ธรรมศาลา ธรรมศาลา
ชุมชนกัลยณมิตรธรรม
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

กลุ่มบุคคลและองค์กรชาวพุทธที่สำคัญ

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> ลำธารธรรม
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Thu Dec 24, 2009 8:24 pm    เรื่อง: กลุ่มบุคคลและองค์กรช ตอบโดยอ้างข้อความ

........ในอินเดียปัจจุบันยังมีกลุ่มบุคคล และองค์กรทางพุทธศาสนาหลายกลุ่มที่พยายามเผยแพร่ศาสนาอยู่อย่างจริงจัง หลายองค์กร บางองค์กรสามารถเผยแผ่ได้อย่างได้ผลดี บางองค์กรก็ได้ผลบ้าง สามารถเรียงตามลำดับตามความสำเร็จดังนี้

๑.สำนักกรรมฐานของโคอินก้า (Goenka Vipassana centre)

........การ เผยแพร่พุทธศาสนาตามแนวของท่าน สัตยา นารายัน โกอินก้า (Satya Narayan Goenka) เป็นสายที่มีการเผยแพร่ได้ผลเป็นอย่างมากเพราะเป็นการเผยแพร่โดยชาวอินเดีย เอง สำนักนี้ก่อตั้งโดยท่านสัตยา นารายัน โคอินก้า
........ท่านเกิดเมื่อพ.ศ. ๒๔๖๗ ณ ย่างกุ้ง ประเทศสหภาพพม่า โดยตัวท่านเองเป็นชาวอินเดียที่เกิดในพม่า ประสบความสำเร็จทางธุรกิจเป็นอย่างดี แม้ในวัยหนุ่มจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำชุมชนชาวอินเดียในพม่า ในช่วงต้นไม่ได้สนใจพุทธศาสนา แม้พม่าจะเป็นแดนกาสาวพัสด์ก็ตาม



........เมื่ออายุ ๓๑ ปี ได้ป่วยเป็นโรคไมเกรน หรืออาการปวดศรีษะอย่างรุนแรง จึงปรึกษากับท่านอุบาขิ่น(U Ba Khin) อาจารย์สอนวิปัสสนาชื่อดังของพม่า หลังจากได้ปฏิบัติธรรมกับท่านอุบาขิ่น ไม่นานโรคร้ายก็เริ่มหาย จึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสอย่างแรงกล้าในแนวทางวิปัสสนา จึงได้ทำการเผยแพร่แนวทางวิปัสสนา จึงได้ทำการเผยแพร่แนวของท่านอุบาขิ่นทั่วไปในพม่า โดยเริ่มจากชุมชนชาวอินเดียในพม่าก่อน
........ท่านมีความตระหนักอยู่เสมอว่า อินเดียที่เป็นดินแดนบรรพบุรุษของท่านมีบุญคุณอย่างล้นเหลือต่อพม่าที่ได้ มอบคำสอนที่ล้ำค่านี้ให้ ในขณะที่อินเดียกลับลืมคำสอนอันวิเศษนี้จนหมดสิ้น จึงมีความคิดที่จะตอบแทนอินเดียอยู่ทุกขณะ

........ต่อมาพ.ศ.๒๕๑๒ จึงเดินทางไปอินเดียเพื่อเยี่ยมมารดาที่ป่วยหนัก แล้วเริ่มเผยแพร่แนวคำสอนเริ่มจากญาติพี่น้องก่อนจนกระจายวงกว้างออกไปทุก ขณะ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เมื่อโคอินก้าจากไปอินเดียไม่นาน พ.ศ.๒๕๑๔ ท่านอูบาขิ่นผู้เป็นอาจารย์ก็ถึงแก่กรรมลง แต่งานเผยแพร่ตามแนวอุบาขิ่นกลับเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว จนกระจายไปทั่วอินเดีย เหตุการณ์ที่สำคัญคือโคอินก้าได้มีโอกาสสอนวิปัสสนาต่อนักโทษเป็นจำนวนพันคน ซึ่งไม่เคยทำได้มาก่อน

........พ.ศ.๒๕๑๗ ได้ตั้งศูนย์วิปัสสนานานาชาติ (International Meditetion Centre) ขึ้นที่ภูเขาธรรมคีรี อิกัตบุรี ใกล้บอมเบย์ อินเดีย โดยใช้เป็นสำนักงานใหญ่ ณ ที่นี่ได้มีการจัดหลักสูตรอบรมแก่ผู้สนใจทั่วไปอินเดียและต่างชาติ จนมีผู้สนใจเข้ารับการอบรมอย่างกว้างขวาง นอกจากเน้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ทางสถาบันยังพิมพ์พระไตรปิฎกอักษรเทวนาครีอออกมาอีกด้วย ซี่งสมบูรณ์กว่าฉบับที่มหาวิทยาลัยนาลันทาจัดทำในคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ
........และยิ่งกว่านั้นยังจัดทำซีดีรอมพระไตรปิฎก ฉบับ ๗ ภาษา คือ เทวนาครี (อินเดีย) เขมร พม่า สิงหล ไทย มองโกเลีย และโรมัน ซึ่งผู้สนใจ ขอได้ฟรี หรือติดต่อได้ที่ Vipassana Research Institute. Dhammagiri, Igatpuri 400403.India Website http://www.vri.dhamma.org/

........แนวคำสอนของท่านโคอินก้านับว่าเผยแพร่ได้ผลมากกว่าองค์กรพุทธใดๆ ในอินเดีย และผู้ปฏิบัติก็เป็นผู้มีการศึกษา มีฐานะดี การจัดวิปัสสนาก็กระจายออกไปหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา กัมพูชา ไทย พม่า เนปาล ไต้หวัน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง มองโกเลีย อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย ฮังการี แคนาดา แม็กซิโก อาร์เจนติน่า อุรุกวัย คิวบา เวนาซุเอล่า ซิมบับเว เคนยา อาฟริกาใต้ แม้กระทั่งชาติมุสลิม เช่นอีหร่าน สหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ โอมาน เป็นต้น

ปัจจุบันในไทยมี ๒ ศูนย์คือ
๑. ศูนย์วิปัสสนาธรรมกมลา บ้านเนินผาสุข ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ๒๕๐๐๐
๒. ศูนย์วิปัสสนาธรรมอาภา ทางแยกเข้าบ้านห้วยพลู ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ๖๕๒๒๐
๓. ศูนย์ฯ ธรรมสุวรรณา จ.ขอนแก่น
๔. ศูนย์ฯ ธรรมกาญจนา จ.กาญจนบุรี
๕. สำนักงานและศูนย์ฯ ธรรมธานี กรุงเทพมหานคร
๖. ศูนย์ ธรรมสีมันตะ จ.ลำพูน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
-เวปศูนย์วิปัสสนาโคเอนก้า ประเทศไทย http://www.thai.dhamma.org/

-มหาสติปัฏฐานสูตร ธรรมบรรยายโดยท่านสัตยา นารายัน โคเอนก้า (เสียงแปลภาษาไทย) http://www.esnips.com/web/SatipatthanaSutra
_________________
Golden Path


แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Thu Dec 24, 2009 8:29 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Thu Dec 24, 2009 8:28 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

๒.สมาคมมหาโพธิ์ (Mahabodhi Society of India)

.........นับเป็นองค์กรต้น ๆ ที่เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในอินเดียอย่างเป็นรูปร่าง ก่อตั้งโดยท่านอนาคาริก ธรรมปาละ (Anagalika Dhammapala) ชาวศรีลังกาเมื่อพ.ศ. ๒๔๔๕ และพุทธสถานก็ได้รับการคุ้มครองดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาลอินเดียมากขึ้น ก็เพราะอาศัยสมาคมมหาโพธิ์อันนำโดยท่านอนาคาริก ธรรมปาละนี้
.........ปัจจุบันมีสาขาอยู่หลายแห่งในอินเดียเช่น กัลกัตตา สารนาถ เดลลี พุทธคยา สาญจี เป็นต้น ปัจจุบันมีพระดร.รัฏฐปาลมหาเถระผู้อำนวนการศูนย์วิปัสสนานานาชาติพุทธคยา เป็นประธานสมาคมคนล่าสุดท่านเข้ารับตำแหน่งประธานสมาคมมหาโพธิ์ เมื่อพ.ศ. ๒๕๔๕ สมาคมมีกิจกรรมหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่เช่น ๑.ออกวารสาร ๓ ฉบับ คือสมาคมหาโพธิ์ที่สารนาถออกวารสารธรรมทูต (Dhammadhuta Magazine) รายสามเดือนทั้งภาษาฮินดี และภาษาอังกฤษ,สมาคมมหาโพธิ์พุทธคยาออกวารสารมหาโพธิ์ (Sambodhi Magazine),
.........ส่วนสมาคมมหาโพธิ์ที่พุทธคยาออกวารสารมหาโพธิ์ (Mahabodhi Magazine) เป็นต้น ๒. จัดตั้งโรงเรียนขึ้นหลายแห่ง เช่น วิทยาลัยมหาโพธิ์ (Mahabodhi Collage) ที่สารนาถการดำเนินงานของสมาคมมหาโพธิ์ ก็ได้ผลบ้างพอสมควร แม้จะไม่มีผู้เปลี่ยนศาสนา มานับถือพุทธมากนักก็ตาม
.........แต่ก็ได้ทำประโยชน์ให้แผ่นดินอินเดียและพุทธศาสนาพอสมควรโดยเฉพาะการเป็นตัว ผลักดันให้รัฐบาลอินเดียเข้ามาบูรณะ ปกป้องพุทธสถานทั่วอินเดีย และสมาคมก็เคยทำหนังสือเชิญ ดร. เอ็มเบ็ดการ์มานับถือพุทธศาสนา เมื่อคราวดร.เอ็มเบ็ดการ์เปลี่ยนศาสนา พ.ศ. ๒๔๙๘

