| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Sat May 24, 2008 3:23 pm เรื่อง: "โป่งข่าม" แก้วกาย |
|
|
"โป่งข่าม" แก้วกายสิทธิ์แห่งล้านนา
นับแต่โบราณกาลมาแล้วที่คนรุ่นก่อนๆ ได้รู้จักและเห็นคุณค่าของแก้วชนิดต่าง ๆ ว่ามีคุณวิเศษเพียงใด ทั้งยังรู้จักที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองและครอบครัว แต่ก่อนที่จะนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องตามวิธีการที่แท้จริงนั้นต้องรู้จักคุณลักษณะ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของแก้วแสงแต่ละชนิดเสียก่อน
ตำราดูลักษณะของแก้วตามแบบที่ถูกต้องตามตำราพื้นเมืองลานนานั้นจริง ๆ แล้วเราสามารถแบ่งได้เป็นหลักใหญ่ ๆ ได้ทั้งหมด ๙ ประการ และยังสามารถแบ่งแก้ววิเศษออกได้อีกเป็น ๒๔ ดวง แก้ววิเศษทั้ง ๒๔ ดวงดังกล่าวนี้ถ้าหากว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถนำมาครอบครอง หรือทำเป็นหัวแหวนแล้วนำมาสวมใส่มือหรือ อาจจะนำมาพกติดตัวเอาเก็บไว้เป็นขวัญถุงแล้วก็จะทำให้ผู้ที่ครอบครอง จะมีแต่ความสุขความเจริญมั่งศรีสุข ข้าวของอันพึงมีจะไหลมาเทมาและยังมีอานุภาพทางมหาอำนาจ คุ้มครองป้องกันจากภัยอันตรายต่าง ๆ ดังมีผู้ได้ประสบการณ์อยู่เนือง ๆ บางทีก็ถึงขั้นคงกระพันฟันแทงไม่เข้า ที่เรียกกันว่าข่ามคงคำลักษณ์วิเศษณ์ของภาษาทางเมืองเหนือที่มีมาช้านานนั้น จะพรรณนาถึงลักษณะที่เกิดขึ้นภายในเรือนแก้วลักษณะของน้ำแก้วและส่วนพื้น หรือส่วนประกอบที่เกิดขึ้นจริงอย่างเช่นจะพูดถึงประกายอันระยิบระยับ หรือความแพรวพราวของน้ำแก้วเอง คือจะพรรณนาถึงประกายอันวูบวาบระยิบระยับ ของเนื้อแก้วความแพรวพรายของแก้วและ น้ำแก้วได้อย่างน่าฟัง เพราะบรรยายถึงคุณลักษณะแก้วโป่งข่ามที่ต้องการได้ดีเช่น ของดีก็ควรคู่คนดีหรือคุณว่าไง?
ความวาวของแก้วที่ให้แสงแพรวพราย มักเรียกลักษณะนั้นว่า "มิงๆ ม็องๆ" แววระยิบระยับ(เรียกกันว่า "มาบเม็บ") ของแก้วโป่งข่ามนั้นเรา มักจะอยู่ในลายชื่อ ประกายแก้ว หรือลายที่ชื่อ แก้วกระจาย ลักษณะของวาวประกายแก้วอาจจะยกตัวอย่างง่าย ๆ โดยเอาน้ำแข็งทุบให้แตก สะเก็ดน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่รอบ ๆ จะให้ประกายชนิดนี้ แม้ต้องแสงพระอาทิตย์จะทำให้แสงนั้นแหลมคม แต่ก็ดูได้เย็นตา วาวสะท้อนชนิดนี้ย่อมเป็นเอกลักษณะและคุณสมบัติที่เป็นคุณค่าเฉพาะตัวของแก้วโป่งข่าม ส่วนลักษณะวาวแสงไม่บาดตาอยู่ในพวกให้แสงวาวแววแพรวพราย วาวแก้วกระจายและวาวประกายแก้วนี้ต่างกันโดยลักษณะที่จำแนกขึ้น แก้วกระจายหมายถึงแก้วในทรงผลึกเล็ก ๆ ในลักษณะหินทรายแก้วกระจาย
ส่วนประกายแก้วอยู่ใน ลักษณะสะเก็ดที่แตกออกจากกันโดยกำเนิดมีความแหลมคม ประกายแก้วอาจเกิดขึ้นจากกรรมวิธีโดยนำเอาแก้วผ่านความร้อนสูงแล้วชุบน้ำที่เย็นจัด รอยร้าวด้วยกรรมวิธีนี้จะให้แสงแบบประกายแก้วได้เหมือนกัน แต่แตกต่างจากที่เกิดตามธรรมชาติที่มีความนุ่มนวล เย็นตากว่าและที่สำคัญ ลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดในเนื้อแก้วตามธรรมชาติจะเป็นตัวบอกคุณวิเศษของแก้วดวงนั้นว่ามีอาณุภาพเช่นไร ส่วนแก้วที่อัดหรือทำให้เกิดลักษณะขึ้นนั้นจะไม่มีอานุภาพดังกล่าว เพราะไม่มีพลังงานของธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องเลย
ผู้ที่สนใจจะซื้อหาแก้วโป่งข่ามจึงควรศึกษาเรียนรู้จากผู้รู้จริง เพื่อที่จะให้ได้แก้วที่ทรงคุณค่าจริง ๆ ไว้เป็นมงคลแก่ชีวิต หากเลือกซื้อหรือได้แก้วจากแหล่งที่ไม่มีคุณธรรมคือใช้เศษแก้วหรือการอัดแก้วหรือทำให้เกิดรอยฐาน เพื่อเพิ่มราคาแก้วก็อาจได้แก้วที่ไม่มีซึ่งอำนาจและคุณวิเศษ ซ้ำร้ายอาจได้แก้วอุบาทว์ คือไม่เป็นมงคลและอาจจะนำโชคร้ายมาสู่ตัวเจ้าของก็ได้ ส่วนแก้ววิเศษที่เล่ามานั้นยืนยันว่าหากใครมีไว้เป็นของวาสนา เพราะทรงคุณตามตำราไว้ หากไม่จริง คนโบราณท่านคงไม่บันทึกไว้เพื่อสืบทอดความเชื่อกันมานับร้อยนับพันปีครับ
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...
