| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jul 09, 2007 8:27 pm เรื่อง: สยำกุก - นครวัด กองทัพ |
|
|
สยำกุก - นครวัด กองทัพศรีวิชัย
ชำนาญ สัจจะโชติ
พิมพ์ครั้งแรก: พฤศจิกายน ๒๕๔๙
ISBN 974-88126-8-5
บรรณาธิการ : ประพันธ์ ผลเสวก
พิสูจน์อักษร : มนตร์งาม นุ่มน้อย
ออกแบบปก,จัดรูปเล่ม : สุนิภา แก้วภักดี
จัดจำหน่าย : บริษัทงานดี โทรศัพท์ ๐-๒๕๘๐-๐๕๕๙ โทรสาร ๐-๒๕๘๐-๐๕๕๘
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Mon Jul 09, 2007 9:27 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jul 09, 2007 8:34 pm เรื่อง: |
|
|
สารบัญ
ภาคที่
๑.นครวัด พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
๒.พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ เสด็จชวา
๓.มหาราชาบาก ปราบกษัตริย์เจนละน้ำ
๔.เจดีย์บรมพุทโธ ต้นแบบปราสาทศิลาขอม
๕.พระแก้วมรกต เสด็จนครอินทปัตถ์
๖.พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔
๗.พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑
๘.พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
๙.เมืองครหิ
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jul 09, 2007 8:36 pm เรื่อง: |
|
|
คำนำ
.......ข้าพเจ้าไปเที่ยวนครวัด นครธม ที่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาหลายครั้ง นครวัดสร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ครองราชย์ พ.ศ. ๑๖๕๖-๘๗ นครวัดตั้งอยู่ห่างนครธม ประมาณ ๒ กิโลเมตร มีถนนตัดผ่านจากนครธม หรือปราสามบายน ถนนผ่านปราสาทธมมานนท์และปราสาทเจ้าสายเทวดาซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ผ่านปราสาทปักษีจำกรง แล้วจึงผ่านปราสาทพนมบาแค็งที่อยู่บนเชิงเขาพนมบาแค็งหรือผาแดง ถนนจึงผ่านปราสาทนครวัด ตัดตรงเข้าตัวเมืองเสียมเรียบ และตรงไปจรดทะเลสาบเขมร
.......ที่ปราสาทนครวัด มีซุ้มประตูทางเข้าอยู่ ๓ ซุ้ม ตรงซุ้มตรงกลางมีรูปพระนารายณ์ ๘ พระกร ยืนอยู่ตรงกลางประตู หลังจากเดินผ่านซุ้มประตูด้านนอกแล้ว ตรงสุดทางเดินของซุ้ม ประตูได้เชื่อมต่อภาพสลักนูนต่ำเป็นแนวยาว ทางระเบียงทิศใต้ปีกตะวันตก ภาพสลักนูนต่ำเป็นภาพขบวนพยุหยาตรา เรียกว่ากำแพงประวัติศาสตร์ ภาพบนระเบียงแบ่งเป็น ๒ แนว ภาพบนเป็นภาพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ประทับท่ามกลางข้าราชบริพานประทับขัดสมาธิอยู่บนที่ประทับด้วยรูปนาค ล้อมรอบด้วยร่มฉัตร
.......ภาพกระบวนพยุหยาตรา มีกองทัพละโว้เป็นทัพหน้า กองทัพละโว้สลักชื่อแม่ทัพบนหลังช้างว่า “เจ้าชายสิงหวรมัน” ส่วนอีกกองทัพที่ยกตามติดมา ที่มำให้รู้กัน เพราะมีจารึกกำกับว่า “เนะ สยำกุก” แปลว่า นี่คือ “เสียมก๊ก” คือ กองทัพสยาม
.......การที่มีภาพกองทัพอยู่คู่กัน ปรากฎอยู่ที่ระเบียงภาพประวัติศาสตร์ของนครวัด ตรงกับบันทึกจีนที่บันทึกไว้ว่า คือพวกเสี้ยมโหลฮกก๊ก หรือเสี้ยมโหลก๊ก หรือพวกสยาม-ละโว้ ภาพกองทัพสยาม-ละโว้ เปรียบเสมือนหนึ่งภาพการเคลื่อนไหวของพวกสยามที่เคลื่อนไหวสร้างประวัติศาสตร์อยู่ในแผ่นดินสยามมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ จึงขัดแย้งกับทฤษฎีฝรั่งที่ว่าชนชาติสยามเพิ่งหนีการรุกรานของกุบไลข่าน มาตั้งอาณาจักรสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. ๑๗๘๑ แต่ภาพของกองทัพสยามปรากฎที่ระเบียงภาพประวัติศาสตร์นครวัด เป็นภาพเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๖ ภาพสยามนี้จึงเกิดขึ้นก่อนอาณาจักรสุโขทัย ประมาณ ๑๒๕ ปี
.......ขณะดูภาพสยามกุกนี้ ข้าพเจ้าจึงสอบถามไกด์เขมรผู้บรรยายภาพสลักนูนต่ำเหล่านี้ว่า ภาพเนะ สยำกุก เป็นภาพสยามพวกไหน? ไกด์เขมร ตอบข้าพเจ้าว่า เป็นสยามจากมะละกา โดยให้เหตุผลว่า ในสมัยที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ สร้างนครวัดประเทศสยามยังไม่เกิด อาณาจักรสุโขทัยยังไม่มี
.......ข้าพเจ้าก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นโต้แย้งอันใดกับไกด์เขมร เพราะว่าประวัติศาสตร์ไทย ที่คนไทยเรียนมาจากนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเหมือนกับที่ไกด์เขมรเรียนมา คือชนชาติสยามเพิ่งมาก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. ๑๗๘๑
.......มีนักคิด นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ที่สอบค้นคำ “เนะ สยำกุก” รวมทั้ง จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิด นักเขียน นักประวัติศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องทั่วไป แต่เนื่องจาก จิตร ภูมิศักดิ์ มีเวลาจำกัดเพราะถูกคุมขังอยู่ในคุกลาดยาว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑-๐๗ ด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อเป็นอิสระออกจากคุกก็หนีเข้าป่าเข้าสู้รบแบบกองโจร จนเสียชีวิตอายุได้เพียง ๓๖ ปี จึงมีเวลาน้อยในการค้นหาคำ “สยำกุก” จิตร ภูมิศักดิ์ จึงชี้ว่า “เนะ สยำกุก” เป็นกองทัพสยามจากลุ่มแม่น้ำกก แต่จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ไม่ได้เชื่อสนิทนัก โดยให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเพดานความคิดไว้ว่านักประวัติศาสตร์ไทยส่วนมากเชื่อแต่นักเขียน นักประวัติศาสตร์ฝรั่งว่า ไทยอพยพหนีกุบไลข่าน พรวดพราดลงมาจากหนานเจ้าเมื่อ พ.ศ. ๑๗๘๑ และมาแสดงปาฏิหารย์ตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้นในพริบตา
.......เมื่อถือเอา พ.ศ. ๑๗๘๑ เป็นเพดานความคิดเสียแล้ว ก็ย่อมจะเห็นบันทึกตำนานต่าง ๆ ที่จดเรื่องเก่ากว่านั้นขึ้นไปเป็นเรื่องเหลวไหลเท่านั้น ที่ภาคเหนือของไทยถูกเรียกว่าสามเทสะ ในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ โดยเรียกมาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๐๐ ก็ดูเหมือนจะพลอยเป็นเรื่องเหลวไหลไปด้วย (จากความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม หน้า ๑๐๑ โดยจิตร ภูมิศักดิ์)
ชำนาญ สัจจะโชติ
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Mon Jul 09, 2007 9:28 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jul 09, 2007 8:39 pm เรื่อง: |
|
|
พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
๑
นครวัดพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
