| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Thu Oct 16, 2008 7:50 pm เรื่อง: "สุขหรือเศร้าก็เท่า |
|
|
"สุขหรือเศร้าก็เท่านั้น"
เป็นชื่อหนังสือซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์เชิงร้อยแก้วของท่าน อ.เขมานันทะ เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องเกี่ยวกับ,
อนุทินพรรณา
รำพึงถึงชีวิต
ศาสนธรรม
โลก จักรวาล
การงาน
และความรัก
โดยทั้งหมดในเล่มจะเป็นเรื่องสั้นๆอยู่ร้อยกว่าเรื่อง "นัสรูดิน"จะคัดมาเพียงบางเรื่องที่พอจะเห็นว่ามีสาระ,เหมาะสมกับสถานะการณ์ปัจจุบันรวมทั้งประเมินจากเสียงตอบรับของท่านผู้อ่านด้วย _________________ "."
แก้ไขล่าสุดโดย นัสรูดิน เมื่อ Thu Oct 16, 2008 8:36 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Thu Oct 16, 2008 7:59 pm เรื่อง: ประวัติโดยสังเขปของท |
|
|
ประวัติโดยสังเขปของท่าน อ.เขมานันทะ
เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธทาส(ในช่วงแรก) และ หลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ(ในภายหลัง)
ได้รับรางวัลนักเขียนอมตะ ปีพ.ศ.๒๕๕๐
ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติสาขา นวนิยายและกวีนิพนธ์ ปีพ.ศ.๒๕๕๑ _________________ "."
แก้ไขล่าสุดโดย นัสรูดิน เมื่อ Thu Oct 16, 2008 8:32 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Thu Oct 16, 2008 8:29 pm เรื่อง: |
|
|
เสียงเรียกแห่งขุนเขา
เราจะอยู่โดยไร้ศรัทธานั้นไม่ได้ การกระทำบางอย่าง ควรหรือไม่ที่จะเป็นการสนองศรัทธาในหัวใจ สนองเสียงเรียกแห่งขุนเขา เพราะความสงัดอันแผ่กว้างนั้นเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงดึงดูดและยากที่หัวใจมนุษย์จะต้านทาน ความเงียบย่อมประสบชัย และดังนั้นในมโนนึกของเราจึงคร่ำครวญหวนไห้อยู่เพื่อการไปสู่สถานเร้นลับตามใจปรารถนา ดุจดังปีกของนกกระหายต่อการโผร่อน และดุจเมล็ดข้าวที่หล่นลงในเนื้อนาดีกระสันมั่นใจที่จะโลดเป็นรวง จากตราแห่งสำนึกหนึ่งถึงอนันต์นั้น มีแรงปรารถนาแห่งการหว่านโปรย
มีบางอย่างบอกผ่านหัวใจในวัยต้นแห่งการเดินทางแต่หาเข้าใจความไม่
มีความนิ่งเฉยภายใต้ดวงตาที่แจ่มใส ในการมองกว้างต่อผืนฟ้าและผืนน้ำเม็ดทรายและหมู่นก
ที่นี่เป็นทีใดหนอ? เป็นแหล่งพำนักชั่วโมงยามของการเดินทางหรือว่าเป็นถิ่นถาวร? มีแผ่นดินถิ่นฐานสุดท้ายนอกเหนือจากผืนภาพมหัศจรรย์เหล่านี้หรือ หรือว่าเสน่หาอันซ่อนเร้นของมันยังไม่ถูกค้นพบ โลกแห่งความจริงแท้อันเติมหัวใจให้เต็มนั้นซ่อนอยู่ในตัวเองหรือว่าอยู่ในทำเนียบแห่งความคิด มันอยู่ในหัวใจหรือว่าอยู่ในสมองอันสรรค์สร้างสถานการณ์จำลอง มันหยุดอยู่ตรงนี้ ณ ความอิ่มใจ หรือมันเคลื่อนที่ไปในการงานอันไม่รู้สิ้นของความคำนึง