แก้ไขล่าสุดโดย poom076 เมื่อ Sat May 24, 2008 5:09 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Sat May 24, 2008 3:27 pm เรื่อง: |
|
|
ลักษณะของวาวแก้วแพรวพรายหรือ "มิงๆ ม็อง ๆ" มักจะมีอยู่ในแบบลาย คือแบบลาย ปวกน้ำ ลายชนิดนี้มีกำเนิดขึ้นในเนื้อแก้วแบบฟองอากาศในน้ำ เกิดโพรงก๊าซขึ้นภายในเนื้อแก้วในระยะกำเนิดก่อตัวของแก้วที่ต้องใช้เวลานับหมื่นปี อาจจะดูตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ โดยเป่าลมลงในหลอดดูดน้ำแข็งเปล่าในแก้ว เรียกลักษณะลายปวกน้ำนี้ว่า "ใสมิง ๆ ม็อง ๆ" เป็นต้น
การที่เราจะวางลักษณะเพื่อที่จะพิจารณาคุณค่าแต่ละเม็ด ของแก้วได้นั้นอาจจะวางลักษณะเพื่อที่จะใช้ประกอบการพิจารณาคุณค่าได้ดังนี้
๑. ส่วนบน ต้องดูให้ดีว่าน้ำแก้วดีแค่ไหนใสหรือไม่อย่างไร
๒. ส่วนกลาง ลายแก้วเป็นอย่างไรมีสลักชนิดไหน หรือมีเส้นขนอย่างไรเหมาะสมกับลักษณะของผู้ที่จะนำไปใช้หรือไม่
๓. ส่วนพื้น ต้องดูที่ส่วนประกอบของพื้นหรือก้นแก้วลักษณะของปวกทรายหรือเม็ดทราย ที่ประกอบอยู่ที่ก้นแก้ว
ความศักดิ์สิทธิ์ของแร่ ควอตซ์ซึ่งพบที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปางที่มีลักษณะทางกายภาพเฉพาะตัวแตกต่างจากที่พบตามสถานที่อื่นๆ ที่เรียกหาโดยทั่วไปว่า "โป่งข่าม" นั้นปรากฏเรื่องราวเล่าสืบต่อกันมาอย่างยาวนานนับแต่โบราณกาลจนปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในปัจจุบันความนิยมใช้แก้วโป่งข่ามเป็นเครื่องประดับจะยังไม่สูงเท่าในอดีตเมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ก็ยังเป็นที่สนใจเก็บสะสมและเเสวงหาของผู้สนใจบางกลุ่มอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ด้วยเหตุที่ว่า ประสบการณ์หรือความศักดิ์สิทธิ์ของโป่งข่าม นั่นเอง ผู้ที่พบกับอำนาจลี้ลับต่างซุ่มเงียบคอยแสวงหาเก็บแก้วโป่งข่าม รูปแบบต่างๆไว้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวและหวังให้เป็นมรดกกับลูกหลานที่อาจจะไม่ได้เห็นความงดงาม และประสบความศักดิ์สิทธิ์ของอัญมณีศักดิ์สิทธิ์สมบัติจากแม่พระธรณีชนิดนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าหากพวกเขา เหล่านั้นไม่รีบแสวงหาเป็นเจ้าของเสียแต่ในตอนนี้ก็คงจะสามารถหามาครอบครองได้ยากยิ่งขึ้นเรื่อยๆหลายคน ที่เก็บสะสมต่างพูดว่าเสียดายที่เมื่อก่อนนั้นพวกเขายังไม่รู้สรรพคุณของแก้วโป่งข่ามที่ทรงความศักดิ์สิทธิ์ดีพอ จึงทำให้พลาดโอกาสเก็บแก้วโป่งข่ามลวดลายพิเศษบางชื่อที่มีคุณสมบัติสวยทั้งรูปและเรืองอานุภาพด้วยอำนาจ ลี้ลับจากขุมทรัพย์แม่พระธรณีแห่งนี้ซึ่งในปัจจุบันหายากแทบพลิกแผ่นดินทีเดียวแม้จะมีเงินสักเพียงใดก็ไม่อาจ แสวงหาเเก้วโป่งข่ามที่มีลวดลายครบถ้วนได้ตามตำราทุกแบบ และหากไม่รีบสะสมหรือแสวงหาแต่ตอนนี้ ก็เป็นไปได้อย่างแน่นอนว่า สักวันหนึ่งคงได้ยินชื่อโป่งข่ามแต่เพียงชื่อเท่านั้น
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Sat May 24, 2008 3:34 pm เรื่อง: |
|
|
หากมีผู้ถามว่า ก็แก้วโป่งข่ามนั้นเป็นควอตซ์ หรือคริสตอลเหมือนที่พบในจีนและบราซิล ที่ปัจจุบันมีร้านอัญมณีในกรุงเทพฯหรือตามเมืองใหญ่สั่งเข้ามามากมาย นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร เรื่องนี้ต้องตอบยืดยาวหลายประเด็นครับเพราะอัญมณีประเภทควอตซ์ หรือคริสตอลที่สั่งนำเข้าจากเมืองนอกนั้นมีทั้งส่วน ที่ได้จากธรรมชาติแท้และเกิดจากการนำเศษคริสตอลมาอัดด้วยกรรม วิธีทางวิทยาศาสตร์ทำให้ได้แก้วอัดซึ่งมีราคาไม่สูงมากนัก
ถ้าจะว่าความสวยงามอย่างผิวเผินอาจคล้ายกันแต่ถ้าท่านเห็น โป่งข่ามแท้ๆแล้วจะรู้ว่าต่างกันมากทั้งน้ำแก้วที่ปรากฏ ออกมาที่ระยิบระยับหรือแวววาว ส่วนคุณสมบัติด้านจิตศาสตร์ ที่เป็นอำนาจลี้ลับนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะแก้วที่ดอยขุมแก้ว อันเป็นที่กำเนิดโป่งข่ามนั้นเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ มีตำนานว่ามีเทพเจ้า ผู้ทรงมเหศักดิ์มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้รักษา ดอยขุมแก้วแห่งนี้ซึ่งทำให้อานุภาพของแก้วหรือแร่ ควอตซ์ที่นี่จึงมีความลี้ลับศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจาก ที่อื่นๆชนิดที่เรียกว่า หัวแก้วโป่งข่ามที่ยังไม่เจียระไนหรือเมื่อ ขึ้นรูปเป็นเรือนแหวนสวยงามแล้วก็มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง อย่างเด่นชัดโดยไม่ต้องอธิษฐานจิตปลุกเสกจากผู้ทรงจิตตานุภาพ