........ปราสาทนครวัด เป็นปราสาทหินอันสวยงามตระการตาของศิลปะขอม ไปดูนครวัดในตอนเช้า จะเห็นปราสาทนครวัดแวววับ เป็นประกายอยู่กลางแสงแดดยามรุ่งอรุณ นครวัดในตอนเย็น จะเห็นปราสาทนครวัดทอดเงาอยู่กลางสระบัวที่รายรอบปราส่ทนครวัด สวยงามยิ่งนัก นายอาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์อังกฤษ ให้มโนภาพของนครวัดไว้ว่า “See Angkor Wat and Die” พีรพงศ์ สุขแก้ว ผู้เขียนเรื่อง “เขมร” แปลว่า “แม้ตายไม่ปรารมภ์ ขอเพียงได้ชื่นชมนครวัด”
........นครวัดได้รับอิทธิพลมาจาก เจดีย์บรมพุทโธ ในชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างโดยราชวงศ์ ไศเลนทร์ ราชวงศ์นี้เอง มีความสัมพันธ์กับกษัตริย์ขอมที่บางพระองค์สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ฟูนัน แห่งราชวงศ์ไศเลนทร์ซึ่งได้รับสมญานามว่าราชาแห่งภูเขา ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดย์ นักอ่านจารึกผู้เชี่ยวชาญปราดเปรื่องชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า “บรรดากษัตริย์ของอาณาจักรนี้ใช้นามาภิไธยที่เป็นเครื่องหมายแสดงว่า ทรงเป็นราชาแห่งภูเขา ในภาษาสันสันสกฤตว่า บรรพตภูบาล หรือไศลราช ในภาษาเขมรว่า กรุงพนม ซึ่งในพระนามาภิไธยนี้เองที่ชาวจีนได้นำไปเรียกขาน เป็นชื่ออาณาจักร(๑) ก่อนหน้านั้น ศาสตราจารย์หลุยส์ ฟิโนต์ กล่าวว่า เมื่อครั้งหลวงจีนอี้จิง(๒) เดินทางผ่านประเทศแถบนี้ไปอินเดียราว พ.ศ. ๑๒๐๐ ไม่เรียกประเทศนี้ตามคำเก่าว่าฝูหนาน หากแก้เสียงเรียกเป็นป๋าหนาน แสดงว่าเสียงพื้นเมืองต้องคล้ายเสียงนี้ และก็ว่าได้แก่พนม โดยเหตุผลเดียวกันกับเซเดส์
........เจดีย์บรมพุทโธของราชวงศ์ไศเลนทร์ ชวากลาง เป็นภูเขาหินทั้งหลังโดยกษัตริย์ผู้ทรงสร้างได้ตัดแนวหินลึกเข้าไปเป็นระเบียงรายรอบภูเขา มีทั้งหมด ๙ ชั้น มีซุ้มประตูผ่านเข้าไปสู่ระเบียงของแต่ละชั้น ปราสาทนครวัดสร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ สร้างทับซ้อน นครวัดหลังเก่าของพระเจ้ายโศวรมัน
........โดยตำนานพระแก้วมรกต กล่าวว่า พระองค์ทรงได้รับพระแก้วมรกต ที่ข้าราชบริพารเมืองลังกาทวีป (เมืองชวากะ หรือ นครศรีธรรมราช) พาพระแก้วมรกตลงสำเภาหนีพระเจ้าอนุรุทธ กษัตริย์มอญ ที่มาขอพระแก้วมรกตนำไปไว้เมืองมอญ แต่ข้าราชบริพารนำพระแก้วมรกตลงเรือสำเภา หนีไปพึ่งใบบุญของพระเจ้ายโศวรมัน ด้วยความโสมนัสที่พระองค์ทรงได้รับพระแก้วมรกต พระองค์ทรงสละราชวังที่ประทับของพระองค์ให้เป็นวัดที่สิงสถิตพระแก้วมรกต จากนั้นพระองค์ทรงไปสร้างพระนครใหม่ ถัดจากพนมผาแดงหรือบาแค็ง ที่พระองค์ทรงสร้างปราสาทพนมบาแค็งไว้บนยอดเขาให้เป็นศูนย์กลางพระนคร พระนครใหม่ของพระองค์นี้เอง เรียกว่า ยโศธรปุระ หรือต่อมาเรียกว่า พระนครหลวง
........พระนครหลวงของพระเจ้ายโศวรมัน เป็นเสมือนพระราชวังของกษัตริย์ขอม ต่อมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พ.ศ. ๑๗๒๔ พระองค์ทรงสร้างปราสาทบายน ทับซ้อนพระนครหลวงของพระเจ้ายโศวรมัน ที่เรียกว่านครธม จากนครธมไปทางทิศใต้ มีถนนตัดผ่าน ปราสาทปักษีจำกรง ก่อด้วยศิลาแลง มีปรางค์เดียวที่ก่อด้วยอิฐอยู่บนยอด สร้างโดยพระเจ้าหรรษวรมันที่ ๑ ราชบุตรพระเจ้ายโศวรมัน ทรงสร้างอุทิศให้พระองค์และพระราชมารดา(๓) ถนนสายนี้ตัดผ่านถนนผาแดง (บาแค็ง) ซึ่งอยู่บนภูเขาพนมผาแดง เป็นศูนย์กลางพระนคร มีระยะทางยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ก็จะถึงปราสาทนครวัด ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของถนน
........ดังนั้น ปราสาทนครวัดจึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตกทำให้นักประวัติศาสตร์ตีความหมายว่าปราสาทนครวัดคือสุสานที่ฝังพระศพของพระเจ้าสุรยวรมันที่ ๒ ถนนสายนี้เองพาดตรงไปที่ทะเลสาบใหญ่ของกัมพูชา เหนือทะเลสาบไปทางทิศเหนือและอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองเสียมเรียบ นั่นก็คือเมืองหริหราลัย เมืองพระนครแห่งที่ ๒ ซึ่งสร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ เมืองเก่านี้ มีปราสาทบากอง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์บรมพุทโธ ชวากลางอินโดนีเซีย ทั้ง ๔ ด้านของปราสาทบากองมีการปรับแต่งให้มีลักษณะเดียวกันด้วย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการสร้างศาสนสถานชั้นที่ ๓ ของเจดีย์บรมพุทโธ แรงบันดาลใจนี้สืบเนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ เคยเสด็จไปพำนักอยู่ดินแดนชวา ทั้งดินแดนศรีวิชัยที่ไชยา และชวากลาง
........ในตอนแรกที่ทรงครองราชย์ พระเจ้ายโศวรมันทรงพำนักอยู่ที่เมืองหริหราลัย ต่อมาพระองค์ทรงย้ายพระนครหลวงมาสร้างใหม่ที่นครวัดโดยสร้างปราสาทพนมบาแค็งเป็นศูนย์กลาง และเมื่อทรงยกวังให้เป็นวัด พระองค์ทรงสร้างพระนครใหม่ชื่อว่ายโศธรปุระ เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ทรงสร้างนครวัดใหม่ทับซ้อนนครเดิม การสร้างปราสาทหรือการยกย่องพระนามของกษัตริย์ขอมเมื่อพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว นักโบราณคดีของไทย เช่น หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิสกุล ทรงให้ความเห็นว่า(๔)
........“พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ดูเหมือนจะได้ทรงนำเอาขนบประเพณีอีกชนิดหนึ่งเข้ามาในประเทศกัมพูชา พร้อมกับลัทธิเทวราช ขนบประเพณีนั้นก็คือ การยกย่องพระเจ้าแผ่นดินเสมอ เหมือนดังเทวดาและการถวายพระนามแด่พระเจ้าแผ่นดินเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว เพื่อแสดงว่าเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์เสด็จไปประทับอยู่ ณ สวรรค์ชั้นใดและรวมกับเทวดาองค์ไหนสุดแล้วแต่ที่พระองค์จะได้ทรงปรารถนาไว้ ขนบประเพณีนี้ได้ประพฤติปฏิบัติกันอยู่แล้วในหมู่เกาะอินโดนีเซีย และการยกย่องพระเจ้าแผ่นดินเสมอเหมือนดังเทวดานี้บางครั้งก็ได้ทรงกระทำกันแม้เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเองยังทรงพระชนม์อยู่ และไม่ได้ทำแต่เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น บางครั้งพระราชาก็จะทรงยกย่องเจ้านายองค์หนึ่งเหมือนเทวดา โดยทรงสร้างเทวรูปจารึกชื่อท่านผู้นั้น พร้อมทั้งสร้างเทวาลัยประทานด้วย ด้วยเหตุนี้พระเจ้าแผ่นดินขอมทุกองค์จึงมักจะทรงสร้างเทวาลัยอุทิศแด่บรรพบุรุษขึ้น ก่อนทรงสร้างเทวสถานบนฐานเป็นชั้นเสมอ”
