ธรรมศาลา ธรรมศาลา
ชุมชนกัลยณมิตรธรรม
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

สุริยันจันทรา

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> วิทยาศาสตร์ทางจิต
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 591

ตอบตอบเมื่อ: Sun Sep 16, 2007 8:29 pm    เรื่อง: สุริยันจันทรา ตอบโดยอ้างข้อความ

สุริยันจันทรา



จากเวปเพจเนื้อหาที่น่าสนใจที่ เขียนเรียบเรียงโดย พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ผู้สร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช
ประวัติ http://www.suriyunjuntra.com/data/prawut_kunsunpet.html
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 591

ตอบตอบเมื่อ: Sun Sep 16, 2007 8:36 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

กาลจักร

.......ตามหลักฐานทางโบราณคดี การขุดค้นพบ เมืองหะรัปปะ และเมืองโมเหนโจดาโร ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นปัญจาบและแคว้นสินธุในประเทศปากีสถานทุกวันนี้ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงศูนย์กลางอารยธรรมอันสูงส่งของชมพูทวีปมานานกว่า 2,500 ปีก่อนคริสต์กาล

.......กล่าวกันว่าอาณาจักรอินเดียโบราณเสื่อมลง ชาวอารยันจากอาณาจักรเมโสโปเตเมีย (เปอร์เซีย) ได้บุกรุกเข้ามาครอบครองดินแดนดังกล่าวเมื่อราว 1,600 ปี ก่อนคริสต์กาล การสู้รบแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง ชาวอินเดียผิวดำดั้งเดิมที่เรียกว่า พวกมิลักขะ กับชาวอินเดียผิวขาวเรียกชื่อเผ่าพันธุ์ตนเองว่า พวกอารยัน ดำเนินอยู่เป็นเวลานาน กลายเป็นนิยายปรัมปราเก่าแก่เรื่อง เทวาสุรสงคราม รบพุ่งแย่งชิง เมือง สุทัศน์ ในสวรรค์ชั้นฟ้า หรือวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ จนไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็น เทวา ฝ่ายไหนเป็นอสูร

.......ชาวอารยันผู้บุกรุกได้รับชัยชนะยึดครองศูนย์กลางอำนาจของชาวพื้นเมืองไว้ ้ได้จัดการปกครองแบบใหม่พร้อมกับนำอารยธรรมจากตะวันออกกลาง เข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรม ดั้งเดิม เริ่มต้นใช้ภาษาสันสกฤตจดบันทึกคัมภีร์พระเวทย์เป็นหมวดหมู่ บอกเล่าถึงความรอบรู้ในหลักวิชาการอันล้ำลึกอย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวถึงเทพเจ้าสถิตอยู่ในสถานที่ต่างๆบางพวกให้คุณ บางพวกให้โทษแก่มนุษย์ โดยแบ่งเป็นระดับต่างกัน 3 ระดับ คือ เทพเจ้าที่สถิตบนอยู่พื้นโลก เทพเจ้าสถิตอยู่บนอากาศและเทพเจ้าสถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า มีหัวหน้าเป็นประธาน เช่น พระอิศวร พระอินทร์ พระนารายณ์ หรือมีชื่ออย่างอื่นสุดแท้แต่จะเรียกกันไป แต่เชื่อกันว่าเทพเจ้าเหล่านี้เป็นผู้สร้างโลกและกำหนดชะตาคนเรา ตลอดจนดินฟ้าอากาศให้เป็นไป เหล่าฤๅษีซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากเทพเจ้า ได้แต่งบทสวดสรรเสริญและขอพรไว้มากมาย ตลอดจนพิธีกรรมสำหรับกราบไหว้บูชา อันเป็นเรื่องราวในยุคพระเวทย์ของประเทศอินเดีย ภายหลังพวกพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้ศึกษาพระเวทย์ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อเติมคัมภีร์ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตนจนเกิดคัมภีร์อุปนิษัทมากกว่า 108 คัมภีร์ อวดอ้างว่าเป็นสื่อติดต่อกับเทพเจ้าจนฟั่นเฟือน ในที่สุดก็ถึงยุคเสื่อม แต่อย่างไรก็ตามวิทยาการเกี่ยวกับการค้นพบรากฐานของ จักรวาล ทำให้ทราบแน่นอนว่า ดาวเคราะห์ทั้งหลายล้วนแต่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นศูนย์กลาง โลกของเราเป็นขุมพลังธาตุและมีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มแตกต่างไปจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ขุมพลังธาตุโลกมีแรงดึงดูดกระแสชั้นบรรยากาศธาตุลงมาปรุงแต่งแปลงสภาพทำให้เกิดรูปธรรม นามธรรม ขึ้นในโลกแม้จะถูกปกปิดไว้ในความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าต่างๆแต่ในที่สุด ก็ถูกเปิดเผยให้ทราบความจริงชัดเจนขึ้นในสมัยก่อนพุทธกาล

.......สมัยก่อนพระเจ้าอัญชัญ พระอัยกาของพระพุทธเจ้าตั้งศักราชขึ้นใหม่แทนที่ กลียุคศักราช เรียกว่า อัญชัญศักราช ก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ 68 ปี มีหลักฐานว่า กบิลฤาษีได้ประกาศให้โลกรู้ว่ามวลชีวิตเกิดมาจากการรวมตัวของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ ไม่ใช่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นโดยเทพเจ้าดังที่เคยเชื่อถือกันมา แต่มีต้นกำเนิดมาจากการโคจรหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงทางดาราศาสตร์ อันมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดังนั้นวิถีชีวิตทั้งหลายจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจความสัมพันธ์ของระบบสุริยจักรวาล นับเป็นการก้าวไปสู่ดวงปัญญาอันสูงสุดที่มนุษย์ปฏิเสธอำนาจของเทพเจ้าจากนอกโลก หันมาศึกษาค้นคว้าตามหลักแห่งเหตุผล จนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ดังที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) เทศนาแสดงให้เห็นว่าดาว 12 กษัตริย์ เป็นต้นทางแห่งจตุราริยสัจ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระญาณว่า ดาวเคราะห์อันโคจรไปใน 12 ราศี คงเป็นปัจจัยให้โลกธาตุเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ เช่นเดียวกับวงจรชีวิต ที่เกิดแก่เจ็บตายของสัตว์โลกทั้งหลาย เชื่อกันว่าหลักโลกธรรม หรือ ปฏิจจสมุปบาท คงเกิดจากการใคร่ครวญปัจจยาการทั้ง 2 ประการ ล้วนแต่อนิจจัง อนัตตา ด้วยเหตุนี้หลักอภิปรัชญาในศาสนาพุทธนิกายมหายาน จึงนำเอา ปรัชญา กาลจักร อันหมายถึง วัฏจักรของเวลา เป็นหลักความจริงที่สามารถช่วยให้คนเราหยั่งรู้ความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ โลก และระบบจักรวาล อย่างรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ดีกว่าปรัชญาอื่นใด ทั้งสามารถช่วยเหลือมนุษยชาติให้พ้นทุกข์ได้ตามความมุ่งหมายของพระโพธิสัตว์อย่างแท้จริง