แต่อย่างใดเรื่องนี้เรียกว่าพิสูจน์ได้ด้วยตัวท่านเองเพียงแต่ ขอให้มีแก้วโป่งข่ามที่แท้ๆ เท่านั้น ก็สามารถให้ผู้ทรงสมาธิ ตรวจระดับพลังงานความศักดิ์สิทธิ์ที่มีในแก้วโป่งข่ามนี้ได้ซึ่งก็เป็น ที่ยอมรับว่ามีความสูงส่งไม่แพ้พระเครื่องที่ค่านิยมเรือนแสนเลยทีเดียว และหลายท่านอาจไม่ทราบว่าพระแก้วที่พบในที่ต่างๆ นั้นไม่ใช่การเล่นแร่แปรธาตุจนได้แก้วที่เรียกว่า "แก้วน้ำประสาน" ซึ่งเป็นวิธีทำแก้วสังเคราะห์แบบโบราณตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่ใช้การแกะสลักจากหินแก้วโป่งข่ามที่เป็นแก้วศักดิ์สิทธิ์จากธรรมชาตินี่ละครับที่บรรพชนท่านค้นพบและนำมา สร้างเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ให้ชาวพุทธได้สักการะเเละ เป็นการเสริมศรัทธาในพระศาสนาเพราะความศักดิ์สิทธิ์ ของมเหศักดิ์เทวราชที่คุ้มครองรักษาแก้ววิเศษนี้เอง
หลายท่านที่ชอบศึกษาเรื่องราวทางเวทมนตร์หรือเรื่องลี้ลับก็คงเคย ได้ยินเรื่อง แก้ววิเศษหรือที่เรียกว่า "มณีรัตนะ" ที่ปรากฏในตำนานชาวพุทธโบราณที่อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "แก้วจักรพรรดิ์" ที่ทรง พลานุภาพควรคู่ผู้มีบุญญาธิการ ซึ่งหากถามว่า แก้วมณีรัตนะนั้นเป็นอย่างไรก็ คงตอบได้ว่าคือแก้วชนิดหนึ่งที่ปรากฏบน พื้นพิภพที่มีอานุภาพในตัวเองอย่างที่เรากำลัง พูดถึงเรื่องแก้วโป่งข่ามนี่ยังไงครับ เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่าที่นำมาบอกเล่าสอดคล้องกับตำนานแก้วมณีรัตนะ จะขอยกเรื่องแก้วจักรพรรดิหรือมณีรัตนะที่ปรากฏในตำนานจักรวาลเล่มแรกของโลกที่เขียนโดยคนไทยคือเรื่อง "ไตรภูมิพระร่วง" ที่กล่าวถึงเรื่องตำนานเรื่องพระจักรพรรดิไว้จนเป็นคติความเชื่อที่กษัตริย์โบราณในสุวรรณภูมิ ทั้งหลายต่างใฝ่ฝันจนต้องแสดงพระบรมเดชานุภาพขยายอาณาจักรของตนออกไปแม้พระเจ้าบุเรงนองที่ได้รับสมัญญาว่า "ตะละพะเนียะทอเจาะหรือผู้ชนะสิบทิศ" ก็เป็นสมัญญานามที่มาจากคติในตำนานพระเจ้าจักรพรรดินี่เองครับ
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Sat May 24, 2008 4:06 pm เรื่อง: |
|
|
แก้วมณีรัตนะหนึ่งในรัตนเจ็ดประการของพระเจ้าจักรพรรดินั้นได้ บรรยายไว้ว่ามีสันฐานดังหนึ่งลูกฟัก หากพิจารณาดูก็พบว่าเป็นแก้วชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "แก้วโตน" ซึ่งมีสันฐานกว้างกลมและยาวออกดังฟักนั่นเองต่างแต่ว่าแก้วจักรพรรดิ ในตำนานนั้นมีขนาดใหญ่และน้ำงดงามกว่าที่พบทั่วไปมากซึ่งก็พออนุมานว่าตำนานนั้น คงมีเค้าจากเรื่องจริงอยู่มากเพราะแก้วตามธรรมชาติที่มีลักษณะดังว่าก็มีอยู่ จึงทำให้เกิดประเพณีการสร้าง "พระเเก้ว" ขึ้นเสมือนหนึ่งการเฉลิมฉลองพระเกียรติยศ ของกษัตริย์โบราณว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่งนั่นเอง
สำหรับแก้วโป่งข่ามที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ก็คงเป็นสายพันธ์ตระกูลหนึ่งของแก้วที่กำลังก่อตัว ที่อาจเรียกได้ว่าบำเพ็ญบารมีสู่การเป็น "แก้วมณีรัตนะ" หนึ่งในรัตนเจ็ดประการของผู้ทรงบุญญาธิการอย่างพระเจ้าจักรพรรดิตาม ตำนานของชาวพุทธโบราณ โป่งข่ามจึงเป็นแก้วที่สูงค่าและเสริมบารมีกับ ผู้ครอบครองที่เชื่อถือและเป็นที่ศรัทธามาแต่ครั้งบรรพกาล
http://geocities.com/ounamilit_net/pongkham4.htm
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Sat May 24, 2008 4:14 pm เรื่อง: |
|
|
หลายคนรู้จัก “แก้วโป่งข่าม” มานาน แต่ยังมีหลายคนเช่นกันที่เข้าใจผิดว่าหินเขี้ยวหนุมาน (Quartz Crystal) ไม่ว่าจะเกิดที่แหล่ง หรือบริเวณใดของโลกก็เรียกว่า “แก้วโป่งข่าม” ทั้งนั้น
นั่นเป็นการเข้าใจผิดค่ะ เนื่องจากว่า “แก้วโป่งข่าม” นั้นไม่ได้มีเพียงแก้วที่เป็น Quartz Crystal เท่านั้น ยังมีหินจำพวก Chalcedony ซึ่งมีลักษณะเนื้อขุ่น และมีสีมากมายหลายหลาก ซึ่งชาวบ้านที่ อ.เถิน จ.ลำปาง จะเรียกหินเหล่านี้รวมกันว่า “หินแก้ว”
