| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Mon Nov 30, 2009 7:48 pm เรื่อง: กฏจักรวาล ธรรมชาติรั |
|
|
บทความ: กฏจักรวาล ธรรมชาติรังสรรค์จิตวิญญาณ
ชนิดของบทความ : new age
กฏธรรมชาติ สนามแรงของการรักษาสมดุล กฏของการดึงดูด
ที่คอยค้ำจุนจักรวาล และทุกจิตวิญญาณ ในประการเบื้องต้นประการมีดังนี้
กฏของจักรวาล คือ สิ่งเดียวกัน ย่อมดึงดูดเข้าหากัน
ทั้งรูปธรรม และนามธรรม:
รูปธรรม หมายถึง:
บุคคลที่ประพฤติดีจิตใจดี ย่อมดึงดูดบุคคลประพฤติดีเข้าหาสังคมกัน
บุคคลที่ประพฤติไม่ดีมีจิตใจไม่ดี ย่อมดึงดูดบุคคลประพฤติไม่ดีเข้าหาสังคมกัน
บุคคลที่มีอุปนิสัยจริตความชอบอย่างเดียวกัน มักเจอคบหากันและสนิทไปไหนมาไหนด้วยกัน ร่วมกระทำในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน
นามธรรม การสำนึกระลึกถึง ของจิตใจ หมายถึง:
ความปรารถนาดีต่อตนเอง ย่อมดึงดูดสิ่งที่ดีมาสู่ตัวเอง
ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ย่อมดึงดูดสิ่งที่ดีมาสู่ตัวเอง
ความปรารถนาไม่ดีผู้อื่น ย่อมดึงดูดสิ่งที่ไม่ดีมาสู่ตัวเอง
ความรักย่อมดึงดูดความรัก ความชังย่อมดึงดูดความชัง
........ความคิดการสำนึกระลึกถึงเกี่ยวกับความเจ็บไข้ ความอ่อนแอ ขี้โรค ล้มเหลว ความไม่มั่นใจ ความชิงชัง ริษยา ความประทุษร้าย ย่อมดึงดูดสิ่งที่อยู่ในความคิด บุคคล และสถานที่ อันที่จะเกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านั้นเข้ามาประสบพบเจอ
........ความคิดการสำนึกระลึกถึงเกี่ยวกับความเข้มแข็ง ความสำเร็จ ความมั่นใจ ความรัก เมตตา ความกรุณา ย่อมดึงดูดสิ่งที่อยู่ในความคิด บุคคล และสถานที่ อันที่จะเกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านั้นเข้ามาประสบพบเจอ
..............................................
........กฏของจักรวาล คือ ความเสมอภาค สมดุล สันติ ความเท่าเทียมกัน
........มนุษย์ในโลกทุกชาติพันธุ์ ทุกสีผิว ทุกความเชื่อศาสนา ทุกคนมีความเท่าเทียม มีความสำคัญ เสมอภาคกัน ภายใต้สายตาของสิ่งสูงสุดในที่นี้จะเรียกว่า กฏธรรมชาติ
หากดำเนินครรลองภายใต้กฏดังกล่าวนี้
........-นำไปสู่การไม่เอารัดเอาเปรียบทางด้านการกระทำ ทางร่างกาย ทำร้ายข่มเหง รังแก ด้วยกำลังทางร่างกาย หรืออาวุธที่ได้เปรียบมากกว่า
........-นำไปสู่การไม่เอารัดเอาเปรียบทางด้านความคิด จิตใจ การหว่านล้อมชี้นำหรือชังจูงไปในทางเสื่อม หาประโยชน์ในทางมิชอบแก่ตนกระทำสิ่งผิดต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์
........มนุษย์จะมีการให้เกียรติ ให้เสรีภาพ อิสรภาพในทางความคิด และการกระทำ ไม่พิพากษาตัดสินกันเอง
........รักและเมตตาต่อกันดุจพี่น้องร่วมท้องเดียวกันที่มาจากกำเนิดเดียวกัน