กลิ่นกุหลาบในมือแห่งรุ่งเช้าหอมกำซาบ เสน่หาของสภาพเร้นลับชวนฝันถึงอมตภาพ กลิ่นอบร่ำนั้นมาจากที่ใด ในดอกอันแบบบางน่าถนอมหรือว่าจากประสาทสัมผัสแห่งตนอันค้นหาสิ่งสูงกว่าตน โลกแห่งสัมผัสล้วนยวนเสน่ห์ มันอยู่ที่นั่นหรือที่นี่ ที่เนื้อสารแห่งขีวิตถูกเร้าและหลั่งรินมโนคติ
เราจะไปให้ถึงถิ่นที่จำนงหมาย ไม่ว่ามันจะมากมายาปรากฏเป็นถิ่นฐานตั้งตระหง่านต่อตาหรือว่าประจักษ์ต่อใจ หรือว่าตั้งอยู่ ณ ที่สมองและหัวใจสวมกอดประคองกันเข้าสู่ประตูแห่งสภาพเหนือคำนึง
------------------------------------------------------------- _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Tue Oct 21, 2008 8:19 pm เรื่อง: |
|
|
ถูกต้องและผิดพลาดเป็นเพียงก้าวย่าง
ส ม อ ง นั้นค้นหารูปลักษณ์ใหม่เพื่อให้หัวใจหลั่งริน ภายใต้มตภาพแห่งรูปลักษณ์ มีพลังหลั่งไหลอันไม่รู้สิ้น ภายใต้รูปทรงที่ตาเนื้อเห็น หัวใจนั้นประสานกับเรี่ยวแรงแห่งมหาสากลจักรวาล ทางของหัวใจนั้นไร้ขอบเขต จากสภาพรู้ได้ถึงรู้ไม่สิ้นนั้นมีความประสานของความถ่อมและความอาจหาญของหัวใจ มีความรักและอุเบกขา มีความดีและทั้งเข้าใจในความชั่วร้าย
ไม่จำเป็นต้องอ้อนว่าขอหัวใจจงบริสุทธิ์ยุติธรรม และรู้จักแยกแยะดีออกจากความชั่ว ยกยอความถูกต้องและเหยียดหยามความผิด ไม่ต้องคร่ำครวญว่า "ขอหัวใจเข้าสู่อมตภาพ ไม่หวนคืนมาสู่โลกแห่งความอัปลักษณ์และไร้ความเที่ยงธรรมนี้อีกเลย"
เพราะหัวใจของเรานั้นไร้ทั้งบริสุทธิ์และแปดเปื้อน ทางของหัวใจนั้นอยู่เหนือความดีและความชั่ว พ้นขอบข่ายของความถูกต้องและผิดพลาด
ความบริสุทธิ์ไม่ใช่ความหยุดอยู่ในความดีภายใต้รูปลักษณ์ หากแต่เป็นความหลั่งริน อีกความแปดเปื้อนนั้นหาใช่สิ่งถาวร ถูกต้องและผิดพลาดเป็นเพียงก้าวย่าง ความหลุดพ้นเป็นเพียงถ้อยคำ ตรงข้ามกับความติดอยู่ หากไร้ความยึดติดก็หมดความจำเป็นต้องเอ่ยถึง _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Tue Oct 21, 2008 8:59 pm เรื่อง: |
|
|
ชำแรกถึงห้วงอวกาศ
ช่องว่าง ระหว่างสองมือป้อง เกิดขึ้นและสิ้นสุดเมื่อลดมือลง ช่องว่างอันเกิดแต่การกำหนดสองมือเป็นเพียงการสมอ้างติดยึดในความรับรู้สิ่งที่แลเห็น เป็นการตกลงใจของผู้มอง โดยเนื้อแท้แล้วช่องว่างไม่เคยเกิดขึ้นและไม่อาจหายไปได้ นอกจากเกิดขึ้นในความรับรู้และหายไปในความรับรู้ กล่าวได้ว่าผู้มองไม่เคยเห็นและใม่อาจเห็นเนื้อที่ว่างได้จริงๆ นอกเสียจากกระทำนิมิตหมายขึ้น เพื่อรับรู้ในขอบเขตจำกัด ตามขอบเขตจำกัดของอายตนะและนิสัยเคยชิน ความรู้นั้นเป็นสิ่งจำกัด ยิ่งรู้มากเข้า การสะสมนิมิตหมายต่างๆก็มาก ดังนั้นจิตที่รู้มากก็วุ่นวายไปด้วยความรู้และทั้งคับแคบ