........เป็นทัศนะที่แตกต่างกับทัศนะของนักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดีฝรั่ง การสร้างปราสาทอุทิศแด่พระราชบิดาและพระราชมารดา หรือกษัตริย์ที่ทรงคุณงามความดีแก่ราษฎร แก่ราชอาณาจักร มีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยฟูนัน โดยกษัตริย์องค์ต่อมาที่สืบเชื้อสายราชวงศ์ไศเลนทร์ ข้าราชบริพาร ราษฎร ร่วมกันสร้างปราสาทศรีสิขเรศวร ที่เขาพระวิหาร อุทิศแด่พระเจ้าศรีอินทรบรมเทพ ทรงเป็นต้นวงศ์ไศเลนทร์ ที่ศาสตราจารย์เซเดส์ให้นามว่าไศลราช หรือ บรรพตภูบาล หรือ พระราชาแห่งภูเขา ปราสาทศรีสิขเรศวรต่อมาเรียกว่า “เขาพระวิหาร”
........ส่วนราชวงศ์เขมรโบราณ มีการสร้างปราสาทอุทิศแด่กษัตริย์ต้นวงศ์เขมร มีพระนามว่า “ศรีภัทเรศวร” ที่ปราสาทวัดภู จำปาสัก ประเทศลาว ต่อมาเมื่อาณาจักรฟูนันแตกสลายโดยการเข้าทำสงครามกวาดล้างของพระเจ้ามเหนทรวรมันหรือจิตรเสน กษัตริย์ราชวงศ์เขมร ดินแดนฟูนันจึงแตกเป็น ๒ อาณาเขต ที่จีนบันทึกไว้ว่า แตกแยกเป็นเจนละน้ำซึ่งอยู่ทางตอนใต้ดูเหมือนจะเป็นการหวนกลับคืนสู่อำนาจและอิสรภาพของอาณาจักรฟูนันโบราณนั่นเอง(๕) ส่วนเจนละบกคือพวกที่สืบเชื้อสายจากราชวงศ์เขมรเดิม
........กษัตริย์ขอมที่ครองกัมพูชาสมัยนั้นจึงมีเชื้อสายทั้ง ๒ ราชวงศ์ กษัตริย์ขอมบางพระองค์จึงต้องนับถือศาสนาฮินดู-พุทธ เพื่อสะดวกในการบริหารประเทศ การเข้าถึงจิตใจราษฎร และเพื่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศ ดังนั้นภูเขาประจำพระนคร ไม่ว่าจะเป็น พนมกรอม (ปราสาทพนมกรอม ที่อยู่ติดกับทะเลสาบใหญ่) จึงเป็นภูเขาประจำพระนคร ของพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ เมื่อพระองค์เสด็จกลับจากชวา ทรงพยามยามที่จะรวมดินแดนกัมพูชา พระนครหลวงยุคสุดท้าย พระองค์ทรงสร้างที่พนมกุเลน หรือมเหนทรบรรพต ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ทรงยกย่องให้เป็นภูเขาศูนย์กลางพระนคร
........ดังนั้นภูเขาซึ่งเป็นศูนย์กลางพระนครจึงมีความหมาย ๒ นัย คือ แสดงถึงสัญลักษณ์ราชาแห่งภูเขาของราชวงศ์ไศเลนทร์ ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ และบนภูเขาปราสาทประจำพระนครนี้ มีการสลักศิวลึงค์ซึ่งมีความหมายถึงองค์พระศิวะ (ซึ่งตีความหมายผิด เพราะ เขาสุเมรุ เป็นที่สิงสถิตของพระอินทร์ เขาไกรลาศ เป็นที่สิงสถิตของพระอิศวร)
........ภูเขาศูนย์กลางพระนครจะเห็นเด่นชัดในรัชกาลพระเจ้ายโศวรมัน พระองค์ทรงย้ายพระนครจากเมืองหริหราลัยที่พระองค์ทรงครองราชย์ในตอนแรก มีปราสาทพนมกรอมเป็นภูเขาประจำพระนคร ต่อมาย้ายมาสร้างปราสาทพนมบาแค็งบนภูเขาพนมบาแค็งเป็นศูนย์กลางพระนคร ที่ปราสาทแห่งนี้ จะมีศิวลึงค์สลักอยู่ด้านหน้าปราสาทองค์กลาง แต่ในปราสาทองค์กลางจะเป็นที่สถิตของพระพุทธรูปหรือไม่? ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ เพราะรูปเคารพประจำปราสาทจะถูกเปลี่ยนไปตามศาสนาและความเชื่อถือของกษัตริย์องค์ต่อมาที่บางพระองค์นับถือพระศิวะ
........พระเจ้ายโศวรมันทรงสร้างปราสาทโลเลย กลางสระน้ำในบารายตะวันออก ที่พระเจ้าอินทวรมันที่ ๑ พระราชบิดาพระองค์ ทรงสร้างขึ้น พระเจ้ายโศวรมันทรงสร้างบารายต่อ ทรงให้พระนามว่า “อินทรตฎากะ” เป็นบารายขนาด ๘๓๐ x ๓๙๕๐ เมตร ปราสาทโลเลย ประกอบด้วย ปราสาท ๔ หลัง อุทิศแด่พระราชบิดา พระราชมารดา พระอัยกา และพระอัยกี พระเจ้าหรรษวรมันที่ ๑ พระราชบุตรของพระเจ้ายโศวรมันทรงสร้างปราสาทปักษีจำกรงอุทิศแด่พระราชบิดา นั่นเป็นพระราชประเพณี
........ดังนั้น ปราสาทพระนครวัด พระเจ้าสุริยวรมันทรงสร้างเพื่ออุทิศแด่บรรพบุรุษหาใช่เป็นที่ฝังพระศพของพระองค์ไม่ ปราสาทนครวัดจึงไม่ควรถูกลดค่าว่าเป็นเพียงพิธีการสักการะทางศาสนาของมหาชน หรือถูกจำแนกประเภทอย่างไร้สาระว่า เป็นสุสานของกษัตริย์เท่านั้น เนื่องจากไม่เคยมีการค้นพบพระศพหรือพระอัฐิใด ๆ ในปราสาทขอมไม่ว่าแห่งใดเลย รวมทั้งไม่ปรากฎจารึกใดเลยที่อ้างอิงได้ว่า มีการเก็บพระศพหรือพระอัฐิของกษัตริย์ไว้ในปราสาท มีเพียงการอ้างอิง บันทึกของโจวต้ากวน ซึ่งเป็นหลักฐานที่เลื่อนลอย ซึ่งผู้บันทึกก็บันทึกจากคำบอกเล่าอย่างไม่รู้จริง และไม่มั่นใจในแหล่งข้อมูลที่ตนได้รับรู้มา ประกอบกับข้อสันนิษฐานของสำนักวิชาการทั้งหลาย โดยเฉพาะของเซเดส์ ในกรณีการตีความภาพจำหลักนูนต่ำทิศใต้ของระเบียงชั้นที่ ๓ ของปราสาทนครวัด ซึ่งเซเดส์ตีความว่า “เป็นฉากการเคลื่อนทัพของศรีสุริยวรมันที่ ๒ ไปยังสรวงสวรรค์” กอปรกับการตีความหมายการหันทิศของปราสาทไปยังยังทิศตะวันตก ที่ทำให้เชื่อว่า ปราสาทนครวัด และ (ปราสาทอื่น ๆ ดังที่พบถังหินขนาดใหญ่ที่เซเดส์เชื่อว่า เอาไว้เก็บพระศพของกษัตริย์) เป็นที่สุสานหรือศาสนสถานของกษัตริย์เท่านั้น
........จากปราสาทบาแค็ง มีถนนตัดผ่านมาสู่ปราสาทนครวัด ซึ่งปราสาทนครวัดอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของถนน หากปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก จึงหันหลังให้พระนครยโศธรปุระ และปราสาทบาแค็ง ปราสาทนครวัดจึงต้องหันหน้ามาทางทิศตะวันตก เพื่อพระมหากษัตริย์ ข้าราชสำนักชั้นสูง ราษฎรทั่วไป จะเดินทางมาประกอบศาสนกิจได้สะดวก หากหันหน้าปราสาทนครวัดไปทางทิศตะวันออก กษัตริย์ ข้าราชบริพาร ราษฎรที่จะเข้าไปประกอบศาสนกิจจะเดินทางไปเข้าสู่ตัวปราสาทได้อย่างไร เพราะปราสาทนครวัดมีคูน้ำล้อมรอบกว้าง ๒๐๐ เมตร จึงต้องหันหน้ามาทางทิศตะวันตกหันมาทางถนนเพื่อสะดวกที่เดินผ่านเข้ามาถึงซุ้มประตูนครวัดได้สะดวก
ปราสาทบาแค็ง(BAKHENG)
........สะพานที่ทำเป็นเสมือนถนนที่ตัดข้ามสระน้ำตรงไปยังซุ้มประตูนครวัดซึ่งมีอยู่ ๓ ซุ้ม เพื่อเป็นทางเข้าระเบียงชั้นใน ถนนซึ่งทำเหมือนสะพานทำด้วยหินยกสูงยกพื้นสูงปูด้วยแผ่นหินขนาดกว้างเกือบ ๑ เมตร เรียงชิดกันจนเป็นถนน ถนนหินนี้ยาวประมาณ ๗๐๐ เมตร ก่อนจะถึงคูน้ำกว้าง ๒๐๐ เมตร มีบรรณาลัยหรือห้องสมุด ตั้งอยู่ทั้งสองด้านของถนน เมื่อผ่านคูน้ำเข้ามาจะถึงซุ้มประตูใหญ่ นครวัดตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๑,๓๐๐ เมตร ยาว ๑,๕๐๐ เมตร มีคูน้ำกว้าง ๒๐๐ เมตร ล้อมรอบตัวปราสาทนครวัด คูน้ำนี้สถาปนิกนายช่างขอมได้ขุดเอาดินมาถมพื้นที่ราบให้สูงเด่นขึ้นแล้ว สร้างปราสาทหินบนพื้นดินสูงนี้ อีกประการหนึ่งคูน้ำกว้างนี้สร้างไว้เพื่อหล่อเลี้ยงตัวปราสาทไม่ให้ทรุดเพราะเป็นปราสาทหินทั้งหลังฐานปราสาทรองไว้ด้วยทราย เหมือนที่บรมพุทในสมัยโบราณมีแม่น้ำโบรโกไหลผ่านจนท่วมเจดีย์ดูคล้ายกับทะเลสาป ด้วยเหตุนี้เจดีย์บรมพุทโธในสมัยโบราณย่อมจะดูเหมือนดอกบัวลอยอยู่เหนือน้ำ สระน้ำที่รายรอบปราสาทนครวัด ฝรั่งให้ความหมายไว้ว่าเปรียบเสมือนมหาสมุทรที่รายรอบเขาพรสุเมรุ โดยเปรียบปรางค์บนปราสาท ๕ ยอด เป็นเขาพระสุเมรุ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู
........เมื่อผ่านซุ้มประตูใหญ่ จะมีรูปพระนารายณ์ ๘ กร ยืนอยู่กลางทางเข้า เป็นพระนารายณ์ศิลาขนาดใหญ่ เพื่อแสดงว่าพระเจ้าสุริยวรมันทรงมิได้นับถือศิวลึงค์ ในไศวนิกายซึ่งนับถือพระอิศวรแต่นับถือพระนารายณ์ ในไวษณพนิกาย มีข้อสังเกตว่าไม่น่าจะตั้งอยู่ตรงทางเข้า แสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลงการสร้างหรือสื่อความหมายใหม่ ทำให้คิดได้ว่าพระนารายณ์องค์นี้เพิ่งนำมาติดตั้งใหม่และมิใช่องค์แท้ เพราะมีรอยต่อของพระเศียร และต่อพระกร รูปเดิมอาจจะเป็นพระนารายณ์ มี ๘ พระกร เพราะพระนารายณ์มี ๔ กร ดังเรื่องพระนารายณ์ในเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ ว่า
........“ อันนารายณ์นั้นมี ๔ หัตถา ทรงตรีคทาจักรสังข์
........ภุชงค์เป็นอาสน์บัลลังก์ เสด็จยังเกษียรสาคร “
........การเปลี่ยนพระเศียร ทำให้ไม่รู้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์หรือไม่ แต่ที่ไชยามีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๘ พระกร เช่นเดียวกัน มีรูปทรงและรูปแบบศิลปะเหมือนกับองค์ที่ไชยาทุกประการ สร้างโดยพระเจ้าปณมกรณะ พระราชบุตรของพระเจ้าวิษณุที่ครองราชย์อยู่ที่ชวากลาง สร้างอุทิศถวายแด่พระองค์ แต่ที่ปราสาทเมืองสิงห์ (ศรีชัยสิงหบุรี) จังหวัดกาญจนบุรี พบพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี มี ๘ พระกร เป็นศิลปะบายนร่วมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระนารายณ์ ๘ พระกร มาก่อน
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Mon Jul 09, 2007 9:49 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jul 09, 2007 8:44 pm เรื่อง: |
|
|
..........ข้าพเจ้าพิจารณาพระนารายณ์ ๘ พระกร ที่นครวัดสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๖ แต่ดินแดนสยาม ที่เนินดินเชิงเขาตะกั่วป่าจังหวัดพังงา พบพระนารายณ์ศิลา ๔ พระกร พระนารายณ์เวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบที่ริมฝั่งแม่น้ำหลวง (แม่น้ำตาปี) พบพระนารายณ์ศิลา ที่เชิงเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระนารายณ์ ๓ องค์นี้ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ แต่ที่ไชยา นครหลวงศรีวิชัยสมัยหนึ่ง พบพระวิษณุหรือพระนารายณ์ศิลา ที่วัดศาลาทึงหรือวัดชยารามปัจจุบันนี้ เป็นปฏิมากรรมเก่าแก่ในกลุ่มพระวิษณุที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย อายุประมาณ พ.ศ. ๗๑๘-๗๙๗ พระวิษณุองค์นี้มี ๔ พระกร พระหัตถ์ซ้ายบนทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือสังข์ พระวิษณุทรงถือสังข์นี้ แสดงให้เห็นว่าเป็นพระวิษณุที่เก่าแก่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พระนารายณ์สยามสร้างก่อนพระนารายณ์นครวัดเกือบ ๕๐๐ ปี
..........และพบพระนารายณ์ในสมัยเดียวกันกับพระนารายณ์ภาคใต้ของสยาม ก็คือพระนารายณ์ เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พระนารายณ์ปราจีนบุรี พระนารายณ์ที่พบในดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน แสดงให้เห็นว่าดินแดนแถบนี้มีอารยธรรมชาวอินเดียแพร่หลายเข้ามาในดินแดนนี้ก่อนนครวัด พระนารายณ์พบที่บริเวณรอบอ่าวบ้านดอน เป็นศิลปะฟูนัน นายธรรมทาส พานิช นักโบราณคดีจึงแสดงความเห็นว่า "เมืองเวียงสระโบราณ คือเมืองพันพาน เจ้าชายหนุ่มแห่งเมืองพันพานนี้เองได้รับเชิญให้ไปครองราชย์เป็นกษัตริย์ประเทศฟูนัน พระองค์ทรงพระนามว่าพระเจ้าศรีอินทรบรมเทพ ได้รับยกย่องว่าเป็นต้นวงศ์ไศเลนทร์ หรือ ไศลราช พระราชาแห่งภูเขา"
..........เมื่อออกจากซุ้มประตูของระเบียงบนชั้นที่ ๒ ก็มาถึงบริเวณอันเป็นฐานของชั้นที่ ๓ ซึ่งเป็นพลับพลาองค์กลางหรือปรางค์องค์กลาง สร้างคล้ายกับปรางค์ปราสาทหินพิมาย ฐานของชั้นที่ ๓ ค่อนข้างแคบ ด้านทิศตะวันตกยาว ๒๐ เมตร ด้านทิศตะวันออกยาวเพียง ๕ เมตร เท่านั้น องค์ปรางค์สูงถึง ๑๓ เมตร บันไดทางขึ้นสู่พลับพลา มีความชัน ๗๐ องศา สูง ๖๒ เมตร มีบันไดสามารถปีนขึ้นบนพลับพลาได้ทั้ง ๔ ด้าน แต่เป็นบันไดแคบและสูงชัน
..........ปรางองค์กลางมีความสูง ๔๒ เมตร จึงสูงจากระดับพื้นดิน๖๕ เมตร นอกจากปรางค์องค์กลางแล้ว ยังมีปรางค์อีก ๔ ทิศ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน รวมแล้วเป็นปรางค์ ๕ องค์ ฝรั่งเขียนไว้ว่า เป็นยอดทั้งห้าของเขาพระสุเมรุ ฝรั่งว่าปรางค์องค์กลางเป็นที่ประทับของพระนารายณ์ (พระวิษณุ) แต่เขาพระสุเมรุ ที่รู้กันเป็นที่ประทับของพระอินทร์ ไม่ใช่เป็นที่ประทับของพระวิษณุ เมื่อเป็นที่ประทับของพระอินทร์ น่าจะหมายถึงพระราชาแห่งภูเขาของราชวงศ์ไศเลนทร์มากกว่า
ภาพสลักมหาภารตยุทธ์
..........จากระเบียงที่สร้างรายรอบนครวัด เป็นภาพสลักนูนต่ำ ระเบียงทางด้านทิศใต้ หรือปีกด้านใต้ เป็นภาพแสดงถึงมหากาพย์อินเดียเรื่อง “มหาภารตยุทธ์” เป็นสงครามของพวกอารยัน ภายหลังที่ปราบชนพื้นเมืองได้ ก็แตกความสามัคคีแย่งความเป็นใหญ่ในหมู่วงศาคณาญาติ คือ ตระกูลเการพ และตระกูลปาณฑพ ทั้ง ๒ ตระกูล ยกกำลังเข้าต่อสู้กันติดต่อกันมานับเป็นพันปี มีทหารล้มตายในการสู้รบของทั้ง ๒ ฝ่าย นับเป็นแสนคน
..........ฝ่ายพวกปาณฑพ ถือเสมือนว่าเป็นตัวแทนฝ่ายธรรมะ มีพระอรชุนเป็นจอมทัพ ฝ่ายกองทหารเการพ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายอธรรม มีท้าวภูษมะเป็นจอมทัพ ต่อมาพระกฤษณะซึ่งเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ ยกกองทัพเพื่อเข้าไกล่เกลี่ยปรองดองให้เลิกทัพ ยุติสงคราม แต่ทั้ง ๒ ตระกูลไม่ยอมแพ้กัน พระกฤษณะไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรจึงให้ทั้ง ๒ ฝ่ายเลือกที่จะตัดสินใจเอง ฝ่ายเการพเลือกเอากองทัพของพระกฤษณะเพื่อเสริมสร้างกำลีงรบ ฝ่ายปาณฑพเลือกเอาพระกฤษณะทรงเป็นสารถีขับรถศึกให้
..........ก่อนที่ ๒ ตระกูลพวกอารยันเข้าทำสงครามห้ำหั่นกัน พวกอารยันเหล่านี้ ได้บุกรุกเข้ามาแย่งดินแดนของพวกชนเผ่ามองโกลซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาทิเบต-จีน รวมถึงพวกไตอาหมซึ่งอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนอินเดียด้วย
..........พวกอารยันเรียกชนชาติผิวเหลืองเผ่ามองโกลทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพูดภาษาตระกูลทิเบต-จีน ว่าพวกกีราต พวกอารยันถือว่าชาวกีราตมีฐานะทางสังคม เป็นพวกไพร่ พวกทาส ที่เจ้านายอารยันอาจนำตัวไปอุทิศถวายเทวะ หรือทำพลีกรรมอย่างไรก็ได้
