ธรรมศาลา ธรรมศาลา
ชุมชนกัลยณมิตรธรรม
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

เส้นทางสาย “ราชมรรคา” ธรรมศาลาจากพระขรรค์สู่วิมายะปุระ

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> ลำธารธรรม
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Sun Oct 07, 2007 1:57 pm    เรื่อง: เส้นทางสาย “ราชมรรคา ตอบโดยอ้างข้อความ

เส้นทางสาย “ราชมรรคา” ธรรมศาลาจากพระขรรค์สู่วิมายะปุระ

Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 238 , 17:29:14 น.
หมวดหมู่ : โบราณคดีนอกกรอบ นักมานุษยวิทยาอิสระ ตะลอนทัวร์

อ้างอิงจาก: http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/10/02/entry-1

........ หลายคนคงจะรู้จักกับ เส้นทางสายแพรไหม ( Silk Road ) อันเป็นเส้นทางสายอารยธรรมที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ที่เชื่อมโยงอาณาจักรฮั่น อารยธรรมจีน สินธุ อินเดีย เปอร์เซีย เอเชียไมเนอร์ ไปสิ้นสุดที่กรุงโรม

........หลายคนก็จะพอรู้จักกับเส้นทาง “ถนนพระร่วงหรือท่อปู่พระร่วง” ที่เชื่อมต่อเมืองในอาณารัฐสุโขทัย รัฐเริ่มแรกของบ้านเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในพุทธศตวรรษที่ 19 จากเมืองสุโขทัยโบราณมาสู่เมืองกำแพงเพชร และ "อาจจะ" มาสิ้นสุดที่เมืองนครสวรรค์ เมืองในอิทธิพลสุดท้ายของอาณารัฐสุโขทัย ถ้าถนนไม่ถูกทำลายไปจนหมด เราอาจจะได้เห็นถนนสายนี้

........แต่น้อยคนนัก จะรู้ว่า ยังมีอีกเส้นทางสำคัญอีกเส้นทางหนึ่งที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมโยงบ้านเมืองและอารยธรรมในภูมิภาคทะเลสาบ “โตนเลสาบ” กับ ดินแดนในเขตอีสานใต้ โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก เป็นเสมือน “มังกรใหญ่” ที่ทอดตัวยาว กั้นกลางสองภูมิภาคไว้ มีช่องเขาเพียงช่องเดียว เรียกว่า "ช่องจอม"

........ในอดีตเมื่อเกือบพันปีที่แล้ว สองภูมิภาคนี้ก็คือผืนแผ่นดินใน "ราชอาณาจักร" เดียวกัน มีอารยธรรม วัฒนธรรม และสังคมแบบเดียวกัน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปตามกรรมแห่งโลก แยกภูมิภาคและประวัติศาสตร์ออกเป็น "ชาติ " ออกเป็น "ประเทศ" นำไปสู่ความขัดแย้งและอคติแห่งชาติพันธุ์ของมนุษย์ที่จะไม่มีวันสิ้นสุดเช่นในปัจจุบัน

........เส้นทางสาย “ราชมรรคา” หรือ Royal Roads คือเส้นทางเชื่อมโยงบ้านเมืองชั้นใน ของราชอาณาจักรกัมพุเทศ เขมรหรือขอมโบราณ อันเป็นบรรพบุรุษ "ร่วม" สายหนึ่งของชาวไทยในปัจจุบัน เป็นเส้นทางที่ยังมีร่องรอยหลักฐานของ ถนน สะพาน ปราสาท จารึก และ "ปมปริศนา" แห่งอดีตให้เราค้นหา

........เพราะเหตุที่บ้านเมืองในประเทศกัมพูชาเพิ่งสงบลงได้ไม่นาน หลายปราสาทยังคงตั้งตระหง่านแต่ทิ้งรกร้าง หลักฐานมากมายถูกโจรกรรมสูญหาย และกากเดนอาจมแห่งสงครามอย่าง "กับระเบิด" ที่วางฝังไว้กลาดเกลื่อนอยู่ทั่วแนวรบของความขัดแย้งในอดีต นี่คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ยังคงมีความลึกลับและเป็นปริศนาดำมืดอยู่มาก

