ธรรมศาลา ธรรมศาลา
ชุมชนกัลยณมิตรธรรม
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

จักรวาลในทัศนะของเซน

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> ลำธารธรรม
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Tue May 06, 2008 11:18 pm    เรื่อง: จักรวาลในทัศนะของเซน ตอบโดยอ้างข้อความ

satu



จักรวาลในทัศนะของเซน


เมื่อกล่าวถึงจักรวาล มีประเด็นมากมายที่เราสามารถหยิบยกมาขบคิดหรืออภิปรายกันในทางปรัชญา ก่อนที่จะกำหนดประเด็นสำหรับอภิปรายขอให้เรามาตกลงกันก่อนว่า คำว่าจักรวาลหมายความเอาแค่ไหน คำว่าจักรวาลในที่นี้หมายเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นดวงดาว กลุ่มดาว กาแล็กซี ฝุ่นธุลี วัตถุในรูปลักษณะต่างๆ ทั้งหยาบทั้งละเอียด ตลอดจนภาวะทางนามธรรมที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ ณ ตำแหน่งใดในอวกาศ รวมกันเข้าแล้วเราจะเรียกว่าจักรวาล โดยคำนิยามนี้จึงไม่มีสิ่งใดที่อยู่นอกจักรวาล โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ก็คือส่วนหนึ่งของจักรวาล มนุษย์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลด้วย มนุษย์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของกจักรวาลด้วย ดังนั้น คำว่ามนุษย์ โลก และจักรวาลจึงเป็นคำที่มีความสัมพันธ์เนื่องถึงกัน มนุษย์ไม่ได้อยู่โดยอาศัยเพียงตนเองเท่านั้น หากยังต้องอาศัยโลกเป็นสถานที่พำนัก โลกก็หาได้ลอยอยู่ในอวกาศโดยไม่มีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ไม่มีจุดใดในจักรวาลนี้ที่เราสามารถชี้ลงไปว่าสามารถดำรงอยู่ได้โดยตัวมันเอง สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนอิงอาศัยและผลักดึงซึ่งกันและกัน

เมื่อกล่าวถึงจักรวาล มีปัญหาอยู่สองเรื่องที่คนพยายามขบคิดและแสวงหาคำตอบมานาน ปัญหาแรก คือ กำเนิดของจักรวาล มนุษย์เราเชื่อกันว่า สิ่งที่มีอยู่ทุกอย่างย่อมเป็นผลผลิตของสิ่งที่มีอยู่ก่อน ไม่มีสิ่งใดสามารถอุบัติขึ้นจากความว่างเปล่า ดังนั้น เราทุกคนย่อมต้องมีบรรพบุรุษ แต่บรรพบุรุษของเราจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีโลกที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ โลกนี้จะไม่ได้ถ้าไม่มีวัตถุที่จะมารวมตัวกันกลายเป็นโลก แล้ววัตถุที่ว่านั้นมาจากไหน ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ไม่รู้จัก เพราะไม่ว่าจะสืบสาวไปถึงสิ่งใด เราก็ยังสามารถตั้งคำถามได้ว่าสิ่งนั้นเป็นผลผลิตของอะไรได้เรื่อยไป ไม่ว่าเราจะสืบสาวหาที่มาของสิ่งใดในจักรวาลนี้เราจะพบปัญหาที่ว่านี้เสมอ

ปัญหาที่สองคือ ปัญหาธรรมชาติของจักรวาล สรรพสิ่งในจักรวาลนี้ดำเนินไปอย่างมีทิศทาง มีกฎระเบียบหรือไม่ หากมีใครคือผู้วางระเบียบของจักรวาล ปัญหานี้มีคนตอบหลายอย่าง แต่คำตอบทั้งหมดนั้นไม่มีสักคำตอบเดียวที่ไม่มีทางให้คนอื่นแย้งได้ เราจะใช้ปัญหาทั้งสองนี้เป็นประเด็นในการอภิปรายทัศนะเกี่ยวกับจักรวาลของเซนดังรายละเอียดต่อไปนี้


buzz typing shutter fl
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...