๓.พระธรรมทูตไทยสายอินเดีย (Thai Buddhist missionary in India)


.........ก่อตั้งโดย สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิราชาวาส โดยการสร้างวัดไทยวัดแรกที่พุทธคยา เมื่อพ.ศ.๒๕๐๐ ในสมัยจอมพลป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีพระเดชพระคุณพระเทพวิสุทธิโมลี (บุญเลิศคล่องสั่งสอน)เป็นองค์ต่อมา งานเผยแพร่ของท่านนับว่ามีความสำเร็จเป็นอย่างมาก เป็นที่เลื่องลือทั่วไปจนรัฐบาลอินเดียยกย่องให้เป็นพระมหาธรรมาจารย์ มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยนาลันทาให้อย่างสมเกียรติ เมื่อพ.ศ.๒๕๑๔ นับเป็นสงฆ์ไทยองค์แรกที่ได้รับเกียรติเช่นนี้ ผลงานที่เด่น ๆ ของท่านคือ
๑. จัดตั้งองค์กรสงฆ์อินเดีย
๒. สงเคราะห์ชาวพุทธอินเดีย
๓. มอบพระพุทธรูปประจำพุทธวิหารสำหรับชาวพุทธรูปทั่วไป โดยเฉพาะที่นาคปูร์ ปัจจุบันมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระรามโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.๙.Ph.D) เป็นหัวหน้า มีพระวิเทศโพธิคุณ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นรองหัวหน้า การดำเนินงานของพระธรรมทูตไทยได้รับผลบ้างพอสมควร เช่น การสงเคราะห์คนจนทางด้านเสื้อผ้าอาหาร ยารักษาโรค การนำเด็กมาไหว้พระสวดมนต์ภายในวัด การสร้างพระพุทธรูปมอบให้ตามหมู่บ้านชาวพุทธในแต่ละหมู่บ้าน การช่วยจัดตั้งองค์กรสงฆ์อินเดียให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นหลังกระจัดกระจาย ต่างคนต่างอยู่ไม่เป็นระบบ แต่อุปสรรคก็มีมากพอกันทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม เป็นต้น
_________________
Golden Path
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Thu Dec 24, 2009 8:36 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

๔. องค์ดาไล ลามะ (His Holiness the Dalai Lama)


องค์ดาไล ลามะ ผู้นำชาวธิเบต

.........แม้ท่านจะไม่ได้เป็นชาวอินเดีย แต่ก็มีบทบาทอย่างสำคัญในวงการพุทธศาสนาในอินเดีย องค์ดาไล ลามะ ประสูติเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘ ณ จังหวัดอัมโด ทางภาคตะวันออกของธิเบต ที่มีชายแดนติดต่อกับจีน นามเดิมว่า ลาโมทอนดุป ต่อมาจึงมีนามใหม่ เรียกว่า เทนซินกยัตโซ ท่านประสูติเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๗๖ ปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๖) มีพระชนมายุ ๖๘ พรรษา เมื่ออายุ ๒ ขวบได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแห่นง ดาไล ลามะ อันเป็นตำแหน่งพระมหากษัตริย์ และพระสังฆราชพร้อมกัน

.........ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๒ กองทัพแดงของจีนก็บุกเข้ายึดธิเบต อย่างเด็ดขาดสถานภาพของพระองค์ถูกบีบคั้นอย่างหนัก จนเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๐๒ จึงตัดสินใจ เสด็จหนีออกจากธิเบตพร้อมด้วยชาวธิเบตหลายแสนคน ขณะอายุ ๒๖ พรรษา อย่างไรก็ตามแม้อินเดียจะมีประชากรมากอยู่แล้ว รัฐบาลอินเดีย โดยนายกรัฐมนตรียวาห์ ลาล เนห์รูก็ต้อนรับและดูแลเป็นอย่างดี พร้อมกับนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาที่ธรรมศาลา ในรัฐหิมาจัลประเทศ ที่มีลักษณะเหมือนธิเบต ปัจจุบัน ผู้อพยพชาวธิเบตเข้าไปอาศัยหลายเมืองของอินเดียเช่น ธรรมศาลา บังกาลอร์ ไมซอร์ ดาร์จีลิง กาลิมปง สิกขิม เป็นต้น เพราะความที่เป็นชนชาติขยันขันแข็ง มีปฏิภาณด้านการค้าขาย ชาวธิเบตที่อพยพมาจึงกลายเป็นคนที่มีฐานะดี จนเป็นที่อิจฉาของเจ้าถิ่นพอสมควร องค์ดาไลลามะ เป็นผู้มีบทบาทอย่างมากในการเผยแพร่พุทธศาสนาอย่างมากในอินเดียจนมีลูกศิษย์ อย่างมากมายทั้งในอินเดียและต่างชาติ
.........เมื่อรัฐบาลอินเดียดำริจะทำงานเกี่ยวกับพุทธศาสนามักจะปรึกษาท่านเสมอ เช่น งานพุทธมโหสวะ (Buddha Mahotsava) หรือพุทธมโหสพ เมื่อสองปีที่แล้ว พ.ศ. ๒๕๓๒ ท่านก็ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติคือ โนเบล สาขาสันติภาพ อันเป็นเครื่องยืนยันจุดยืนของท่านในการต่อสู้แบบอหิงสากับจีนผู้รุกราน ปัจจุบันพระองค์ยังพำนักที่ธรรมศาลา รัฐหิมาจัลประเทศ


องค์การ์มาปะ

.........และ เมื่อพ.ศ.๒๕๔๒ องค์การมาปะ (Karmapa) ซึ่งมีตำแหน่งสูงเป็นอันดับสามของธิเบต รองจากองค์ ดาไลลามะ และปันเชนลามะ ได้เดินทางด้วยเท้าจากจีนเข้าสู่อินเดียเพื่อขอลี้ภัยทางการเมืองในอินเดีย ซึ่งในที่สุดรัฐบาลนายกรัฐมนตรีวัชชาปายีก็อนุมัติคำขอ สร้างความไม่พอใจให้กับจีนพอสมควร คำว่า "การ์มาปะ" เป็นชื่อตำแหน่งทางคณะสงฆ์ ท่านเป็นผู้นำคณะสงฆ์นิกายการ์จุ หรือนิกายหมวกดำ มีชื่อจริงว่า อักเยน ธินเล ดอร์เจเกิดที่ภาคเหนือของ ธิเบตเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ เมื่ออายุ ๗ ขวบได้รับการสถาปนาเป็นผู้กลับชาติมาเกิดแทนการมาปะองค์เดิมที่มรณภาพที่ เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เชื่อกันว่าท่านเป็นองค์เดิมกลับชาติมาเกิด การเลือกตำแหน่งการมาปะได้รับการรับรองทั้งสองฝ่ายองค์ดาไลลามะที่อินเดีย และรัฐบาลจีนที่ปกครองธิเบตขณะนี้
.........แต่เมื่อพ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านถูกปีบคั้นจากจีนอย่างมากจึงตัดสินใจเดินตามรอยท่านตาไลลามะโดยเดินเท้า พร้อมคนติดตามเข้าสู่อินเดีย นับได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญอีกท่านที่ขอลี้ภัยในอินเดียยังเหลือแต่ปันเชนลามะ ที่ยังไม่ได้ลี้ภัยเข้ามา ปัจจุบันท่านมีอายุ ๑๗ ปี เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญสำหรับพุทธศาสนาในอินเดียโดยเฉพาะชาวธิเบต ชาวตะวันตกที่ศรัทธาในนิกายลามะแบบธิเบตและเป็นที่คาดการว่าท่านจะได้เป็น กำลังสำคัญช่วยองค์ตาไลลามะ ดูแลพุทธศาสนาแบบธิเบตต่อไปอีกแรง

แหล่งข้อมูล http://suvarnbhumi.blogspot.com/2009_02_01_archive.html
_________________
Golden Path
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Sat Dec 26, 2009 4:08 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ยวาห์ ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru)



ยวาห์ ลาล เนห์รู

........เมื่อ ราว พ.ศ. ๒๔๙๐ หลังได้รับเอกราช อินเดียได้นายกรัฐมนตรีคนแรกนามว่า ยวาห์ราล เนห์รู ซึ่งเป็นบุตรของนายโมติลาล เนห์รู ท่านเกิดที่เมืองอิลลาหบาด รัฐอุตรประเทศ เนห์รูเป็นบุคคลที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียมาเคียงคู่กับมหาตมา คานธี ท่านพูกอังกฤษจับเข้าคุกบ่อยจนนับไม่ได้ในการเรียกร้องเอกราชเมื่ออังกฤษให้ เอกราชแล้ว ท่านได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก สังกัดพรรคครองเกรสท่านเป็นผู้มีคุณูปการต่อพุทธศาสนาหลายอย่างดังนี้