..........คัมภีร์มหาภารตะ กว่างถึงกีราตว่าเป็นพวกอยู่ทางเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกในแคว้นวิเทหะ ภีมะ เป็นวีรบุรุษตระกูลปาณฑพ ได้มาปราบหัวหน้าชนชาติกีราต ได้ถึง ๗ ชนเผ่า ในสงครามชิงอำนาจระหว่าง ๒ ตระกูลใหญ่ของอารยัน คือ ปาณฑพ กับ เการพ ณ ทุ่งกุรุเกษตร พวกกีราตและจีนถูกกวาดต้อนให้เข้าร่วมรบด้วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก
..........ผลของสงครามแน่นอนที่สุดฝ่ายธรรมะจะต้องชนะฝ่ายอธรรม การยกเอาเรื่องราวของพระกฤษณะมาสลักไว้ที่ระเบียง ก็เพื่อยกย่องพระวิษณุ ทรงอวตารมาเป็นพระกฤษณะเพื่อปราบทุกข์เข็ญ กษัตริย์จึงได้รับการยกย่องเสมือนหนึ่งพระนารายณ์อวตาร ส่วนพระนารายณ์ที่พบในดินแดนภาคใต้ของสยาม มีถึง ๔ องค์ ดังนั้น ในดินแดนสยามบริเวณนั้นจะต้องมีพระราชาที่มีคุณงามความดีประดุจพระนารายณ์ อวตารลงมาปราบทุกข์เข็ญถึง ๔ องค์ ภาพสงครามมหาภารตยุทธ์นี้มีความยาว ๕๐ เมตร
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Mon Jul 09, 2007 9:50 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jul 09, 2007 8:48 pm เรื่อง: |
|
|
ภาพสลักนูนต่ำที่ซุ้มหัวมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้
.......ภาพสลักนูนต่ำทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บางภาพน่าเชื่อว่ามีการสลักเพิ่มขึ้นในภายหลัง หลังจากยุคนครวัดสิ้นสุดลง โดยมาแกะสลักสร้างในสมัยยุคเขมร โดยกษัตริย์เขมรพระนาม นักองค์จัน พ.ศ. ๒๐๘๗-๒๑๐๓ ภาพสำคัญเป็นภาพในมหากาพย์เรื่องมหาภารตะยุทธ์ คือ การอวตารของพระนารายณ์เป็นพระกฤษณะ บนกำแพงทิศตะวันออกของปีกเหนือ ได้แก่พระกฤษณะซึ่งมีไพร่พลรวมอยู่เคียงข้าง กำลังยกภูเขาโควรรธนะเพื่อกำบังให้คนเลี้ยงสัตว์และฝูงวัวรอดพ้นจากสายฟ้าและพายุฝนอันเกิดจากฤทธิ์ของพระอินทร์ที่ไม่พอใจพระกฤษณะ ที่ลงมาเป็นเทพเลี้ยงโค
ซุ้มหัวมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
.......เป็นภาพของมหากาพย์รามายณะ หรือรามเกียรติ์ เป็นอวตารของพระนารายณ์ เรียกว่ารามาวตาร ลงมาเกิดเป็นพระราม ทำสงครามกับทศกัณฐ์ ที่มี ๑๐ เศียร ๒๐ กร มีภาพยักษ์ชื่อพิราพพยายามลักพานางสีดา ต้องสู้รบกับพระรามและพระลักษมณ์ ภาพนางสีดาถูกกักขังในวังของทศกัณฐ์ มีหนุมานกำลังถวายแหวนของพระรามให้นางสีดา
.......ภาพสลักรามเกียรติ์หรือรามายณะ แสดงถึงอิทธิพลของวรรณกรรมอินเดีย ที่แต่งขึ้น เพื่อยกย่องชาวอารยัน ในฐานะผู้พิชิต กล่าวคือ ดินแดนอันกว้างใหญ่ของอินเดีย มีราษฏรอพยพเข้าไปอยู่ในดินแดนแห่งนี้หลายพวก มีทั้งชนเผ่านิกริโต พวกคนร่างเล็กจากแอฟริกา ชนพวกนี้แพร่ไปอยู่ทั่วอินเดีย ยังมีร่องรอยเหลืออยู่ ทางรัฐอัสสัมตะวันออก และรัฐนาคาปัจจุบันนี้ เป็นพวกแรก
.......พวกที่ ๒ เข้าสู่ดินแดนอินเดีย คือชนเผ่าออสตริก จากภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก พวกนี้รูปร่างขนาดกลาง การดำรงชีวิต ก็คือปลูกข้าวไร่ โดยใช้ไม้แทงดินให้เป็นรู แล้วหยอดเมล็ดพืชลงไป พวกนี้เข้าผสมกับพวกนิกริโต
.......ชนพวกที่ ๓ เข้าสู่อินเดีย คือชนเผ่าทราวิฑจากอิหร่าน ชนเผ่านี้ใช้ภาษาตระกูลทราวิฑ(ทมิฬ) อย่างโบราณ มีความกว้างหน้าการผลิตทางเกษตรสูงกว่า ๒ พวกแรก พวกที่ ๓ นี้เข้ามาอาศัย อยู่ตามแม่น้ำสินธุ แคว้นสินธุ แคว้นปัญจาบ
.......ชนพวกที่ ๔ เข้าสู่อินเดีย คือพวกอารยัน เมื่อก่อนพุทธศักราช(พุทธกาล) ประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อนหน้า พวกนี้มาจากที่ราบสูงระหว่างยุโรปกับเอเชีย ตอนใต้เทือกเขายูราล รูปร่างสูง จมูกโด่งเป็นสัน ตาสีฟ้า ผมสีทอง เรียกตัวเองว่าอารยะ(อารย) พวกนี้รู้จักฝึกม้าเป็นพาหนะ มีอาวุธที่ดีกว่า ใช้การสู้รบบนหลังม้า พวกอารยะเข้ามารุกรานพวกทราวิฑ ในที่สุดพวกทราวิฑก็ปราชัยแก่พวกอารยันถอยร่นลงสู่ภาคใต้ หรือเตลิดขึ้นป่าเขาทางเหนือ
.......พวกที่ ๕ เข้าสู่อินเดีย คือชนเผ่ามองโกล พวกนี้อยู่ในตระกูลภาษาทิเบต-จีน อพยพจากลุ่มแม่น้ำหวางเหอ(ฮวงโห) และหยางจือเกียง(แยงซีเกียง) เข้ามาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในระยะไล่เลี่ยกันกับพวกอารยัน ที่เข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือ พวกนี้เข้าครองดินแดนแถบอินเดียตะวันออก เข้ามาจนถึงตอนกลาง ปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หนาแน่นในอินเดียตะวันออก และมีไม่น้อยที่ถูกภาษา และวัฒนธรรม ของอารยันกลืนหายไป
.......ทั้ง ๕ พวกนี้ พวกอารยันเข้าไปสู่ดินแดนอินเดียในฐานะผู้พิชิต ในที่สุดเป็นผู้มีอำนาจ ทางการปกครองเหนือชนพื้นเมืองเดิม เป็นเจ้านายและเจ้าชีวิตของชนเผ่าอื่นๆ พวกอารยันจึงเรียก ชนพื้นเมืองและชนเผ่าอื่นๆ อีก ๔ เผ่าที่ล้าหลังด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยามว่า พวกมิลักขุ ซึ่งแปลว่า คนป่าเถื่อน คนชาวเขา คนชั้นต่ำ
.......ทาส-ทัสยุ เป็นชื่อที่ชาวอารยันใช้เรียกชนเผ่าทราวิฑ ที่ครอบครองอินเดียอยู่ก่อน ที่ชาวอารยันบุกรุกดินแดนอินเดีย พวกทราวิฑพูดภาษาทมิฬ ชนเผ่าทราวิฑมีอารยธรรม และวัฒนธรรมเป็นของตนเองแล้ว เช่น มีความก้าวหน้าทางการผลิตและสังคมระดับสูงพอสมควร มีเคื่องมือประกอบอาชีพการเกษตร เช่น มีด ขวาน เคียว มีอาวุธจำพวกธนู หอก มีดสั้น ดาบโล่ ทำเกษตรกรรมทั้งเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ มีฉางข้าว และล้อเลื่อน
.......พวกอารยันได้รับเอาอารยธรรมของพวกทราวิฑไปเป็นของตนไม่น้อยเลย ลัทธิศาสนาที่นับถือบูชาพระศิวะ ซึ่งมีกายสีแดงนั้นก็เป็นลัทธิของทราวิฑเดิม ศิวะ เป็นชื่อภาษาทมิฬว่า ศิวัน แปลว่า สีแดง วิษณุ ก็เป็นเทพเจ้าของพวกทราวิฑมาก่อน ภาษาทมิฬ วิษณุ แปลว่า ท้องฟ้า ลัทธิบูชาเจ้าแม่กาลี(พระอุมา) และศรี(ลักษมีชายาพระวิษณุ) ก็เป็นคติบูชาเทวะผู้หญิงทางทราวิฑมาก่อน การใช้รูปกวางเหลียวหมอบอยู่ใต้แท่นของรูปเคารพ อย่างที่ในพุทธศาสนายุคต้น ใช้ประกอบรูปธรรมจักร(ธรรมจักรกับกวางหมอบเหลียวหลัง) นั้นก็เป็นคติของทราวิฑมาแต่เดิม โดยถือว่า กวางเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์