เนื้อที่ว่างที่อยู่เบื้องหน้าย่อมไม่อาจแลเห็น ทั้งที่เดินผ่านไปมาพร้อมทั้งคิดนึกสารพัด และทันใดที่แลเห็นด้วยความรู้สึกทั้งหมดความนึกคิดก็สิ้นสุดลง และวาระนั้นเองลมหายใจที่เคยอยู่ภายใต้ความคิดอันก่อเกิดภาวะก็ชำแรกถึงอากาสะ(space) เนื้อที่ว่างมีไว้หายใจโล่งถึงที่สุดคืออากาศธาตุ ไม่ได้มีไว้เพื่อครุ่นคิดทุรนทุรายดังนกติดแร้ว
รูปนามที่ถูกยึดครองว่า "ฉัน" นั้นไม่เคยถูกแลเห็น มันซ่อนอยู่ตรงหน้าตราบนานเท่าที่ผู้คิดคิดพะนอตน "ฉัน" เป็นเพียงการสมอ้าง เป็นคติติดยึดในความรับรู้จากนิมิตหลายด้าน ชื่อ เชื้อชาติ ตระกูล ฯลฯ อันรวบยอดเป็น"ฉัน" "ฉัน"เป็นเพียงภาพในจินตนาสำหรับไขว่คว้า ครั้นมองตรงมาที่ภาพพจน์ในจิตก็ไม่มี เมื่อมีการเห็นโดยตรงปราศจากสื่อ "ความเป็นตามสภาพเป็น" ก็แสดงบทออกมา เพราะว่าผู้มองเป็นเพียงรูปหนึ่งของความคิด เมื่อรู้สึกตัวได้โดยตรง ความคิดในการมองก็ไม่มี
การเห็นตัวเองโดยปราศจากสื่อนั้นเป็นความรู้สึกสดๆที่เป็นอยู่ของผู้หนึ่ง และผู้หนึ่งผู้ใดก็เป็นอันนั้นเช่นเดียวกัน ทุกๆผู้หนึ่งก็รวมทุกๆผู้อยู่ในความรับรู้ มองเข้ามาที่สภาพรู้ได้ ทุกชีวิตเป็นเพียงชีวิตเดียวดังหยดน้ำค้างที่สะท้อนภาพดวงอาทิตย์และทุกสิ่งรอบตัวมัน จากประสบการณ์มูลฐานเช่นนี้เอง เป็นที่มาของบทเพลง"เสียวสวาสดิ์"ของอีสานอันล้ำค่าเสมอ"เต๋าเต้กิง"
"ยังมีชายคนหนึ่งชื่อสรรพเหล่าหลาก" แก่นแท้ของปัจเจกคือความเป็นสากล เรืองราวทั้งหมดเป็นเรื่องของคนๆหนึ่ง คนๆหนึ่งที่ไร้ชื่อเช่นเดียวกับดวงดาว ผืนดินและผืนน้ำ เช่นเดียวกับฟากฟ้าและอากาศ จะว่าโดยมีอัตตาตัวตน หรือนิรัตตาไร้ตัวตน ก็เป็นเพียงวิถีทีถ้อย
ผู้หนึ่งนั้นกับการเดินทางอันไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งโดยเรือนร่างและกระแสแห่งความคิดคำนึง
ผู้หนึ่งที่เป็นอยู่ทั้งปัจเจกและสากล เป็นทั้งหนึ่งและเป็นทั้งหมด _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Wed Oct 29, 2008 7:10 pm เรื่อง: |
|
|
ดอกบานไม่รู้โรย
ไม่มีจุดพักนิ่งจำเพาะอยู่ที่ใด และความสุขสงบเป็นเพียงของเล่นซึ่งสายลมชราไม่ใส่ใจ แท้ทุกข์ก็คือขุนเขาเพื่อนผู้เฒ่า ความหวังคือแสงดาว อนาคตคือท้องฟ้ามืดกว้างไกลไพศาล ผืนดินคือปัจจุบันกาลอันเท้าของบุรุษลึกลับย่ำผ่านเลย ทิ้งเพียงรอยเท้าอดีตไว้
มีดอกไม้บานสองข้างทาง ใช่ล่ะ ได้และเสีย สุขและเศร้า ล้วนเป็นประสบการณ์อันว่างเปล่า หัวใจเท่านั้นคือดอกไม้บานไม่รู้โรย _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Wed Oct 29, 2008 7:30 pm เรื่อง: |
|
|
งูร้ายที่ไร้พิษ
สัมผัส แห่งกามนั้นสะท้านไหวหวั่น จำมั่นในความรู้สึก ฝังใจสยบอยู่กับรสอันรัดรึง ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเป็นคนสูงศักดิ์หรือผู้ยากไร้เข็ญใจ ต่างฝากฝังความจำต่อตัวเอง ในสัมผัสอันเร้าให้ความรู้สึกพวยพุ่งทั้งอ่อนโยนและแผ่กว้าง กามนั้นไม่เท่าไหร่ แต่เหล็กไนของมัน ความงมงายและดันทุรังและโทสะอันเนื่องกับกามราคะ นั่นคือพิษร้าย