.......จากบันทึกของชาวธิเบตชื่อ ตาระนาถ กล่าวถึงกำเนิดศาสนาพุทธนิกายมหายานในสมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราช เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 4 ต่อจากนั้นพระเถระผู้มีชื่อเสียงต่างเผยแพร่หลักอภิปรัชญา สุญญตา ของพระอวโลกิกเตศวร พระศรีอริยเมตตรัย ออกไปอย่างกว้างขวางกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียในสมัยนั้นได้สร้าง มหาวิทยาลัยลันทา และสถาบันการศึกษาขึ้นมากมาย เผยแพร่ความรู้เป็นที่เลื่องลือ ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในจดหมายเหตุของ สุริยคติและจันทคติ มีการสร้างท้องฟ้าจำลองขึ้นเรียนรู้ความลับของธรรมชาติ ตรงกับสมัยศรีวิชัยเรืองอำนาจในน่านน้ำทะเลใต้ ศิลปวิทยาการอันสูงดังกล่าวนี้ได้หลั่งไหลเข้ามาพันธนาการอยู่ในดินแดนศรีวิชัย ก่อนที่จะนำไปเผยแพร่ยังประเทศอื่นที่ไกลออกไป

.......หลักปรัชญากาลจักร ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติ ภิกษุอติษะ หรือที่เรียกกันว่า พระเถระทีปังกระ ศรีชานะ ผู้เป็นอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยวิกรมศีลา ได้เดินทางมาศึกษาหลังธรรมชั้นสูงจาก พระธรรมกีรติ แห่งสำนักสุวรรณสุคติสถูป ในอาณาจักรศรีวิชัย ระหว่าง พ.ศ. 1554 ถึง พ.ศ. 1566 จนกระทั่งหยั่งรู้ถึงต้นเค้าให้เกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นในโลก และการบรรลุโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนรากฐานการเวียนว่าย ตายเกิดของสรรพสิ่งในจักรวาลด้วยเหตุนี้บุคคลที่ศึกษาเรียนรู้จนทราบถึงความลับธรรมชาติ วัตถุธาตุ และวิญญาณธาตุ ตั้งแต่ต้นไปจนจบสิ้นกระบวนการ และเกิดขึ้นใหม่เหมือนดังวิทยาศาสตร์ หรือช่างผู้สามารถสร้างสรรสิ่งทั้งหลาย จึงได้รับสมญานามว่า พังพระกาล ก็คือ ผู้รู้เรื่องโลกธาตุ และโลกธรรม ในระดับพระโพธิสัตว์นั่นเอง
.......หลังจากศาสนาพุทธนิกายมหายานเสื่อมสูญไปจากอินเดีย เนื่องจากไปอาจต้านทานอิทธิพลของศาสนาฮินดู และกองทัพอิสลามได้ ความเชื่อเกี่ยวกับนิกายมหายานในศรีวิชัยได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น ลัทธิลังกาวงศ์ เมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 17 เรื่องราว พระโพธิสัตว์ซึ่งชาวพื้นเมืองยกย่องว่าเป็นพระพังพระกาฬ ได้หายสาบสูญไปพร้อมกับการล่มสลายของอาณาจักรศรีวิชัย จึงไม่มีผู้ใดทราบความจริงเกี่ยวกับคำว่า พังพระกาล หมายถึงหลักอภิปรัชญาว่าด้วยกาลจักร และไม่รู้สัญลักษณ์รูปดาว 8 แฉก ซึ่งประดับรูปประติมากรรมตลอดจนภาพงู หรือนาค มีความหมายว่าอย่างไร ครั้นหลักเมืองนครศรีธรรมราชสถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2530 จึงมีผู้ค้นพบรูปประติมากรรมพังพระกาฬอันเก่าแก่อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ทราบถึงความเป็นมา แน่นอนว่าดินแดนแห่งนี้เคยเป็นสำนักของคุรุแห่งสุวรรณทวีปผู้แต่งคัมภีร์อภิสมยาลังกร และปรัชญาปารมิตา อันเป็นพัฒนาการของพระสูตรกาลจักร ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยพระเวท

พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เรียบเรียง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง http://www.suriyunjuntra.com/data/10kalajug.html
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 591

ตอบตอบเมื่อ: Sun Sep 16, 2007 8:41 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

แสงทิพย์

.......สิ่งประดิษฐกรรมทางวิทยาศาสตร์อันเกิดจากความรู้ว่าภาพ และ เงา เป็นอะตอมของอนุภาคสสารและพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็คือ แสง ถ้าไม่มีแสงก็ไม่มีภาพ และเงา ยิ่งรู้ว่าแสงเดินทางไปโดยไม่ต้องอาศัยอากาศธาตุ เป็นสื่อด้วยความเร็วจนไม่มีสิ่งใดเดินทางไปได้เร็วกว่าแสง จึงเป็นการค้นพบ “กฎของมายา” ก็คือรู้ว่าถ้าจะทำ อนุภาคของสะสาร ให้เดินทาวไปได้เร็วเท่ากับแสงจะต้องทำให้อนุภาคของสสารนั้นมีค่าเป็น อนันต์ หรือ อินฟินิตี้ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลง อนุภาคของสสารให้เป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นั่นเอง