........ให้โอกาสกันและกันในอันที่จะมีการเรียนรู้ บทเรียนในอันที่จะพัฒนาลำดับขั้นทางจิตวิญญาณสูงขึ้นไป
การไม่เห็นแก่ตัวในการใช้เทคโนโลยี ด้วยมีจิตสำนึกในการรักษาสมดุลในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโลก
เพราะโลกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล โลกมิใช่ของเรา มนุษย์มิใช่เจ้าของโลก
โลกเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยจักรวาล ระบบสุริยจักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของแกแลกซี่
แกแลกซี่เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ
เรารู้อย่างคร่าวๆของ กฏธรรมชาติ สนามแรงของการรักษาสมดุล กฏของการดึงดูด
แล้วเราอาจจะรู้เข้าใจ เทคนิควิธีการหักล้างสลายสนามแรงดึงดูด ในทางที่จะใช้เป็นประโยชน์สร้างสรรค์ คือ
........ลำดับการถ่วงดุลให้เหลือศูนย์-ความว่างเปล่า ระหว่างสองขั้ว รัก-ชัง, ดี-เลว, แข็ง-อ่อน, แพ้-ชนะ ...ฯลฯ ของอำนาจผลักดันและดึงดูดที่มีอิทธิพล-ประพฤติภายในจิตใจ
........และ/หรือ อำนาจผลักดันและดึงดูดที่มีอิทธิพล-ประพฤติภายนอก หมายถึงสังคมที่แต่ละท่านมีความสัมพันธ์ ,การบริหารจัดการองค์กรในระบบงาน เป็นต้น
อันนี้ก็น่าคิดต่อนะครับ ว่าทำอย่างไรดีจึงเหมาะสม? สำหรับการถ่วงดุล สลายดุล สลายขั้ว สู่จุดเอกภาพ สมดุลยภาพ
โดยประยุกต์ภายใต้กฏของจักรวาลที่ถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องชีวิตที่อยู่กับความเป็นจริง
....................................
รหัสสัญลักษณ์โบราณทวีปมู (รูปสวัสดิกะ)
........กฏของจักรวาล คือ วัฏจักรไหลวน ความเป็นวงกลม, ความไม่เที่ยงแท้ ,ทุกอย่างอยู่กับความเป็นไปไม่ได้ และความเป็นไปได้ ความต่อเนื่อง ความไม่มีที่สิ้นสุด และความปราศเงื่อนไข ทั้งหมดมีโครงข่ายอันเดียวกันกับจิตวิญญาณมนุษย์
มิติและทิศทางการไหลวนวงกลมพลังงานในจักรวาลสัมพันธ์กับจักระทั้ง ๗ เรือนกายมนุษย์
เชิงคณิตศาสตร์หนึ่งวงกลม จากจุดเริ่มต้น ถึงจุดจบ นับเป็น 1 คาบเวลา
มีหลักของเหตุและผลที่แน่นอน ไม่ป็นอย่างอื่นไปได้ เช่น
เมื่อใส่ A ย่อมได้ผลของ A ในความเป็นไปภายใต้กฏ (ใส่ A ได้ผลออกมา B นั้นเป็นไปไม่ได้)
สิ่งที่จิตใจมนุษย์ คิดและทำสิ่งใด ผลที่ได้รับออกมาก็ได้สิ่งนั้น ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับ เวลา
เพราะในจักรวาล มีหลายความถี่ หลายคลื่นสั่นสะเทือน จึงเกิดมีเป็นมิติ ภพภูมิขึ้นมา
.......แต่ละภพภูมิ เวลาก็ต่างกัน โลกภพภูมิที่มนุษย์อาศัยอยู่ที่ช่วงความถี่ ความละเอียดในการสั่นสะเทือนระดับเฉพาะค่านึง คิดพูดและกระทำทางใจทางกาย ผลที่เกิดขึ้นย้อนมาแต่ละกรรมจึงช้าเร็วไม่เท่ากัน จึงเป็นเรื่องมิติของ "เวลา"