หินที่พบที่ อ.เถิน มีสีมากมายและดูแปลกตา นอกจากนี้ยังมีเนื้อแกร่งมากอีกด้วย ซึ่งสายแร่บริเวณนี้จะมีสายแร่ทองคำเข้ามาปะปน และนี่คือข้อแตกต่างที่สำคัญ เนื่องจากแร่ที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ไหมเงิน-ทอง” ที่ถูกนำเข้ามาจากจีน หรือบราซิลนั้น จัดเป็น Rutiled Quartz ซึ่งแร่ที่ปะปนอยู่ภายในไม่ใช่ทองคำ แต่เป็นแร่ Pyrite ที่มีทั้งสีเงิน และสีทองค่ะ
คำว่า “โป่งข่าม” เป็นภาษาท้องถิ่น ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายในภาษาอังกฤษว่า King of Quartz
จากคำนิยามนี้ ก็น่าจะเพียงพอที่ทำให้เราได้ทราบถึงความแตกต่างของ Quartz ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง กับ Quartz ที่มีต้นกำเนิดจากที่ประเทศอื่นนะคะ
รวมไปทั้งแหล่งแก้ว Crystal ในเมืองไทยนั้นมีหลายแหล่ง แต่ที่เรียกกันว่า “แก้วโป่งข่าม” คือที่ อ.เถิน จ.ลำปาง เพราะความมีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องความมีเอกลักษณ์ของเนื้อแก้วที่มีความสดใสที่เรียกว่า “น้ำแก้ว” ที่งดงาม และความมีคุณวิเศษในเรื่องความเชื่อถือว่าแหล่งแก้วที่นี่มีความศักดิ์สิทธิ์ จนมีชื่อเสียงร่ำลือมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ซึ่งมีตำนาน และประสบการณ์เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของแก้วโป่งข่าม ณ ดอยขุมแก้วแห่งนี้
http://www.pongkaam.com/cgi-bin/article.cgi?req=view&id=6
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Sat May 24, 2008 4:21 pm เรื่อง: |
|
|
ความเชื่อเรื่องอัญมณีเครื่องประดับของล้านนา
แก้ว หรือมณี เป็นสิ่งมีค่าและเครื่องประดับที่สำคัญ โดยถือว่าเป็นสมบัติอย่างหนึ่งของจักรพรรดิราช ที่ประกอบด้วยแก้ว 7 ดวงคือ กงจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณีโชติ นางแก้ว เศรษฐีแก้ว และเสนาแก้ว สำหรับแก้วมณีโชติ หรือมณีรัตน์นั้นมีคุณ วิเศษและพลานุภาพในการขจัดความมืด สามารถส่องแสงสว่างได้ในที่มีฝุ่นธุลีไกล 1 โยชน์ รวมทั้งสามารถส่องประกายลงไปในน้ำ หรือที่มีโคลนตมได้
สำหรับอัญมณีของล้านนานั้น แยกย่อยออกเป็น 24 ดวง หากผู้ใดนำมาเป็นเครื่องประดับ ทำแหวน หรือเก็บไว้ในถุงใส่เงินทอง จะทำให้เกิดความสุข เจริญมั่งมีด้วยทรัพย์สมบัติข้าวของ ประกอบไปด้วยโชคลาภ
แก้ววิเศษ 24 ชนิด เรียงตามลำดับ ดังนี้
แก้วมหานิลไชยโชค
แก้ววิฑูรย์ (ไพฑูรย์)
แก้วนิลผักตบ
วิฑูรย์ฝนเสน่หา
บัวระกต (มรกต)
สุริยประภา
แก้วประภาชมชื่น
วชิระเป๊กพรหมสามหน้า (เพชร)
วิฑูรย์ขันธะ
แก้วปทัมราค (ปัทมราค , ปัทมราช)
จันทะแพงค่าหมื่น
แก้วสุริยะ
มหานิลทรายคำ
แก้วพระญาอินสวร (แก้วพระอิศวร)
วิฑูรย์ขนบ้งเทศไหมสน
ก๊อแดงผจญปราบแพ้ศัตรู (ทับทิม)
แก้วสีปะสีใสสะอาด
ปทัมก่าน
วิฑูรย์เทศ
วิฑูรย์ผิวเผือก
แก้วหมอกมุงเมือง
เนระกันตี (มรกต)
มธุกันตี (มรกต)
อินทนิลแก้วเผือก
แก้วมหานิล
นิล แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ มหานิล กับนิลน้อย เป็นแก้วสีดำมีหลายชนิด เช่น ดำเหมือนไข่กา ดำเหมือนสีดอกลำโพง และสีเหมือนดอกผักตบ เป็นต้น ตามตำรากล่าวไว้ 12 อย่าง ดังนี้
แก้วมหานิลลูกใดมีลักษณะคล้ายลูกหมากซัก คือลูกประคำดีควาย มีค่าได้หนึ่งพัน ทองคำ
มหานิลลูกใดมีลักษณะคล้ายประกายทรายอยู่ในแก้วชื่อมหานิลทรายคำ
มหานิลลูกใดมีลักษณะแดงพันเกี่ยวเกี้ยวขึ้นชื่อโปก๋า
มหานิลลูกใดมีลักษณะคล้ายกับกากงา และเหมือนไข่กา ชื่อมหานิลไข่กา ควรค่าได้แสนทองคำ
มหานิลลูกใดมีลักษณะคล้ายไข่ด้าน มีรัศมีเหลืองส่องเข้าไปในแก้วนั้น ชื่อมหานิลเผือก ควรค่าได้หนึ่งพันเงิน
แก้วมหานิลลูกใดมีลักษณะอย่างปีกกาลาบ มีรัศมีส่องเข้าไปในแก้ว ชื่อมหานิลนกกาลาบ คือนกพิราบที่มีลำตัวสีเทาปนฟ้า ควรค่าได้หนึ่งพันเงิน
แก้วมหานิลลูกใดมีลักษณะดั่งแก่นพริกสุกและเลือดไก่ ชื่อมหานิลเลือดไก่ ควรค่าได้สี่พันเงิน
มหานิลลูกใดมีสีคล้ายลูกหมากซัก คือประคำดีควาย ชื่อมหานิลน้ำตั๊บ ควรค่าได้หนึ่งพันเงิน
มหานิลลูกใดมีลักษณะเขียวดั่งดอกอัญชัน ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
มหานิลลูกใดมีลักษณะคล้ายดอกผักตบ ควรค่าหนึ่งพันเงิน
แก้วมหานิลลูกใดมีลักษณะดั่งแววคอนกยูง ชื่ออินทนิล ควรค่าหนึ่งแสนทองคำ