แก้ไขล่าสุดโดย poom076 เมื่อ Wed May 07, 2008 12:42 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Tue May 06, 2008 11:21 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

satu



กำเนิดของจักรวาลในทัศนะของเซน

ดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เมื่อมีใครถามปัญหาเกี่ยวกับกำเนิดของจักรวาลขึ้นในที่ชุมนุมคน หากในจำนวนคนเหล่านั้นมีชาวพุทธร่วมอยู่ด้วย เขาจะไม่สนใจร่วมอภิปรายปัญหาที่ว่านี้เด็ดขาด เหตุผลคือปัญหาที่ว่านี้อยู่ห่างไกลตัวเราเหลือเกิน พุทธศาสนาสนใจเฉพาะเรื่องใกล้ตัว สนใจเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ในชีวิต ไม่สนใจเรื่องที่อยู่ห่างตัวหรือเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ ในชีวิต หากเป็นเพียงสมมติฐานที่ตั้งขึ้นเพื่อถกเถียงเอาชนะกันในเชิงสติปัญญาเท่านั้น

ความเข้าใจข้างต้นมีส่วนถูกอยู่มาก ที่ว่าถูกหมายความว่าในฐานะที่เป็นชาวพุทธเขาย่อมต้องดำเนินชีวิตโดยยึดเอาคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลัก มีหลักฐานแสดงเอาไว้ชัดเจนว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงสนใจอภิปรายปัญหาที่อยู่ไกลตัวมนุษย์ ปัญหาเหล่านี้ทรงพิจารณาเห็นว่า แม้เราจะทราบคำตอบ แต่เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน ดังนั้น มันจึงไม่มีผลกระทบต่อตัวเรา รู้ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ชีวิตของเราก็ยังคงดำเนินไปตามปกติได้ อีกประการหนึ่ง ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่อาจตอบได้เด็ดขาดแน่นอนลงไป มีคนพยายามตอบหลายแง่หลายทาง แต่ทุกคนมีแง่ให้แย้งได้ทั้งสิ้นการที่ไม่ทรงร่วมอภิปรายด้วยอาจเป็นเพราะทรงพิจารณาเห็นดังที่กล่าวมานี้ก็ได้

จะอย่างไรก็ตาม อาจมีชาวพุทธบางคนเห็นว่า หากเรายอมรับว่าสรรพสิ่งในจักรวาลเนื่องสัมพันธ์ถึงกันหมด ดังนั้น เราย่อมบอกไม่ได้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเราการพยายามค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความลี้ลับต่างๆ ในจักรวาลอาจไม่ช่วยให้เราดับทุกข์ในชีวิตได้ แต่ปัญหาที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ไม่ได้มีเพียงปัญหาการดับทุกข์ในชีวิตเท่านั้นเรายังต้องเผชิญปัญหาภายนอกตัวเราอีกมากมาย ขอให้นึกวาดภาพง่ายๆ ก็ได้ว่าหากวันหนึ่งอยู่ๆ ดวงอาทิตย์ที่เคยส่องแสงมายังโลกของเรานี้เกิดดับลง วันนั้นมนุษย์ทั้งโลกจะเลิกสนใจปัญหาที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดับกิเลสภายในใจได้ทันที สิ่งที่เราสนใจมากที่สุดในเวลานั้น คงไม่ใช่เรื่องการดับทุกข์ หากแต่น่าจะเป็นเรื่องที่ว่าทำอย่างไรเราจึงจะไม่ตายกันทั้งโลกมากกว่า สมมติฐานที่ว่าวันหนึ่งข้างหน้าดวงอาทิตย์ต้องดับลงแน่นอนนี้อย่างน้อยที่สุดก็มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ทฤษฎีหนึ่งสนับสนุนอยู่ หากว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ทฤษฎีนี้คาดหมายไว้ วันหนึ่งจะเป็นวันที่จักรวาลทั้งหมดตกอยู่ในภาวะหนาวเย็นและมืดสนิท ไม่มีความร้อน ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น นั่นย่อมหมายความว่า คนเราซึ่งเป็นส่วนประกอบเล็กๆ ส่วนหนึ่งของจักรวาลย่อมจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปพร้อมกับชีวิตอื่นๆ ที่มีอยู่


buzz typing shutter fl
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...