.......กฎแห่งมายา ก็คือ “กฎแห่งปาฏิหารย์” นักวิทยาศาสตร์ยุคพระเวทค้นพบมาช้านานแล้วว่าขนาดของ ปรมาณู เท่ากับประมาณส่วนที่แสนของนิ้วฟุต ประกอบขึ้นด้วย มูลรูป ช่องว่างภายในมูลรูปคืออากาศธาตุ และวิชชุรูป ซึ่งวิ่งเวียนไปรอบมูลรูปนั้น ดังปรากฎเรื่องราวอยู่ในคัมภีร์ภควัตคีตา เรียกว่า ปรมาณูจักร จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 24 นักวิทยาศาสตร์จึงค้นพบเหมือนดังที่เหล่าโยคีกล่าวไว้เมื่อหลายพันปีก่อนว่า อิเล็คตรอน อันเป็นประจุไฟฟ้าขั้วลบ วิ่งวนเวียนไปรอบ โปรตรอน นิวตรอน ที่อยู่รวมกับนิวเคลียส ที่เป็นประจุไฟฟ้าขั้วบวก เท่ากับมนุษย์ค้นพบอนุภาคของสสารขนาดจิ๋วที่สุด เล็กยิ่งกว่าสิ่งที่เล็กที่สุดคือ อะตอม หรือ ปรมาณูจักรเสียอีก ทั้งยังรู้ต่อไปว่าการที่ อิเล็คตรอน วิ่งวนเวียนไปรอบๆโปรตรอน ลันิวตรอนนั้น ก็เหมือนกับ ดาวพระเคราะห์ โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์ โคจรไปรอบดาราจักรหรือกาแล็คซี่ คล้ายกับการทำงานของเครื่องจักรกลจักรวาลที่มีขนาดใหญ่มหึมาที่สุด จนไม่อาจเขียนให้เข้าใจได้เป็นลายลักษณ์อักษร

.......การทำงานของเครื่องจักรกลแห่งจักรวาลที่ละเอียดซับซ้อนยุ่งเหยิง และในส่วนของสิ่งที่เป็นพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูด และแรงนิวเคลียร์ ล้วนแต่มองไม่เห็นไม่มีรูปกาย แต่รู้กันว่าภายใต้การทำงานของจักรวาลขนาดจิ๋วที่สุดคือ อะตอม หรือ ปรมาณูจักร ไปถึงจักรวาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ สากลจักรวาล ได้ปรุงแต่งแปลงสภาพของสสาร และ พลังงาน ได้กลายเป็นวัตถุธาตุในรูป ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ เทหวัตถุในท้องฟ้านานาประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกของเรา เป็นดาวพระเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยจักรวาล ที่มีสสารคือกระแสธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ อยู่อย่างพร้อมมูลที่สุด และมีขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป ทั้งยังบังเอิญที่ตั้งอยู่ในรัศมีที่จะรับแสงจากดวงอาทิตย์อย่างพอดี ไม่ไกลไม่ใกล้จนเกินไปจาก ดาวพุธ ดาวศุกร์ และดาวอังคาร โลกจึงได้มีความอบอุ่น เครื่องจักรกลแห่งจักรวาลสามารถปรุงแต่งแปลงสภาพอะตอมของสสาร หรือกระแสธาตุทั้งหลาย ด้วยการฉายแสงทิพย์ จากดวงอาทิตย์ทำให้อะตอมของสสารในโลกรวมตัวกันเป็นรูปกายของสรรพสิ่งทั้งหลาย ดังที่เห็นกันอยู่ ทั้งที่เป็น วัตถุธาตุที่ไม่มีชีวิต และ วัตถุธาตุที่มีชีวิต พร้อมกันนั้นได้ฉายแสงทิพย์เอาพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปประจุไว้ในวัตถุธาตุนั้น ด้วยเหตุนี้แม้แต่ ก้อนหิน ต้นไม้ สัตว์โลกทั้งหลายมีกัมมันตภาพรังสีอยู่ภายในทั้งสิ้น คงแตกต่างกันเฉพาะสัตว์โลก 2 ชนิด คือ สัตว์เดรัจฉานมีกัมมันตภาพรังสีในรูป “สัญชาตญาณ” ส่วนสัตย์มนุษย์มีกัมมันตภาพรังสีในรูป “จิตวิญญาณ”

.......มหาโยคีผู้ยิ่งใหญ่ทุกรูป ผู้ที่แสวงหาปรมัตสัจธรรมซึ่งไม่ยึดติดกับคำสอนของศาสนาใด ล้วนบรรลุความรู้แจ้งว่า ในสากลจักรวาลไม่มีวัตุธาตุ เพราะเนื้อแท้ของวัตถุธาตุในจักรวาลเป็นภาพลวงตาก็คือ มายา สิ่งที่เห็นเป็นภาพมายาเกิดจาก แสง ดังนั้นความรู้ในเรื่อง กฏแห่งปาฏิหารย์ ของผู้เข้าถึงปรมัตสัจธรรมที่แท้จริงซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คนที่สามารถทำให้ อนุภาคของสสาร หรือ อะตอม เป็นพลังงาน เพื่อให้มีคุณสมบัติเท่ากับความเร็วของแสง ตามกฎสัมพัทธภาพของ นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์มหาอัจฉริยะแห่งยุคคือ อัลเบิร์ต ไอร์สไตน์ ประกาศให้โลกรู้ว่า พลังงานในอนุภาคของสสารทุกชนิด มีค่าเท่ากับน้ำหนักของอนุภาคสสารนั้น คูณด้วยเศษหนึ่งส่วนสองของความเร็วแสง พลังมหาศาลของอะตอมจะเกิดขึ้นเมื่อมีการทำลายอนุภาคของสสารทั้งหลาย หมายความว่า การตายของสสารก่อให้เกิดเป็นระเบิดปรมาณูขึ้นในโลก
.......ด้วยเหตุนี้บรรดาพระโยคีหรือผู้สำเร็จญาณสมาธิชั้นสูงระดับศาสดาจารย์ ซึ่งศาสนาพุทธ นิกายมหายาน เรียกว่า นิรมาณกาย หรือ สัมโภคกาย ส่วนการสำเร็จญาณเป็น พระโสดาบัน หรือ อรหันต์ ในศาสนาพุทธหินยาน เป็นหนทางเข้าสู่พระนิพพานตามคำสอนของศาสนา แตกต่างกับการศึกษาค้นคว้าในเรื่องวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณโดยสิ้นเชิง เพราะว่าพระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้ภิกษุอวดอุตริมนุษย์ธรรม ในสิ่งที่อยู่เหนือสติปัญญาของคนทั่วไป สิ่งที่เป็นพุทธวิสัย ญาณวิสัย สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ที่จะรู้ เป็นอวัยยะกตา แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ทรงสอน ไม่แสดง ทั้งยังมีพุทธบัญญัติห้ามเอาไว้อย่างชัดเจน