........ ในวันนี้ ผมจึงอาสาพาชาว Blog OKnation อีกครั้ง ในการพาท่านเข้าไปร่วมกันสำรวจ และค้นหาหลักฐานของเส้นทางสายราชมรรคา ทั้งในเขตประเทศกัมพูชาและในเขตประเทศไทย โดยอ้างอิงเอกสารและภาพถ่ายของ Asger Mollerup ใน The Dharmasala Route from Angkor to Phimai ข้อมูลจากสำนักพิมพ์เมืองโบราณ ทั้งจากวารสาร ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 และจาก Host Website งานภาคสนามของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการสำรวจเส้นทางสายราชมรรคาเมื่อปีที่แล้ว รวมทั้งปรับปรุงรูปภาพจาก www.angkor-ruins.com เป็นลายแทงสำคัญในการเดินทางในครั้งนี้ครับ

........ผมปรับปรุงงานทางวิชาการที่อ้างอิง มาจัดเรียบเรียงใหม่ ให้อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้ Concepts การท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะทำให้หลายคนพอจะเข้าใจมากขึ้น และผมได้จัดทำแผนที่ “เส้นทางสายราชมรรคา ถนนหลวงแห่งสุวรรณภูมิ” เป็นแผนที่ที่ประยุกต์มาจาก Google Earth โดยมีเป้าหมาย ให้ทุกท่านที่ไม่มีโอกาส ไม่เคยสนใจ เลยไม่เคยเกี่ยวข้อง และไม่เที่ยวชมปราสาท เพราะร้อน ปราสาทหลังเล็ก ไกล มีแต่หิน ไม่รู้เรื่องและน่าเบื่อ ได้มองเห็นภาพร่องรอย แผนผัง หลักฐานต่าง ๆ เหล่านั้น ที่ล้วนแตกต่างกันบนพื้นโลก โดยใช้มุมมองผ่านแผนที่จากภาพถ่ายดาวเทียม หรือ Remote Sensing ได้ด้วยตนเอง

........เชื่อไหมครับ แม้แต่นักวิชาการสุดกู่ ด้วยยศศักดินาจำนวนมากในปัจจุบัน ยังประยุกต์มาใช้กันไม่เป็น !!!

........การสำรวจทางวิชาการเส้นทางสายราชมรรคา ต้องสำรวจจากทั้งทางบกหรือจะเรียกว่าภาคสนามก็ได้ครับ และสำรวจโดยโช้ ระบบ GIS (Geography Information System) ประกอบกับการใช้เครื่อง GPS (Global Positioning System) หรือเครื่องมือค้นหาพิกัดภูมิศาสตร์โดยอ้างอิงจากดาวเทียม เมื่อสามารถตะลุยป่ารกและดงระเบิดเข้าไปในตัวหลักฐานหรือปราสาท ก็ใช้ GPS ในการระบุ "จุดตัด" ของ เส้นรุ้ง(ละติจูด)และเส้นแวง(ลองติจูด) ก็จะรู้ว่าตั้งอยู่ตรงไหนของแผนที่ดาวเทียม

.
........ถนนสายราชมรรคา Royal Road หรือ"ถนนราชดำเนิน" เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 จนถึงสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาพุทธราชาแห่งอาณาจักร ได้ทรงโปรดให้ปรับปรุงถนนหลวงเป็น 5 สาย และให้จัดสร้าง โรงพยาบาล ที่เรียกว่า “อโรคยศาลา” (Arogaya-sala) และ อาคารเรือนพักหรือป้อมตรวจการระหว่างถนน เรียกว่า "บ้านมีไฟ" หรือ "ธรรมศาลา" (Dharmasala) ไว้ตามเส้นทาง

........ ตามจารึกปราสาทพระขรรค์ระบุว่า มี "อโรคยาศาลา" ทั้งหมด 102 แห่ง และบ้านมีไฟหรือ "ธรรมศาลา" จำนวน 121 แห่งบนเส้นทาง 5 สาย ที่ออกไปจากเมืองพระนครธม ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรในอดีต

........เส้นทางราชมรรคาสายเหนือ เริ่มต้นจากเมืองพระนครธม ขึ้นมาที่จุดตัดของลำน้ำหลายสาย ที่มีต้นน้ำมาจากเทือกเขาพนมดงรักก่อนไหลลงโตนเลสาบ (ทะเลสาบเขมร) ผ่านที่ราบกว้างใหญ่ เข้าสู่ช่องจอม มีร่องรอยของธรรมศาลาตามเส้นทางอยู่จำนวน 9 แห่ง สำรวจพบชัดเจนเพียง 6 แห่ง เท่านั้น

........เส้นทางราชมรรคาในประเทศไทย เริ่มต้นจากช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ มีธรรมศาลา "ตาเมือน" เป็นธรรมศาลาแรก เดินทางขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่เมือง วิมายุประ หรือปราสาทหินพิมาย มีการค้นพบธรรมศาลา ที่น่าจะตั้งอยู่ตามเส้นทางหลวงนี้ในประเทศไทยทั้งหมด 9 แห่ง

........ เมื่อรวมทั้งเส้นทาง ก็จะพบว่า มีธรรมศาลาทั้งหมดตามเส้นทางนี้ 17 แห่ง



........จารึกปราสาทพระขรรค์ระบุว่า “ธรรมศาลา” จะสร้างอยู่ตามเส้นทางสายราชมรรคทั้งหมด แต่ดันมีธรรมศาลาหลังหนึ่ง ไปปรากฏอยู่นอกเส้นทางราชมรรคาที่ปราสาทบันทายฉมาร์ ครับ

........หรือเพราะ เราหลงทางกันไปว่า "เส้นทางราชมรรคา"จะต้องเป็นเส้นที่ตัดตรง ซึ่งความจริงอาจจะไม่ใช่เช่นนั้น เส้นทางหลวงสายนี้อาจจะเลี้ยวไปทางปราสาทบันทายฉมาร์ ก่อนจะย้อนกลับมาที่ช่องจอมก็เป็นไปได้ ดูแผนที่ประกอบนะครับ

........“ธรรมศาลาหรือบ้านมีไฟ” เป็นสิ่งก่อสร้างควบคู่กับถนนสายราชมรรคา ส่วน “อโรคยศาลา” หรือโรงพยาบาลจะสร้างอยู่ในแหล่งชุมชนโบราณหรือสรุก มีอาคารปราสาทที่เรียกว่า "สุคตาลัย" (Chapel of Hospital) เป็นประธานของโรงพยาบาล สุคตาลัยแห่งแรกสุดเริ่มต้นที่ ปราสาทเลียคเนียง (LeakNeang) ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาแก้วด้านประตูทิศตะวันออกของเมืองพระนคร





........ "วหนิคฤหะ" ในจารึกปราสาทพระขรรค์แปลว่า "บ้านมีไฟ" นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสเป็นผู้เรียกบ้านมีไฟว่า "ธรรมศาลา" ลักษณะเป็นห้องยาวหันหน้าทางด้านตะวันออก มียอดทรงปราสาทด้านตะวันตก ผนังด้านทิศใต้มีหน้าต่าง ส่วนทิศเหนือเป็นหน้าต่างหลอก หรือเป็นผนังเปล่า มีบารายหรือสระน้ำประจำธรรมศาลา



........จารึกยังระบุว่า มี “บ้านมีไฟ” จากเมืองพระนครไปยังจามปาจำนวน 57 หลัง ถนนจากเมืองพระนครไปยังเมืองวิมายะปุระ จำนวน 17 หลัง บนถนนที่มีเส้นทางไปยังเมืองต่างๆ อีก 44 หลัง แต่ละหลังสร้างห่างกันประมาณ 12 - 15 กิโลเมตร




แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Sun Oct 07, 2007 2:35 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Sun Oct 07, 2007 2:27 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

..........หลังจากรู้จัก เรื่องราวของเส้นทางราชมรรคาและธรรมศาลากันแล้ว เราร่วมเดินทางสำรวจและท่องเที่ยวตามเส้นทางนี้พร้อมกันเลยครับ

..........เราเริ่มเดินทางตามเส้นทางราชมรรคา เริ่มต้นที่จากปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสานใต้ในคติความเชื่อของพุทธศาสนาสายมหายานวัชรยาน เป็นเมืองใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายอาณาจักรไปสู่เมืองลวะปุระหรือลพบุรี ในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