สิ่งที่เป็นผล ย้อนกลับมา ซึ่งผลนั้นอยู่ให้ดู ชื่นชมหรือไม่พอใจกับผลนั้น จะนานช้าหรือเร็ววัน
กฏธรรมชาติของจักรวาลก็จัดสรรให้อย่างพอดีกับเวลาและครบครันไม่ตกหล่น
........กฏจักรวาลดังกล่าว ปฏิบัติโดย ไม่เลือกรักชังใคร ไม่เลือกชาติเผ่าพันธ์ ไม่เลือกหญิง/ชาย ไม่เลือกว่าคนนั้นเป็นพุทธ,คริสต์,อิสลาม..ฯลฯ ไม่เลือกฐานะว่ารวยหรือจน สิ่งใดก็ตามที่อยู่ภายใต้มาตรฐานกฏนี้เท่าเทียมกันหมดทั่วทั้งจักรวาล
บางภพภูมิ เพียงการคิดที่เกิดมิติการกระทำทางใจ ก็เนรมิตเกิดมี เกิดเป็นสิ่งต่างๆขึ้น ได้เร็วพลัน อย่างนั้นก็มี ก็เกิดจากภพภูมินั้นมีคลื่นความถี่ คลื่นสั่นสะเทือน ธาตุที่ละเอียดมากกว่าโลกมนุษย์ เป็นเรื่องของ เวลา
........แต่กระนั้นทุกภพภูมิมีช่วงคลื่นความถี่ แรงสั่นสะเทือน มิติของการกระทำทางใจ สร้างแรงดึงดูดและผลักดัน โดยอาศัยใช้ภาพเนรมิตจากลักษณะความทรงจำ(สัญญา) คติความเชื่อนรกสวรรค์ ถิ่นฐานขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา วัฒนธรรม ที่เคยอยู่อาศัยเดิม ที่ประทับความรู้สึก(เวทนา)เป็นรอยจำอยู่ในจิตใจ
ภายใต้กฎธรรมชาติ สนามแรงของการรักษาสมดุล กฎของการดึงดูด กฎจักรวาลพื้นฐานเหล่านี้ที่
ทำให้มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตสำนึกรู้ ทั้งหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างสอดคล้องมานาน หลายหลายร้อยล้านปี
วัฏจักรของจักรวาล ในการเกิด และดับสลาย ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกับกฏจักรวาลดังที่กล่าวมาแล้ว
จิต ภพภูมิ เวลา กฏจักรวาล ก็มีความเกี่ยวเนื่องกัน
.......................
ปกติแล้วกฏจักรวาลทั้งหมดดังกล่าว ได้ดำเนินไปอย่างปราศจากเงื่อนไข ปราศจากทิฏฐิ ชัดเจน และเป็นกฏตายตัว
......โดยดำเนินไปอย่างอนันต์ไม่มีที่สิ้นสุด ตั้งแต่อดีตเวลาที่ผ่านมา..ร้อยปี ล้านปี ร้อยล้านปี นับจากวันนี้ไป...ก็ยังเป็นกฏดังที่กล่าวมา กฏนี้ไม่สนว่าจะมีเรา มีเขา หรือไม่สนว่าจะมีสิ่งมีชีวิตชนิดใดหรือมนุษย์เกิดขึ้นมามากน้อยหรือไม่ประการใด
เพียงแต่มนุษย์เรามักมีเงื่อนไข สำแดงและยึดถืออัตตาตัวตน จึงมีความหวัง และสิ้นหวัง สลับกันไป
มนุษย์เราตั้งแต่อดีตมามักค้นหาความจริง เพื่อดำเนินไปด้วยกันเรียนรู้ความสอดคล้องต้องกันของกฏธรรมชาติ
วัฏจักรการเรียนรู้ทุกข์สุข สะสม ปัญญาญาณ จากประสบการณ์ชีวิตมีการเวียนว่ายตายเกิดของจิตวิญญาณ
........คือการโฟกัสรวมศูนย์ เข้ามอง พิจารณาพฤติกรรมภายในตัวจิตเองเพื่อเป็นการพัฒนายกระดับรู้แจ้งทางจิตวิญญาณ อย่างสอดคล้อง รักและพึงทำความเข้าใจยอมรับอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนต่อความเป็นไปกฏของจักรวาล