.......พวกทราวิฑ(ทมิฬ) ชื่อทมิฬตกทอดมาถึงในไทยด้วย สำนวนที่ว่า โหดร้ายใจทมิฬ หรือใจทมิฬหินชาติ อาจเป็นเพราะว่าชาวทมิฬได้เข้ามาโจมตีอาณาจักรศรีวิชัย เมื่อปี พ.ศ. ๑๕๗๓ พระเจ้าราเชนทรโจฬะแห่งอินเดียใต้ ยกกองทัพเข้ายึดอาณาจักรศรีวิชัยเป็นเวลา ๒๐ ปี คำภาษาสันสกฤตว่า เจาร ชื่อบาลีว่า โจร นั้นน่าจะมาจากชื่อชนเผ่าชาวทราวิฑทางใต้ ที่เรียกว่าโจฑ หรือโจฬะ(ในโจฬมลฑล อินเดียใต้) เมื่อพระเจ้าราเชนทร โจฬะ เข้ายึดครองอาณาจักรศรีวิชัย จึงมีจารึกภาษาทมิฬ อยู่ที่นครศรีธรรมราช แต่ยังแปลจารึกภาษาทมิฬนี้ไม่ได้ ภาษาทมิฬคงหลงเหลืออยู่ที่จังหวัดพัทลุง เช่น คำว่า ตะโหมด แม่ขลี ทะเลน้อยลำปำ (ชื่ออำเภอ) เป็นต้น
.......ที่จริงพวกทราวิฑมิใช่ชนชาติป่าเถื่อน หากมีอารยธรรมสูงระดับหนึ่ง และมีการจัดตั้งทางสังคมเป็นบ้านเป็นเมือง แต่ชนชาวอารยันได้เปรียบที่มีอาวุธดีกว่า มีพาหนะคือม้าซึ่งเหนือกว่า จึงเป็นผู้พิชิตและยึดอำนาจการปกครองทางการเมือง ไปไว้ในกำมือในที่สุด สงครามขับเคี่ยวระหว่างชนอารยันผู้รุกราน กับชนชาวทราวิฑผู้พิชิตปิตุภูมินั้น ได้ถูกกวีชาวอารยัน(ฤาษีวาลมิกิ) บันทึกไว้เป็นมหากาพย์สรรเสริญวีรบุรุษของตน อย่างยืดยาว คือเรื่องรามายณะ(รามเกียรติ์)
.......รามายณะสะท้อนถึงการต่อสู้อย่างยอมตายจนคนสุดท้ายของพวกทราวิฑ ผู้ถูกล่าลงเป็นทาส ของนายทาสต่างชาติ
.......จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนไว้ในความเป็นมาของคำสยามฯ หน้า ๒๕๒ ว่า รามายณะเริ่มเรื่องตั้งแต่นนทก แค้นพวกเทวะ นนทกนั้นคือ ทาสชาวทราวิฑ ชื่อนนทกแปลว่า ผู้บำเรอ ผู้ยังความยินดี(จากศัพท์ นันทะ ความยินดี) นั้นก็คือ ข้าทาสที่มีหน้าที่รับใช้นาย หน้าที่ของนนทกเป็นหน้าที่ชั้นต่ำ คือตักน้ำล้างเท้าเทวาทั้งหลายที่จะขึ้นเฝ้าพระอิศวร พวกเทวะก็จับหัวดึงผมเล่นบ้าง เยาะเย้ย จนผมเกลี้ยงศีรษะโล้น นนทกคั่งแค้นสาหัส (ทางไทยเราจึงแปลงชื่อเป็นนนทุกข์ ให้มีความหมายเป็นทุกข์ทรมานไปเสียเลย)
.......ในที่สุดนนทกก็คิดสู้ ฆ่าเทวะตายเสียมาก แต่ท้ายที่สุด ก็หลงมายาอิสตรีของพระนารายณ์ที่แปลงตัวลงมา จนตัวต้องตาย เมื่อจะตายนั้นนนทกได้ปฏิญาณไว้ว่า จะขอเกิดมาผจญกับพวกเทวะอีก นี่คือจิตสำนึกนักสู้ที่ไม่รู้จักคำว่ายอมแพ้ของนนทก
.......นนทกคือใคร? นนทกก็คือหัวหน้าทาสชาวทราวิฑ ผิวดำ ผมหยิก ตาพอง ริมฝีปากหนา ซึ่งรามายณะ เหยียดลงเป็นยักษ์ เป็นอสูร ส่วนเทวะทั้งหลายคือชาวอารยันซึ่งมีฐานะเป็นนาย การลุกขึ้นต่อสู้ของนนทก
.......คือการลุกฮือของพวกทาสทราวิฑที่ประสงค์จะปลดแอกระบบทาสอารยันนั่นเอง นนทกคือผู้นำทาสยุคโบราณดึกดำบรรพ์ คือวีรบุรุษของพวกทราวิฑ
.......การต่อสู้ยังดำเนินต่อไปจนถึงรุ่นหลานเหลน คือรุ่นที่ชาวทราวิฑ มีทศกัณฐ์เป็นผู้นำ และชาวอารยันมีพระรามเป็นผู้นำ กวีอารยันผู้พิชิตนั้น ปลายสุดของการต่อสู้ได้วาดภาพบันทึกว่า ฝ่ายทราวิฑทาส ไว้เป็นยักษ์เป็นมาร รากษส อสูร และบันทึกฝ่ายอารยันไว้ว่า เป็นมนุษย์ แต่ฝ่ายมนุษย์นั้น ก็มีแต่ตัวนายชาวอารยันคือพระราม พระลักษมณ์ เท่านั้นที่เป็นมนุษย์จริง นอกนั้นบรรดาไพร่พลที่เกณฑ์มาจากชาวพื้นเมืองเผ่าต่างๆล้วนถูกเขียนจดไว้เป็นลิง (วานร) ไปทั้งหมด มีทั้งลิงขาว ลิงเหลือง ลิงแดง ลิงดำ ตามสีผิวกายของชาวพื้นเมือง จะเห็นว่า แม้ทหารของพวกตนเองที่ตนได้อาศัยกำลัง พวกอารยันก็หายอมให้มีฐานะเป็นคนไม่ นี่คือโลกทรรศน์ของสังคมอารยัน ยุคนายทาสปกครองทาส
.......จากรามายณะ เราจะพบความจริงว่า ชาวทราวิฑเสียเปรียบเรื่องอาวุธ พวกยักษมณ์ในรามายณะ มีแต่ตะบองเป็นอาวุธเป็นพื้น ผิดกับลิงซึ่งมีมีดสองคม ตรีศูล และทางพระรามมีธนู อันเป็นอาวุธทำลายระยะไกล นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้ อีกข้อหนึ่งที่เด่นชัดก็คือ ความอาฆาตแค้นที่บรรพบุรุษ(นนทก) ต้องพินาศ เพราะมายาอิสตรีชาวอารยัน ข้อนี้เอง คือพื้นฐานที่ทำให้ ทศกัณฐ์ลักพาตัวนางสีดา ราชินีของชาวอารยัน ไปทำอนาจาร และกักตัวไว้เยาะเย้ยพวกอารยัน นี่เป็นการแก้แค้นแบบบุพกาลอย่างหนึ่ง
.......ทางฝ่ายอารยันถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสีย น่าอับอายมาก เมื่อแต่งมหากาพย์รามายณะ จึงพยายามพลิกเรื่องว่า นางสีดาบริสุทธิ์พวกยักษ์แตะต้องไม่ได้ และยังมีการลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในบั้นปลาย นี่เป็นเรื่องมดเท็จทั้งสิ้น การต่อสู้ของพวกทราวิฑสู้ด้วยระดับปัญญาสูง จะเห็นได้ว่ามีการทดน้ำให้กองทัพอารยันอดน้ำ และบังเกิดโรคระบาด มีการหลอกล่อให้ข้าศึกอ่อนกำลัง (คือตอนล่อให้สุครีพถอนต้นรัง)
.......แต่ชาวทราวิฑเสียที ตรงที่มีชาวทราวิฑเองเอาใจออกห่างไปเข้ากับฝ่ายศัตรู นั่นคือ พิเภก(วีภีษณ) น้องของทศกัณฐ์ พิเภกล่วงรู้กลยุทธ์ของฝ่ายทราวิฑหมดทุกอย่าง เพราะตนได้ร่ำเรียนมาตำราเดียวกัน จึงได้รับยกย่องว่าเป็นโหรวิเศษ เป็นผู้รู้มีปัญญา ที่ทำนายได้ถูกต้องทุกอย่าง
....... แท้จริงคือการทรยศที่หวังจะเป็นกษัตริย์ทราวิฑ โดยอาศัยกำลังของชาวอารยันปราบพวกเดียวกันนั้นเอง และในบั้นปลายของสงคราม เมื่ออารยันชนะ พิเภกก็ได้เป็นกษัตริย์ประเทศราช สมความปรารถนาของตน ท่ามกลางความพินาศฉิบหายของชนเผ่าทราวิฑทั้งชาติ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Tue Jul 10, 2007 4:59 pm เรื่อง: |
|
|
ระเบียงทิศใต้ ปีกตะวันออก
.........ภาพสลักนูนต่ำตรงนี้ แสดงให้เห็นถึงพระยม หรือยมพบาลซึ่งเป็นผู้พิพากษาคนตายแล้วจะถูกส่งไปสวรรค์หรือนรก ระเบียงนรก-สวรรค์ ยาว ๖๖ เมตร เป็นภาพแสดงถึงการกระทำความดีความชั่วของมนุษย์ ใครทำดีก็ได้ขึ้นสวรรค์ มีบริวาร นางอัปสรคอยปรนนิบัติรับใช้ ใครทำชั่วก็ตกนรก
......... ภาพพระยม หรือพระยามัจจุราช มีพระกรถึง ๑๘ กร ถือตะบองทุกกร ประทับบนหลังควายชื่อมหิงสา ภาพนรกสวรรค์ ส่งเสริมให้มนุษย์ทำความดี หากทำชั่วจะตกนรก มีแต่ความทุกข์ยากทรมาน ถูกผู้คุมที่โหดร้ายใช้อาวุธทิ่มแทง
ระเบียงทิศตะวันออก ปีกใต้
......... เป็นภาพกวนเกษียรสมุทร หรือน้ำอำมฤต ทะเลน้ำนม ภาพนี้แสดงถึงการกวนเกษียรสมุทร ระหว่างยักษ์และเทวดา โดยใช้นาคเป็นเชือกหรือตัวฉุดเขาพระสุเมรุ โดยมีพระวิษณุอวตารเป็นเต่ายักษ์หนุนอยู่ใต้ภูเขาพระสุเมรุ เพื่อให้ยักษ์และเทวดาหมุนพญานาคให้เคลื่อนไหว กวนเขาพระสุเมรุ จากการกวนเขาพระสุเมรุนี้ ทำให้เกิดฟองมหาสมุทร นางอัปสรจึงเกิดจากฟองน้ำที่กวนเขาพระสุมรุ นั้นเอง
.......นางฟ้าองค์แรกคือพระนางลักษมี ซึ่งต่อมาเป็นพระชายาของพระนารายณ์ เมื่อได้น้ำอำมฤตแล้ว ยักษ์และเทวดากวนมหาสมุทรต่อไป ทำให้เกิดน้ำพิษออกจากภูเขาที่ใช้กวน ซึ่งน้ำพิษนี้หากให้แพร่กระจายออกไป จะเกิดอันตรายแก่โลก พระวิษณุต้องอวตารเป็นพระกฤษณะอีกเพื่อปิดช่องภูเขาที่รั่ว และกลืนกินน้ำพิษที่เกิดขึ้น ทำพระศอพระกฤษณะเป็นสีดำ