อาหารอันโอชะวางเคียงข้างอุจจาระย่อมหมดราศี สัมผัสแห่งกามแม้วิจิตรโอชา หากเจตนาโสมม ก็เป็นเช่นนั้น เจตนาอันโสมม? ก็แล้วเจตนาอันบริสุทธิ์คืออะไรเล่า? เกี่ยวข้องกับกาม ต้อนรับฤดูผลิใบแห่งสัมผัสของกาม ให้เป็นไปเองได้เพียงใด เพียงนั้นที่บริสุทธิ์ สัมผัสแห่งกามที่ไร้เจตนา
รสรู้สึกแห่งสัมผัสกาม จะทำความสันโดษแก่บุคคลได้หรือไม่? วิญญาณแห่งกาย ความรู้สึกทางกายล้วนๆ เวิ้งว้างวิเวก อิสระ และเป็นสุขคือคำตอบ
ไม่ควรฝังใจใฝ่ทะยานในกาม เมื่อเป็นเช่นนี้ ใจก็ล่วงเลยกามสว่างไสวไปพ้นความทึบทึม กายที่ระคนกับสัมผัสแห่งกาม ได้ยกกามพ้นสิ่งแปดเปื้อน กามเป็นเป็นเพียงสัมผัสบริสุทธิ์ที่ไม่ก่อเรื่องราว
แต่แม้ว่างูร้ายตัวนั้นหมดพิษสง รูปร่างและการเลื้อยของมันก็ยังคงน่ากลัว? _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Sat Nov 01, 2008 1:49 pm เรื่อง: |
|
|
สายธารหัวใจที่ไหลหลั่ง
ความ ความสัมพันธ์ของส่วนสูงและส่วนต่ำ บุคคลผู้เข้าถึงธรรมส่วนสูงส่งย่อมรักษาเนื้อหาสาระแรกเริ่มไว้ได้เป็นอย่างดี คุณธรรมชั้นสูงที่แท้คือสิ่งธรรมดาพื้นๆ
เช้านี้แสงแดดสะท้อนอยู่บนใบกล้วย ท้องฟ้าสีครามสดสวยไม่มีเมฆเลย การยกไวโอลินขึ้นเหนือบ่าดูเป็นสิ่งเบาและเป็นเอกภาพเชื่อมั่นเหมือนกับการกิน การดื่ม การเดิน มันกลับไปสู่รากฐานที่สำคัญยิ่ง นั่นคือแรกเริ่มเดิมที ทันใดนั้นเสียงไวโอลินซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ดังแผ่วขึ้นอย่างเชื่อมั่นและศรัทธา ผู้สีก็เป็นอันเดียวกันกับเพลงและเครื่องดนตรี สืบสายธารหัวใจให้ไหลหลั่ง ไม่ละทิ้งเบื้องต้นแต่รักษาเอาไว้อย่างดียิ่ง และด้วยการรักษาสาระแรกเริ่มไว้นั่นเอง ที่สุดของเพลงก็พลันปรากฏเองโดยไร้เจตนา รักษาหนึ่งขณะไว้อย่างดียิ่งและกาลอันตลอดไปก็จะถูกรักษาไว้เอง
ความงดงาม ภาวะสร้างสรรค์อันสูงล้ำในดนตรีนั้น มีสาระเนื้อหาอันแรกเริ่มแทรกซึมอยู่ทั่ว ปรากฏต่อหัวใจของผู้ฟังและเร้าให้รู้ซึ้งถึงความดีของชีวิตเอง มันคือสมาธิอันก่อตัวขึ้นจากความงามแล้วแปรไปสู่บรรยากาศแห่งความรัก เพลงนั้นไพเราะที่หัวใจ
จับส่วนสูงโดยไม่มีส่วนล่างรองรับจะล้มคว่ำ เนื้อหาทั้งหมดของส่วนสูงนั้นก็คือส่วนล่าง ความเป็นหนึ่งเดียวของความสูงและต่ำ ความกลมกลืนอันนั้นคือความงาม ทั้งรู้และไม่รู้คือความบริสุทธิ์ ทั้งถูกทั้งผิดคือประสบการณ์ผ่านไปอันก่อความเห็นใจและเข้าใจ ยังเกี่ยวข้องสัมพันธ์หากไม่ยึดติดคืออิสระ จบสิ้นการแสวงหา หากยังกระทำอยู่คือสภาพสร้างสรรค์อันเป็นเอง _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Sat Nov 01, 2008 7:41 pm เรื่อง: |
|
|
คืนที่เมามาย