..........ปราสาทกู่ศิลา อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา สันนิษฐานเป็นธรรมศาลาหลังแรก สภาพหักพังและมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม หลังคาถล่มลงมา ยังไม่ได้รับการบูรณะ

..........ปราสาทห้วยแคน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เป็นปราสาทหลังที่สองตามเส้นทาง ได้รับการบูรณะแล้วแต่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ยังคงมีบารายหรือบ่อน้ำอยู่ทั้ง 4 มุมของปราสาท




..........ปราสาทบ้านสำโรง เขตจังหวัดนครราชสีมา เป็นปราสาทร้างบนโคกเนินกลางทุ่งนา ไม่มีทางเข้า ลักษณะพังทลายลงมาทั้งหมด ตามรูปแบบแผนผังของผนัง ขอบหหน้าต่างและซุ้มประตูที่เหลืออยู่ ประกอบกับคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ เชื่อว่าน่าจะเป็นหนึ่งในธรรมศาลาบนถนนราชมรรคาครับ





..........บ้านมีไฟอีกสามแห่ง ปราสาทหนอตาเปล่ง ปราสาทหนองปล่อง ปราสาทหนองกง ตั้งอยู่ในอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ในแนวถนนราชมรรคาสู่ช่องจอม ส่วนใหญ่มีสภาพปรักหักพัง








..........ปราสาทบ้านบุ ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับปราสาทหินเขาพนมรุ้ง เป็นธรรมศาลาที่มีความสมบูรณ์เป็นอันดับสองในฝั่งประเทศไทย อยู่ในอำเภอประโคนชัยจังหวัดบุรีรัมย์ ที่นี่พบเครื่องชิ้นส่วนศิลปกรรม ที่ประดับอยู่บนปราสาทและหลังคาแตกหักอยู่เป็นจำนวนมากครับ



.......... ปราสาททะมอ อยู่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ มีโครงสร้างแผนผังของธรรมศาลาอยู่อย่างสมบูรณ์แต่เรือนปราสาทถล่มพังลงมาหมดแล้ว ปัจจุบันยังไม่ได้รับการบูรณะ



..........ปราสาทตาเมือน หรือ "ปราสาทบายกรีม" ตั้งอยู่ชายแดน อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นธรรมศาลาสุดชายแดนเขตประเทศไทย จัดเป็นเป็น "บ้านมีไฟ ธรรมศาลา" หลังสมบูรณ์ที่สุดที่เหลืออยู่ในประเทศไทยครับ



..........เมื่อพ้นจากกลุ่มปราสาทตาเมือนออกไป ก็จะเป็นช่องเขาขนาดใหญ่เรียกว่า “ช่องจอม” การเดินทางเข้าไปยังมีอันตราย เนื่องจากเป็นพื้นที่มีกับระเบิดสมัยสงครามกลางเมืองกัมพูชาฝังอยู่เป็นจำนวนมาก






..........ออกไปจากแนวเขตชายแดน มีร่องรอยหลักฐานของถนนและสะพานหรือ "สเปียน" สร้างขึ้นจากหินศิลาแลง เพื่อปรับระดับความลาดชันบนเทือกเขาพนมดงรักให้ลดน้อยลง มีช่องสำหรับทางน้ำไหลผ่าน ใช้เป็นทางระบายน้ำในช่วงข้ามลำห้วยต่าง ๆ

.......... ห่างจากชายแดนประมาณ 6 กิโลเมตรตามเส้นทางราชมรรคา มีสะพาน “สเปียนคาเมียง” เป็นสะพานแรกหลังออกจากช่องจอม

..........ถนนราชมรรคา ในช่วงชายแดนไปจนปราสาทพรหมเก็ล ยังเป็นพื้นที่อันตรายจากกับดักระเบิดที่ยังเก็บกู้ไม่หมดอีกเป็นจำนวนมาก ปราสาทส่วนใหญ่ก็อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม ปรักหักพังมาก และยังไม่ได้รับการบูรณะแต่อย่างใด การสำรวจในช่วงนี้ จึงยังไม่มีรายละเอียดมากนัก

