความกังวล หากได้เจริญอานาปานสติ(จนใจสงบ) แม้พียง ๒ นาทีเท่านั้น ท่านก็จะเห็นได้ด้วยตัวท่านเองว่า ตัวท่านเองมีความสงบและความเยือกเย็นขึ้นมาอย่างทันทีทันใด ท่านจะรู้สึกเหมือนกับว่าท่านได้ตื่นขึ้นอย่างสดชื่นหลังจากที่พักผ่อนมาอย่างเต็มที่แล้ว”
THE SUDDEN RESULT OF MINDFULNESS OF BREATHING
........“The exercise on breathing gives you immediate results. It is good for your physical health, for relaxation, sound sleep, and for efficiency in your daily work. It makes you calm and tranquil.
........ Even at moments when you are nervous or excited, if you practice this for a couple of minutes, you will see for yourself that you become immediately quiet and at peace. You feel as you have awakened after a good rest.”
........จากหนังสือ “What The Buddha Taught” ของ พระ ดร. ดับบลิว. ราหุล ชาวศรีลังกา ถอดใจความโดย พระธรรมวิสุทธิกวี(พิจิตร ฐิตวณฺโณ-วัดโสมนัสวิหาร) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Sun Feb 10, 2008 1:50 pm เรื่อง: |
|
|
ศานติบรรพ :
มหาภารตยุทธ
ลักษณะทางแห่งความเสื่อม และความเจริญของจิตวิญญาณ
.......ความกำหนัด ความมุ่งร้าย ความหลง ความระเริง ความเศร้าโศก ความถือตัว ความโกรธ ความเย่อหยิ่ง ความเกียจคร้าน ความริษยา เหล่านี้เป็นลักษณะผู้ที่ดำเนินทางแห่งความเสื่อม
.......การให้อภัย ความหนักแน่น การไม่ปองร้าย ความเยือกเย็น ความสัตย์ ความซื่อตรง การเอาชนะอินทรีย์ทั้งหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ ความอ่อนโยน ความละอายต่อบาป ความไม่เรรวน กระละเว้นความชั่วร้าย ความไม่วุ่นวาย ความสันโดษทางกายและจิต การพูดจาอ่อนหวาน การไม่เบียดเบียน การไม่อิจฉา เหล่านี้เป็นลักษณะผู้ที่ดำเนินทางแห่งความเจริญ
ยอมตายเพื่อธรรมะ ดีกว่าได้ชัยชนะด้วยการทำบาป
ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งบาปทั้งปวง ผู้ที่จะชนะตนเองได้ต้องเอาชนะความโลภของตนเสียก่อน
เมื่อใดที่เราย่นความอยากเข้าตัวของเราได้ ดุจเดียวกับที่เต่าหดหัวเข้ากระดองของมัน
เมื่อนั้นเราจะพบแสงสว่างและความสูงส่งแห่งจิตวิญญาณ
.......ตัณหาคือความอยาก เป็นบ่อเกิดแห่งอกุศลกรรมทั้งปวง ความอยากก่อให้เกิดความโลภ ความโลภก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดและเลห์เหลี่ยมทั้งหลายทั้งปวงลักษณะหน้าไหว้หลังหลอก อหังการ ความอาฆาต ความหลงผิดในความรู้ ความหลงผิดในชาติกำเนิด ความหลงผิดในทรัพย์สินศฤงคาร เป็นอาทิเหล่านี้ล้วนมีกำเนิดจากความโลภ ความโลภ มีให้เห็นในทุกแห่งหนไม่เลือกว่าในเด็กในหนุ่มสาว และในผู้ใหญ่ ความโลภซ่อนตัวมาแม้แต่ในเสื้อคลุมของศาสนา
ความโลภมีมากเท่าใด ความไม่รู้จริง(อวิชชา)มีมากเท่านั้น
หมดความโลภจึงจะหมดความไม่รู้จริง
ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยให้แสงสว่างได้ยิ่งเท่าความรู้
ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยขัดถูและเกลากิเลสได้เหมือนความสัตย์
ไม่มีสิ่งใดที่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ถนัดได้เท่าราคะ
ไม่มีสิ่งใดที่ให้ความสุขเหมือนการเสียสละเพื่อผู้อื่น
เมื่อยามมีสุข ไม่ควรจะเต้นตื่นฉันใด เมื่อยามมีทุกข์ภัยก็ไม่ควรจะโศกเศร้าฉันนั้น
ความรู้จริงเป็นรากฐานของสรรพชีวิต
ความรู้จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อความรู้นั้นช่วยให้ผู้รู้มีความประพฤติดี และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เป็นนิตย์
........................ _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
kham สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 12 Mar 2008 ตอบ: 2 ที่อยู่: Pathum Thani
|
ตอบเมื่อ: Fri Mar 14, 2008 7:24 am เรื่อง: ขอเจริญพร |
|
|
เป็นธรรมะที่ลึกซึ้งคมคาย ท่านคงเป็นปราชญ์ที่ซ่อนตนคนหนึ่ง ขอขอบพระคุณด้วยที่นำธรรมะมาเผยแพร่สู่สาธารณชนเช่นนี้ แม้ดูเหมือนจะลึกลับ เพราะดำรงอยู่เฉพาะในเน็ต แต่หลายคนก็ยังเสาะหาจนเจอ ผมช่างโชคดี ผมกำลังศึกษาธรรม และปรารถนาสูงสุดคือการควบคุมตนเองให้จิตสงบ แม้ปัจจุบัน ก็กำลังกระทำอยู่ เวปไซด์นี้จึงสบอารมณ์อย่างยิ่ง และผมกำลังเรียนรู้ที่จะพิมพ์ดีดและเข้าร่วมในการเสวนาธรรมอยู่
ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งจริง ๆ ที่มีเวปดี ๆ อย่างนี้ในเมืองพุทธ เมืองไทยของเรา
ขอเจริญพร  |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|