ก. จัดฉลองพุทธชยันตี
........แม้ไม่มี ส.ส.ที่เป็นชาวพุทธเลยในรัฐสภา แต่ท่านก็ผลักดันโครงการเฉลิมฉลองสำเร็จ การฉลองกระทำกันตลอดปี ในพ.ศ.๒๔๙๙ (อินเดียนับ พ.ศ.เร็วกว่าไทยไป ๑ ปี) ในวาระครบ ๒๕๐๐ ปีแห่งพุทธศาสนา

ข. จัดสร้างพระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรเทวนาครี
........รัฐได้จัดสร้างพระไตรปิฎกภาษาบาลี อักษรเทวนาครีขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาโดยรัฐบาลเป็นผู้อุปถัมภ์ ทั้ง ๆ ที่การนำเงินแผ่นดินมาใช้ทางกิจการศาสนานั้นผิดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญห้ามเอาเงินรัฐบาลมาสร้างศาสนาสถานในศาสนาต่าง ๆ แต่งานนี้รัฐบาลต้องผ่านร่างกฎหมายพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

ค. บูรณะปฏิสังขรณ์ พุทธสถานทั่วทั้งอินเดีย
........พุทธสถานในอินเดียได้รับการดูแล ขุดค้นโดยการนำของท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี แต่ก็เป็นไปอย่างเนิ่นนาน เพราะขาดงบประมาณ เมื่อได้รับเอกราชแล้วท่านเนห์รูก็เริ่มบูรณะเป็นการใหญ่ โดยใช้งบประมาณอย่างมหาศาล พุทธสถานในอินเดียจึงได้รับการคุ้มครองให้อยู่ในสภาพดีพอสมควรจนถึงปัจจุบัน

ฆ. จัดตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทาใหม่
........รัฐบาลจัดตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทาใหม่ขึ้น โดยตั้งอยู่ข้าง ๆ กับมหาวิทยาลัยนาลันทาเก่า มหาวิทยาลัยนี้พยามยามก่อตั้งโดยพระภิกษุดร.เจกัสสปะ อดีตพระสังฆนายกของอินเดีย เปิดทำการเรียนการสอน พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นมาในวิชาพุทธศาสนา บาลี สันสกฤต ฮินดี กฏหมาย รัฐศาสตร์ เป็นต้น โดยหลักสูตรตั้งแต่อนุปริญญาจนถึงปริญญาเอก ปัจจุบันมีนักศึกษาทั้งอินเดียและต่างประเทศหลายพันรูป

ง. ให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ
........อินเดียมีชาวฮินดูเป็นส่วนใหญ่ เทศกาลวันหยุดเกี่ยวกับศาสนาจึงมีมากเป็นพิเศษ เช่น วันศิวาราตรี วันโฮลี วันเกิดพระกฤษณะ วันฉลองเจ้าแม่กาลี วันฉลองเจ้าแม่ทุรคา นอกนั้นก็เป็นวันหยุดของชาวมุสลิม และของชาวซิกส์ ท่านเนห์รู จึงนำเอาวันวิสาขบูชาเข้าเป็นวันหยุดประจำชาติโดยเรียกว่า พุทธปูรณิมา (Buddha Puranima) ปัจจุบันก็ยังเป็นวันหยุดราชการเช่นเดิม แต่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก

จ. นำสัญลักษณ์ พุทธศาสนาไว้ในธงชาติอินเดีย
........ธงชาติอินเดีย เป็นธงชาติที่ออกแบบโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ยวาห์ ลาล เนห์รู เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐
........รัฐบาลพยายามหาสัญลักษณ์ของชาติใส่ในธงชาติ ฝ่ายมุสลิมต้องการสัญลักษณ์ของตนเอง ฝ่ายฮินดู ฝ่ายซิกส์ก็เช่นกัน ท่านเนห์รูจึงให้นำสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา คือ กงล้อธรรมจักร เพื่อเป็นการยืนยันว่าชาวอินเดียจะไม่ลืมพุทธศาสนา เพราะเมื่อเคารพธงชาติก็ย่อมเห็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาเมื่อนั้น ธรรมจักรนี้นำมาจากเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชที่สารนาถ เสาหินนี้เป็นมันเงาวับ แม้จนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่า ใช้น้ำยาชนิดใดขัดจึงมันวับอยู่เสมอ ในที่สุดทุกฝ่ายยอมรับหลักการนี้


ฉ. ร่างกฎหมายให้ชาวพุทธมีสิทธิ์ในพุทธคยา
........ผลสำเร็จของร่างกฎหมายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านเนห์รู และคณะรัฐบาลโดยส่งประธานาธิปดีราเชานทราปราสาทมาเกลี้ยกล่อมพวกมหันต์
........นอกจากนั้นท่านยังสร้างสวนสาธารณะขึ้นที่เมืองนิวเดลลี โดยให้ชื่อว่า สวนพุทธชยันตี ท่านได้กล่าวทัศนะเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าว่า "เราอาจจะกล่าวได้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียในประวัติ ศาสตร์ยุคปรมาณูนี้ เราผู้เป็นชาวอินเดียย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องในการฉลองพุทธชยันตีนี้ยิ่งกว่า ประชาชนประเทศอื่น ๆ พระองค์เป็นประดุจดอกไม้ที่สวยงามที่สุดที่ผุดขึ้นในประเทศของเรา แล้วส่งกลิ่นหอมกระจายไปยังนานาประเทศ คำสอนของพระองค์มิใช่เฉพาะชาวอินเดียเท่านั้น แต่เพื่อชาวโลกทั้งมวล ข้าพเจ้ามิได้นับถือศาสนาอะไร แต่ถ้ามีการบังคับให้นับถือศาสนาแล้ว ข้าพเจ้าขอเลือกเอาพุทธศาสนา"
_________________
Golden Path
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Tue Dec 29, 2009 11:55 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

-ชาวลังกา -

พระเอ็น.ชินรัตนะ (Ven.N.Jinaratna)
...........ท่านชินรัตนะเป็นชาวลังกา เกิดเมื่อพ.ศ.๒๔๕๖ ณ หมู่บ้านเนรุวะอำเภอกัลเล ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อพ.ศ.๒๔๗๒ โดยมีท่านวิปุละติสสมหาเถระ เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.๒๔๗๖ ได้อุปสมบทที่วัดมัลลวัตตมหาวิหารแคนดี้
...........ต่อมาก็เดินทางมาอินเดียในนามพระธรรมทูต โดยการเชิญชวนของท่านธรรมปาละ พ.ศ.๒๔๘๑ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสศรีธัมมราชิกวิหารที่กัลกัตตา ท่านชินรัตนะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ตัวยง เมื่อปี ๒๔๘๖ รัฐเบงกอลเกิดความอดอยากไปทั่วท่านได้ช่วยเหลือเต็มความสามารถ
...........พ.ศ.๒๕๐๙ ท่านเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อร่วมงานประชุมต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ท่านเป็นตัวแทนนำพระธาตุ ของพระโมคคัลลานะ สารีบุตรที่ได้มาจากอังกฤษ เดินทางไปพม่า เนปาล ไทยและกัมพูชาเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบสักการะบูชา
...........ต่อมาท่านได้ก่อตั้ง สภาชาวพุทธเอเชียเพื่อสันติภาพ และได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการดูแลพุทธคยา พ.ศ.๒๕๑๑ ท่านได้รับตำแหน่งเป็นเลขานุการสมาคมมหาโพธิ์แห่งอินเดีย ต่อมาท่านก็มรณภาพที่กัลกัตตาเมื่อพ.ศ.๒๕๒๖ รวมอายุ ๗๐ ปี

พระเค.สรินิวาสะเถระ (Ven.k.Sirinivasa)
...........ท่านสิรินิวาสมหาเถระเป็นชาวลังกาโดยกำเนิด เกิดเมื่อพ.ศ.๒๔๓๔ เมื่อโตขึ้นได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ๒๔๔๓ เมื่ออายุ ๙ ปีได้รับการศึกษาทางพุทธศาสนาจากวิทยาลัยวิทโยทยะ เมืองโคลัมโบ
...........ต่อมาท่านอนาคาริกธรรรมปาละเชื้อเชิญมาที่อินเดีย เพื่อทำการเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยกัน จึงตัดสินใจเดินทางอินเดีย เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๓ ได้ช่วยงานท่าน อนาคาริกธรรมปาละหลายอย่างโดยเฉพาะที่สมาคมมหาโพธิ์ งานที่สำคัญคือการสร้างศรีธัมมราชิกวิหาร เมืองกัลกัตตาและมูลคันธกุฏิที่สารนาถ นอกจากนั้นยังดำเนินการสร้างพุทธวิหารที่เนาว์การ์และบัลรามปุระ รวมทั้งที่พักสำหรับผู้แสวงบุญในพุทธสถานหลายแห่ง เช่น สาวัตถี และลุมพินี เป็นต้น
...........ท่านสามารถนำชาวอินเดียให้หันกลับมานับถือพุทธศาสนาพอสมควร ท่านมีความชำนาญหลายภาษาโดยเฉพาะภาษาบาลี สันสกฤต ฮินดี เบงกาลี อังกฤษ สิงหล เป็นต้น หลังจากที่ท่องเที่ยวทั่วอินเดียเป็นเวลา ๔๘ ปีเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา ท่านมรณภาพอย่างสงบที่สารนาถเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๑ รวมอายุ ๗๗ ปี