ด้วยความเป็นกฏธรรมชาติ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันไม่มากไปและไม่น้อยไป
 _________________ Golden Path
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Tue Dec 08, 2009 7:26 pm, ทั้งหมด 7 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
see ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 23 Nov 2009 ตอบ: 32
|
ตอบเมื่อ: Wed Dec 02, 2009 1:51 pm เรื่อง: |
|
|
เป็นบทความที่แจ่มดีจริง มีต่ออีกหรือปล่าวครับ  _________________ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
ทำอะไรดีไม่ได้ทั้งดีทั้งชั่ว |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Thu Dec 03, 2009 1:10 pm เรื่อง: |
|
|
ขยายความต่อของเนื้อหาบางตอนด้านบนครับ เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย (After Life)
........."ทุกภพภูมิมีช่วงคลื่นความถี่ แรงสั่นสะเทือน มิติของการกระทำทางใจ สร้างแรงดึงดูดและผลักดัน โดยอาศัยใช้ภาพเนรมิตจากลักษณะความทรงจำ คติความเชื่อนรกสวรรค์ ถิ่นฐานขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา วัฒนธรรม ที่เคยอยู่อาศัยเดิม ที่ประทับความรู้สึกเป็นรอยจำอยู่ในจิตใจ"
รากศัพท์ภาษาบาลีและความหมายภาษาไทย
๑.ความทรงจำหรือจำได้หมายรู้ ศัพท์ภาษาบาลี เรียกว่า สัญญา
๒.ความรู้สึก ศัพท์ภาษาบาลี เรียกว่า เวทนา
ทั้วสองคือ เวทนาและสัญญา มาจากประสบการณ์ชีวิตผ่านสัมผัสทวาร ๖ (ผัสสะ๖ : ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ)
ชีวิตหลังความตาย (After Life) :
.........มโนคติ ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายในโลกที่คุณทุกคนอาศัยอยู่ปัจจุบัน มีหลายเผ่าพันธุ์ หลายศาสนาอย่างน้อย ๕-๖ ศาสนา และหลากหลายวัฒนธรรมความเชื่อนรก-สวรรค์ สร้างรูปลักษณ์จากคติความเชื่อ แรงบันดาลใจผ่านภาพวาดงานศิลปกรรม รวมทั้งบันทึกตัวอักษร
.........สวรรค์และนรก ดินแดนในอุดมคติชีวิตหลังความตาย ณ ที่ใดที่นึง ในอดีตโบราณจนถึงปัจุบันวันนี้ ของชาวไอยคุปต์ ,ชาวสุเมเรียน, ชนเผ่ามายา ,ชาวเผ่าอารยัน, ชาวเนวีเจียน, ชาวไวกิ้ง, คริสเตียน, อิสลามชน, พุทธศาสนิกแต่ละประเทศ, ชาวฮินดู, ชาวศาสนาเชน, ชาวศาสนาซิกส์ ฯลฯ
............. ตามแต่ว่ามนุษย์คนนั้นจะเกิดที่ใด คนนั้นมักจะใช้ขนบธรรมเนียมประเพณี คติความเชื่อที่นั้นเป็นเกณฑ์คือสิ่งที่คิดว่าถูกต้องใช่ที่สุด โดยมีพื้นฐานสะสมบ่มไว้ในความทรงจำตั้งแต่คนนั้นเกิดลืมตาดูโลกนี้
.........บางคนก็มีความเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคิดว่าเจอสิ่งที่ใช่มากกว่าศรัทธาความเชื่อของเดิมก่อนหน้า
ทั้งนี้ทั้งนั้น...