แก้วมหานิลลูกใดมีลักษณะดำภายใน คล้ายปทัมราค คือปัทมราคเข้าผสมเหมือนดอกไม้เพลิงและผางประทีป ชื่อมหานิลปทัมราคหาค่ามิได้ ถ้ามีไว้ยังบ้านเรือนของผู้ใด หรือทำเป็นแหวนจะเป็นเศรษฐีมั่งมีทรัพย์สินเงินทอง ช้าง ม้า วัว ควาย ข้าคนมากนักแล
แก้ววิฑูรย์ (ไพฑูรย์)แก้ววิฑูรย์ หรือไพฑูรย์ เป็นรัตนชาติสีเขียว หรือเหลืองแกมเขียว และสีน้ำตาลเทา มีสังวาลตรงกลาง คือน้ำเป็นสายรุ้งกลอก ไปมา เรียกว่าเพชรตาแมว หรือแก้วสีไม้ไผ่ ตามตำรากล่าวไว้ 15 อย่าง ดังนี้
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายหยดน้ำ ชื่อวิฑูรย์น้ำหาย ควรค่าได้หนึ่งพันเงิน
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายหยดน้ำฝนย้อยชายคา ชื่อวิฑูรย์น้ำค้าง ควรค่าหนึ่งพันเงิน
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายน้ำเผิ้ง (น้ำผึ้ง) ชื่อวิฑูรย์น้ำเผิ้ง ควรค่าแสนทองคำ
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะใสยาวคล้ายดาวประกายพฤกษ์ ชื่อวิฑูรย์ประกาย ควรค่าแสนทองคำ
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายน้ำตาล ชื่อวิฑูรย์น้ำตาล ค่าสี่พันทองคำ
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายดอกทาระบุด (ไม่ทราบความหมาย) ควรค่าหนึ่งพัน ทองคำ
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายหมากเป้งป่า ควรค่าได้หนึ่งพันทองคำ
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายดอกพุทธวงษ์ ควรค่าได้ห้าพันเงิน
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายดอกคำมีขนซอนขึ้น ชื่อวิฑูรย์ฝนแสนห่า ควรค่าสี่พันเงิน
แก้ววิฑูรย์ขนทราย คือไพฑูรย์ที่มีสีคล้ายขนเนื้อทรายควรค่าห้าพันเงิน
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะเขียวก็ดี เหลืองก็ดีขึ้นสนกันอยู่ภายในแก้ว ชื่อว่าวิฑูรย์ขน บ้ง (ขนบุ้ง)
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะดั่งได้ปอกใน มีลักษณะคล้ายแก้วประภาชมชื่น มีเงาป้านกลางดั่งเมฆขึ้นในอากาศ มีลักษณะดั่งไข่นกจัน ( คือนกชนิดหนึ่ง ขนาดนกเอี้ยง สีคล้ำ หากินกลางคืน ) มีผิวชุ่มดั่งน้ำค้างจับอยู่นั้น ชื่อวิฑูรย์เทศไข่ฟ้า ควรค่านับมิได้
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายน้ำค้างอยู่ปลายยอดหญ้า และใบไม้ ชื่อวิฑูรย์น้ำค้าง ควรค่าแสนทองคำ
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายน้ำไหลอยู่ในแก้วนั้น และมี ลักขณะคล้ายเหนี่ยงงำรัง (แมลงปีกแข็งสีดำ) ชื่อวิฑูรย์เทศฟองสมุทร ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้ววิฑูรย์ลูกใดมีลักษณะคล้ายน้ำผึ้ง มีไหมแสดแดง แสดเหลืองผ่านกลางคล้าย น้ำไหล ชื่อมธุปทัมก่าน ควรค่าแสนคำแล
แก้วปทัมก่าน
แก้วปทัมก่าน เป็นรัตนชาติที่มีลักษณะผสม คือคล้ายไพฑูรย์กับปัทมราช ซึ่งเป็นพลอยสีแดง หรือทับทิม ลักษณะเด่นของ ปทัมก่านคือมีหลายสีผสมกัน ตามตำรากล่าวไว้ 5 ชนิด คือ
แก้วลูกใดมีลักษณะน้ำดำอยู่หัว น้ำเหลืองอยู่กลาง น้ำแดงน้ำขาวอยู่หาง ชื่อปทัมก่าน
แก้วปทัมก่านลูกใดมีลักษณะน้ำแดงอยู่หัว น้ำดำอยู่กลาง น้ำเขียวน้ำขาวอยู่หาง ควรค่าหนึ่งหมื่นทองคำ
แก้วปทัมก่านลูกใดมีลักษณะแดง มีเส้นไหมขาว เขียว แดง ปักหม่นสนกันเกี้ยวกันอยู่เต็มแก้ว ชื่อสัตตรัตนปทัมก่าน หาค่ามิได้แล
แก้วปทัมก่านลูกใดมีลักษณะเส้นเขียวอยู่หัว เส้นดำอยู่กลาง เส้นเหลืองอยู่หาง ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วปทัมก่านลูกใดมีเส้นแดงอยู่หัวแก้ว เส้นแสดอยู่กลางแก้ว สามเส้นอยู่หางแก้ว ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วประภา
แก้วประภา เป็นรัตนชาติชนิดหนึ่งมีหลายสี แต่ในตำรามิได้ระบุลักษณะชัดเจนนัก แบ่งออกเป็น 10 ชนิด ดังนี้
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะคล้ายดอกชบาแดง ชื่อสุริยประภา ควรค่าสามพันเงิน
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะขาวเหลืองคล้ายดอกบัว ชื่อจันทประภา