..........ผมเองเชื่อว่าถนนสายราชมรรคาสายนี้ ควรจะออกจากช่องจอมแล้วมีทางแยกมาที่ปราสาทบันทายฉมาร์ ปราสาทขนาดใหญ่ที่สามารถมองได้จากภาพถ่ายดาวเทียม

.......... ที่สำคัญ ปราสาทบันทายฉมาร์ มีธรรมศาลา ที่ระบุในจารึกอย่างชัดเจนว่า ตั้งอยู่ตามเส้นทางราชมรรคา เท่านั้น แล้วธรรมศาลาที่ปราสาทบันทายฉมาร์ล่ะ ทำไมจึงมาอยู่นอกเส้นทาง





..........ผมเชื่อว่าเส้นทางราชมรรคาไม่ได้ตัดเป็นเส้นดิ่งตรงไปยังเมืองพระนครอย่างที่เคยมีการศึกษาไว้แน่ ๆ แต่ต้องเป็นโครงข่ายถนนอย่างแน่นอน !!!
.
..........สะพาน สเปียนตโบง สเปียนโต๊ป และสเปียนเยียง โอสเปียนกเมง เป็นสะพานขนาดใหญ่ สร้างต่อเนื่องกันตามแนวถนน เพื่อข้ามลำน้ำหลายสายที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาพนมดงรัก ทางน้ำนี้เป็นเส้นกั้นเขตจังหวัดอุดรมีชัยกับจังหวัดเสียมเรียบครับ

..........นโต๊ป (Spean Top) เป็นสะพานที่ยาวและสูงที่สุดในเส้นทางสายนี้ มีความยาว 149 เมตร สูง 14.50 เมตร และมีความสูงของซุ้มโค้งใต้สะพานมากถึง 10 เมตร ตั้งอยู่ใกล้กับธรรมศาลา ปราสาทพรหมเก็ล ( Prohm Kel) ยังคงมีรูปสลักและเสาสะพานหินทรายที่สวยงามหลงเหลืออยู่บ้าง



..........สะพานโบราณบนถนนสายราชมรรคาหลายแห่ง ยังคงถูกใช้เป็นเส้นทางถนนสายหลักในการคมนาคมจากจังหวัดอุดรมีชัยเข้าสู่จังหวัดเสียมเรียบ โดยทุกวันจะมีรถยนต์และรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งอยู่เป็นประจำ !!!





..........ธรรมศาลาจากปราสาทตาพรหมเก็ลไปสู่เมืองพระนคร หลายแห่งพังทลายและยังไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการครับ

..........ธรรมศาลาสุดท้ายของการเดินทาง เป็นบ้านมีไฟหลังแรกสุดของเมืองพระนครหลวง เป็นต้นแบบของธรรมศาลาทั้งหมด ตั้งอยู่ในเขต ปราสาทพระขรรค์ ทางทิศเหนือของเมืองพระนครหลวง เป็นธรรมศาลาที่สร้างด้วยหินทรายทั้งองค์ มีลวดลายแกะสลักและโครงสร้างสมบูรณ์สวยงาม








..........สังเกตว่า หากออกห่างเมืองพระนครไปยิ่งไกลเท่าไหร่ บ้านมีไฟธรรมศาลาก็เริ่มจะใช้วัสดุก่อสร้างที่หยาบขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น เปลี่ยนจากหินทรายแกะสลักมาเป็นแค่ศิลาแลง แล้วใช้หินทรายในเฉพาะส่วนรูปประติมากรรม นั่นก็คงเป็นเพราะ การเร่งรัดให้มีการก่อสร้างธรรมศาลาและอโรคยศาลาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ให้ได้ตามที่จารึกไว้ก่อนหน้า คือสร้างปราสาทหลังจากจารึก การก่อสร้างในที่ไกล ๆ ทำที่หลัง ใกล้ ๆ สร้างก่อน บางหลังก็สร้างไม่เสร็จ ยังไม่ทันแกะสลัก บางหลังยังไม่ได้ก่อยอดเรือนปราสาท หลังไหนห่างไกลมาก ก็ดูจะใช้วัสดุคุณภาพต่ำและไม่ละเอียด แตกต่างไปจากในเขตเมืองพระนครคนละเรื่อง