กฏจักรวาลครอบคลุม ไร้ข้อจำกัด ไร้ขอบเขตเงื่อนไข และเป็นจริง
ความจริงในเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล เมื่อทำดีย่อมได้รับดี และเมื่อทำสิ่งไม่ดี ผลตอบกลับมาก็จะเป็นสิ่งไม่ดี
ดังที่กล่าวเบื้องต้นว่า "เมื่อการกระทำใส่ค่า A ย่อมได้รับผลเป็น A (เป็น B ไม่ได้)"
เมื่อมีความทุกข์ทนทรมาน หากจะได้รับเมื่อใดที่ใด ก็รู้สึกไม่ดี มีความทุกข์
กลไกจิตวิญญาณมนุษย์นั้นก็แปลความรู้สึกนั้นเป็น นรก สิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้าย แปลจากสัญญาณภาพที่อยู่ในมโนคติความเชื่อ
เมื่อมีความสุขใจสบายกายหากจะได้รับเมื่อใดที่ใด ก็รู้สึกดีมีสุข
กลไกจิตวิญญาณมนุษย์นั้นก็แปลความรู้สึกนั้นเป็น สวรรค์ สิ่งดี สิ่งงดงาม แปลเป็นจากสัญญาณภาพที่อยู่ในมโนคติความเชื่อ
แต่สุข ทุกข์ จากผลที่ได้รับดังกล่าวมาแล้ว เป็นคลื่นความถี่ของจิตใจ
คลื่นความถี่ ความละเอียดของจิตใจที่หยาบจากความทุกข์ทน ก็แน่นทึบ อึดอัด เร่าร้อน
คลื่นความถี่ ความละเอียดของจิตใจที่ละเอียดจากความสุข ก็โปร่งเบา สดใส สงบเย็น
ทั้งสองด้านของความรู้สึก เวลาที่ได้รับก็ไม่ยั่งยืนคงทน
แต่ละผลที่ได้รับจากการกระทำนั้นๆก็ผันแปรไปตามน้ำหนักการกระทำทางกายใจ
ซึ่งการกระทำและผลที่ได้รับทางจิตใจ จิตใต้สำนึกมีการทำงานจดบันทึกไว้ตลอดช่วงชีวิต
.........เมื่อปิดฉากละครชีวิต ละสังขาร วิญญาณหลุดออกจากร่าง พบแสงสว่างผ่านทางเดินท่อคล้ายอุโมงค์แล้ว หลังจากนั้นสิ่งที่จดบึนทึกในชีวิตก็ถูกจิตใต้สำนึกฉายออกมา ให้สำนึกรู้คล้ายวีดิโอย้อนกลับผ่านประสบการณ์แต่ละช่วง
ผลที่จิตวิญญาณได้รับในครั้งนี้ นั้นจะเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์จากกระบวนการชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา
ผลที่จิตวิญญาณได้รับในครั้งนี้ นั้นจะเป็นคลื่นความสั่นสะเทือน คลื่นความถี่ของจิต
.........สิ่งใดที่เกิดขึ้นในจิตวิญญาณขณะนั้น สิ่งนั้นก็จะดึงดูดภพภูมิใหม่ที่มีช่วงคลื่นความละเอียดความถี่ชนิดเดียวกันเข้ามาตามมโนคติ กรรม และแรงกระทำสืบต่อเนื่องตามธรรมชาติ ซึ่งนี้เป็นกฎธรรมชาติ กฎแรงดึงดูดของจักรวาล สิ่งเดียวกันย่อมดึงดูดเข้าหากัน โดยไม่ว่าจะมีลัทธิศาสนาใดในโลกหรือไม่มีก็ตาม กฎนี้ก็ยังคงดำเนินอยู่ และอยู่ตลอดไป
มายาย่อมดึงดูดเคลื่อนเข้าหามายา
ความจริงย่อมดึงดูดเคลื่อนเข้าหาความจริง
..............................................
.........การซอยจำแนกแยกช่วงความถี่ คลื่นความละเอียดของจิตก็จะไปลงกับเรื่องชั้นต่างๆของภพภูมิสวรรค์และนรกชั้นต่างๆ ตามมโนคติความเชื่อพุทธศาสนิกชน บางลัทธิศาสนา ไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย บ้างมีความเชื่อว่า เป็นดินแดนแห่งความสงบสุขอันเป็นนิรันดร
.........ทั้งหมดทุกความเชื่อลัทธิศาสนา ตั้งแต่อดีตยาวไกล จนมาถึงปัจจุบัน ล่วงเลยไปอนาคตข้างหน้าไม่มีที่สิ้นสุด จะยังมีอยู่เพื่อการรังสรรค์แด่จิตวิญญาณ เพื่อการแสวงหาและการค้นพบความจริง สิ่งสูงสุด เพื่อเติมส่วนที่ขาดหายไปให้เต็มบริบูรณ์ ได้มีการอุทิศตัวไปสู่คุณธรรมสูงสุดของความดีงามของชีวิตและจิตวิญญาณ _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Tue Dec 08, 2009 7:51 pm เรื่อง: |
|
|
การเติมเต็มเส้นทางด้านจิตวิญญาณ
.........การเติมเต็มเส้นทางด้านจิตวิญญาณ เพื่อเดินไปตามเส้นทางที่สุขสกาว ประดุจแสงสว่างที่เปล่งจ้าออกมาบนเส้นทางสีทอง
......... สิ่งที่มนุษย์เราพึงเรียนรู้เบื้องต้นว่า ทำไมเราเป็นอย่างนี้และมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เพื่อค้นหาสิ่งใด? มันเป็นผลที่ไหลมาจากการกระทำ ด้วยการกระทำต่างที่มาจากเส้นทางเลือก หรือหากมีสิ่งใดดลบันดาล ?