เมื่อ คืนนี้พบเพื่อนรักมากมาย สังสารจักรยังคงหมุนต่อไป ด้วยความรักและอารมณ์รื่น ความหนุ่มกลับมาไต่เต้นอยู่บนริมฝีปากและแววตา หลังจากระหกระเหินเดินทางไกลร้าวรานเจ็บปวดแล้วประจักษ์ว่ามิตรภาพเก่าแก่นั้นล้ำเลิศ วิสกี้ที่หอมหวานหากแต่เผ็ด ถ้อยทีทั้งขัดแย้งและหนุนนำกันไป ไม่มีใครใส่ใจกาลเวลาที่กางปีกโบกโบย แม้ดนตรีหรือความเกรงใจใครอื่นก็หมดไป หัวใจที่โล่งโปร่งกับกายที่กระฉับกระเฉงปลายมือที่ชาและการทรงตัวเพื่อไม่ให้ล้มคะมำ ไม่มีใครเห็นแววตาใคร ทั้งไม่มีใครใส่ใจในกระบวนการเหตุผล แม้เรื่องที่คุยนั้นเป็นพุทธธรรม แต่ต่างปล่อยอารมณ์ให้คลี่คลาย
ความสุขอยู่ที่ได้พูดโดยไม่ต้องคิด ได้ทำโดยไม่กลัวผิด ต่อหน้าเพื่อนรักบุคคลไม่มีความจำเป็นต้องระวังตัว ความระวังตัวเป็นการแบ่งแยก ไม่มีใครเป็นตัวของตัวเองเลยเมื่อคืนนี้ มีแต่ตัวเองภายใต้บรรยากาศที่กาลเวลาละทิ้งไว้ ต่างได้ระบายเรื่องราวออกมาราวกับโลกทั้งโลกเป็นจำเลย
มิตรภาพเติบโตขึ้น น้ำใจไหลหลั่ง แต่ความหวังถูกใช้จ่ายไปในกาลเวลา พบกันใหม่ในภาวะเก่าได้หรือ พรุ่งนี้ก็เปลี่ยนไปตามยถากรรมของใครของมัน และทั้งเปล่าไร้อำนาจบญชา น่าสงสารอะไรเช่นนี้ แม้สูงศักดิ์สมมุติ หากไร้อำนาจที่แท้จริง ในตัวเองของทุกคนนั้นไร้สิ้นซึ่งอิทธิฤทธิ์ใดๆ อำนาจไม่ได้มีอยู่จริงเลย เมื่อคนเราเมามาย แม้แต่การทรงตัว อำนาจสูญสิ้นไป แม่แต่จะไม่เมา ตัวเองเป็นตัวเองได้ที่ไหนกัน น่าจะรู้ได้ทันใดที่อาการเมามายนั้นคือสภาพไร้อำนาจบังคับบัญชา
ผู้เมาไม่มีอะไรจะยึดถือแม้การทรงตัว ผู้เมานั้นเองที่เมา อาการเมาอย่างทั่วถึงนั่นเองที่บอกเรื่องราวทั้งหมดว่ามนุษย์นั้นไม่มีอำนาจอะไร เมาและไม่เมาต่างกันตรงไหนในเมื่อเป็นเพียงสภาพไร้ ในสภาพไม่เมาสภาพไร้อาจรับทราบได้ ทั้งมีความ"ถูกต้อง"ได้ในตัว "ถูกต้อง"ในตัวต่อความจริงโดยรอบแต่ไร้ร้างอำนาจ ในสภาพเมานั้น"ถูกต้อง"ไม่ได้แต่ก็ไร้ร้างเช่นกัน เมาแล้วก็ลืมแม้สภาพไร้ ลืมการมีความถูกต้องไปรู้สึกสนุกครึกครื้นแล้วหลับไป
พี่คนหนึ่งเป็นทั้งศิลปินและนายทหารถามว่า "คุณทำอะไรเลี้ยงชีวิต?" บอกไปว่าเขียนหนังสือ มันน่าสลดอะไรเช่นนั้นที่ไม่ได้บอกไปตรงๆว่า ผมเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ด้วยการภาวนา ด้วยการภาวนาทำให้เพื่อนฝูงไปมาหาสู่พร้อมทั้งของติดไม้ติดมือ ข้าวขนมและผลไม้ หลายปีมาแล้วที่ไม่ได้ทำมาหาเงิน เกือบ ๒๐ ปีแล้วที่ไม่ได้หาเลี้ยงชีวิตด้วยการมุ่งทำเงิน แต่รอดชีวิตมาจากเพื่อนฝูง การเขียนหนังสือนั้นไม่เป็นรายได้ใดๆโดยเฉพาะการจดบันทึก สิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตจริงๆนั้นคือความรู้สึกและการเรียรู้ทุกอย่างด้วยความรู้สึก ฐานะการเงินนั้นไม่มีความฉลาดพอจะหามาได้และนับจะสูญเสียอำนาจการหาเงินลงไปทุกที จนความคิดไม่เกิดในทางนั้นๆ หาเลี้ยงชีวิตไม่เป็น ภาระจึงตกหนักกับเพื่อน เพื่อนต้องรับภาระ เพราะว่าคนหนึ่งไม่รับภาระ _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Sat Nov 08, 2008 6:43 pm เรื่อง: |