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะคล้ายข้าวเปลือกแช่น้ำมีผิวเหลือง ชื่อว่าแก้วประภาชมชื่น นอนหลับตื่นลุกกิน ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะขาวคล้ายน้ำแช่ข้าวเหนียว ขาว ข้น มีเส้นไหมป้านอยู่กลางแก้ว ชื่อว่าจิรประภา ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะคล้ายควันไฟ เป็นอย่างฝ้าเมฆมุงเมือง ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะคล้ายน้ำครั่ง ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วประภาลูกใดมีสีแดงอมเหลือง คล้ายหรดาน ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะคล้ายหอยสังข์ ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะคล้ายมันสมองจรเข้ ควรค่าหนึ่งแสนเงิน
แก้วประภาลูกใดมีลักษณะคล้ายนัยน์ตานกกระยาง ควรค่าสี่พันทองคำ
แก้วเผือก (เพชร)
แก้วเผือก หรือแก้วสีขาวนี้ ตามตำรามิได้บอกลักษณะชัดเจนมากนัก แต่สันนิษฐานจากสีที่มีความใส จึงน่าจะหมายถึงเพชร มี 8 ชนิดด้วยกัน คือ
แก้วเผือกลูกใดมีลักษณะคล้ายเขาไกรลาส มีเหลี่ยมได้ร้อยเหลี่ยม ควรค่าหนึ่งหมื่นเงิน
แก้วเผือกลูกใด มีลักษณะขาวดั่งเงินมีดอกไหมคำคายอยู่ในแก้ว ชื่อเผือกคำคาย ควรค่าได้หนึ่งหมื่นเงิน
แก้วเผือกลูกใดมีลักษณะคล้ายดอกตาเหิน คือดอกมหาหงส์ ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วเผือกลูกใดมีลักษณะคล้ายหอยสังข์ มีเหลี่ยมได้สิบสองเหลี่ยม ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วเผือกลูกใดมีลักษณะคล้ายหยดน้ำ มีแสดขาวเกี้ยวไปมา ท้องแก้วเรียบและหลังแก้วกลม ควรค่าได้สามพันเงิน
แก้วเผือกลูกใดมีลักษณะสามประการ คือ ขาว เขียว เหลือง ชื่อแก้ววชิระเป๊กพรหมสามหน้า ควรค่าห้าพันทองคำ
แก้วเผือกลูกใดมีลักษณะคล้ายปลายเขายุคุณธร มีรูปร่างกลมดั่งหมากซัก ควรค่าหนึ่งพันเงิน
แก้วเผือกลูกใดมีลักษณะเผือกล้วน ชื่อแก้วเผือก
แก้วปทัมราค (ปัทมราค, ปัทมราช คือ พลอยสีแดง หรือทับทิม)
แก้วปทัมราค หรือปัทมราค หรือปัทมราช เป็นรัตนชาติที่มีสีแดง ตามตำรากล่าวไว้ 6 ชนิด คือ
แก้วปทัมราคลูกใด มีลักษณะคล้ายลูกพริกสุกนั้น พื้นเป็นสระ มีค่าได้สี่พันเงิน
แก้วปทัมราคลูกใดมีลักษณะคล้ายขมิ้น ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วปทัมราคลูกใดมีลักษณะคล้ายน้ำราก คือน้ำที่มีสนิมเหล็กเจือปน ควรค่าหนึ่งพันทองคำ
แก้วปทัมราคลูกใดมีลักษณะคล้ายลูกชมพู่สุก ควรค่าได้หนึ่งร้อยเงิน
แก้วปทัมราคลูกใดมีลักษณะคล้ายมะม่วงสุก พื้นมีสระ ควรค่าได้ห้าพันทองคำ
แก้วปทัมราคลูกใดมีลักษณะเหมือนทองคำย้อม มีรูปร่างดังแมงเหนี่ยงงำรัง (แมลงปีกแข็งสีดำ) ชื่อสุวรรณมณี หาค่ามิได้แล
แก้วบัวระกต (มรกต)
แก้วบัวระกต หรือมรกต มีสีเขียว ตามตำรากล่าวไว้ 14 ชนิด ดังนี้
แก้วมรกตลูกใดมีสีเขียวคล้ายยอดมะเต้า (แตงโม) เรียกว่ามรกตยอดเต้า
แก้วมรกตลูกใดมีสีเขียวคล้ายใบไม้ไผ่เรียกว่ามรกตผิวไผ่ ควรค่าหนึ่งแสนทองคำ
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะสีคล้ายดอกจังกร (ดอกบัวจงกลนี) ควรค่าได้หกพันเงิน
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะสีคล้ายผิวหวายแห้ง ควรค่าได้แปดหมื่นทองคำ
แก้วมรกตลูกใดมีสีคล้ายปีกแมลงภู่ ควรค่าได้หกพันทองคำ
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะสีคล้ายแววคอนกยูง ควรค่าได้หนึ่งพันทองคำ
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะสีคล้ายดอกสลิด (ดอกขจร สีเหลืองอมเขียว) ควรค่าได้พันทองคำ
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะคล้ายใบหอมและเขียวดั่งหัวเป็ด ถ้าเอาเงินรูปี หรือเงินบริสุทธิ์เช็ดแก้วดูจะมีสีแดง เหมือนเราขูดทองแดง ชื่อว่ามรกตสิ้วหัวเป็ด ควรค่าได้หมื่นทองคำ
แก้วมรกตลูกใดเขียวคล้ายใบหอมมีขาแมลงมุม คือมีสาแหรกกลางไหลไปมาชื่อว่า มรกตบ่อน้ำตาล ควรค่าได้แปดหมื่นเงิน
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะคล้ายน้ำผึ้งเป็นสี่เหลี่ยมในแก้ว มีรูปพระพุทธเจ้า รูปเจดีย์ รูปต้นโพธิ์ รูปนกยูง นกเขียน (นกกระเรียน) รูปหงส์ รูปช้าง รูปราชสีห์ รูปรถ รูปเกวียนอยู่ข้างในชื่อมังคลจุฬามณีหาค่านับบ่มิได้แล
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะกลมคล้ายลูกหมากซัก (ประคำดีควาย) และหยดน้ำ มีรูปเงาเอาหัวลง ชื่อว่าปรไมไอสวร (บรมอสูร) ควรค่าได้แปดหมื่นเงิน
แก้วมรกต ลูกใดมีลักษณะดำคล้ายรัก มีแสงรัศมีแสดขาวหม่นกาบอ้อยมีขาแมงมุม คือสาแหรกอยู่ตรงกลางแก้ว ชื่อว่าเนระกันตี