พระดี.สาสนสิริ (Ven.D.Sasanasiri)

...........ท่านสาสนสิริเป็นชาวลังกา เกิดเมื่อพ.ศ.๒๔๔๒ ณ เมืองมิคมูวะ ในครอบครัวชาวพุทธที่เคร่งครัด เข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ เมื่ออายุครบบวชจึงอุปสมบท เมื่อพ.ศ.๒๔๖๓ เข้าศึกษาภาษาบาลีและพระไตรปิฏกาจารย์ ต่อมาได้รับการเชิญชวนจากอนาคาริกะ ธรรมปาละให้มาเผยแผ่พุทธศาสนาที่อินเดีย ท่านรับเชิญแล้วเดินทางเข้าอินเดีย พ.ศ. ๒๔๗๓ เข้าศึกษาเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยสันตินิเกตัน กัลกัตตา ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสถาบันพุทธศาสนานานาชาติ
...........ต่อมาปี ๒๔๙๖ ท่านกลับมาเป็นผู้ดูแลสมาคมมหาโพธิ์ที่สารนาถอย่างถาวร ท่านมีศิษย์หลายรูปทั้งชาวอินเดียและต่างชาติ เช่น ภิกษุราษฏรปาล ภิกษุวิมลศีล ภิกษุโชบิท ภิกษุวสุธานันทะ ภิกษุโพธานันทะ ภิกษุธรรมกีรติ ภิกษุสุกตนันทะ เป็นต้น
...........ท่านมีความชำนาญในหลายภาษาคือ บาลี สันสกฤต ฮินดี สิงหล และอังกฤษผลงานการแลของท่านที่สำคัญคือการแปลโพธิจริยาตาร จากภาษาสันสกฤตเป็นสิงหลและฉินดี ท่านได้ช่วยงานการฟื้นฟูจนสุดความสามารถสุดท้ายมรณาภาพเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาม ๒๕๐๙ ที่สารนาถ รวมอายุ ๖๗ ปี



พระอู. ธัมมรัตนะ (Ven.U.Dhammarattana)



...........ท่านอุรุวาละ ธัมมรัตนะมหาเถระ เกิดเมื่อพ.ศ. ๒๔๖๐ ณ ตำบลอุรุวาละ จังหวัดทางตะวันตกของศรีลังกา ในตระกูลชาวพุทธที่เคร่งครัด พ.ศ.๒๔๗๑ เข้าบรรพชาเป็นสามเณร โดยมีท่านเทวนันทะมหาเถระเป็นอุปัชฌาย์ ต่อมาศึกษา ณ โรงเรียนธรรมทูตซึ่งก่อตั้งท่านธรรมปาละที่แคนดี้ ต่อมาเดินทางมาอินเดียพร้อมกับสามเณร ๑๐ รูป แล้วไปศึกษาเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยสันตินิเกตัน ต่อมาเดินทางมาสารนาถโดยมีท่านสาสนสิริ และท่านธัมมโลกะ
...........หลังจากการเสียชีวิตของท่านธรรมปาละแล้ว ท่านจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกัตตาและมหาวิทยาลัยพาราณสี ตามลำดับ ท่านได้เขียนหนังสือหลายเล่ม เช่น แปลวิสุทธมรรคเป็นเกี่ยวกับวิสุทธิมรรค, พ.ศ.๒๕๐๐ แห่งพุทธศตวรรษ
...........ท่านเป็นกรรมการท่านหนึ่งในการจัดทำพระไตรปิฎกภาษาฮินดี เถระคาถา สุตตนิบาตขุททกปาฐะ หนังสือหลายเล่มที่ท่านเขียน เช่น พระพุทธเจ้ากับระบบวรรณะ การศึกษาปฏิสัมภิทามรรค ความรู้เบื้องต้นปิฎกด้วยอักษรเทวนาครี เพื่อเฉลิมฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยกัลกัตตา
...........ต่้อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นบรรณาธิการวารสารธรรมทูต ได้เดินทางไปเผยแผ่ธรรมหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐ ญี่ปุ่น ต่อมาได้เดินทางไปลอนดอนเพื่อรักษาตัว แต่สุดท้ายท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๘ ที่กรุงลอนดอน สรีระขอางท่านถูกนำไปบำเพ็ญกุศลที่ศรีลังกา บ้านเดิมขอางท่านรวมอายุ ๖๘ ปี


พระเอ็ม. สังฆรัตนะ (Ven.M.Sangharattana)
...........ท่านเมติวาระ สังฆรัตนะ เกิดเมื่อพ.ศ.๒๔๕๕ ท่านเดินทางมาอินเดียขณะเป็นสามเณร เมื่อพ.ศ.๒๔๗๐ ตามคำเชิญของท่านอนาคาริกธรรม ปาละเข้าศึกษาที่สันตินิเกตัน กัลกัตตา พ.ศ.๒๔๘๐ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลมูลคันธกุฏิวิหาร สารนาถ ต่อมาพ.ศ.๒๕๑๘ ท่านเดินทางไปจำพรรษาที่เมืองสาวัตถี ในยุคนั้นพุทธสถานยังไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลอินเดีย ชาวบ้านจึงเข้าไปบุกรุกสถานที่หลายแห่ง ท่านได้ขอร้องไปยังรัฐบาลอินเดียหลายครั้ง
........... ในที่สุดรัฐบาลอินเดียก็ได้เข้ามาดูแลโบราณสถานเหล่านี้ ต่อมาได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กอนาถายากจนขึ้นที่สาวัตถี ในวาระสุดท้ายท่านมรณภาพที่โรงพยาบาลเมืองลัคเนาว์ เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๒๘ สรีระของท่านได้ทำการฌาปนกิจที่สาวัตถี สถานที่ที่ท่านได้มาสร้างวัดศรีลักาและที่พักสำหรับนักแสวงบุญทั่วไป


อนาคาริกะ ธรรมปาละ (Anagarika Dhammapala)


อนาคาริก ธรรมปาละ

...........ท่านอนาคริกะ ธรรมปาละ เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดีย ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๐๗ ในครอบครัวผู้มั่งคั่งเมื่อราว พ.ศ.๒๔๓๖ บิดาชื่อว่า เดวิด เหววิตรเน เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่องประทีปแห่งเอเชียของท่านเซอร์ เอ็ดวิล อาร์โนล ก็เกิดความซาบซึ้ง มีความคิดอยากอุทิศชีวิตถวายต่อพระพุทธองค์ในการฟื้นฟูพุทธศาสนาที่อินเดีย จึงออกเดินทางสู่อินเดีย เมื่อได้เห็นเจดีย์พุทธคยาที่ชำรุดทรุดโทรมถูกทอดทิ้ง และอยู่ในความครอบครองของมหันต์ จึงเกิดความสังเวชใจ ที่ได้พบเห็นเช่นนั้น จึงทำการอธิษฐานต่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ว่า จะถวายชิวิตเป็นพุทธบูชา เพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนา ในอินเดียและนำพุทธคยากลับคืนมาเป็นสมบัติของชาวพุทธทั่วโลกให้ได้

...........จากนั้นจึงเดินทางกลับลังกาและก่อตั้ง สมาคมมหาโพธิ ขึ้นที่โคลัมโบ หลังจากนั้นท่านก็ได้ส่งสมณทูตมาที่พุทธคยา แต่ธรรมทูตทั้ง ๔ กลับถูกมหันต์ที่ยึดครองพุทธคยา รังแกจนบางรูปบาดเจ็บและบางท่านมรณภาพ ท่านต้องเดินทางกลับอินเดียอีก แล้วรณรงค์เพื่อให้พุทธคยากลับเป็นของชาวพุทธเช่นเดิม ท่านเดินทางไปพุทธคยาและก็โดนมหันต์ห้ามเข้าพุทธคยา แต่ท่านดื้อแพ่งจนที่สุดถูกทำร้ายจนเรื่องขึ้นศาล สุดท้ายศาลชั้นต้นชี้ขาดให้ชาวพุทธชนะ แต่มหันต์ไม่ยอมจึงฟ้องฎีกา ศาลฎีกา กลับให้มหันต์ชนะ จึงทำให้มหันต์ยึดคืนอีกครั้งหนึ่ง