แก้ไขล่าสุดโดย poom076 เมื่อ Tue Jun 24, 2008 11:37 am, ทั้งหมด 4 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Tue May 06, 2008 11:22 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

satu



กฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ดูจะชวนให้เราสงสัยอย่างช่วยไม่ได้ว่าจักรวาลกำลังดำเนินไปสู่จุดจบ นั่นย่อมหมายความว่า เมื่อถึงที่สุดจะไม่มีสิ่งใดในจักรวาลนี้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เลย จะอย่างไรก็ตามอาจมีคนพูดว่า เมื่อถึงเวลานั้นพระเจ้าจะทรงชุบชีวิตให้แก่จักรวาลอีกครั้งหนึ่ง แต่การพูดเช่นนี้เป็นการพูดเพราะความศรัทธา ไม่ใช่พูดเพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บอกเราว่าเวลานี้จักรวาลกำลังคืบคลานไปอย่างช้าๆ สู่จุดหมายอันจะส่งผลให้เกิดสภาพอันน่าหวาดหวั่นต่อโลกเรานี้ ไม่เพียงเท่านั้น จักรวาลยังกำลังคืบคลานไปอย่างช้าๆ สู่จุดจบอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่กล่าวมานี้อีก นั่นคือความตายของจักรวาลทั้งจักรวาล หากนี่คือสิ่งชี้บอกว่าพระเจ้าทรงสร้างจักรวาลมาอย่างมีจุดหมาย ข้าพเจ้าก็คงพูดได้เพียงว่า จุดหมายนี้มิได้ดึงดูดใจข้าพเจ้าแม้แต่น้อย ข้าพเจ้ามองไม่เห็นเหตุผลที่จะเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าในรูปแบบใด กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าในความหมายที่คลุมเครือหรือที่ถูกปรับเพื่อให้ง่ายต่อการยอมรับก็ตาม

นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคนเรามีปัญหาภายนอกที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาของจักรวาลทั้งหมด เมื่อจักรวาลประสบภาวะใดเราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลย่อมพลอยได้รับผลกระทบจากภาวะนั้นด้วยพิจารณาจากแง่มุมนี้ดูเหมือนจะเป็นการยากยิ่งที่จะจำแนกว่าปัญหาใดเป็นปัญหาที่อยู่ไกลตัวเราและปัญหาใดเป็นปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว

อนึ่ง ปัญหาที่ครั้งหนึ่งในอดีตมีคนคิดว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีทางหาข้อสรุปที่แน่นอนได้ ปัจจุบันดูเหมือนจะเริ่มคนมองเห็นลู่ทางในการตอบชัดขึ้น ดังนั้น ที่เรากล่าวว่า มีปัญหาบางปัญหาที่พระพุทธเจ้าองค์ไม่ทรงตอบเพราะเป็นปัญหาที่ไม่อาจหาคำตอบที่แน่ชัดได้นั้น เรามีเหตุผลอะไรสนับสนุนความคิดที่ว่านั้น เราแน่ใจได้อย่างไรว่าปัญหาเหล่านี้ตอบไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาต้นกำเนิดของจักรวาล ในอดีตนักปรัชญาจำนวนไม่น้อยพยายามค้นหาคำตอบ ในปัจจุบันก็ยังมีนักปรัชญาจำนวนหนึ่งพยายามตอบปัญหานี้ แต่เมื่อเทียบดูความเปลี่ยนแปลงระหว่างวิธีการหาคำตอบของคนในอดีตกับคนในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ชัดว่า แต่เดิมนักปรัชญาใช้เพียงความคิดและเหตุผลล้วนๆ เพื่อหาคำตอบ แต่ปัจจุบันนักปรัชญามีข้อมูลการค้นคว้าหาทางวิทยาศาสตร์ช่วยในการแสวงหาคำตอบ ปัญญาที่ครั้งหนึ่งเราคิดว่าตอบยากเริ่มตอบง่ายขึ้น แม้จะยังไม่อาจตอบได้แน่ชัดลงไป แต่คำตอบเท่าที่มีอยู่เวลานี้เมื่อเทียบกับคำตอบในอดีตเราจะเห็นว่ามีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนหนักแน่นมากขึ้น สติปัญญาของมนุษย์พัฒนาอยู่ทุกวินาที ดังนั้น เราย่อมบอกไม่ได้ว่าปัญหาที่วันนี้เราคิดว่าตอบไม่ได้คนในวันหน้าจะตอบไม่ได้เหมือนเรา เรื่องกำเนิดของจักรวาลก็เช่นกัน ข้อเสนอของนักปรัชญาในวันนี้แม้จะยังไม่ใช้ข้อยุติแต่ก็เป็นข้อเสนอที่เป็นรูปร่าง มีเหตุผลและหลักฐานสนับสนุนมากกว่าแต่ก่อน เท่าที่กล่าวมาเราคงพอมองเห็นว่า เป็นการยากที่เราจะบอกว่าปัญหาใดเราไม่มีทางตอบ เมื่อเราไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนสำหรับใช้ชี้ว่าปัญหานี้ไม่มีทางตอบ เราย่อมไม่มีสิทธิ์บอกว่าอย่าสนใจปัญหานี้ แต่จงสนใจปัญหานั้น เพราะทุกปัญหามีฐานะเท่ากันหมด


buzz typing shutter fl
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...