.......ความรู้เหนือธรรมชาติที่เรียกว่า กฏแห่งปาฏิหารย์ นั้น ก็คือพระโยคีหรือผู้สำเร็จญาณทัศนะระดับสูงมาก จนสามารถทำจิตของตนให้เกิดสมาธิอันแน่วแน่ได้ในทันที ปลดปล่อย วิญญาณบริสุทธิ์ ที่อยู่ภายในหรือที่เรียกว่า วิญญาณทิพย์ ให้หลุดพ้นจากการควบคุมของ เนื้อกาย และ จิตใจ รับรู้ได้โดยฉับพลันว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลคือ แสงไม่ว่า แสงที่เป็นดิน แสงที่เป็นน้ำ แสงที่เป็นลม แสงที่เป็นไฟ จึงได้เปลี่ยนปลงร่างสของตนให้เป็นแสง เพื่อหลุดพ้นจากสภาวะจิตที่เป็นสสาร ไม่ตกอยู่ภายใตอำนาจของ กาละเทศะ และ ทวิภาวะ อันเป็นการบรรลุความเป็น แสงทิพย์ เหมือนดังแสงแห่งจักรวาล สามารถใช้แสงทิพย์ของตนฉายไปยังอะตอมหรือโมเลกุลของสสาร บันดาลให้เกิดเป็นภาพหรืออะไรก็ได้ตามปรารถนาในรูปของสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพื่อสนองความต้องการของผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาตั้งจิตอธิษฐานขอพร การดลบันดาลตามกฎปาฏิหารย์ที่ล่วงรู้ความลับในเรื่อง มายา มีหลักฐานว่ามหาโยคีผู้มีชื่อเสียงของอินเดีย เช่น มหาโยคีบาบาจิ มหาโยคีลาหิริ มหาสัย มหาโยคีศรียุกเตศวร มหาโยคีโยคานันทะ บรมหงส์ มหาโยคีสวามี รามกฤษณะ มหาโยคีสวามี วิเวกานันทะ เป็นต้น ส่วนผู้บรรลุธรรมของศาสนาพุทธ มหายาน เช่น อาจาร์อัศวโฆษ อาจารย์นาคารชุนโกณฑะ อาจารย์วสุพันธ์ ล้วนแต่กล่าวตรงกันว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล คือแสง ความรู้ในเรื่องแสงทำให้นักวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เป็นเครื่องยนต์กลไก ด้วยวัตถุธาตุในโลกให้กลายเป็นวัตถุธาตี่มีชีวิต โดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารูปพลังงานขับเคลื่อน ดังเช่น รถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ยานอวกาศเดินทางโดยไร้คนขับออกไปสำรวจจักรวาล เป็นต้น กระบวนการสร้างสรรค์วัตถุธาตุที่ไม่มีชีวิต ให้เป็นวัตถุธาตุที่มีชีวิตด้วยกลไกทางอิเล็คโทรนิค ก็คือ การปลุกเสกทางวิทยาศาสตร์
.......องค์จตุคามรามเทพ ต้องการให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาทั้งหลายมีความเข้าใจตรงกันไม่สับสนในเรื่อง “การปลุกเสก” โดยให้ผู้เขียนอธิบายขยายความในเชิงเปรียบเทียบกับความก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์ ให้เกิดความรู้ความใจไม่หลงทิศผิดทาง เมื่อเห็นผู้เขียนและองค์จตุคามรามเทพประกอบพิธีกรรมขึ้นที่ไหนเวลาใด ขอให้จินตนาการไปตามที่ผู้เขียนเรียบเรียงให้รู้ว่า องค์จตุคามรามเทพ ได้ฉายแสงทิพย์ของผู้ชนะ กาละ เทศะ ทวิภาวะ หมดสิ้นจากกิเลสแล้วเพื่อบันดาลให้ วัตถุมงคล ที่ได้สร้างขึ้นเป็นรูปประติมากรรมบังเกิดพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ตามความมุ่งหมาย โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้คาถาอาคม หรือเวทย์มนต์บทใด หรือความเชื่อตามคำสอนของศาสนาไหน แต่อาศัยองค์ความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณแห่งจักรวาลของ องค์จตุคามรามเทพ และ ความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ ตลอดจนศาสตร์ทั้งหลายเท่าที่ผู้เขียนเรียนรู้มาตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองและผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา ตามที่ตั้งปณิธานไว้เมื่อครั้งสร้าง หลักเมืองนครศรีธรรมราช

พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล
เรียบเรียง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง http://www.suriyunjuntra.com/data/sangtip.html
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 591

ตอบตอบเมื่อ: Sun Sep 16, 2007 8:46 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ดับสุริยา

.......พลเอกบัญชร ชวาลศิลป์ ซึ่งในสมัยนั้นรับราชการทหารมียศเป็น พันเอก กองทัพภาคที่๔ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เขียนสารคดีเรื่อง กว่าจะได้เป็นนายพล เล่าเรื่องตอนที่ “อาทิตย์อัสดงที่เมืองคอน” ไว้ว่า หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิดคลองอาทิตย์ กำลังเอก แล้ว ท่านและคณะก็เข้าพักที่บ้านรับรองในค่าย ตอนค่ำมีการรับประมารอาหารร่วมกับคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพภาคที่๔ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด คุณอเนก สิทธิประศาสน์ และคณะกรรมการรณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัยที่นครศรีธรรมราช เช้าวันที่ 27 พฤษภาคม ๒๕๒๙ ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษเปิดข่าววิทยุแห่งประเทศไทยฟัง แล้วก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีระบุให้ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เหลือเพียงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว และให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกสืบแทน

.......เรื่องราวของป๋ากับพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ที่ลงเอยด้วยการให้เหลือเพียงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั้น ผมทราบข่าวที่พอจะสรุปได้คือ สัมพันธภาพสำหรับผู้ใหญ่ของเราทั้งสอง ระยะหลังไม่ค่อยราบรื่นเสียแล้ว นับตั้งแต่ลดค่าเงินบาทเมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ นี่คือข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี กับ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในสมัยนั้น ซึ่งองค์จตุคามรามเทพมีญาณหยั่งรู้ล่วงหน้าจึงขอให้ผู้เขียนจัดเตรียมสร้างอาวุธไว้ให้พร้อม เมื่อปัญหาความขัดแย้งของผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินทั้งสองถึงจุดแตกหัก นายสัมพันธ์ ทองสมัคร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปขอให้ผู้เขียนและองค์จตุคามรามเทพทำพิธีช่วยเหลือนายกเปรม ผู้เขียนเห็นว่าการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช และการประกอบพิธีกรรมของ องค์จตุคามรามเทพ เป็นความเชื่อถือความเลื่อมใสศรัทธา อยู่นอกเหนือความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทางรัฐประศาสนศาสตร์ ถ้าสื่อมวลชนรู้และกระพือข่าวว่าผู้นำประเทศเชื่อถือในสิ่งงมงายไร้เหตุผล จะเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของนายกรัฐมนตรี ขอให้ช่วยกราบเรียนท่านนายกว่าผู้เขียนไม่อยากให้ชื่อเสียงของท่านมัวหมอง
.......แต่เมื่อ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ยืนยันที่จะให้ช่วยประกอบพิธีกรรม ผู้เขียนจึงขอให้ปกปิดเป็นความลับที่สุด โดยให้นายกรัฐมนตรีเดินทางไปนมัสการพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ตามวันเวลาที่นัดหมาย ผู้เขียน องค์จตุคามรามเทพ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช นายสัมพันธ์ ทองสมัคร นายโยธิน พฤกษ์สถานนท์ (โกเบ้ง) จะรออยู่ภายในวิหารหลวงด้านหน้า ส่วนวิหารหลวงด้านหลังผู้เขียนนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีสวดมนต์หลอกว่ากำลังทำพิธีสงฆ์ ป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกสงสัย เมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ไปถึงวิหารหลวง เป็นหน้าที่ของ พันเอกไพโรจน์ พานิชสมัย นายทหารคนสนิทนายกรัฐมนตรี จะต้องเฝ้าอยู่ที่ประตูวิหาร เพราะจะต้องมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ติดตามนายกรัฐมนตรีไปมากมาย เช่น พลโทวันชัย จิตต์จำนง แม่ทัพภาคที่๔ นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอเนก สิทธิประศาสน์ นายประสงค์ สุ่นศิริ เป็นต้น ผู้เขียนไม่ยินยอมให้ผู้ใดเข้าไปในวิหารหลวง นอกจากบุคคลที่กล่าวแล้วข้างต้นเท่านั้น พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จึงต้องรอกันอยู่ข้างนอก
.......องค์จตุคามรามเทพ ให้ผู้เขียนปูผ้าขาวขนาดความยาว ๑ วา ไว้บนพรมปูพื้นวิหารตรงหน้าพระประธาน เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีเดินเข้าไปถึง ผู้เขียนถึงเรียนเชิญให้ท่านนั่งบนผ้าขาวที่ปูไว้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก องค์จตุคามรามเทพ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกนั่งอยู่ตรงกับท่านนายกรัฐมนตรี แล้วกล่าวว่า “ยินดีต้อนรับ ผู้ยิ่งใหญ่ชาว ๑๒ นักษัตร”

.......ต่อจากนั้นได้ขอให้ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช กล่าวโองการเชิญเทวดาและให้ศีลให้พร แล้วให้ผู้เขียนเจิมแป้งจันทน์น้ำหอมลงบนกระหม่อมของนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น องค์จตุคามรามเทพ นำมีดสั้นเทพอาวุธ ลงเลขยันต์บริเวณหน้าผากระหว่างคิ้วทั้งสอง แล้วใช้ปลายมีดลงลิ้น ลงบนแผ่นหลังของนายกรัฐมนตรีอยู่เป็นเวลานาน จนหมดสิ้นฤกษ์พานาทีแล้วจึงบอกว่า พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก กำลังขุดคลองอาทิตย์ กำลังเอก กลางมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิค ที่ชายฝั่งทะเลสาบสงขลา โดยไม่รู้ว่าเป็นการล้างธาตุของตนเอง ไม่รู้ว่าชื่อของตนเป็นธาตุไฟ เป็นศัตรูกับธาตุน้ำ ยิ่งน้ำในมหาสมุทรด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการดับธาตุของตัวเองให้หมดสิ้นวาสนา ดังนั้นถ้ารู้ว่า พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ลงมาปักษ์ใต้เมื่อใด ก็ให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นไปรับรัศมีธาตุไฟที่จังหวัดนครราชสีมา เพราะว่าที่นั่น พลเอกเปรม นอกจากจะได้รับความคุ้มครองจากกองทัพภาคที่๒แล้ว ยังมีฝูงบินเอฟ 5 ประจำอยู่ ใครครองน่านฟ้าได้ผู้นั้นได้รับชัยชนะ กองทัพรถถัง กองพลทหารราบ จะถูกทำลายพินาศไม่มีทางต่อสู้ได้ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะเกิดการสู้รบขึ้น ก็ใช้วิธีนิ่มนวลทดลองไม่ต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเสียก่อนก็ได้ ให้เหลือแต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็จะหมดบารมีลูกน้องบริวารปลีกตัวหนีตายกันเกือบไม่เหลือ ปีหน้าไม่ต่ออายุราชการให้อีกก็หมดสิ้นอำนาจวาสนา ถ้าเผด็จศึกเสร็จสิ้นเสี้ยนหนามแล้ว ขอให้อุทิศทองคำ ๑๒ บาท แผ่หุ้มยอดพระบรมธาตุ ก็จะมีอำนาจยั่งยืนเป็นอมตะ องค์จตุคามรามเทพ ได้มอบมีดสั้น เทพอาวุธ ให้แก่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ๑ เล่ม ไม่ทราบว่าในปัจจุบันท่านยังพกติดตัวอยู่หรือไม่