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะคล้ายดอกหวายแห้ง ภายในแก้วเหลืองน้ำผึ้ง มีธนูคือสาแหรกหกขา ชื่อมหามธุกันตี ควรค่าแสนทองคำ
แก้วมรกตลูกใดมีลักษณะดำคล้ายน้ำรัก มีทรายทองพุ่งออกจากกลางดวงแก้ว ลักษณะคล้ายน้ำหมากเหลืองกลางแก้วเกล้าชื่อ นาควิฑูรย์
แก้วก๊อ (ทับทิม)แก้วก๊อ หรือทับทิม เป็นรัตนชาติที่มีสีแดงอ่อนอย่างสีของเม็ดทับทิมสุก ตาตำรากล่าวถึงสีและคุณสมบัติพิเศษไว้ 7 ชนิด คือ
แก้วก๊อ (ทับทิม) ลูกใดมีลักษณะแดงอย่างหาง สีชาด) และเลือดไก่ดิบ มีองคะแกมอ้อยดำ มีฤทธิ์ปราบได้หนึ่งร้อยวา
แก้วก๊อ (ทับทิม) ลูกใดมีลักษณะเท่าเม็ดผักชี ควรค่าได้หนึ่งร้อยคำปราบได้สองร้อยวา
แก้วก๊อ (ทับทิม) ลูกใดมีลักษณะแดงเท่าเม็ดถั่ว มีเปลวพุ่งขึ้นไปข้างบน ควรค่าได้หนึ่งร้อยคำ มีฤทธิ์ปราบได้สามร้อยวา
แก้วก๊อ (ทับทิม) ลูกใดมีลักษณะแดงเท่าเม็ดถั่วลันเตา แดงอย่างเลือดไก่ มีฤทธิ์ปราบได้ หกร้อยวา
แก้วก๊อ (ทับทิม) ลูกใดมีลักษณะแดงคล้ายเอาทองคำมาย้อม ควรค่าหนึ่งแสนทองคำ
แก้วก๊อ (ทับทิม) ลูกใดมีลักษณะใหญ่เท่าผลชมพู่ มีลักษณะแดงดั่งพระอาทิตย์ มีรัศมีแรงพุ่งขึ้นไปข้างบน มีสาแหรกสิบสองขาผัดไปมาอยู่กลางแก้ว มีฤทธิ์ปราบทิศทั้งมวล หาค่ามิได้แล
แก้วก๊อ (ทับทิม) ลูกใดมีลักษณะนอกขาวเหลือง มีสร้อยข้างใน แดงดั่งดอกไม้เพลิง และผางประทีป ไหลไปมา ชื่อว่าก๊อดิบวิเศษ มีไว้ในบ้านเรือนไหน หรือทำเป็นแหวนสวมใส่นิ้วมือ อยู่ที่ไหนชุ่มเย็นที่นั่น ข้าวของสมบัติหลั่งไหลมาหาเองแล
http://www.pongkaam.com/cgi-bin/article.cgi?req=view&id=5
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Sat May 24, 2008 4:58 pm เรื่อง: |
|
|
แก้วปวก
คำว่า "ปวก" เป็นภาษาเหนือโบราณ แปลว่า ต่อมน้ำหรือฟองน้ำ (ไม่ใช่ "ปลวก" ดั่งที่คนทางภาคกลางเข้าใจกัน เมื่อได้ยินครั้งแรก) คำว่า "ปวก" แสดงถึงสิ่งที่มีลักษณะฟูขึ้นมา เหมือนต้นไม้, ใบหญ้า, ตะใคร่น้ำ, ประการังหรือสาหร่าย จะเรียกรวมกันว่าปวก
แก้วปวกแต่ละชนิดจะมีชื่อตามสี เช่นปวกเขียว, ปวกแดง, ปวกทอง, ปวกเงิน, ปวกชมพู, ปวกครั่ง แก้วที่มีปวกลอยอยู่กลางเม็ดแก้ว เรียกว่า "ปวกลอย" ส่วนที่ปวกราบกับก้นแก้วเรียกว่า "ปวกทราย" หรือ "ปวกตา"
คุณสมบัติของแก้วปวกนั้น ถือกันว่าให้คุณในด้านเมตตามหานิยม เหมาะสำหรับผู้ที่ทำการค้าขาย ผู้ที่ต้องติดต่อกับบุคคลอื่น ๆ รวมทั้งทำให้อยู่เย็นเป็นสุข คลาดแคล้วและความสำเร็จในหน้าที่การงาน
http://www.pongkaam.com/cgi-bin/misc.self.cgi?id=103
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Sat May 24, 2008 5:04 pm เรื่อง: |
|
|
การขุดค้นหาแก้ว
ก่อนที่แก้วโป่งข่ามเม็ดหนึ่ง จะขึ้นมาประดับอยู่บนตัวเรือนแหวน หรือกำไลข้อมือ ให้สวมใส่กันสวยงาม แก้วโป่งข่ามต้องใช้เวลานับล้าน ๆ ปีในการก่อตัวขึ้นเป็นผลึกแท่งแก้ว รวมทั้งการบ่มเพาะสะสมพลังจากธรรมชาติ ล้วนต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนาน การรวมตัวกันของแร่ต่างชนิด ผสมผสานอย่างลงตัวกอปรขึ้นเป็นลวดลายอันวิจิตร สวยงามและมหัศจรรย์เกินกว่าการที่จะรังสรรค์ด้วยน้ำมือของมนุษย์
นักขุดแก้วบ้านนาบ้านไร่
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะสรรสร้างอย่างวิจิตรพิศดารเพียงใด ก็ดูเหมือนจะสูญเปล่า หากงานปฏิมากรรมที่ต้องผ่านห้วงเวลาอันยาวนานมิได้ถูกค้นพบ ดังนั้น ขั้นตอนแรกและนับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ก็คือการขุดค้นหาแก้วโป่งข่าม
การขุดค้นหาแก้วโป่งข่าม นับว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย เพราะดูเหมือนกับเป็นการเสี่ยงโชค ต้องอาศัย "ดวง" กันเป็นหลัก เนื่องจากไม่มีการใช้เทคโนโลยี่ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยในการค้นหา การเลือกพื้นที่ ๆ จะทำการขุดจึงเป็นการเลือกแบบเดาสุ่ม โดยที่ไม่ทราบว่า ที่ ๆ ตนขุดลงไปนั้น จะพบแก้วโป่งข่ามหรือไม่ และจะต้องขุดลึกลงไปเท่าใด