แก้ไขล่าสุดโดย poom076 เมื่อ Tue Jun 24, 2008 11:39 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Tue May 06, 2008 11:24 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

satu





สำหรับนิกายเซน ได้กล่าวมาแล้วว่าเซนเป็นผลผลิตของความคิดแบบจีน คนจีนไม่สู้สนใจปัญหาทางปรัชญาเหมือนคนอินเดีย ดังนั้น เซนจึงแตกต่างจากพุทธศาสนาแบบอินเดียในแง่ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องกรรม การเกิดใหม่ หรือสังสารวัฎ เท่าที่กล่าวมานี้หลายท่านอาจนึกภาพออกว่า เมื่อพูดถึงเรื่องปัญหากำเนิดของจักรวาล เซนคงไม่สนใจปัญหานี้แน่น เพราะขนาดพุทธศาสนาแบบอินเดียซึ่งสนใจปัญหาทางปรัชญายังไม่สนใจปัญหาที่ว่านี้ เซนซึ่งไม่สนใจปัญหาปรัชญาเลยคงไม่สนใจปัญหาที่ว่านี้แน่

ผู้เขียนเองก็เคยคิดเช่นนั้น จนกระทั่งได้มาศึกษาความคิดของอาจารย์เซนท่านหนึ่ง จึงรู้ว่าตนเข้าใจผิด ในนิกายเซนมีกระแสความคิดบางสายสนใจปัญหาที่ว่านี้และได้ให้คำตอบต่อปัญหาที่ว่านี้ไว้ เจ้าของความคิดที่ว่านี้คือท่านฮวงโป (Huang Po,- ๘๕๐ A.D) อาจารย์เซนคำสำคัญอีกคนหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง ขอให้เรามาดูข้อความต่อไปนี้

ท่านครูบาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า :

พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง (One Mind)นอกจากจิตหนึ่งนี้แล้วมิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย

จิตหนึ่งซึ่งเป็นที่ปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น และไม่อาจจะถูกทำลายได้เลย มันไม่ใช่เป็นของสีเขียวหรือสีเหลือง และไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งปวง ปรากฎมันไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งทั้งที่มีการตั้งอยู่และไม่มีการตั้งอยู่ มันไม่อาจจะถูกลงความเห็นว่าเป็นของใหม่หรือของเก่า มันไม่ใช่ของยาวของสั้น ของใหญ่ของเล็ก ทั้งนี้เพราะมันอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ และเหนือการเปรียบเทียบทั้งหมดทั้งสิ้น

ท่านฮวงโปมีทัศนะว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลนี้กำเนิดมาจากสิ่งที่ท่านเรียกว่าจิตหนึ่ง สิ่งต่างๆ จำนวนมากมายมหาศาลในจักรวาลนี้แม้จะแตกต่างกันอย่างไรแต่ทั้งหมดก็อาจจำแนกออกเป็นสองพวกใหญ่ ๆ คือ รูปธรรมกับนามธรรม ทั้งรูปธรรมและนามธรรมนี้มีแหล่งกำเนิดเดียวกันคือจิตหนึ่ง สรุปความง่ายๆ ว่าเมื่อครั้งที่จักรวาลนี้ยังว่างเปล่า ไม่มีดาวดวง ไม่มีสิ่งมีชีวิต ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ในภาวะนั้นมีสิ่งหนึ่งดำรงอยู่สิ่งนี้ท่านเรียกว่าจิตหนึ่ง จิตหนึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนกาลเวลา หมายความว่าว่าเวลานั้นเริ่มต้นเมื่อมีรูปธรรมหรือนามธรรมเกิดขึ้นในจักรวาล ก่อนหน้านี้สิ่งเหล่านี้จะเกิดมี เวลาก็ไม่มี ในภาวะที่ปราศจากเวลาซึ่งจะยาวนานแค่ไหนไม่มีใครทราบนี้ ท่านฮวงโปถือว่ามีสิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งดำรงอยู่แล้ว