..........ขนาดที่บันทายฉมาร์ นครขนาดใหญ่ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เองทางตอนเหนือ ก็ยังไม่มีการแกะสลักลายละเอียดเสียเท่าไหร่ คงเพราะการเร่งสร้างมากเกินไป หลายปราสาทสร้างไม่พร้อมกัน ก็เลยไปพาไม่เสร็จกันไปเกือบหมด บ้างก็ไปรื้อปราสาทในสมัยก่อนหน้ามาสร้างใหม่ เพื่อให้ทันกับความต้องการของพระองค์

.......... ผมว่า จริง ๆแล้วอโรคยศาลาและธรรมศาลา มีจำนวนไม่ครบตามที่ระบุไว้ในจารึกปราสาทพระขรรค์หรอกครับ สร้างกันไม่ทัน สร้างกันทั้งวันทั้งคืน สร้างกันจนลิ้นห้อย ก็สิ้นรัชกาลไปเสียก่อน ยังไงก็ไม่ครบ !!!

.......... ธรรมศาลาในถนนราชมรรคาสายอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะพบเห็นอย่างสมบูรณ์ หรือมีอยู่อย่างที่กล่าวในจารึกทั้งหมด ที่เด่น ๆ ตามเส้นทางสายราชมรรคาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีธรรมศาลาเรียกว่าปราสาทพระถกล (Preah Thkol) ตั้งอยู่ในเขตปราสาทพระขรรค์แห่งกำปงสวาย (Preah Khan Kompong Svay) บ้านมีไฟหลังนี้ ถูกปล้นทำลายอย่างรุนแรง รูปสลักแต่ละรูปทั่วไปมีราคา 250 เหรียญ ผู้นำหมู่บ้านเป็นหัวโจกในการเลื้อยหินด้วยเลื่อยยนต์ไฟฟ้าเสียเอง จังหวัดกำพงสวายถือว่าเป็นเขตลักลอบตัดชิ้นส่วนและทำลายล้างวัตถุโบราณเพื่อเงินที่รุนแรงที่สุดในประเทศกัมพูชาเลยครับ









..........เรื่องเส้นทางราชมรรคา ถนน สะพานและธรรมศาลา เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากจริง ๆ และยังคงรอข้อมูลจากการไขปริศนาของเส้นทาง โดยเฉพาะในเขตอดีตสมรภูมิสงครามในประเทศกัมพูชา ซึ่งยังคงต้องสำรวจภาคสนาม เพื่อตามหาปราสาทธรรมศาลาอีกหลายแห่ง ที่ยังค้นหาไม่พบ หรืออาจจะไม่มีอยู่จริงเลยก็ได้ !!!

..........ไม่แน่ ในอีก 1 – 2 ข้างหน้า เพื่อนชาว Blog OKNation คงจะได้ร่วมเดินทางไปสำรวจตามเส้นทางสายราชมรรคาสายนี้กัน ตามโครงการที่ผมวางไว้ ว่าวันหนึ่ง ผมจะไปเยือนให้ครบทั้ง 17 ปราสาท ตามเส้นทางสายนี้ และแถมไปชมสายอื่น ๆ อีกซักหน่อย

..........ไม่นานเกินรอก็จริง แต่ถ้าอยากจะไปภาคสนามกันเร็ว ๆ คงต้องให้เพื่อนร่วมทางช่วยกันกู้กับระเบิดเสียก่อน ส่วนตัวผมรอได้เอาให้แน่ใจก่อน

..........ตอนนี้แค่ตามเก็บภาพปัจจุบันของธรรมศาลา บนเส้นทางสายราชมรรคาเฉพาะในประเทศไทยให้ครบ 9 แห่งก่อนดีกว่า

.......... แค่นี้ก็น่าเหนื่อยหอบแล้ว !!!