...........ดังนั้นท่านและพระสงฆ์จึงโดนขับออกจากพุทธคยา แม้ว่าจะแพ้แต่ท่านก็ไม่ยอมแพ้ ยังรณรงค์แจกจ่ายบรรยายเขียนหนังสือแจกจ่ายให้ชาวอินเดียทั่วไปอ่าน ทำให้ชาวอินเดียคนสำคัญ ทั้งคานธี ราธกฤษณัน (อดีตประธานาธิบดีคนแรกของอินเดีย) ท่านรพินทนาถ ฐากูร เห็นใจแล้วกล่าวสันสนุนท่านธรรมปาละ ทำให้พวกมหันต์เสียงอ่อนลง ต่อมาท่านดินทางไปอเมริกา เพื่อรณรงค์และบรรยายธรรมและทำให้นางแม่รี่ อี ฟอสเตอร์ที่ฮาวายเลื่อมใส ศรัทธาและได้ยอมตนเป็นพุทธมามกะ และบริจาคหนึ่งล้านรูปีแก่ท่านธรรมปาละต่อมาท่านธรรมปาละได้ก่อตั้งสมาคม มหาโพธิ์ขึ้นที่อินเดียหลายแห่ง
...........ในปัจฉิมวัยท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่สารนาถพาราณสี ก่อนมรณภาพท่านอธิษฐานว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้ตายไวๆ แล้วขอให้เกิดมาเผยแพร่ธรรมของพระพุทธองค์ตลอดไป"
...........ในสมัยที่ท่านยังมัชีวิตอยู่ ความพยายามในการโอนพุทธคยาจากมหันต์ให้เป็นของชาวพุทธยังไม่สำเร็จ จนได้เอกราช ท่านเนห์รูและรัฐบาลของท่าน จึงร่างกฏหมายโอนพุทธคยาเป็นของรัฐบาล แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการ ๘ ท่านเป็นผู้บริหาร โดยเป็นฝ่ายฮินดู ๔ และพุทธ ๔ ส่วน ประธานเป็นนายอำเภอเมืองคยา แม้จะไม่สามารถทำให้ชาวพุทธเป็นผู้บริหารทั้งหมด แต่ก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชาวพุทธทั่วโลก กฏหมายนี้สร้างความไม่พอใจให้มหันต์เป็นอย่างมาก จึงฟ้องร้องทางศาลให้ถือว่า กฎหมายนี้เป็นโมฆะ แต่ประธานาธิบดีของอินเดียและนักการเมืองหลายท่าน ได้ห้ามปรามให้มหันต์ถอนฟ้อง เพราะจะเป็นที่อับอายแก่อินเดียทั้งชาติ และมหันต์อาจจะเสียมากกว่านี้หลายเท่า มหันต์เชื่อฟังเพียงแต่ยับยั้งกฎหมายไว้แต่ก็ยังไม่ถอนฟ้อง
...........ปัจจุบันพุทธคยายังใช้กฎหมายนี้อยู่ ในบั้นปลายชีวิตท่านได้อุปสมบท ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สารนาถเมืองพาราณสี และมรณภาพี่นั้นเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ รวมอายุ ๖๙ ปี


เทวปริยะ วาริสิงหะ (Devapriya Valisinha)

...........ท่าน วาริสิงหะเป็นผู้มีความสำคัญรองลงมาจากท่านอนาคาริกธรรมปาละ เพราะเป็นผู้สืบต่องานของท่านอนาคาริกธรรมปาละ หลังท่านเสียชีวิตแล้วท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๗ ที่หมู่บ้านอุปลโตตุว่า ใกล้เมืองแคนดี้ ท่านเป็นคนที่ ๖ ในบุตรและธิดา ๗ คน ของครอบครัว
...........ต่อมาพ่อแม่ท่านเสียชีวิตขณะที่ยังเด็ก ปู่จึงได้ดูแลต่อมา เมื่ออนาคาริก ธรรมปาละได้ไปบรรยายที่โรงเรียนที่วาริสิงหะเรียนอยู่ การบรรยายได้ประทับใจเป็นอย่างมาก ต่อมาท่านธรรมปาละจึงได้ชักชวนวาริสิงหะเข้าร่วมงานพระธรรมทูตที่อินเดีย ท่านตอบรับอย่างไม่ลังเล ท่านธรรมปาละได้พาวาริสิงหะไปศึกษาเพิ่มเติมที่เมืองโคลัมโบ ภายใต้การดูแลของแม่ของท่านอนาคาริกธรรมปาละ
...........พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านวาริสิงหะเดินทางไปอินเดียพร้อมกับมารดาของท่านธรรมปาละและศึกษาเพิ่ม เติมที่สันตินิเกตัน พ.ศ. ๒๔๖๕ ท่านพร้อมท่านธรรมปาละเริ่มงานสร้างมูลคันธกุฎิที่สารนาถ แต่กรมโบราณคดีของอินเดียไม่อนุญาตเพราะใกล้สถูปเกินไป ท่านต้องติดต่อกับเซอร์ จอรห์น มาเชล (Sir John Marshall) ที่ตักสิลาหลายครั้ง ในที่สุดท่านเซอร์ที่กูแลกรมโบราณคดีของอินเดียจึงตกลงให้สร้าง ในสถานที่ปัจจุบันซึ่งห่างจากสถูปพอสมควร พ.ศ.๒๔๗๖
...........ท่านได้รับการแต่งตั้งจากธรรมปาละเป็นเลขานุการสมาคมมหาโพธิ์แห่งอินเดีย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านถูกจับเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากปล่อยตัว ท่านเดินทางเข้ามาอินเดียอีกครั้ง แล้วสร้างพุทธวิหารสองแห่งที่นิวเดลลีและที่สาญจี ต่อมาสมาคมมหาโพธิ์ภายใต้การนำของวาริ สิงหะ ได้รับมอบพุทธวิหาร ๓ แห่ง ให้ดูแลคือ ๑.พหุชนวิหาร บอมเบย์ บริจาคโดยท่านัมมาตนันทะ โกสัมพี ๒.อานันทวิหารบอมเบย์ บริจากโดยดร.เอ.แอล.แนร์ (Dr.A.L.Nair) ลัคเนาว์พุทธวิหาร ลัคเนาว์บริจาคโดยท่านโพธานันทะ

...........ท่านมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องพุทธคยาให้เป็นสมบัติชาวพุทธเมื่อพระราชบัญญัติพุทธคญา พ.ศ.๒๔๙๒ มีผลบังคับใช้ท่านก็เป็นคณะกรรมการชาวพุทธคนหนึ่งใน ๔ คน ท่านได้เข้าร่วมงานการเปลี่ยนศาสนาที่นำโดย ดร.เอ็มเบ็ดการ์ ที่นาคปูร์ ร่วมทั้งสนับสนุนการสร้างพุทธวิหารที่นาคปูร์ด้วย พ.ศ.๒๕๐๒ ท่านเดินทางบรรยายเกี่ยวกับพุทธศาสนา ทั้งในไทย เขมร พม่า ลาว ญี่ปุ่น และวาระสุดท้ายก็มาถึงท่านถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๑ รวมอายุ ๖๔ ปี
_________________
Golden Path
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Tue Dec 29, 2009 12:32 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

ดร.บาบา สาเหบ เอ็มเบ็ดการ์ (Dr. Baba Saheb Ambedkar)


ดร. บาบา สาเหบ เอ็มเบ็ดการ์
แหล่งภาพจาก http://www.brambedkarcollege.org/brambedkar.htm

..........ท่านผู้นี้เกิดมาในตระกูลจัณฑาลที่ยากจนที่สุดตระกูลหนึ่งของอินเดีย ในเมืองนาคปูร์ รัฐมหาราษฎร์ ทางตอนกลางของอินเดีย เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๓๔ พวกเขาได้รับความเดือดร้อนทั้งจากการเหยียดหยามของพวกพราหมณ์และทางเศรษฐกิจ แม้จะยากจนขนาดไหน แต่บิดาก็พยายามส่งเสียบุตรชายให้ได้เรียนจนจบประถม ๖ เมื่อจบแล้วบิดาก็ไม่มีปัญญาส่งต่ออีก เมื่อทางมหาราชาแห่งบาโรดาทราบจึงสนับสนุนให้ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี ในช่วงที่เรียนได้รับการรังแกจากเด็กวรรณสูงอย่างหนัก แต่โชคดีเป็นของเอ็มเบ็ดการ์ ได้มีพราหมณ์ใจบุญคนหนึ่งทนเห็นความลำบากของเขาไม่ไหว จึงให้ใช้นามสกุลซึ่งเป็นวรรณพราหมณ์ว่า เอ็มเบ้ดการ์
..........เมื่อจบปริญญาตรีแล้วเขาพยายามหาทุนต่ออีกครั้งและโชคดีเป็นของเขา มีผู้ใจบุญมอบทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท เมื่อสำเร็จแล้วก็พยายามจนได้ไปศึกษาต่อปริญญาเอก สาขาปรัชญา และกฎหมายที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อเมริกา
..........เมื่อจบแล้วกลับอินเดียมาเป็นทนายความช่วยเหลือคนวรรณะศูทร จนมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงตั้งพรรคการเมืองและลงเลือกตั้ง ส.ส. สุดท้ายได้รับการเลือกตั้งพร้อมด้วยสมาชิกหลายท่าน

..........เมื่ออินเดียได้เอกราช เนห์รูจึงตั้งรัฐบาลขึ้นได้เชิญพรรคของเขาร่วมรัฐบาล เขาตกลงเพราะจะได้ทำการปฏิรูปสังคมอินเดียอย่างที่เขาฝันไว้หลายอย่าง ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ เมื่อถึงตอนนี้สิ่งที่เขาอยากทำโอกาสก็มาถึงแล้ว นั้นคือ การห้ามยึดถือวรรณะในสังคมอินเดีย ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ให้มีศาสนาประจำชาติ เพราะถ้ามีศาสนาฮินดูคงเป็นศาสนาประจำชาติ คนวรรณะต่ำก็ยิ่งลำบากมากขึ้น ในบทบัญญัติ ได้ห้ามกระทำพิธีกรรมอื่นใดที่เป็นผลเสียต่อแม่น้ำลำคลองหรือธรรมชาติ เพราะชาวฮินดูนิยมโยนศพคนตายลงตามแม่น้ำลำคลอง เช่น คงคา ยมุนาเป็นต้น แม้จะโดนต่อต้านอย่างหนัก แต่เหตุผลของเขาเป็นสากลที่ผู้มีการศึกษาก็ยอมรับ สุดท้ายรัฐธรรมนูญก็ผ่าน