จิตหนึ่งไม่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม ดังนั้น จิตหนึ่งนี้จึงไม่ใช่จิต พูดง่ายๆ ก็คือเวลาที่อ่านพบคำว่าจิตหนึ่งในคัมภีร์ของท่านฮวงโป ให้เข้าใจว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงจิตใจที่อยู่ในตัวเรา ในทัศนะของท่านฮวงโป คนเราประกอบด้วยกายกับจิตกายเป็นรูปธรรม ส่วนจิตเป็นนามธรรม ทั้งกายและจิตนี้ท่านฮวงโปถือว่ามีต้นกำเนิดมาจากจิตหนึ่งจิตหนึ่งเป็นภาวะที่ละเอียดลึกซึ้ง เป็นภาวะที่ดำรงอยู่ก่อนที่จะมีรูปธรรมกับนามธรรมเกิดขึ้นในจักรวาล คุณสมบัติใดๆ ก็ตามที่เราสามารถกำหนดให้แก่รูปธรรมและนามธรรม คุณสมบัตินั้น ๆ ทั้งหมดเราไม่อาจกำหนดให้แก่สิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งนี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง รูปธรรมกับนามธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติ (เช่นรูปธรรมเป็นสิ่งที่เราอาจสัมผัสได้ด้วยประสามสัมผัส แต่นามธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจสัมผัสด้วยประสามสัมผัส หากต้องอาศัยจิตในการรับรู้เป็นต้น) และคุณสมบัติเหล่านี้เราสามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดหรือภาษา แต่สิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งปราศจากคุณสมบัติเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้นเราจึงไม่อาจอธิบายลักษณะของมันได้ด้วยคำพูด


buzz typing shutter fl
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...


แก้ไขล่าสุดโดย poom076 เมื่อ Wed May 07, 2008 10:12 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Tue May 06, 2008 11:26 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

satu




สำหรับผู้อ่านที่เป็นเถรวาท เมื่อได้ฟังคำว่าจิต จิตหนึ่ง ทาง พุทธะ หรือแม้แต่คำว่าธรรมก็ตาม อย่าได้เข้าใจว่ามีความหมายเหมือนกับที่เข้าใจหรือรู้อยู่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำพูดของฮวงโปซึ่งผิดไปจากเว่ยหล่างอีกไม่น้อย ตัวอย่างเช่น คำว่าจิต หรือจิตหนึ่ง หมายถึงสิ่งๆ หนึ่งซึ่งมีอยู่ก่อนที่จะเกิดมีจิตตามความหมายที่เรารู้จักกัน หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ก่อนเกิดมีสิ่งทั้งปวงนั่นเอง ก่อนเกิดมีสังสารวัฎและนิพพานตามความรู้สึกทั่วไป สิ่งที่เรียกว่าจิตหนึ่งก็มีอยู่แล้ว คือมีตั้งแต่ไม่มีใครทราบ

นี่คือการตีความสิ่งที่ท่านฮวงโปเรียกว่าจิตหนึ่งของท่านพุทธทาส เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวความคิดในการอธิบายกำเนิดของจักรวาลในรูปกำหนดให้มีอะไรสักอย่างเป็นจุดเริ่มต้น แล้วให้คำนิยามจุดเริ่มต้นนั้นว่าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดมีได้เอง ไม่มีเหตุปัจจัย เป็นสิ่งอยู่เหนือการหยั่งรู้ด้วยสติปัญญาและเหตุผล เป็นแนวทางหนึ่งที่มีคนใช้ค่อนข้างมาก เหลาจื๊อเมื่ออธิบายกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาลก็ได้กำหนดจุดเริ่มต้นอันนหึ่งขึ้นแล้วขนานสิ่งนั้นว่าเต๋า เต๋าในทัศนะของเหลาจื๊อเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งใดทั้งหมดในจักรวาล เป็นภาวะที่ละเอียดลึกซึ้ง เป็นปฐมกำเนิดของสรรพสิ่ง ชาวคริสต์เมื่อธิบายกำเนิดของจักรวาลก็กำหนดให้พระเจ้าเป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นให้คำนิยามแก่พระเจ้าว่าเป็นภาวะที่อยู่เหนือการคาดคำนวณด้วยเหตุผล วิธีเข้าถึงพระเจ้ามีเพียงวิธีเดียวคือใช้ศรัทธา ศาสนาอื่นที่เชื่อในเรื่องพระเจ้าก็มีวิธีอธิบายกำเนิดของจักรวาลในแนวเดียวกันนี้