|
|
<a href="http://www.108board.com/redirect/?94356&A=467062">
[img]http://www.uploadtoday.com/thumb_html.php?94356&A=467062.jpg[/img] _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Fri Nov 14, 2008 7:41 pm เรื่อง: |
|
|
การงานไร้ทุกข์
........มี ความเงียบงันแผ่ไพศาล เป็นความรู้ในตัวเองต่อตัวเอง ซ่อนเร้นจากอันตรายทั้งหมดที่พึงเกิดในตัวเอง ภาวะที่ไร้ภาวะ ความรู้จำเพาะนี้ไม่อาจเรียนรู้จากใครอื่น ความพลัดพรากจากทำให้โหยหา จินตนาการทั้งหมดถึงธรรม ความหลุดพ้น นิรวาณ พระเจ้า เต๋า นิยามทั้งหมด ชื่อเพื่อร้องเรียก เป็นสิ่งสมมุติ สิ้นสลาย เมื่อมาสัมผัสรู้สึกได้โดยตรง จินตนาการด้วยภาษาคำพูดพามนุษย์ไปไกลห่างจากความจริงแท้
........มีเสียงยานเหาะเหินไปในอากาศ ใบตองกล้วยเขียวถูกเม็ดฝน เวลานี้เป็นเวลาเช้า ลมหายใจเนียนละเอียด นกกระจอกส่งเสียงร้องอย่างขยันขันแข็งอยู่ที่ชายคา ฝนนี้ว่ากันว่าน้ำจะท่วมช่วงปลายเดือนอีก มีเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงยุ่งเหยิงสับสนอยู่ในวงการเมือง นักวิชาการออกแถลงมติต่างๆ ทั้งทนายความ นักกฎหมาย ศิลปิน นักเศรษฐศาสตร์ นักเคลื่อนไหวในกิจกรรมทางสังคม คุณหญิงคุณนายผู้สูงศักดิ์ต่างออกไปช่วยสังคม ช่วยแก้ไขปัญหาเยียวยาสังคม ประพฤติตนราวกับหมอผู้เชี่ยวชาญ นักการทหาร นักรบ นักต่อสู้เพื่อสันติภาพ นักวิทยาศาสตร์ นักศาสนา ต่างเคลื่อนไหวไปในสนามการงานของตัว และทั้งหาทางประสานกันให้เกิดผลในวงกว้าง
........บทบาทเหล่านี้สัมพันธ์อย่างไรกับความเงียบเชียบในหัวใจสุขุมบริสุทธิ์ปราศจากความยึดติด ความงามอันน่าพิศวงแผ่ขจรขจายซึมแทรกอยู่ในบรรยากาศของกิจกรรมไหม? หรือว่ากิจกรรมเป็นการกลบทับไม่ให้รู้ซึ้งถึงหัวใจที่เงียบวิเวกกว้างใหญ่ไพศาล?
........ความรู้ในสาขาต่างๆได้ทำให้หัวใจคุณคับแคบลงหรือเปล่า? ประสบการณ์อื่นมากมายในกิจกรรมการงานได้มัดหัวใจคุณไว้ ทำให้มันมีชีวิตน้อยลง ทั้งเพิ่มภาระในการปกป้องฐานะทางสังคมยิ่งขึ้น เรารู้ว่ามีแรงผลักดันของธรรมชาติในทางให้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมอันจำเป็น ต่อการดำรงชีวิต การล่าสัตว์ การว่ายน้ำหรือการหนีภัยต่างๆ การเดินทางไกลอพยพถิ่นฐานและการสร้างเพิงอาศัย การเกษตรกรรม มนุษย์ได้ทำมาแล้วและได้ทำต่อไปอีกในรูปลักษณ์ใหม่ๆ
.........แรงผลักดันของธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ดิ้นรนเพื่อการดำรงอยู่ นั่นส่อเค้าสภาวะการดำรงอยู่นั้นขึ้นอยู่กับการดิ้นรน ความทุรนทุรายดิ้นรนเพราะแรงผลักดัน แรงผลักดันจะหมดสิ้นได้ไหม? การดำรงอยู่โดยไม่ดิ้นรนมีไหม?