.......ในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ซึ่งเป็นวันทำพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบกประจำปี ที่สนามกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมงานและอยู่ใกล้ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก พิธีเปิดบ่ายสามโมงเย็นวันนั้น แม้ว่า พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ยังคงรักษาอาการเป็นปกติ แต่ทุกคนรู้ว่ามีความเศร้าสลดและเสียใจอย่างที่สุด แต่พยายามควบคุมจิตใจและรักษาอารมณ์ข่มความรู้สึกเจ็บแค้น ให้อยู่ในอาการปกติ นึกไม่ถึงว่าพระอาทิตย์จะอัสดงดิ่งลงที่เมืองนครศรีธรรมราช

.......หลังจากนั้นไม่นานผู้เขียนมีเหตุบังเอิญต้องไปทำธุระบางประการที่วัดพระบรมธาตุ เห็นพวกทหารขนย้ายชุดรับแขกเก้าอี้เข้าไปในวิหารหลวงกันเป็นโกลาหล จึงเข้าไปดูเห็นมีการปูพรมผืนใหม่สีแดงสดในวิหารหลวง นำชุดรับแขกชั้นดีโต๊ะเก้าอี้ใหม่สวยงามเรียงรายเต็มไปหมด สอบถามได้ความว่าจะมีการทำพิธีให้ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็นึกรู้ในใจว่าคงหาอาจารย์ดีไปทำพิธีเสริมดวงชะตาเพื่อเอาชนะ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่สนใจเพราะเห็นว่ามีเจ้าพิธีคงไม่รู้จารีตประเพณีว่าในวิหารหลวง ควรจะให้เกียรติเคารถต่อสถานที่อย่างไร คงเป็นการกระทำเพื่อประจบประแจงเอาใจผู้มีอำนาจเสียมากกว่า คาถาอาคม บทสวดมนต์ ไม่ใช่กฎแห่งปาฏิหาริย์ แต่เป็นเพียงความเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่รู้ว่าจะจริงหรือไม่อย่างไร แต่ผู้เขียนทราบว่าในปลายปี พ.ศ. ๒๕๓o พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ได้เดินทางไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราชอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประกาศไม่ต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดให้อีกต่อไป ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นเพราะความขลังศักดิ์สิทธิ์ของ มีดดับสุริยา หรือว่าเป็นไปด้วยเหตุบังเอิญ ยังเป็นปัญหาคาใจของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ต่างงุนงงสงสัยกันว่าเหตุใดพระอาทิตย์จึงอัสดงที่เมืองคอนถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา

เรียบเรียงโดย
พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล
(อดีต)ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง http://www.suriyunjuntra.com/data/dubsuriya.html
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 591

ตอบตอบเมื่อ: Sun Sep 16, 2007 8:51 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

จากความรู้สู่ความจริง

http://www.suriyunjuntra.com/data/true_learn1.html
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 591

ตอบตอบเมื่อ: Wed Nov 28, 2007 9:18 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

วัตถุธาตุที่มีชีวิต

........ปรัชญาสมัยพระเวทเมื่อราว 2411 ปีก่อนพุทธกาล ซึ่งเรียกว่า ฤาษี หรือ ดาบส ผู้มุ่งแสวงหาสัจธรรมชองชีวิต และธรรมชาติ อยู่ในแถบภูเขาหิมาลัยคล้ายกับนักวิทยาศาสตร์ ในสมัยปัจจุบัน โดยยึดถือองค์ความรู้จากปรากฎการณ์ธรรมชาติ มาพิจารณาใคร่ครวญ ตามหลักแห่งเหตุผล และตรวจสอบจนกระทั่งค้นพบความจริงเกี่ยวกับ รากฐานการกำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาล โดยกล่าวสรุปว่า

........“ไฟแห่งสวรรค์ในดวงอาทิตย์ ไฟแห่งโลกในกลางใจโลก ไฟแห่งตัวตนในใจของคน สามภพสามโลกล้วนต่อเนื่องเชื่อมโยงกันด้วยไฟ จากเบื้องบนลงมาสู่โลกเพื่อสร้างโลกและชีวิต แล้วลอยกลับไปสู่ที่มาตลอดกาล ไฟจึงเป็นพลังงานที่ไม่มีตัวตนอุปมาดั่ง กงล้อแห่งธรรม เป็นผู้กำเนิดจักรวาล ธรรมชาติ ชีวิต และความรู้สู่ความจริงแท้ อันเป็นสัญลักษณ์ของความหมายเช่นเดียวกับ กาลจักร”

........ด้วยเหตุนี้หลักอภิปรัชญาอินเดียทุกสำนัก จึงยอมรับว่า ธรรมชาติ และชีวิต ของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกเกิดมาจากการรวมตัวของ ปรมาณูธาตุ หรืออะตอม ของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เป็นรูปกายวัตถุเรียกว่า “ประกิต” หรือ “กายหยาบ” อันเป็นวัตถุธาตุที่ไม่มีชีวิตอย่างหนึ่ง

........ส่วนวัตถุธาตุชนิดพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่เฉพาะในโลกของเราเท่านั้น คือ วัตถุธาตุที่มีชีวิต อันประกอบด้วย สัตว์และพืช นักอภิปรัชญาอินเดียได้แบ่งแยกย่อย สัตว์โลก ออกเป็น 2 ชนิด คือสัตว์โลกที่มีรูปกายวัตถุเจริญเติบโตในแนวตั้งฉากกับพื้นผิวโลก มีสติปัญญาความคิด มีเหตุผลมีความจำสำนึกแตกต่างกับสัตว์โลกชนิดอื่น เพราะในรูปกายวัตถุเป็นที่สถิตย์ของ”วิญญาณธาตุ” เรียกสัตว์โลกชนิดนี้ว่า มนุษย์ ดังนั้นคำว่า มนุษย์ จึงมีความหมายว่าสัตว์โลกที่รูปกายเจริญเติบโตในแนวตั้งฉากกับพื้นผิวโลกเท่านั้น

........สัตว์โลกชนิดอื่นที่รูปกายวัตถุเจริญเติบโตในแนวราบขนานไปกับพื้นผิวโลก ดำรงชีวิตอยู่โดยอาศัยแต่เพียงวิญญาณธาตุประเภท “สัญชาตญาณ” รวมเรียกว่า สัตว์เดรัจฉาน