.........กฎธรรมชาติ สิ่งสูงสุด มีพลังการสรรสร้าง และหมุนวนให้เกิดมีพลังชีวิต ที่แยกย่อยไปสู่สิ่งที่เล็กที่สุดของโครงสร้างเอกภพ ทุกๆส่วนมีพลังอานุภาพของสิ่งสูงสุดสถิตอยู่ โครงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างหมุนไปด้วยพลังความรักที่ปราศจากเงื่อนไข ดำเนินไปอย่างมีความต่อเนื่อง สอดคล้องสมดุล
.........การกระทำของสิ่งใดสิ่งหนี่ง ย่อมส่งผลกระทบไปหาทุกส่วนของโครงสร้างจักรวาลเอกภพ เพราะทุกอย่างมีความเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพันร้อยรัดกันเป็นหนึ่งเดียวกัน
ภาพจากห้องภาพของ Helga ลิงค์
.........พลังธรรมชาติของสิ่งสูงสุดให้โอกาสทุกจิตวิญญาณมนุษย์ เรียนรู้ ผ่านกระบวนการชีวิตที่แสนเปราะบาง มีการเกิด มีการตาย ผ่านการกระทำและรับผลจากความดีงาม ผ่านการกระทำและรับผลจากสิ่งชั่วร้าย ให้โอกาสได้ละเล่น และเป็นทุกบทบาทแสดงของละครชีวิตโรงใหญ่ เป็นราชา เป็นผู้สูงศักดิ์ เป็นยาจก เป็นสตรี เป็นบุรุษ ทุกจิตวิญญาณได้เกิดเป็นมาแล้วทุกฐานะที่มีในโลก ผ่านความมั่งมี ผ่านความยากไร้ ผ่านถิ่นอุดมสมบูรณ์ ผ่านถิ่นอัตคัดขัดสน จากชีวิตหนึ่งสู่อีกชีวิตหนึ่ง เปลี่ยนผ่านรองเท้าแห่งชีวิตคู่แล้วคู่เล่า ซึ่งเป็นการเดินทางที่แสนยาวนานของแต่ละจิตวิญญาณ ได้รับการเรียนรู้จากเส้นทางเลือก และผ่านประสบการณ์ที่เป็นทั้งสุขทุกข์มาแสนมากมาย
.........มนุษย์ทุกคนได้เคยเป็นเคยเล่นมาแล้วทุกบทบาทในละครชีวิตโรงใหญ่ ได้มีโอกาสบ่มเพาะเรียนรู้จากการกระทำยอมรับผลการกระทำ ภายใต้กฎธรรมชาติ สิ่งสูงสุด ที่มิเคยพิพากษาจิตวิญญาณใด มิได้ให้รางวัลหรือคำตำหนิใด ในการกระทำไม่ว่าดีงามหรือเลวร้ายสักปานใด
......... สิ่งสูงสุด กฎจักรวาลธรรมชาติที่มีอยู่รักและให้มนุษย์ทุกคนดุจบิดามารดารักบุตร ที่ให้โอกาสบุตรได้เรียนรู้ชีวิตเองผ่านเส้นทางเลือก การกระทำและการรับผลของการกระทำ ผ่านครรลองการรักษาสมดุลยภาพของกฎจักรวาลธรรมชาติ สิ่งสูงสุด อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันทุกจิตวิญญาณ
.........การกระทำ และผลของการกระทำ เป็นดุจ เส้นโลหิต เนื้อหนัง ของมนุษย์
.........ชีวิต บทบาทของชีวิตมนุษย์และฐานะในโลกนี้ เป็นดุจ เสื้อผ้า รองเท้า ของจิตวิญญาณ
.........ชีวิต ความรู้สึกนึกคิด และอารมณ์ มีวัฎจักร มีลักษณาการความเป็นวงกลม มีไหลต่อเนื่องกัน มีความไม่เที่ยงแท้เป็นลักษณะเฉพาะตัว