..........ท่านจึงได้ชื่อว่า "บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย" เพราะเหตุที่โดนเบียดเบียนอย่างหนักจากฮินดู สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา เมื่อพ.ศ.๒๔๙๙ ก่อนหน้านี้ได้มีผู้นำหลายศาสนาส่งจดหมายมาเชื้อเชิญให้นับถือศาสนาของตน เช่น อิสลาม ซิกส์ คริสเตียน โซโรอัสเตอร์ เป็นต้น แต่ก็ไม่ตอบรับศาสนาใด ความจริงเมื่อสมัยที่เขาเป็นนักศึกษาอยู่นั้น เขาได้ศึกษาทุกศาสนารวมทั้งพุทธศาสนาด้วย แต่สุดท้ายก็เกิดความซาบซึ้ง ในพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ได้ประกาศให้ผู้ใดทราบ
..........จนกระทั่งเมื่อรัฐบาลอินเดียจัดฉลองพุทธชยันตี เขาจึงได้ชักชนชนวรรณะจัณฑาลราว ๕ แสนคน ปฏิญาณตนเอง เป็นพุทธมามกะ ที่เมืองนาคปูร์ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๐๐ (ตรงกับ พ.ศ.๒๔๙๙ ของไทย) เป็นอันว่าพุทธศาสนาก็กลับมายังมาตุภูมิอีกครั้ง ผู้ที่สาบานตัวเป็นชาวพุทธ ได้กล่าวคำปฏิญญา ๒๒ ข้อของ ดร.เอ็มเบ็ดการ์ดังนี้
๑. ข้าพเจ้าจะไม่บูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุต่อไป
๒. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่าพระรามและพระกฤษณะเป็นพระเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่เคารพต่อไป
๓. ข้าพเจ้าจะไม่เคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูต่อไป
๔. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อลัทธิอวตารต่อไป
(หมายเหตุ: หัวข้อคำขีดเส้นใต้อยู่ในเนื้อหาสุดท้ายของข้อความนี้)
๕. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าอวตารมาของพระวิษณุ การเชื่อเช่นนั้นก็คือคนบ้า
๖. ข้าพเจ้าจะไม่ทำพิธีสารท และบิณฑบาต (แบบฮินดูต่อไป)
๗. ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
๘. ข้าพเจ้าจะไม่เชิญพราหมณ์มาทำพิธีทุกอย่างต่อไป
๙. ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกัน
๑๐. ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน
๑๑. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ โดยครบถ้วน
๑๒. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศให้ครบถ้วน
๑๓. ข้าพเจ้าจะแผ่เมตตาแก่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก
๑๔. ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมยคนอื่น
๑๕. ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
๑๖. ข้าพเจ้าจะไม่พูดปด
๑๗. ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุรา
๑๘. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในฌาน ศีล ภาวนา
๑๙. ข้าพเจ้าจะเลิกนับถือศาสนาฮินดู ที่ทำให้สังคมเลวทราม แบ่งชั้นวรรณะ
๒๐. ข้าพเจ้าเชื่อว่าพุทธศาสนาเท่านั้นเป็นศาสนาที่แท้จริง
๒๑. ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ข้าพเจ้าหันมานับถือพุทธศาสนานั้นเป็นการเกิดใหม่ที่แท้จริง
๒๒.ตั้งแต่นี้เป็นต้น ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

..........หลังจากปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะแล้ว เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าเกิดมาจากตระกูลที่นับถือศาสนาฮินดู แต่ข้าพเจ้าจะขอตายในฐานะพุทธศาสนิกชน"
..........เมื่อ นักหนังสือพิมพ์ ถามเหตุผลในการนับถือศาสนาพุทธ เขากล่าวว่า "เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนของชาวฮินดู ที่มีต่อวรรณะหริจันทร์เช่นเรามานานกว่า ๒๐๐๐ ปี" พร้อมกันนั้นท่านกล่าวต่อว่า "พอเราเกิดมาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นวรรณะหริจันทร์ซึ่งมีค่าต่ำกว่าสุนัข อะไรจะดีเท่ากับการผละออกจากลัทธิป่าเถื่อน ปลีกตัวจากมุมมืดมาหามุมสว่าง พุทธศาสนาได้อำนวยสุขให้ทุกคนโดยไม่เลือกหน้า โดยไม่เลือกว่าเป็นวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ความจริงข้าพเจ้าขอกล่าวว่าระบบวรรณะควรจะสูญไป จากอินเดียเสียที แต่ตราบไดที่ยังนับถือพระเวทอยู่ ระบบนี้ก็ยังคงอยู่กับอินเดียตลอดไป อินเดียก็จะได้รับความระทมทุกข์ ความเสื่อมโทรมตลอดไปเช่นกัน พวกพราหมณ์พากันจงเกลียดจงชังพุทธศาสนา แต่หารู้ไม่ว่าพระสงฆ์ในพุทธกาล ๙๐% เป็นคนมาจากวรรณะพราหมณ์ทั้งนั้น ..........ข้าพเจ้าอยากจะถามพวกพราหมณ์ในปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหรือ" หลังจากประกาศตนเป็นพุทธมามกะได้ ๓ เดือน ดร.บาบา สาเหบ เอ็มเบ็ดการ์ ก็ถึงแก่มรรณกรรม เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๐ (ตรงกับพ.ศ.๒๔๙๙ ของไทย) สร้างความยุ่งเหยิงให้แก่คนวรรณะต่ำเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้นำทางพวกเขาเดินยังไม่ถึงจุดหมายก็พาลสะดุดเสียก่อนเหมือนเรือขาด หางเสือ ในเหตุมรณกรรมนี้บางคนเชื่อว่าถูกเขาวางยาพิษโดยภรรยาเพราะหล่อนเป็นฮินดู วรรณะ พราหมณ์
.......... ปัจจุบันพวกอธิศูทรให้มีฐานะ สูงขึ้นในอินเดียจึงมีบทสวดต่อจากสังฆรัตนะว่า พิมฺพํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าของถึงพิมเป็นที่พึ่ง (พิมเป็นชื่อเดิมของดร.เอ็มเบ็ดการ์) อินเดียก่อนได้รับเอกราชมีชาวพุทธไม่ถึงแสนคน จนในปัจจุบันมีประมาณสิบล้านคนเศษ เป็นเพราะผลพวงของการปฏฎิญาณตนเป็นชาวพุทธของ ดร. เอ็มเบ็ดการ์ นั้นเอง ส่วนสถานการณ์พุทธศาสนาในปัจจุบัน เหมือนคนที่ฟื้นไข้ยังไม่สมบูรณ์ ยังต้องการแรงพยุงเกื้อหนุน จากชาวพุทธทั่วโลก เพื่อให้พวกเขามีความภูมิใจในศาสนาของเขาเพราะส่วนมากเป็นคนวรรณะต่ำที่ถือ ตามดร.เอ็มเบ็ดการ์บิดาผู้นำชาวพุทธยุคปัจจุบัน
..........นอกจากท่านเหล่านี้แล้ว ยังมีนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาชาวอินเดียหลายท่าน ที่ช่วยงานด้านพุทธศาสนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เช่นท่านอโยธยา ทาส, ท่านโปรเฟสเซอร์ พี ลักษมี นาราสุ, ดร.อานันทราวแอล.แนร์,ท่านซี กฤษณัน, โปรเฟสเซอร์เอ็น.เค.ภควัต, ดร.บี.เอ็ม บารัว ดร.อาร์.แอล. โซนี่, โปรเฟสเซอร์ดีซี อหีร์ เป็นต้น



-ชาวพม่า-


พระอู. จันทรมณี (Ven.U.Chandramani)