.........ชีวิตที่ไร้แรงผลักดันไม่อาจดำรงอยู่ได้ มันจะเป็นชีวิตที่ไม่มีการอยู่ ชีวิตที่ไร้การดำรงอยู่คือชีวิตที่ไร้ชีวิต สิ้นความเป็นสัตว์ คน ตัวตน เราเขา สิ้นชีวิต ข้อนี้เองที่พระพุทธเจ้าระบุว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ชีวิต การสิ้นดิ้นรน สิ้นทุกข์ สิ้นเหตุหลักดัน การงานที่สิ้นแรงผลักดันของธรรมชาติกลับเป็นการงานแห่งนิรวาณิก งานล้วนๆ งานแห่งอริยะ การเลี้ยงชีวิต วาจา ความเพียรทุกอย่างเป็นนิรวาณิก เป็นความดับสนิทของความดิ้นรนทุรนทุรายไปในภาวะต่างๆ การงานของมนุษย์ที่บริสุทธิ์ ไร้ทุกข์ งานซึ่งปราศจากแรงผลักดันและเสียดทาน _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Fri Nov 14, 2008 7:57 pm เรื่อง: |
|
|
รักแรก
.........ช่ ว ง นั้นสงขลายังเป็นดังเมืองในเทพนิยาย ต้นประดู่ขึ้นครึ้มสองข้างทาง โรยกลีบเหลืองหอมกรุ่น ถนนสายเล็กๆทอดไปสู่ชายหาดขาวยาวเหยียด สนฉะอ้อนลม และเสียงคลื่นชวนระลึกถึงวันเก่าก่อน
.........มีอยู่อีกวันหนึ่งที่ท้องทะเลสีครามห่มแสงแดดและสะท้อนสร้อยมุกระยิบเหนือเกลียวคลื่น การจูงจักรยานเดินเคียงกันไปบนพื้นทรายบนเม็ดทรายนับอนันต์แห่งมหาสมุทรสุดคำนึง ฝันของเราทั้งสองก็โบกโบยไปสู่โลกที่เลิศกว่า โลกที่มีมนต์ขลังแห่งหัวใจ เราไม่สมควรเรียกมันว่าอิสระ เพราะต่างยอมเป็นทาสของหัวใจตนเองโดยสมัครใจ จะสรรหาถ้อยคำใดๆมาสื่อความรู้สึกของรักแรกได้นั้นไม่มี ทุกสัมผัสทุกอาการเป็นบทกวีที่ง่ายและลึก บทกวีที่แลเห็นด้วยดวงตาและส่องแสงเข้าสู่หัวใจ ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย ทั้งไม่มีทั้งคำถาม ไม่มีทั้งปรัชญาอาตมันหรือไนราตมัน ไม่เกี่ยวข้องกับสังขารหรือนฤพาน รักแรกเป็นรอยประทับลงในความทรงจำ และสมัครใจที่จะเจ็บปวดทุกข์ทรมานกันฤดูกาลอันผันแปร _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Mon Nov 17, 2008 8:44 am เรื่อง: |
|
|
รู้ธรรม รู้ทาง
.........เสียง เห่าหอนรับทอดมานับศตวรรษ หิ่งห้อยและผีเสื้อยังโบยบินจากตัวหนอนที่แทะกินตำราชักใยพันเป็นดักแด้รอวันเป็นผีเสื้อสวย ทว่าได้กลายร่างเป็นสุนัขหอนเห่าละเมอออกไปตามความคงแก่เรียน ความรู้ได้กลายเป็นเขี้ยวเล็บ โวหารเป็นเสียงหอนเห่า ไม่มีสุนัขใดที่มีปีกเช่นผีเสื้อ แต่ขบกัดกันดังขรม แยกหมู่สู้กันเป็นฝูง ฟาดกันด้วยหางเยี่ยงจระเข้
.........ผู้พูดธรรมมีน้อย ผู้ฟังก็ยิ่งมีน้อย ผู้ปฏิบัติธรรมยิ่งมีน้อย มีแต่ผู้แสดงปาฐกถา แสดงนิทรรศการทางความคิดสนองอารมณ์ ผู้ฟังสนองความต้องการ ผู้ปฏิบัติสนองตัณหาในภาวะนานา
.........เพียงหันมาดูอาการเคลื่อนไหวทางกาย ทางจิต เสียงหอนเห่าก็ยังอยู่ไกลลิบ และเมื่อกลับเป็นสภาวะรู้ได้ รู้ตัวแล้ว เสียงต่างๆซึ่งเคยรบกวนให้สะทกสะท้านไหวหวั่นลำบากก็ปลาสนาการไป
.........ผู้รู้ผู้เห็นคือผู้พูด ผู้ไม่รู้ไม่เห็นหากขืนพูดก็พูดแบบไม่รู้ไม่เห็น เป็นเพียงแสดงความคิดซึ่งวกวนติดตันอยู่ในตัวเอง และสร้างปัญหาสับสนให้กับผู้อื่นเรื่อยไป การแสดงธรรมคือการชี้ทางให้ เมื่อไม่เห็นทางการชี้ก็สุ่มสี่สุ่มห้า ชี้เอาสิ่งไม่ใช่ทางเป็นทาง หรือทำให้ผู้ตามไขว้เขวไปจากทางที่มีอยู่แล้วในตัวเขาเอง แล้วหันมาหาทางตามคนบอกที่บอกผิดๆ
.........บุคคลจะแสดงธรรมได้เกินกว่าที่ตนรู้ตนเห็นไม่ได้ รู้เท่าใดย่อมแสดงได้เท่านั้น แต่หากความคิดกลับฟุ้งเฟ้อ ก็อาจวิปลาศแสดงธรรมเกินรู้เกินเห็น ดังพูดให้ลูกวัวกลายเป็นลูกควายไป หากเพียงให้ลูกวัวกลายเป็นแม่วัวก็พอทำเนา ซึ่งมันมีเค้าว่าวันหนึ่งจะเป็นแน่