บ้านมีไฟ คือ "ธรรมศาลา"

"ราชมรรคา" คือถนน เชื่อมถิ่นฐาน

ชัยวรมัน สร้างไว้ เป็นตำนาน

ยุคโบราณ อาณาจักร นครธม

จากศูนย์กลาง แยกทาง เป็นห้าสาย

มีเสาราย เรียงสลัก งามสวยสม

ถนน สะพาน สเปียนใหญ่ ข้ามสายชล

เป็นที่คน ชนสัญจร รอนเดินทาง

ราชมรรคา เชื่อมโยง สองแผ่นดิน

จากพื้นถิ่น โตนเลสาบ เมืองศูนย์กลาง

ผ่านช่องจอม มีตาเมือน เรือนพักทาง

พอรุ่งสาง ผ่านบ้านบุ ลุพิมาย

ธรรมศาลา มีไว้ ให้คนพัก

เป็นบ้านหลัก มีไฟ ไล่อันตราย

เป็นจุดตรวจ ป้องกันภัย มิกล่ำกลาย

ตั้งเรียงราย ตามถนน "ราชมรรคา"



อ้างอิงจาก: http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/10/02/entry-1
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
คเวสโก
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 20 Aug 2007
ตอบ: 47
ที่อยู่: กรุงเทพ

ตอบตอบเมื่อ: Thu Oct 11, 2007 9:41 pm    เรื่อง: กี่หมื่นพัน พลไพร่ ใน ตอบโดยอ้างข้อความ

ร่วมบรรยากาศ

กี่หมื่นพัน พลไพร่ ในงานสร้าง
กี่แรงช้าง ฉุดลาก มาจากเขา
กี่แรงช่าง รังสรรค์ งานหนักเบา
กี่แรงเอา เจ้าพระยา มาคุมคน

เพื่อก่อสร้าง ปราสาท ราชอาณาจักร
เพื่อจำหลัก เสาสะพาน งานถนน
เพื่อรักษา โรคา ประชาชน
เพื่อสถล ร่มเย็น เช่นนคร

ทั้งบำรุง พระศาสนา ประชาราช
ทั้งประกาศ แนวธรรม นำสั่งสอน
ทั้งปกป้อง เขตขันธ์ ฐานันดร
ทั้งอักษร ศิลปกรรม ที่ดำรง


คัดลอกจาก siampatriot
http://www.oknation.net/blog/siampatriot
email: siampatriot@yahoo.com **อัพบล๊อกแล้วครับ เที่ยวโคราชเมืองพิมาย เลยไปชัยภูมิ วันเดียวก็เที่ยวได้ ไปกันเหอะคร๊าบบบบบ
_________________
"พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter)
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
คเวสโก
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 20 Aug 2007
ตอบ: 47
ที่อยู่: กรุงเทพ

ตอบตอบเมื่อ: Sun Aug 29, 2010 2:14 pm    เรื่อง: สาธุ.... ตอบโดยอ้างข้อความ

ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์แล้ว

เนื้อหาของท่านเป็นส่วนหนึ่งของรายงานเรื่อง

"ปราสาทหินพิมายต้นแบบอารยธรรมนครวัด"

เจริญพร

พระมหาวิชัย ธมฺมวิชโย
PHd MBU 3/5210301020
พุทธศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

91billionw@gmail.com
_________________
"พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter)
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
คเวสโก
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 20 Aug 2007
ตอบ: 47
ที่อยู่: กรุงเทพ

ตอบตอบเมื่อ: Sun Aug 29, 2010 3:11 pm    เรื่อง: คงจะดี เมื่อขายหนังส ตอบโดยอ้างข้อความ

ถ้าทำเป็นหนังสือออกมาขายคงจะดีนะ เพราะ blog ใกล้ๆนี้เค้าก็พูดถึงเรื่องนี้กันอยู่ เนื้อหาบ่งบอกว่า สนใจอย่างมาก จะได้เลิกเถียงกันซะที

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=5364


อย่างที่คุณwinter บอกไว้ "พึ่งเพิกถอนใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย"

ขอเสริมพุทธพจน์เพื่อสนับสนุนหน่อย

จิตฺเตน โลกํ นียติฯ โลกถูกจิตนำไป

(จิตเป็นผู้สร้างโลก รักษาโลก และทำลายโลก)

คงไม่ต้องอธิบายหายนะที่เกิดขึ้นกับอาณาจักรฟูนัน อาณาจักรขะแมร์ และสุดท้ายประเทศ..................หากยังให้จิตโลภ จิตหลง จิตโกรธ เป็นผู้นำทาง...
_________________
"พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter)
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Sun Sep 05, 2010 8:42 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

สาธุครับ
_________________
Golden Path
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> ลำธารธรรม ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


dhammachak © 2007, Thank phpBB Group