.........การสั่งสมคุณธรรมและเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ มีลำดับเหมือนการก้าวขึ้นบันไดทีละก้าวที่ละขั้น ผ่านโรงละครชีวิตแต่ละครั้ง ได้มีโอกาสเล่นบทต่างๆ ผ่านการบ่มเพาะเรียนรู้จากความรักและการให้ ที่ปราศจากเงื่อนไข ความอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ถือเราถือเขา และเรียนรู้เข้าใจในความเป็นไปของกฎธรรมชาติโดยลำดับ เรียนรู้ที่จะค้นหาความสันติ สงบที่เป็นจุดพักผ่อนของจิตวิญญาณผ่านการทำสมาธิภาวนา ทำสิ่งต่างๆในชีวิตด้วยความจริงใจ ด้วยอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นไปสู่สิ่งที่ดีงาม แต่ก็ไม่ควรละเลยกับบทบาทของตนในโรงละคร และทั้งนี้ก็ไม่ควรยึดติดกับบทบาทจนเกินไปเช่นกัน
.........สมาธิภาวนาก่อให้เกิดความสงบ สันติสุขภายใน และยังจะทำให้คุณสำรวมรู้จักการพินิจพิเคราะห์ ผ่านล่วงเข้าไปยังจิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นที่ ที่ยังไม่เคยถูกคุณสำรวจมาก่อนหน้า ค้นพบปมและสะสางปมภายในจิตใจคุณเอง ที่ถูกมัดแน่นไว้จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ที่มีความขัดเคืองใจ ทุกข์ใจ กระทบกระเทือนใจ เป็นแผลใจกับสิ่งนั้นๆ ให้โอกาสจิตวิญญาณได้กลับไปเรียนรู้ประสบการณ์ทั้งทุกข์และสุข ตามหนทางกระบวนการสะสางอย่างถูกต้องด้วยความเคารพต่อตนเองและเคารพต่อสิ่งที่กระทำดุจเดียวกัน ให้มันเหมือนเกิดขึ้นอีกครั้ง ปล่อยวางผ่านมุมมองความเข้าใจภายใต้กฎจักรวาล ธรรมชาติ สิ่งสูงสุด
.........เพราะว่าจิตวิญญาณยังถ่ายถอนคืนสู่ความเป็นอิสระไม่ได้ เป็นสิ่งสูงสุดไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีปมมัดแน่นด้วยตัวมันเองอยู่ภายในที่จิตใต้สำนึก จากความไม่รู้ ความไม่เข้าใจกฎจักรวาลของธรรมชาติ สิ่งสูงสุด ด้วยว่าจิตวิญญาณอิสระนั้นเป็น สิ่ง ที่ไม่มีมิติ เป็นอนันต์ ไร้ขอบเขต ไร้ชื่อ ไร้กาลเวลา
.........คุณสามารถเลือกที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆเพื่อนำมาประยุกต์ปฏิบัติร่วมกับ พระสูตรที่ดีหรือบทธรรมที่ดี จากศาสนาใดหรือศาสนาที่คุณนับถืออยู่ก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่คุณได้เรียนรู้มีความเข้าใจจากพื้นฐานกฎจักรวาล ธรรมชาติ สิ่งสูงสุด และได้ดำเนินอยู่นั้นแล้ว ก็จะเพิ่มพูนศักยภาพของคุณให้เดินอยู่บนเส้นทางแห่งการเติมเต็มทางด้านจิตวิญญาณ เส้นทางสีทอง _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
โพธิสัตว สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 27 Sep 2008 ตอบ: 10 ที่อยู่: ลำพูน
|
ตอบเมื่อ: Thu Apr 15, 2010 8:24 pm เรื่อง: |
|
|
