คเวสโก ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 20 Aug 2007 ตอบ: 47 ที่อยู่: กรุงเทพ
|
ตอบเมื่อ: Sun Nov 22, 2009 10:36 am เรื่อง: วณิชชสูตร ว่าด้วยการ |
|
|
๙. วณิชชสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 239
ว่าด้วยการค้าขายให้ได้กำไร
[๗๙] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้การค้าขายอย่างเดียวกัน พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน ...บางคนประกอบแล้วได้กำไรไม่เท่าที่ประสงค์ ...บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์ ...บางคนประกอบแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์
พ. ตรัสตอบว่า ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้เข้าไปหา
สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้
บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ไม่ให้ปัจจัยนั้น (แก่สมณพราหมณ์นั้น)
บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใดการค้าขายอันนั้นย่อมขาดทุน
ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะ
หรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัยนั้นไม่เท่าที่ (สมณพราหมณ์นั้น ) ประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายนั้นย่อมได้กำไรไม่เท่าที่ประสงค์
ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัยนั้นตามที่ (สมณพราหมณ์นั้น ) ประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไรตามที่ประสงค์.
ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัยนั้นยิ่งกว่าที่ (สมณพราหมณ์นั้น) ประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่อัตภาพนี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์
ดูก่อนสารีบุตร นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้การค้าขายอันเดียวกัน
พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน ...บางคนประกอบแล้วไม่ได้กำไรเท่าที่
ประสงค์ ...บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์ ... บางคนประกอบ
แล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์.
จบวณิชชสูตรที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 240
อรรถกถาวณิชชสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวณิชชสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตาทิสาว ความว่า การค้าขายเช่นเดียวกันนั้น คือ คล้าย
กันนั้น.
บทว่า เฉทคามินี โหติ คือขาดทุน. อธิบายว่า ผลกำไรที่
ปรารถนาสูญเสียหมด.
บทว่า น ยถาธิปฺปายา โหติ ความว่า ได้ผลกำไร
ไม่เท่าที่มุ่งหมาย.
บทว่า ปราธิปฺปายา โหติ ความว่า ได้ผลกำไรเกิน
คือ เกินกว่าที่ตนประสงค์.
ในบทว่า สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา นี้
พึงทราบว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์เพราะมีบาปสงบแล้ว มีบาปอันลอยแล้ว.
บทว่า วท ภนฺเต ปจฺจเยน ความว่า ย่อมปวารณา คือนิมนต์อย่างนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านพึงขอปัจจัย ๔ อย่างมีจีวรเป็นต้นได้.
บทว่า เยนปวาเรติ ความว่า เขาย่อมปวารณากำหนดไว้ด้วยปัจจัยใด. บทว่า ตํ นเทติ ความว่า เขาไม่ถวายปัจจัยนั้นทุกประการ.
บทว่า ตํ น ยถาธิปฺปายํเทติ ความว่า เขาย่อมไม่สามารถจะถวายปัจจัยนั้นตามที่สมณพราหมณ์นั้นประสงค์ คือ ถวายลดน้อยลง.
บทว่า ยถาธิปฺปายํ เทติ ความว่าสมณพราหมณ์นั้น ย่อมปรารถนาปัจจัยเท่าใด เขาก็ถวายปัจจัยเท่านั้น.
บทว่าปราธิปฺปายํ เทติ ความว่า เขาปวารณาปัจจัยไว้น้อยแต่ถวายมากกว่า.
จบอรรถกถาวณิชชสูตรที่ ๙ _________________ "พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter) |
|