.........บุคคลผู้รู้ธรรมรู้ทางก็แสดงธรรมแสดงทาง บุคคลผู้รู้คิดก็แสดงธรรมแห่งความคิด ทางแห่งความคิด บุคคลติดสิ่งใดอยู่ในระดับใดก็ย่อมแสดงได้เท่านั้น _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Thu Nov 20, 2008 5:57 pm เรื่อง: |
|
|
ทาน - ศีล - ภาวนา
........การ แบ่งปันและมีหุ้นส่วนในชะตากรรม มีวินัยแห่งนรชนคนแท้ ไม่ทำการกลับกลอกปอกลอก ความดีนั้นดีแน่ และความชั่วนั้นไม่ดีเลย
........ความจริงใจต่อมิตรมนุษย์ ปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ มรดกแห่งความรู้สึกอันสั่งสมผ่านช่วงแห่งกาลเวลานี้ ควรมีส่วนในมัน
.........ชีวิตของนรชนคนแท้เริ่มในความกรุณาสัตว์ และก้าวข้ามความชั่วรักความดี
.........สิ่งทั้งหมดนี้ แม้เป็นมรดกกองใหญ่ ตั้งมั่นดั่งขุนเขาสะสมพันธ์ไม้อุดม หากไร้การภาวนาเสียแล้ว ขุนเขาแห่งความดีก็ไม่อาจถูกแลเห็น
.........ด้วยเหตุนี้ ทาน-การเจือจาน ศีล-ระเบียบวินัยแห่การดำรงอยู่ร่วมกัน และการภาวนาเพื่อการรู้แจ้งอริยสัจจ์ พึงตราว่าเป็นทางแห่งนรชนคนแท้ _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
นัสรูดิน สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 28 Jun 2007 ตอบ: 45 ที่อยู่: ระยอง
|
ตอบเมื่อ: Thu Nov 20, 2008 6:25 pm เรื่อง: |
|
|
ใครจะบอกได้
..........ความ โน้มเอียงที่จะสมอ้างให้กับผู้อื่นหรือตนเอง ตอบสนองอารมณ์วิตถารอยากจะเห็นใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้วิเศษ อยากจะทุ่มตัวลงแทบเท้า อยากเป็นสาวกคนโปรด อยากเป็นศาสดาคุรุผู้วิเศษ อยากพะนอตัวเองเช่นนี้ ผู้คนจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อเพียงเห็นคนที่ตนศรัทธา แรงสะเทือนอารมณ์ตื้นตันใจ ยังไม่ไปพ้นความลวงล่อตน หากมองเห็นมันแล้วใจก็สงบ ก็จะรู้เองว่าไม่มีอะไรเลยที่พอจะยึดถือได้ อารมณ์ทั้งหมดไร้แก่นสารผ่านเลยไปแล้ว เพียงวูบของอารมณ์ผ่านไปก็ไร้ผล การสนองก็ไม่มี อาการคลั่งไคล้อารมณ์ก็ไม่ปรากฏ
.........คนส่วนใหญ่ชอบคลั่งไคล้ ทั้งนี้เพราะแรงเสียดทานในตนอันเนื่องแต่สภาพแวดล้อมทางสังคมเร่งเร้าให้ความรู้สึกคลั่งไคล้แสวงหาทางออก โดยรู้สึกว่าเป็นการปลอดภัยถ้ามอบความวางใจให้กับผู้วิเศษสักคนหนึ่ง จะได้วางใจลงไม่ต้องรับผิดชอบกับการรู้เห็นสิ่งจริงที่ตนไม่ปรารถนา
.........ทุกวันนี้ลัทธิคลั่งไคล้ก่อหวอดขึ้นในทุกประเทศ ผู้สมอ้างว่าตนเป็นผู้วิเศษก็มีมาก หัวใจจะสงบสุขไม่ได้หากยังคลั่งไคล้ใหลหลงสิ่งใดอยู่ หัวใจจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อสภาพคลั่งไคล้ได้หมดไปแล้ว เดินไปตามทางที่ตัวเป็นโดยปรกติ
.........ทางของใครของมัน วิถีทางของแต่ละบุคคลไม่อาจนำเอาประสบการณ์ของผู้อื่นเข้ามาจับ ไม่อาจสะสมความรู้จากผู้อื่นมาเป็นของตัว ความเป็นตัวของตัวเองอย่างสมบูรณ์ การหยั่งรู้ถึงรากเหง้าของธรรมชาติแห่งตนเอง ความคลี่คลายหมดจดของธรรมชาติแห่งชีวิตเอง อะไรเหล่านี้จะเรียนรู้จากคำบอกเล่าของผู้อื่นไม่ได้เลย คำบอกเล่าล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อการรู้ประจักษ์ธรรมชาติแท้แห่งตน
.........อย่าให้ใครมาบอกเล่าอย่างใดๆเกี่ยวกับธรรมชาติแท้ๆของตน คำบอกเล่าช่วยได้บ้างก็เพียงให้รู้ว่า ตนต้องรู้จักตัวเองด้วยตัวเองของตัวเองเท่านั้น _________________ "." |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|