สรุปความว่า ท่านฮวงโปคิดว่า ไม่ว่าเราจะหยิบยกเอาสิ่งใดก็ตามในจักรวาลนี้ขึ้นมาสาวหาที่มา เมื่อสาวไปจนถึงที่สุดแล้วจะพบว่าปฐมกำเนิดของสิ่งนั้นก็คือจิตหนึ่งนั่นเอง บางท่านอาจสงสัยเหตุใดท่านฮวงโปจึงให้ความสนใจเรื่องจิตหนึ่งนี้ เรื่องนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับการดับทุกข์เลย ตอบว่า ในทัศนะของท่านฮวงโป การที่เราทราบว่าสรรพสิ่งถือกำเนิดมาจากสิ่งเดียวกันย่อมช่วยให้เราคลายความยืดมั่นในสิ่งต่างๆ ได้ความยึดมั่นของคนเรานั้นสืบเนื่องมาจากการมองสิ่งต่างๆ อย่างแยกเป็นคู่กัน มองว่านี่สวย นั้นน่าเกลียด เมื่อมองเช่นนี้เลยเกิดความยึดมั่น กล่าวคือ ชอบสิ่งสวยงามและเกลียดสิ่งที่น่าเกลียด แต่ถ้าเรามองลึกลงไปจนพบว่าทุกสิ่งมีต้นกำเนิดเดียวกัน ความเข้าใจอันนั้นจะทำให้เราคลายความยึดมั่นลง เมื่อมองเห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่ตนเองเข้าใจว่าสวยงามแท้ที่จริงก็มีสภาวะเดียวกันกับสิ่งที่เราเข้าใจว่าน่าเกลียด บุคคลย่อมวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง


นอกจากจะช่วยให้เราคลายความยึดมั่นในความเป็นคู่ของสรรพสิ่ง ความเข้าใจเรื่องจิตหนึ่งนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัยของการเจริญกุศลธรรมด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเจริญเมตตา ตราบใดที่เรายังเข้ามจว่าตัวเรากับคนอื่นเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันเด็ดขาดตราบนั้นการเจริญเมตตาจะยังไม่สำเร็จผล เราจะเมตตาคนอื่นได้อย่างเต็มที่เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเรากับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์หรือสิ่งที่ชีวิตในรูปใดๆ แท้ที่จริงนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน เรารักและหวงแหนอวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเราเท่าเทียมกันก็เพราะเรามีความรู้สึกว่าอวัยวะเหล่านี้ทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรา ฉันใดก็ฉันนั้น หากเรามีความรู้สึกว่าตัวเรากับสรรพสิ่งในจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกันเราย่อมจะมีความระมัดระวังในการวางตัวยิ่งขึ้น เพราะหากเกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำของเราเอง (เช่น ทำความสกปรกในสวนสาธารณะ) ผลกระทบนั้นส่วนหนึ่งก็คือผลกระทบที่เราทำให้แก่ตัวเองนั่นเอง ขอให้สังเกตข้อความต่อไปนี้

คนธรรมดาทั่วไปทุกคนพากันปล่อยตัวไปตามความคิดปรุงแต่งซึ่งอาศัยปรากฏารณ์ทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่ เพราะฉะนั้นเขาจึงเกิดความรู้สึกที่เป็นความรักและความชัง ถ้าจะขจัดปรากฏการณ์ซึ่งเป็นเครื่องแวดล้อมเหล่านั้นเสีย เธอก็เพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่งของเธอเสีย เมื่อการคิดปรุงแต่หยุดไป ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เป็น เครื่องแวดล้อมก็กลายเป็นของว่างเปล่า เมื่อปรากฎการณ์ต่างๆ กลายเป็นของว่างเปล่าความคิดก็สิ้นสุดลงแต่ถ้าเธอพยายามขจัดสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นโดยไม่ทำให้การคิดปรุงแต่งหยุดไปเสียก่อน เธอจะไม่ประสบความสำเร็จ กลับมีแต่จะเพิ่มกำลังให้แก่สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นให้รบกวนเธอหนักขึ้น

เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งปวงก็ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากจิต คือ จิตซึ่งสัมผัสไม่ได้ทางอายตนะ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว อะไรเล่าที่เธอหวังว่าอาจจะบรรลุได้

buzz typing shutter fl
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...