........ชาวอินเดียเป็นชนเผ่ามหัศจรรย์ ที่มีอัจฉริยภาพทรงภูมิปัญญา อันสูงส่งไม่น้อยกว่าชาติใดในโลก ได้พากเพียรค้นหาความรู้ทาง จักรวาลวิทยา จนสามารถคิดคำนวณเส้นทางโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า ได้อย่างแม่นยำดังปรากฎอยู่ใน คัมภีร์สุริยาตร ซึ่งนักโหราศาสตร์ยังคงใช้คิดคำนวณการโคจรของดาวเคราะห์มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนความพยายามในการค้นหาความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฎการณ์ธรรมชาติ และความลี้ลับชองวิชาโหราศาสตร์ คือ สัจธรรมแห่งจิตวิญญาณ บรรดาฤาษีชาวอินเดียเชื่อว่า การบำเพ็ญสมาธิภาวนา อย่างสันโดษอยู่ในป่าที่สงบเงียบ เพื่อเข้าถึงไฟที่อยู่ภายในตน ระงับไฟแห่งความปรารถนา ความกลัว ความโกรธ จนจิตใจสงบนิ่งบรรลุญาณสมาธิ สามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายได้อย่างล้ำลึก จึงเชื่อว่า จิตวิญญาณ ในรูปกายวัตถุของคนเราเป็นอำนาจยิ่งใหญ่ของจักรวาล จึงให้คำนิยามรูปลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของวิญญาณธาตุ ว่า “ปุรุษา” หรือ “กายทิพย์” ที่อยู่ภายในรูปกายของวัตถุธาตุที่มีชีวิต ซึ่งปรากฎรายละเอียดอยู่ในคำสอนของปรัชญาอินเดียทุกสำนัก แต่อาจแตกต่างกันไปในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าสร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ที่เรียกว่า ระบบเทวนิยม กับความเชื่อว่า จักรวาล ชีวิต และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกเกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า ระบบอเทวนิยม

........ระบบความเชื่อในเรื่องพระเป็นเจ้าทรงสร้างโลกและสรพพสิ่งทั้งหลายในโลก มีความเห็นว่า พระผู้เป็นเจ้า หรือ พรหมมัน หรือ ปรมาตมัน หรือองค์พรหม เป็นสิ่งสมบูรณ์ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติและคุณวิเศษยิ่งใหญ่เป็น อนันตะ ไม่อาจพรรณาได้ ไม่อาจกำหนดได้ ไม่อาจหาขอบเขตได้ เป็นสภาวะบริสุทธิ์อยู่เหนือสิ่งทั้งหลาย แต่เป็นรากฐานบ่อเกิดของสิ่งทั้งหลายและปรากฎการณ์ในโลก เรียกว่า “พรหมลิขิต” วัฒนธรรมอินเดียดั้งเดิม จึงมีข้อห้ามมิให้สร้างรูปเคารพของ พระเป็นเจ้าขึ้นกราบไหว้บูชาคงสร้างสัญลักษณ์ แห่งองค์ความรู้ เช่น รูปกาลจักร รูปสวัสดิกะ หรือ ศิวลึงค์ ประดิษฐานไว้ตามเทวาลัยทั้งหลาย


การสร้างวัตถุธาตุที่มีชีวิต

..........สมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 2 พระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราช ทรงสถาปนาจักรวรรดิ์กรีกขึ้นอย่างมั่งคงแล้ว ได้เสด็จนำกองทัพเข้าทำลายจักรวรรดิ์เปอร์เซียที่เคยมีอำนาจยิ่งใหญ่จนแตกสลายไป ต่อจากนั้นพระองค์ยกกองทัพข้ามเทือกภูเขาหิมาลัย บุกรุกเข้ายึดครองแคว้นปัญจาบของอินเดีย คือส่วนที่เป็นประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ทรงประทับอยู่ที่ นครตักศิลา เพื่อรอทำสงครามพิชิตกษัตริย์ราชวงศ์นันทะ แห่งมหานครปาฏลีบุตร แต่บรรดาทหารกรีกเกิดเบื่อหน่ายการทำสงคราม เรียกร้องให้มหาราชของตนเสด็จนำทัพกลับคืนสู่มาตุภูมิ

........จากบันทึกของนายพลแห่งกองทัพกรีกระบุว่า บรรดาพวกฤาษีชาวอินเดียผู้รักชาติได้รวมตัวกันต่อต้านการรุกรานของกองทัพกรีก โดยมีนักบวชผู้หนึ่งนามว่า จาณักยะ หรือ โกณฑัญญะ ได้สนับสุน จันทรคุปต์ให้เป็นผู้นำในการต่อต้านจนกระทั่งกองทัพกรีกล่าถอยกลับไป จึงพร้อมใจกันสถาปนา จันทรคุปต์ ขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะ ในที่สุดได้รบพุ่งแย่งชิงอำนาจจากกษัตริย์ราชวงศ์นันทะ ได้อย่างเด็ดขาด ทรงรวบรวมดินแดนในชมพูทวีปเป็นจักรวรรดิ์ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก
........แต่เนื่องจากกองทัพกรีกได้ยึดครองแคว้นปัญจาบอยู่เป็นเวลานาน ได้นำศิลปอารยธรรมเฮเลนิคอันรุ่งเรืองเข้ามาเผยแพร่ปลูกฝังบนผืนแผ่นดินอินเดียมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้าง รูปเทพเจ้า ขึ้นเคารพบูชา เช่น รูปเทพเจ้าเซอุส รูปเทพเจ้าอะพอลโล รูปเทพเจ้าวินัส เป็นต้น ศิลปกรรมอันมีสุนทรียภาพงดงามประกอบกับสมัยนั้นกรีกเป็นชาติมหาอำนาจยิ่งใหญ่ และวิทยาการเจริญรุ่งเรืองที่สุดในโลก ชาวอารยันจึงหันไปชื่นชมนิยมศิลปวัฒนธรรมตะวันตก

........มหาราชครู จาณักยะ ผู้อยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์ พระเจ้าจันทรคุปต์มหาราช (พระอัยกาธิราชของพระจ้าอโศกมหาราช) จึงได้ถวายคำแนะนำให้จักรพรรดิ์อินเดียสร้าง รูปเทพเจ้า ของชาวภารตะ เช่น พระวิษณุ พระสุริยเทพ พระพรหม ขึ้นแทนที่รูปสัญลักษณ์อย่างอื่น นำไปประดิษฐานตามเทวาลัยให้ผู้คนกราบไหว้บูชา เหมือนดั่งวัฒนธรรม เฮเลนิค นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 2 เป็นต้นมา ประเพณีการสร้างรูปเคารพได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วชมพูทวีป เทวรูปพระวิษณุ พระสุริยเทพ รุ่นแรกๆ ชาวอินเดียได้นำเข้าสู่ประเทศไทยดังปรากฎที่พบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ถือกันว่าเป็นรูปเทพเจ้าเก่าแก่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