พระอู จันทรมณี
..........ท่านอู จันทรมณี เป็นชาวพม่า เกิดเดือนพฤษภาคม เมื่อพ.ศ.๒๔๑๙ ครอบครัวชาวพุทธที่เคร่งรัดของพม่าในจังหวัดอารกัน ในวัยเด็กท่านเป็นคนรักสงบและสันโดษ พ.ศ.๒๔๓๑ ท่านก็บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดใกล้บ้าน ได้รับนามใหม่ว่าจันทะ ท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านพระจันทิมา พระเถระชื่อดังในสมัยนั้น พ.ศ.๒๔๓๔ ท่านอนาคาริก ธรรมปาละของร้องท่านจันทิมาเพื่อส่งพระสงฆ์ มาทำงานที่ธรรมทูตที่อินเดีย ท่านจึงได้ตัดสินใจส่งสามเณรจันทะและสุริยะไป กัลกัตตา ต่อมาทั้งสองก็เดินทางต่อไปพักที่พุทธคยา ต่อมาด้วยการรู้เห็นเป็นใจของมหันต์ โจนก็เข้าปล้นที่พักของท่านและทุบตี พระเณรอย่างรุนแรง จึงตัดสินใจเดินทางกลับและเข้ามาศึกษาภาษาฮินดีที่กัลกัตตาอีกครั้ง
..........พ.ศ. ๒๔๔๖ ท่านเดินทางไปอุปสมบที่พม่า แล้วได้รับฉายาว่า จันทรมณี แล้วเดินทางกลับอินเดียพักที่กุสินารากับท่านมหาวิระ เวลานั้นกุสินาราอยู่ในความดูแลของกรมโบราณคดีของอินเดีย แต่ก็ไม่ได้รับการดูแลมากนัก และมีชาวพุทธไปกราบบูชาน้อย ท่านได้เริ่มพัฒนาดูแลโบราณสถานที่กุสินารา จนเป็นสถานที่รื่นรมย์ ต่อมาได้สร้างธรรมศาลาสำหรับผู้จาริกแสวงบุญหลายแห่งทั้งกุสินารา สาวัตถีึและลุมพินี
..........พ.ศ.๒๔๗๐ ท่านได้เริ่มบูรณะสถูปที่กุสินารา จากนั้นได้สร้างวัดปี ๒๔๗๗ มีชาวอินเดียหลายท่านที่ศรัทธาและเข้ารับการอุปสมบทจากท่านเช่น พระอมฤตานันทะ พระธัมมรักษิตะ พระชินนันทะ พระสัตยานันทะ พระสังฆรักษิตะ พระวิชยนันทะพระวิชุตานันทะ เป็นต้น ปี ๒๔๙๙ (ในอินเดียคือพ.ศ.๒๕๐๐) ท่านก็ได้เป็นอาจารย์ของ ดร.เอ็มเบ็ดการ์ และถูกนิมนต์ไปเป็นประธานในการปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธที่นาคปูร์ ท่านอู จันทรมณี มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๑๕ ที่กุสินารา



-ชาวญี่ปุ่น-

พระฟูจิอิ คุรุจี
..........ท่าน นิชิดัตสุ ฟูจิอิ (Ven. Nichidatsu Fujii) เป็นชาวญี่ปุ่น เกิดเมื่อ วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๔๒๘ ในตระกูลชาวนาที่เกาะเคียวชู เมื่อโตขึ้นท่านสนใจในนิกายนิชิเรน อันเป็นพุทธศาสนานิกายหนึ่งของญี่ปุ่น นิกายนี้ศรัทธาในสัทธัมมปุณฑริกสูตร (Lotussutta) เมื่ออายุ ๑๙ ปี ท่านบรรพชาเป็นสามเณรโดยมีพระนิชิอิ อาดะชิเจ้าอาวาสวัดฮอนจิเป็นอุปัชฌาย์ พ.ศ.๒๔๖๐ ท่านเริ่มงานเผยแผ่พุทธศาสนานิกายนิชิเรน ทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่นต่อมาก็เดินทางเข้าเกาหลีจีน แมนจูเรีย (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจีน) ท่านเดินทางกลับญี่ปุ่นแล้วสร้างวัดที่อำเภอฟูจิต่อมาท่านนิชิเรนผู้ก่อตั้ง นิกายได้ทำนายว่าพุทธศาสนาแบบญี่ปุ่นอาจเจริญได้ในอินเดีย ด้วยแรงบันดาลใจดังกล่าวท่านเริ่มงานเผยแผ่พุทธศาสนาในอินเดีย ฮ่องกง สิงคโปร์ จากนั้นท่านเดินทางไปบอมเบย์ เพื่อเผยแผ่ลัทธิแต่ก็ไม่สำเร็จมากนัก
..........พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านได้เริ่มสร้างวัดที่กัลกัตตา พ.ศ.๒๔๗๙ นอกจากนั้นท่านยังได้พระเทนโจ วานาตาเบ้ มาช่วยงานเพิ่ม ต่อมาสร้างวัดที่บอมเบย์ แต่งานยังไม่เสร็จเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ อังกฤษจึงกักตัวท่านและลูกศิษย์ไว้ เพราะอังกฤษกับญี่ปุ่นเป็นศัตรูกัน งานก่อสร้างวัดเริ่มสำเร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ ต่อมาเริ่มงานสร้างวัดที่ราชคฤห์ โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอินเดียเป็นประธานงานวางศิลาฤกษ์ เริ่มพ.ศ. ๒๕๐๘ โดยมี ดร.ราธกฤษณัน ประธานาธิบดีของอินเดียเป็นประธาน นอกจากนั้นท่านยังได้เริ่มสร้างวัดญี่ปุ่นใกล้วัดเวฬุวัน ด้านล่างด้วย งานก่อสร้างสำเร็จ พ.ศ.๒๕๒๔
..........นอกจากนั้นท่านยังได้สร้างวัดและเจดีย์ไว้มากมายหลายแห่งในอินเดีย เช่น ที่รัฐโอริสสา ที่ดาร์จีลิง รัฐเบงกอล ที่ลาดัก รัฐจัมมู และแคชเมียร์ที่ไพศาลีรัฐอุตตรประเทศ ท่านฟูจีอิ นับเป็นพระสงฆ์ ญี่ปุ่น องค์เดียวที่ได้สร้างผลงานทางพุทธศาสนาได้อินเดียมากที่สุด ท่านเสียชีวิต เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๒๘ รวม อายุได้ ๑๐๐ ปี



-ชาวอังกฤษ-


เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alexander Cunningham)
แหล่งภาพจาก http://www.archaeologyonline.net/artifacts/harappa-mohenjodaro.html

เซอร์คันนิ่งแฮม
..........ท่าน เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม ไม่ใช่ชาวพุทธ แต่เป็นผู้มีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในการบูรณะขุดค้นพุทธสถาน จนอินเดียให้ความสำคัญกับพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง นักโบราณคดีชาวอังกฤษท่านนี้เกิดเมื่อพ.ศ.๒๓๕๗ ที่ลอนดอน เข้ารับราชการเป็นทหารในกองทัพอังกฤษจนได้ตำแหน่งเป็นนายพล ท่านมีความสนใจในโบราณคดีเป็นอย่างมาก
..........ต่อมาได้เดินทางมาอินเดียเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ ก่อนได้รับเอกราชเล็กน้อย ท่านได้ศึกษาหนังสือไซฮกกี่หรือ บันทึกการเดินทางสู่ประเทศตะวันตกของพระถังซัมจั๋งอย่างจริงจัง ในที่สุดจึงเดินทางไปอินเดียที่อังกฤษปกครองอยู่ขณะนั้น ได้ทำการขุดค้นโบราณสถานของพุทธศาสนาในอินเดียหลายแห่ง โบราณสถานที่จมดินอยู่หลายร้อยปีก็ได้ปรากฏแก่ชาวอินเดียหลายแห่ง โบราณสถานที่จมดินอยู่หลายร้อยปีก็ได้ปรากฏแก่ชาวอินเดียและชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ชาวอินเดียได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาอีกครั้ง ทำให้พวกเขาสนใจและตื่นตัวมาอีกครั้งหนึ่ง และมีความสนใจใคร่รู้เรื่องราวของพุทธศาสนายิ่งขึ้น ท่านเป็นบุคคลเช่นท่านแล้วพุทธศาสถานหลายแห่งคงหายสาบสูญไป เพราะโดนทำลายจากความต้องการพื้นที่การเกษตรของชาวนาและพวกล่าสมบัติ พ.ศ. ๒๔๑๙ ท่านได้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นปัจจุบันไว้ในจุดเดิม ในขณะที่ต้นเก่าล้มลงตามธรรมชาติด้วยพายุ ท่านเซอร์ไม่ได้เป็นชาวพุทธ แต่ก็เป็นผู้มีคุณต่อพุทธศาสนาอย่างมาก


เซอร์เอ็ดวิล อาร์โนลด์ (Sir Adwild Arnold)


เซอร์เอ็ดวิล อาร์โนลด์
แหล่งภาพจาก http://www.theepochtimes.com/n2/content/view/1037/

..........เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ เซอร์เอ็ดวิลอาร์โนลด์ นักประพันธ์ที่เรืองนามของอังกฤษ ก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับพุทธศาสนาลงตีพิมพ์ในวารสาร เผยแผ่ในยุโรปทำให้ชาวยุโรปรู้จักพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น ท่านได้เดินทางมาชมพุทธคยาซึ่งช่วงนั้นถูกยึดครองโดยพวกมหันต์ซึ่งเป็นนัก บวชฮินดูนิกายหนึ่ง ท่านได้เห็นความเสื่อมโทรมของพุทธคยา ซึ่งถูกปล่อยปละละเลยและการสร้างศาสนสถานของฮินดูครอบคลุมพื้นที่หลายแห่ง แม้ภายในพระเจดีย์ก็นำแท่งศิวลึงค์ขนาดใหญ่มาตั้งไว้ข้างหน้าพระพุทธรูป
..........ท่านจึงเกิดความสลดใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเขียนรายงานไปยังรัฐบาลอังกฤษที่ปกครองอินเดียขณะนั้น ช่วยบูรณะปกปักรักษาพุทธสถานบ้าง นอกจากนั้นท่านยังได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งมีชื่อว่า ประทีปแห่งเอเชีย (The Light of Asia) ซึ่งเป็นหนังสือที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพุทธศาสนาที่โด่ง ดังมากที่สุดเล่มหนึ่งในโลก จึงอาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นผู้มีบบาทสำคัญคนหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาเป็นที่ รู้จักในวงกว้างทั่งในโลกตะวันออกและตะวันตก