เมื่อไม่กี่วันนี้ได้ไปเข้าอบรมวิปัสนา 10 วันที่ธรรมสีมันตะ จ.ลำพูน มา ก็หวังจะได้เห็นธรรมบ้างหลังจากว่างเว้นการเข้ากรรมฐานเข้มมานาน
ปรากฏว่าขณะที่ไล่ดูร่างกายแต่ละส่วนอยู่มันก็เห็นละเอียดไปเรื่อย ๆ จากเวทนาหยาบสู่ละเอียดสุดท้ายก็เห็น จักระซึ่งมีลักษณะเหมือนกาแล็กซี่ มีสีต่าง ๆ กัน เรียงกันอยู่โดยด้านบนสุดก็มีก้อนที่ปล่อยแสงหุ้มตัวเราไว้น้อมเห็นก่อน เหมือนแห อยากทราบว่าทำไปถึงเห็นครบทุกจักระ แม้จะน้อมไปเห็นจักระแรกอยู่ล่างสุดสีแดง ๆ ดวงใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เข้าฌาน จะเห็นจักระได้หรือ อย่างนี้หรือเปล่าที่หลาย ๆ คนเข้าใจผิดกันและทำให้ปฏิบัติผิด ๆ เพราะเคยทำอานาปา ลักษณะการปรากฏไม่ใช่อย่างนี้ มันจะมีพลังไปหมุนวนที่บนหัวก่อนทิศทางตรงข้ามเข็มนาฬิกา
สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเหมือนเดิม เวลา 10 วันยังไม่พอ(เพราะทำนอกลู่นอกทางไปเยอะ) มารู้แนวเอาก็เกือบวันท้าย ๆ แล้วเลยไม่ทัน ก็ต้องหาความรู้ใส่ตัวต่อไป
แล้ว ปฐมมรรคจะปรากฏพร้อมกับปฐมฌานเลยหรือเปล่า เมื่อปฏิบัติแบบวิปัสนานำหน้าแบบนี้(เห็นเวทนาเกิดดับ จนมันแนบแน่น ไล่ความรู้สึกไม่ไปแล้ว) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Sat Apr 17, 2010 3:57 pm เรื่อง: |
|
|
ส่วนเกี่ยวข้องกับจักระ เป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างทางเดิน
บางครั้งสิ่งต่างๆที่พบเจออยู่ระหว่างทางเดินมีความสั่นสะเทือนที่ละเอียด
สิ่งดังกล่าวคุณสามารถใช้สิทธิเลือกที่จะสนใจซักครู่ หรือไปต่อก็ได้
ทั้งนี้คือความเป็นไปเฉพาะตัวของแต่ละท่าน
ปฐมมรรคจะปรากฏพร้อมกับปฐมฌาน ...ที่มีองค์ประกอบอินทรีย์ได้ดุลย์กัน
ปฐมฌาน เป็นกำลังเป็นบาทฐานเป็นองค์ประกอบนึงที่เกื้อกูลปฐมมรรค
กำลังของอินทรีย์๕ ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ(ปฐมฌาน) และปัญญา ที่มีความสมดุลย์กันขณะปฐมมรรคปรากฏ
องค์ประกอบอื่นๆดังกล่าวมีความเป็นธรรมชาติ ที่มีความสมดุลย์กันไม่เหลื่อมล้ำกันและรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวถึงอินทรีย์๕ ก็ไม่ต่างจากการกล่าวโดย มรรค๘ ครับ
ปฐมมรรค ก็คือ มรรคสมังคี
มรรคสมังคี คือ การประชุมรวมกันพร้อมกันของมรรค๘ อย่างสมดุลย์กันรวมลงเป็นหนึ่งเดียว
ปฐมฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ คือส่วนประกอบนึงของปฐมมรรค
วิปัสสนานำหน้า ,หรือ วิปัสสนาตามหลัง
เมื่อดำเนินไป เจริญไปเรื่อยๆ ถึงจุดนึง คุณก็จะเห็นว่าไม่มีความต่างอะไรกัน
ขออนุโมทนาครับ _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|