แก้ไขล่าสุดโดย poom076 เมื่อ Wed May 07, 2008 12:39 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Tue May 06, 2008 11:28 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

satu



ธรรมชาติของจักรวาลในทัศนะของเซน

แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เราทุกคนอาจเคยสงสัยว่าอะไรนะที่ทำให้ดวงจันทร์หมุนรอบโลก โลกหมุนรอบดวงตะวัน ดวงดาวอื่นๆ ต่างก็มีทิศทางที่แน่นอนในการโคจร สิ่งเหล่านี้ดำเนินบทบาทของตนไปอย่างมีระเบียบ มีความแน่นอน อะไรคือ สิ่งกำหนดให้ดวงดาว โลก ดวงตะวัน ดวงเดือนและสิ่งต่างๆ ให้ห้วงอากาศเป็นอย่างที่มันเป็น ไม่เป็นอย่างอื่นๆ (เช่น แทนที่โลกจะหมุนรอบดวงตะวันก็หันไปหมุนรอบดวงเดือนแทน หรือทิศทางการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวนพเคราะห์แทนที่จะเป็นวงรีก็เป็นรูปสี่เหลี่ยมแทน เป็นต้น) หันมามองสิ่งต่างๆ รอบกายบนพื้นโลก เราอาจเคยสงสัยว่า อะไรนะที่ทำให้เม็ดมะม่วงเมื่อนำไปเพาะจึงงอกเป็นต้นมะม่วง ไม่เป็นต้นขนุนอะไรที่ทำให้วัตถุที่หลุดจากมือเราหล่นลงสู่พื้นไม่ลอยขึ้นบนท้องฟ้า ทำไมสิ่งมีชีวิตจึงต้องกินอาหาร ไม่กินไม่ได้หรือ ดอกกุหลาบที่เราเห็นนั้นมาจากไหน มาจากอาหารและแร่ธาตุที่ต้นกุหลายกินเข้าไปแล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นดอกกุหลาบอย่างนั้นหรือ แต่แร่ธาตุและอาหารเหล่านั้นไม่มีลักษณะอย่างดอกกุหลาบนี้ พืชและสัตว์ในโลกนี้ช่างมีมากมายเหลือกิน แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็มีลักษณะไม่ซ้ำแบบกัน ใครคือผู้จำแนกประเภทของสิ่งเหล่านี้ ใครคือผู้ออกแบบลวดลายบนปีกผีเสื้อ ใครคือผู้ออกแบบโครงสร้างอันซับซ้อนภายในสมองของคนเรา ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในจำนวนปัญหามากมายมหาศาลที่เราสามารถหยบขึ้นมาตั้งข้อสงสัย จักรวาลนี้ช่วงเต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับมหัศจรรย์จิรงๆ


ในอดีตมีคนไม่น้อยพยายามค้นหาคำตอบสำหรับข้อสงสัยเหล่านี้ ส่วนหนึ่งของความพยายามอันนั้นได้กลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า หน้าที่หลักอันหนึ่งของวิทยาศาสตร์ก็คือการเปิดเผยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความลี้ลับมหัศจรรย์ของจักรวาล สมัยหนึ่งคนสงสัยกันว่าทำไมโลกจึงหมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยอัตราความเร็วที่คงที่ และด้วยเส้นทางโคจรที่แน่นอน ก็มีความอย่างนิวตันให้อรรถาะบายว่าเพราะระหว่างโลกกับดวงตะวันมีสิ่งหนึ่งยึดเหนี่ยวอยู่ สิ่งนี้นิวตันเรียกว่าแรงโน้มถ่วง หรือสมัยหนึ่งคนเราเคยรู้สึกพิศวงกับสิ่งที่เรียกว่าฟ้าร้องฟ้าแลบ ครั้นมีคนอย่างแฟรงคลินอธิบายว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นผลมาจากสิ่งที่เขาเรียกว่าไฟฟ้าบนก้อนเมฆ ทุกคนก็หายสงสัย นี่คือตัวอย่างการพยายามอธิบายสิ่งลี้ลับในจักรวาลของวิทยาศาสตร์

http://community.buddhayan.com/index.php/topic,803.0.html

buzz typing shutter fl
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> ลำธารธรรม ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


dhammachak © 2007, Thank phpBB Group