ดังนั้น การ "บวงสรวง" เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา จึงเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ ในการเพิ่มความหวังและกำลังใจให้กับนักค้นหาแก้ว ตามความเชื่อของท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การบวงสรวงก็มักจะนำมาซึ่งความสมหวังให้กับนักค้นหาแก้วอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งทำให้พิธีกรรมเหล่านี้ ยังคงอยู่สืบเนื่องมานับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้น แม้แต่คนสมัยใหม่และผู้ที่เป็นข้าราชการระดับสูง ก็เคยได้พานพบกับเรื่องอัศจรรย์นี้ด้วยเช่นกัน
การเข้าหุ้นค้นหาแก้ว
ในการค้นหาแก้วโป่งข่าม นักขุดแก้วจะใช้ชะแลงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขุด เนื่องจากบริเวณที่ขุดค้นหามักจะเป็นดินปนหิน ทำให้การขุดค่อนข้างจะยากลำบากไม่ใช่น้อย ยิ่งขุดลึกลงไปมากเท่าใด ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะนอกจากการขุดแล้ว ยังต้องนำเอาดินที่ขุดขึ้นมาไว้บนปากบ่ออีกด้วย
ดังนั้นจึงมีการรวมตัวกันของนักค้นหาแก้ว 2-3 คน "เข้าหุ้น" ช่วยกันขุดค้นหา โดยการผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ขุด และนำดินขึ้นบนปากบ่อ ซึ่งหากโชคดีได้พบบ่อแก้ว ก็จะทำการแบ่ง โดยอาจจะแบ่งแก้วให้แต่ละคนเท่า ๆ กัน หรืออาจจะนำไปขายแล้วนำเงินมาแบ่งกัน ก็แล้วแต่จะตกลงกันในกลุ่ม
อีกประการหนึ่ง ในการพบบ่อแก้วหากบังเอิญมืดเสียก่อน ก็จะต้องมีการนอนเฝ้ากัน เนื่องจากเกรงว่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดี มาลักลอบขุดบ่อของตนในตอนกลางคืน ซึ่งคนประเภทชุบมือเปิบเหล่านี้ ยังคงมีแฝงตัวอยู่ทั่วไปในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองที่ศิวิไลซ์ หรือสังคมชนบทที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีความโอบอ้อมอารี แบ่งปันน้ำใจให้กันและกัน
โดยปกตินักขุดค้นหาแก้ว จะทำการขุดลงไปประมาณ 3-4 เมตร หากยังไม่พบ "สายแก้ว" (แท่งแก้วเล็ก ๆ เป็นแนวลงไปในพื้นดิน) หรือเกิดอาการ "ถอดใจ" แล้วแต่ว่าอย่างไหนจะเกิดขึ้นก่อน ก็มักจะทำการย้ายบ่อ หรือเปลี่ยนที่ขุด ซึ่งเท่ากับเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ ก็ถือว่าเป็นการ "เสี่ยงดวง" อีกเช่นกัน เนื่องจากมีบ่อยครั้ง ที่มีผู้มาขุดต่อ ขุดลงไปไม่ถึงฟุตก็ได้พบบ่อแก้วก็มี แบบนี้เรียกว่า "แล้วแต่ดวง"
การไปขุดแก้วแต่ละครั้ง นักค้นหาแก้วจะนำเอาอาหารไปด้วย และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือน้ำ ซึ่งส่วนหนึ่งสำหรับดื่มแก้กระหาย และอีกส่วนหนึ่งสำหรับล้างแก้วที่ขุดได้ เนื่องจากแก้วมักจะมีดินพอกอยู่ ต้องล้างด้วยน้ำจึงจะทราบว่าตนเองขุดได้แก้วประเภทไหน ในบางครั้งน้ำที่เตรียมไว้สำหรับล้างแก้วหมด ก็จะนำน้ำสำหรับดื่มมาล้างแก้วแทน ซึ่งหากหมด และด้วยความใจร้อน ก็จะใช้ลิ้นเลียแก้วเอาเศษดินออก ทำให้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักที่พบว่า นักขุดแก้วมักจะมีเศษดินติดอยู่ตามปากเสมอเวลากลับบ้านในตอนเย็น
ทำให้นึกถึงภาพของการดำรงชีวิตรอดแบบ "ปากกัดตีนถีบ" อย่างแท้จริง
http://www.pongkaam.com/cgi-bin/article.cgi?req=view&id=3
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Wed Jul 02, 2008 3:42 pm เรื่อง: |
|
|
ขอบคุณครับ เนื้อหาน่าสนใจครับ คุณภูมิ
วันก่อนช่วงวันหยุด ผมก็ไปที่ อ.เถิน ลำปางมาแวะเข้าไปที่เป็นแหล่งโป่งข่าม
มีที่บ้านนาบ้านไร่ ที่มีกลุ่ม otop เจียรไนโป่งข่าม
และที่บ้านแม่แก่ง ที่หุบเขาห้วยแม่แก่งบรรยากาศดีมากมีหุบเขาล้อมรอบ มีธารน้ำห้วยไหลผ่าน
หินโป่งข่าม ทางเรามักเรียกว่า Quartz ชนิดนึง บางอันเป็น Crystal สวยงาม
ลักษณะนี้วงการแถบทางเหนือและในเมืองไทย
เรียกว่า แก้วขนเหล็ก
ที่พบแถบ บ้านนาบ้านไร่ บ.แม่แก่ง ข้างในเป็นเส้นหนาๆ ดำๆ
อันนี้ก็เป็น "แก้วขนเหล็ก"
แก้วขนเหล็กมีเป็นแบบใส เหมือนกับรูปที่นำมา
และมี "แก้วขนเหล็กตัน" แบบไม่ใส สีข้นเหมือนน้ำนม
อันนี้แถบนั้นมักจะเรียกว่า "แก้วในแก้ว"
"แก้วในแก้ว" ที่otopของหมู่บ้านทำเป็นวงแล้วจะแพงหน่อย ประมาณ 1,200
แก้วขนเหล็ก มีตั้งแต่ราคาส่วนใหญ่ 200
สีดำก็สวย อันนี้เรียกว่า "มหานิล"
ขอนำมาแจมครับ  _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Wed Jul 02, 2008 5:34 pm เรื่อง: |
|
|
ขอบคุณคุณ svt ครับผม
ผมไม่ได้ไปนานแร้วเดี๋ยวนี้คงพัฒนาไปเยอะเลยนะครับนี่
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|