........แต่วัฒนธรรมการสร้างเทวรูปของชาวอินเดีย แตกต่างกับการประติมากรรมรูปเทพเจ้าของชาวกรีก เนื่องจากหลักอภิปรัชญาอินเดียค้นพบสัจธรรมของจิตวิญญาณ หรือที่เรีกว่า ปุรุษา ว่าเป็นธาตุทิพย์ที่ได้รับมาจากพระผู้เป็นเจ้า จึงเป็นอมตะไม่ตายตามกายเนื้อ ไม่ดับสูญเสื่อมสลายเหมือนดั่งวัตถุธาตุในโลก สั่งสอนให้ผู้แสวงหาความจริงแท้บำเพ็ญญาณสมาธิจนบรรลุ โมกษะ หรือ ไกวัลยะ อันเป็นการตรัสรู้ธรรมเห็นจริงในสิ่งทั้งปวงบังเกิด ทิพยอำนาจ สามารถใช้พลังศักดิ์สิทธิ์แห่ง ชีวาตมัน ของตนเนรมิต สิ่งทั้งหลายให้เกิดขึ้นตามความประสงค์ เหมือนดั่งที่คัมภีร์อุปนิษัทกล่าวว่า
........พระมหาเทพทรงบันดาลให้โลกเกิดมีขึ้น ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นจากธุลีธาตุของโลก แล้วทรงถ่ายเทพลังลมปราณให้ ชีวามัน เข้าไปสถิตย์อยู่ในรูปกายวัตถุของมนุษย์ที่ทรงสร้างขึ้น

........ศาสตราจารย์ โรเบิร์ต วอน ไฮน์ เกลเดร์ล ได้ศึกษาเรื่องราวการสร้างวัตถุธาตุให้มีชีวิต ตามโลกทัศน์ของชาวอินเดียที่วิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระเวทพบว่า นักบวชชาวอินเดียเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลก และดาวเคราะห์ทั้งปวงในจักรวาล ติดต่อเชื่อมโยงกับระบบธาตุ ทิศ ชีวิต ร่างกาย และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกโดยมีชั้นบรรยากาศธาตุ เป็นสื่อให้ไปมาถึงกัน โดยอาศัยจังหวะเวลาการโคจรของดวงดาวในท้องฟ้า อำนาจของดวงดาวย่อมบันดาลให้เกิดปรากฎการณ์อันเป็นธรรมชาติขึ้นในโลก ดังจะเห็นได้จาก แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ บันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบธาตุและความเป็นไปในชีวิตได้อย่างน่ามหัศจรรย์

........ด้วยเหตุนี้ผู้มีความรอบรู้ในเรื่อง มหาจักรวาล สุริยจักรวาล ทิศ ธาตุ อย่างแตกฉาน และบำเพ็ญญาณสมาธิจนบรรลุธรรมแล้ว พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งจิตวิญญาณของผู้นั้น ย่อมสามารถติดต่อเชื่อมโยงกับพลังศักดิ์สิทธิ์ของจักรวาล อาจเปรียบได้กับสถานส่งและสถานีรับคลื่นสัญญาณ คลื่นแสง คลื่นเสียง คลื่นไฟฟ้า ที่นักวิทยาศาสตร์นำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้น่าพิศวงมากมาย แต่ศิลปวิทยาการโบราณเรียกพิธีการทำรูปกายของวัตถุธาตุให้มีชีวิตว่า “พิธีกรรมปลุกเสก” คือ การถ่ายเทพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งจิตวิญญาณของผู้ตรัสรู้ธรรม ระดับสัมปรัชญาตโยคะ หรือ ระดับอสัมปรัชญาตโยคะ เข้าสู่รูปกายของวัตถุธาตุที่ไม่มีชีวิตเพื่อให้บังเกิด “ชีวาตมัน” ขึ้นในรูปกายของวัตถุธาตุนั้น
........พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งจิตวิญญาณจะซึมแทรกแผ่ซ่านไปทั่วเหมือนดังรูปกายของคนเราซึ่งเป็น วัตถุธาตุที่มีชีวิต ดังนั้น การปลุกเสก จึงหมายถึง การทำให้เกิดมีชีวิต นอกจากอาศัยพลังอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระดับบรรลุโมกษะแล้ว ยังต้องใช้วิชาความรู้ชั้นสูงของวิชาโหราศาสตร์ด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากการกำหนดฤกษ์ใน พิธีเบิกเนตรรูปประติมากรรม พิธีจารึกสูตรสำคัญทางโหราศาสตร์ ที่เรียกว่า หัวใจคาถา ลงบนรูปเคารพ เช่น ศิวลึงค์ โยนี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือความหมายแทนสัญลักษณ์ของ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ในท้องฟ้าที่เกิดมาเป็นรูปกายในโลกมนุษย์ ถือว่าเป็นรากฐานการกำเนิด “ลัทธิเทวราช” ขึ้นในดินแดนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ในสมัยโบราณ ส่วนบ้านเมืองที่นับถือศาสนาพุทธเปลี่ยนแปลงมาเป็น “ลัทธิโพธิราช” และ “ลัทธิพุทธราช” หรือ “ธรรมราชา” ในปัจจุบัน

อ้างอิง:
http://www.suriyunjuntra.com/data/true_learn3.html
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
คเวสโก
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 20 Aug 2007
ตอบ: 47
ที่อยู่: กรุงเทพ

ตอบตอบเมื่อ: Thu Nov 29, 2007 3:07 pm    เรื่อง: เรียนขออนุญาตเผยแผ่น ตอบโดยอ้างข้อความ

เรียนขออนุญาตเผยแผ่นะครับ

http://larndham.net/index.php?showtopic=26392&st=303&#top
_________________
"พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter)
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> วิทยาศาสตร์ทางจิต ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


dhammachak © 2007, Thank phpBB Group