-หนังสือประทีปแห่งเอเชีย (The Light of Asia) [url]
http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=180&start=0

_______________________________________

พุทธาวตาร (Buddha Incarnation)



ศังกราจารย์ผู้แต่งคัมภีร์ปุราณะ

..........ใน ยุค พ.ศ.๑๓๐๐ ได้มีพราหมณ์ชื่อว่าศังกราจารย์ (Sankaracharya) เป็นนักปราชญ์และนักศาสนาของฮินดูคนสำคัญ ได้ประกาศศาสนาฮินดูอย่างเอาจริงเอาจัง สังกัดนิกายไศวะ เกิดที่เกราลา (Kerala) ตอนใต้ของอินเดียเป็นศิษย์ของโควินทะ ซึ่งเป็นศิษย์ของเคาฑาปาทะ เคาฑปาทะเป็นคนแรกที่ได้ประยุกต์คำสอนของพุทธศาสนามหายานมาใช้ปรัชญาฮินดู ของศังกราจารย์ได้แนวคิดมาจากพุทธศาสนา มหายานนิกายมาธยมิกของท่านนาครชุนผู้มีชีวิตในช่วง พ.ศ.๖๙๓-๗๙๓ เป็นผู้มีความรู้ในศาสนาทั้งหลายในอินเดียทั้งพุทธ พราหมณ์ และเชน เป็นอย่างดี
..........กล่าวกันว่า ศังกราจารย์ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาลันทาด้วย และท้าโต้วาทีไปทั่วอินเดีย นอกจากลอกเลียนแบบทางด้านคำสอนและปรัชญาแล้ว ยังได้ตั้ง คณะสงฆ์ฮินดูเลียนแบบพุทธศาสนาเพราะเดิมฮินดูไม่มีสถาบันสงฆ์ พร้อมตั้งวัดฮินดูนิกายไศวะทั้งสี่ทิศ คือ วัดศฤงคารีที่ภาคใต้ วัดปุรีภาคตะวันออก วัดทวารกะภาคตะวันตก วัดพัทรีนาถที่ภาคเหนือ และหลาย ๆ วัดก็ยึดจากวัดพุทธ เช่นสวามีวิเวกานันทะผู้นำคนสำคัญของฮินดูกล่าวว่า "วัดที่ชคันนาถเป็นวัดพุทธเก่า พวกเรายึดเอาวัดนี้และวัดอื่น แล้วทำให้เป็นวัดฮินดูเสีย เรายังจะต้องทำอย่างนี้อีกมาก"

..........และที่สำคัญที่สุดได้แต่งคัมภีร์ปุราณะขึ้นเพื่อกลืนพุทธศาสนา โดยอ้างว่าพระพุทธองค์เป็นอวตารที่ ๙ ของพระวิษณุเพื่อหวังกลืนพุทธศาสนา ข้อความนี้เขียนไว้ในคัมภีร์ปุราณะ ซึ่งแปลว่าเก่าแก่มีทั้งหมด ๑๘ คัมภีร์ บางตอนเก่าแก่มีอายุราวพ.ศ. ๘๕๐ แต่ข้อความที่นำพระพุทธองค์ไปเป็นอวตาร มีอายุราวพ.ศ.๑๐๐๐-๑๓๐๐ ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า "พวกอสูรมีประหลาทะเป็นหัวหน้า ได้ขโมยเครื่องบูชายัญของเทพยดาไป แต่เล่าอสูรแกร่งกล้ามาก เทพยดาปราบไม่ได้ พระวิษณุเจ้าจึงเนรมิตรบุรุษแห่งมายา (นักหลอกลวง) ขึ้นมาเพื่อชักพาเหล่าอสูรออกไปให้พ้นทางแห่งพระเวท บุรุษแห่งมายานั้นนุ่งห่มผ้าสีแดง และสอนเหล่าอสูรว่าการฆ่าสัตว์เป็นบาป ทำให้อสูรเป็นชาวพุทธและทำให้หมู่ชนอื่นๆ ออกนอกศาสนา พากันละทิ้งพระเวท ติเตียนเทพยดาและพราหมณ์ทั้งหลายสลัดทิ้งพระธรรมที่เป็นเกาะป้องกันตัว เทพยาทั้งหลายจึงเข้าโจมตีและฆ่าอสูรเหล่านั้นได้"
อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า
.........."เมื่อกลียุคเริ่มขึ้นแล้ว องค์พระวิษณุ เจ้าจะลงมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า โอรสราชาอัญชนะ (ความจริงคือ สุทโธทนะ) เพื่อชักพาเหล่าศัตรูของเทพยาดาทั้งหลายให้หลงผิดไปเสีย มาสอนธรรมแก่เหล่าอสูร ทำให้พวกมันออกไปเสียจากศาสนา พระองค์จะสอนเหล่าชนผู้ไม่สมควรแก่ยัญพิธีให้หลงผิดออกไป ขอนอบน้อมแด่องค์พุทธ ผู้บริสุทธิ์ ผู้หลอกลวงเหล่าอสูร"

นอกจากคัมภีร์ปุราณะแล้ว ก็ยังปรากฎในคัมภีร์มหาภารตะว่า
.........."เมื่อกลียุค องค์พระวิษณุเจ้าจะลงมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นโอรสราชาสุทโธทนะ เป็นสมณะโล้น ออกสั่งสอนด้วยภาษามคธ ชักพาเหล่าประชาชนให้หลงผิด ประชาชนเหล่านี้ก็กลายเป็นสมณโล้นด้วย และนุ่งห่มผ้าพราหมณ์ก็เลิกพิธีเซ่นสรวง และหยุดสาธยายพระเวท ลำดับนั้นเมื่อสิ้นกลียุคพราหมณ์นามว่ากิลกี เป็นบุตรแห่งวิษณะษยะจะมาถือกำเนิด และกำจัดเหล่าอนารชนคนนอกศาสนาเหล่านั้นเสีย"
..........นี้ เป็นส่วนหนึ่งที่เขียนถึงสถานะของพระพุทธองค์และชาวพุทธในคัมภีร์ฮินดู โดยถือว่าชาวพุทธเป็นอสูร การเกิดของพุทธศาสนา เป็นกลียุคทำให้คนออกนอกศาสนา จึงต้องส่งคนมาปราบปราม ..........จากบันทึกฉบับนี้ทำให้เราทราบว่าพุทธศาสนาเจริญมากจนผู้คนหนีออกจากศาสนาฮินดุเกือบหมด ดร.อาร์ซี มะชุมดาร์ (Dr.R.C. Majumdar) นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของอินเดียได้วิเคราะห์เรืองที่ฮินดูอุปโลกน์พระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางหนึ่งของฮินดูไว้ออย่างน่าฟังว่า
.........."การที่ศาสนาฮินดูอุปโลกน์พระพุทธเจ้าให้เป็นอวตารปางหนึ่งนับว่าเป็นกุุศโลบายอย่างหนึ่งที่ชาญฉลาดล้ำลึก เพราะเท่ากับเป็นการทำลายฐานยืนของพุทธศาสนาในอินเดีย และในที่สุดก็นำไปสู่การเสื่อมสลายของพุทธศาสนาไปจากแผ่นดินถิ่นกำเนิด"




แหล่งภาพจาก http://www.hinduismnet.com/vishnu-avatars-incarnations.htm
..........สำหรับนารายณ์สิปปางหรืออวตารทั้ง ๑๐ นั้น คือ ๑.มัสยาวตารเกิดเป็นปลา ๒.กูรมาวตาร เกิดเป็นเต่า ๓. วราหวตาร เกิดเป็นหมู ๔.นรสิงหาวตาร ครึ่งมนุษย์ครึ่งสิงห์ ๕.วามนาวตาร เกิดเป็นคนแคระ ๖.ปรศุรามาวตาร เกิดเป็นรามสูร ๗. รามาวตาร เกิดเป็นพระราม ๘.กฤษณาวตาร เกิดเป็นพระกฤษณะ ๙.พุทธาวตาร เกิดเป็นพระพุทธเจ้า ๑๐.กิลกิยาวตาร เกิดเป็นพระกิลกิ (คนขี่ม้าขาว)
..........ดังนั้นคนทั่วไปจึงมองว่า ศาสนาฮินดูและพุทธเป็นอันเดียวกันยุทธวิธีนี้นับว่าได้ผล เพราะทำให้พุทธศาสนิกชนโดนกลืนไปเป็นฮินดูอย่างมาก แม้ในปัจจุบันชาวอินเดียที่เป็นฮินดูยังเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระวิษณุอย่างเดิม โดยอ้างคัมภีร์ปุราณะนี้เป็นสำคัญ ยกเว้นคนหัวก้าวหน้าที่มีการศึกษาดี จึงจะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด
_________________
Golden Path
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> ลำธารธรรม ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


dhammachak © 2007, Thank phpBB Group