.........ภาพกวนเกษียรสมุทรนี้ เกิดจากพระฤาษีทรุวาสดาบส ไปเฝ้าพระอินทร์ เอาดอกไม้ไปถวายด้วย พระอินทร์ทรงรับแล้ววางไว้ ด้วยกลิ่นดอกไม้นี้ ช้างเอราวัณ พาหนะของพระอินทร์ ไม่ชื่นชอบกลิ่นดอกไม้นี้ จึงใช้งวงหยิบดอกไม้มาเหยียบทำลายสิ้น พระฤาษีทรุวาสดาบสไม่พอใจ จึงสาปให้เทวดารบแพ้ยักษ์ทุกคราว
......... เทวดาพ่ายแพ้ยักษ์ทุกครั้งที่รบกันพระอินทร์จึงเชิญพระวิษณุมาช่วยกวนเกษียรสมุทร ทำน้ำอมฤตให้เทวดาดื่ม เพื่อเป็นอมตะของชีวิต คือไม่ตาย
ระเบียงทิศเหนือ ปีกตะวันออก
.........ระเบียงภาพนี้ แสดงถึงชัยชนะของพระกฤษณะที่มีต่อท้าวราพณาสูร เรื่องมีอยู่ว่า พระอนุรุทธ หลานของพระกฤษณะ เที่ยวพนาไพรไปล่าสัตว์ เหนื่อยนักก็ล้มตัวลงนอนพักหลับผล็อยที่โคนต้นไทร ตกกลางคืน รุกขเทวดาขี้เล่นจึงอุ้มพระอนุรุทธไปอุ้มสมหลับนอนกับนางอุษา หลานของท้าวราพณาสูร พอรุ่งเช้ารุกขเทวดาก็อุ้มพระอนุรุทธกลับ
.........นางอุษา ไม่รู้ว่ายังอาลัยอาวร์ถึงพระอนุรุทธอีกหรือโกรธแค้นที่ทับแล้วหนี จึงให้จิตกรวาดภาพพรินุรุทธไว้เพื่อใช้ติดตามตัวพระอนุรุทธ ความล่วงรู้ถึวท้าวราพณาสูร จึงจับตัวพระอนุรุทธมาสอบสวน ความทราบถึงพระกฤษณะ จึงยกทัพมารบกับอสูร
......... ท้าวราพณาสูร มีพันมือ แต่สู้พระกฤษณะ ๒ พระกรไม่ได้ พระกฤษณะยิงธนูใช้ศรตัดมือเท้าราพณาสูรจนเหลือ ๒ มือ ร้อนไปถึงพระศิวะ ทรงมาขอชีวิตท้าวราพณาสูรไว้
ระเบียงทิศเหนือ ปีกตะวันตก
.........เป็นภาพสงครามระหว่างเทวดากับอสูร มีขบวนเทวดาถึง ๒๑ องค์ ทุกพระองค์ทรงพาหนะประจำพระองค์ เช่น พระวิษณุ ทรงครุฑ พระอัคนี นั่งแรด พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ๓ เศียร พระยมทรงรถศึกเทียมมหิงสา พระศิวะทรงรถศึกเป็นพระคู่ พระพรหมทรงหงส์ พระอาทิตย์ทรงม้า ๔ ตัว พระวรุณเทพแห่งน้ำทรงนาค ๕ เศียร ท้าวกุเวร เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง พระสกันทะ หรือพระขันธกุมาร เทพแห่งสงครามทรงนกยูง
ภาพสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ๓ เศียร
ระเบียงทิศใต้ ปีกตะวันตก
.........ระเบียงภาพด้านนี้ ติดต่อกับภาพสลักเรื่องมหาภารตยุทธ์เป็นภาพกระบวนพยุหยาตรา เรียกว่ากำแพงประวัติศาสตร์ แต่ที่ข้าพเจ้านำมาบรรยายไว้สุดท้ายเพราะเป็นความมุ่งหมายในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะต้องการค้นคว้าหา “เนะ สยำกุก” ว่าเป็นกองทัพของสยาม เป็นสยามพวกไหน?
.........ภาพสลักกระบวนพยุหยาตรา มีความยาว ๙๔ เมตร เริ่มจากขบวนท้ายสุดเป็นสาวชาววัง สตรีในราชสำนักคาดหน้าผากด้วยกระบังหน้า มีสร้อยคอประดับสวยงาม และกลุ่มข้าราชบริพารมีพราหมณ์ปุโรหิตรวมอยู่ด้วย ภาพมี ๒ ชั้น แบ่งออกเป็นสองตอนอยู่ในภาพเดียวกัน
.........ภาพบนเป็นภาพพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ประทับท่ามกลางข้าราชบริพาร ประทับขัดสมาธิอยู่บนที่ประทับซึ่งประดับด้วยรูปนาค ล้อมรอบด้วยร่มฉัตรจำนวนหลายฉัตร ภาพทหารขอมในชุดนักรบยาวเหยียด มีแม่ทัพถือปฎักยืนอยู่บนหลังช้าง ภาพด้านล่างมีกลุ่มชนถือเครื่องราชบรรณาการนำมาถวายพระองค์
......... พวกทหารขอมถือหอกและโล่ แต่ก็มีถือดาบและคันศร สุดผนังเป็นทัพหน้า นั่นคือกองทัพละโว้ ถัดจากกองทัพละโว้ คือกองทัพจากสยาม กองทัพละโว้ได้สลักชื่อแม่ทัพบนหลังช้างว่า “เจ้าชายชัยสิงหวรมัน” ส่วนอีกกองทัพที่ยกตามมาที่ทำให้รู้กันก็เพราะมีจารึกกำกับไว้ว่า (เนะ) สยำกุก แปลว่า นี่คือ “เสียมก๊ก” คือพวกสยาม และมีผู้แปลว่าห้องสยามก็มี
.........ทหารเสียมกุก สวกหมวกทรงสูง เสียบขนนกไว้ตรงปลาย ปล่อยผมยาวประบ่า พวกนายทหารสวมเสื้อลายดอก นุ่งผ้าคล้ายกระโปรง คาดเอวด้วยเครื่องประดับ พวกนายทหารถือหอกปลายแฉก แต่ทหารพวกถัดไปน่าจะมียศรองลงมาหรืออาจเป็นพลทหาร ถือหอกปลายแหลม นุ่งกางเกงขาสั้น แม่ทัพอยู่บนหลังช้าง อยู่ในท่ายืนองอาจทระนง น้าวคันธนู
.........จิตร ภูมิศักดิ์ นักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เป็นนักคิด นักเขียนที่ได้รับความเชื่อถือทั่วไป ให้ความหมายว่า เป็นสยามจากกลุ่มแม่น้ำกก เนื่องจากในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ประวัติศาสตร์ไทยเขียนไว้ว่า ยังไม่มีอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา เสียมกุกน่าจะเป็นชาวไทยทางเหนือ เช่น เชียงแสน เชียงราย หรือพะเยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เชียงราย มีแม่น้ำกก ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่เมืองเชียงแสน จึงวิเคราะห์ไว้ว่า สยำกุก ก็คือสยามแห่งลุ่มแม่น้ำกก
.........ที่ข้าพเจ้าสนใจเรื่องสยามกุก เนื่องจากข้าพเจ้าสิบถามไกด์ที่คอยอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ว่าเมื่อประเทศสยามยังไม่เกิด สยามพวกนี้เป็นใคร ไกด์ตอบว่า เป็นสยามจากมะละกา มีหลักฐานอยู่ที่เสียมเรียบ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นโต้แย้งกับไกด์เพราะคิดว่าไกด์เขมร หรือชาวไทยก็เรียนมาเหมือนกันว่า ชาวสยามเพิ่งมาตั้งอาณาจักรสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. ๑๗๐๐
.........แต่ทำให้ข้าพเจ้าคิดไปถึงมะละกาในอาณาจักรศรีวิชัยว่าช่องแคบมะละกาและช่องแคบชุนดา แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นฟ้องกับไกด์เขมรว่า เป็นทหารมะละกา แต่ข้าพเจ้าคิดไปถึงข้อเขียนของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม เขียนไว้ในหนังสือสุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน ? บทที่ ๒ เรื่องสามรัฐ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม เขียนไว้ในศึกสามนครว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๔๔๖ พระเจ้าชีวก แห่งศิริธรรมนคร ทรงยกกองทัพทั้งทางบก ทางน้ำ มาทำสงครามที่เมืองละโว้ เนื่องจากพระเจ้าตราพกกษัตริย์ผู้ครองหริภุญชัย ยกกองทัพมารบกับพระเจ้าอุจฉิตจักรวัติกษัตริย์ผู้ครองละโว้ พระเจ้าชีวก มีพระราชมารดาเป็นบุตรีของกษัตริย์ละโว้ พระองค์จึงมีสิทธิในราชบัลลังก์ละโว้ ผลของสงครามพระองค์ทรงได้รับชัยชนะ และได้แต่งตั้งเจ้าชายกัมโพชราชครองละโว้
.......ต่อมาเจ้าชายเชื้อสายพระเจ้ากัมโพชราชทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงสืบเชื้อสายเป็นญาติวงศ์พระเจ้ายโศวรมัน น่าจะเป็นพระราชธิดาพระเจ้าอินทรวรมันที่ ๑ เมื่อพระเจ้าหรรษะวรมันที่๑ พระราชโอรสของพระเจ้ายโศวรมัน สวรรคต พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ แห่งราชวงศ์เขมร แย่งราชสมบัติ จากพระเจ้าอีศานวรมันที่ ๒ และทรงกวาดล้างราชวงศ์ไศเลนทร์ราชธิดาของพระเจ้าอินทรวรมันจึงหนีมาพึ่งกษัตริย์ละโว้ หรือเมืองกัมโพชและได้อภิเษกกับเจ้าชายหนุ่มเมืองละโว้เชื้อสายพระเจ้าชีวกะ มีราชบุตรอันเกรียงไกรคือเจ้าชายอาทิตย์ราช ละโว้ จึงมีความสัมพันธ์กับกัมพูชา หรือละโว้-กัมพูชา เช่นเดียวกับ ละโว้-ชวกะ เจ้าชายอาทิตย์ราชจากตำนานพระแก้วมรกต ที่เสด็จไปรับพระแก้วมรกตจากนครวัด ก็คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ นั่นเอง
......... เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ทรงครองราชย์ที่เมืองยโสธรปุระหรือเมืองมหานครหลวง พระองค์ทรงมีบัญชา “กำสะแตง ศรีมหิธรวรมัน” ผู้เป็นต้นตระกูลของ “มหิธรปุระวงศ์” ผู้ครองเมืองวิเวทะ อพยพไพร่พลไปสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่บริเวณภูเขาพนมรุ้ง โดยสร้างเทวสถานบนภูเขาแบบเดียวกับเขาพระวิหาร สืบสายสกุลลงมาจนถึงสมัยกัมพูชา(๙) ดังนั้นสกุลมหิธรปุระจึงต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับพระเจ้าชัยวรมันที่ ๑ เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เป็นพระญาติ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ ซึ่งมาจากราชวงศ์มหิธร
.......กล่าวคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ มีพระราชบิดาพระนามหิรัณยวรมัน และพระราชมารดา พระนนางหิรัณยลักษมีพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ มีพระญาติซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระราชบิดา มีนามว่าพระเจ้ากษิตีนทราฑิตย์ ซึ่งอภิเษกกับพระนางนเรนทรลักษมี มีพระราชบุตรอันยิ่งใหญ่ คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
.......ดังนั้นพระองศ์จึงต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ซึ่งสนับสนุนราชวงศ์มหิธร ให้ไปสร้างเมืองเชิงเขาพนมรุ้ง เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ครองราชย์ที่เมืองพระนครหลวงและไปทำศึกกับจามปา จึงมีทหารจากละโว้และเสียมชวกะร่วมรบด้วย ดังนั้นที่ระเบียงภาพประวัติศาสตร์ จึงมีภาพบันทึกกว่ากองทัพละโว้ และกองทัพเสียมชวกะ สลักไว้เป็นหลักฐาน
 |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Tue Jul 10, 2007 5:22 pm เรื่อง: |
|
|
ผมพอมีภาพเพิ่มเติม นอกเหนือที่มีอยู่ในหนังสืออยู่บ้าง
ขอลงมาแบ่งกันไว้ชมนะครับ
แผนที่ในสมัยยุคนครวัด
ศิลาจารึกสันสกฤต
การออกแบบวางตำแหน่งนครวัดที่มีความสัมพันธ์กับดวงดาวจักรราศี
......The sun rising over the central tower of Angkor wat at dawn on the Spring equinox.
......Angkor wat is the largest and most elaborate single edifice in the entire Angkor scheme
The Angkor-Draco correlation
......The principal monuments of Angkor model the sinuous coils of the northern constellation of Draco. There seems to be no doubt that a correlation exists: the correspondence between the principal stars of Draco and at least fifteen of the main pyramid-temples of Angkor are too close to be called anything else.
ทรรศนียภาพบริเวณนครวัด |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Thu Jul 12, 2007 11:15 pm เรื่อง: |
|
|
ภาคที่ ๒
พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ เสด็จชวา
.........พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ มีเชื้อสายราชวงศ์ไศเลนทร์ แห่งอาณาจักรฟูนัน พระองค์สืบเชื้อสายทางราชนิกูล กล่าวคือพระราชมารดาเป็นราชธิดาพระเจ้าบุษรากรณ์ซึ่งเป็นเจ้าชายแห่งเมืองอนินทิตะปุระ
.........ในสมัยที่พระเจ้านฤบดินทรวรมันกษัตริย์ครองเมืองอนินทิตะปุระ ภายหลังที่ฟูนันพ่ายแพ้สงครามโดยการทำลายล้างของพระเจ้าจิตรเสน หรือมเหนทรวรมัน แห่งราชวงศ์เขมร พระเจ้านฤบดินทรวรมันพยายามที่จะรวบรวมอาณาจักรที่แตกแยกเข้าเป็นแว่นแคว้นเดียวกัน บางโอกาสก็ด้วยการสร้างสายสัมพันธ์อันหนึ่งอันเดียวกันให้แน่นแฟ้นด้วยการแต่งงานระหว่างราชวงศ์ หรือในราชวงศ์เดียวกัน
.........ดังปรากฏว่า พระเจ้าสัมภูวรมันแห่งเมืองอนินทิตะปุระอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งเมืองยาธปุระ(อดีตเคยเป็นเมืองหลวงของฟูนัน) เชื้อสายของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๑ แห่งฟูนัน มีราชโอรสทรงพระนามว่าพระเจ้าราเชนทรวรมันที่๑ ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิง พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ซึ่งมีเชื้อสายกษัตริย์อนินทิตะปุระ ดังนั้นในจารึกจึงบันทึกว่า เจ้าชายชัยวรมันที่ ๒ เป็นเหลนของพระเจ้านฤบดินทรวรมันกษัตริย์แห่งเมืองอนินทิตะปุระ
.........แต่ตำนานกัมพูชา เล่าว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ คือพระเกตุมาลา เป็นพระราชโอรสพระทองกับนางนาค ชื่อนางทาวดี พระทองมีพระราชบิดาพระนามพระเจ้าอาทิตย์วงศ์ มีราชบุตร ๕ พระองค์ ทรงให้ไปครองจันตประเทศตั้งอยู่รอบพระนครทั้ง ๔ ทิศ พระทองเป็นราชบุตรองค์กลาง ครองประจันตประเทศอยู่ข้างทักษิณ ส่วนพระบุตรสุดท้องยังทรงพระเยาว์
.........ต่อมาเมื่อถึงเวลาที่ราชบุตรทั้ง ๔ องค์ จะต้องเข้าเฝ้าถวายบังคมพระราชบิดา แต่พระองค์ทรงประชวร ทรงให้ราชบุตรสุดท้องออกมารับพระเชษฐาทั้ง ๔ องค์ แทนพระราชบิดา ราชบุตรองค์น้อยเมื่อเป็นผู้แทนแห่งราชบิดา จึงออกมาประทับในเศวตฉัตรพระเชษฐาต้องถวายความเคารพ พระทองไม่พอพระทัย เข้าใจว่า พระราชบิดายกราชสมบัติให้พระอนุชาองค์น้อยแล้ว จึงยกทัพเข้าล้อมพระราชวัง พระอนุชาองค์น้อยจึงมาเล่าความจริงให้พระทองฟังว่าพระราชบิดาไม่ได้ยกราชสมบัติให้ เพียงแต่ให้เป็นตัวแทนต้อนรับพระเชษฐา พระทองรู้ความจริงแล้วก็ตกพระทัยเกรงพระราชอาญา ต่อมาพระทองถูกจับกุม พระราชบิดารับสั่งให้ประหารชีวิต แต่เสนาอำมาตย์กับพระอนุชาองค์น้อยขอพระราชทานอภัยโทษจากพระราชบิดา ให้ไว้ชีวิตพระทอง
.........พระทองจึงถูกเนรเทศออกไปจากเมือง พระทองกับบริวารเดินทางพ้นเขตเมืองพระราชบิดาแล้ว จึงแสวงหาชัยภูมิสถานที่เหมาะสมเพื่อจะตั้งเมืองใหม่ จนพบสถานที่อันเหมาะสมที่ดินแดนเรียกว่าโคกหมันใกล้ ชิดกับดินแดนจาม พระองค์และข้าราชบริพารปรึกษาหารือกันแล้ว จึงตกลงใจสร้างเมือง ณ ดินแดนบริเวณโคกหมันนี้
.........ลุมาวันหนึ่ง พระทองกับข้าราชบริพาร เสด็จประพาสชายทะเลโคกหมัน ได้พบกับธิดาพระยานาคชื่อนางทาวดีกุมารี เกิดสมัครรักใคร่กัน จึงได้จัดเครื่องบรรณาการไปถวายแด่พระยานาคพระยาภุชงค์ ยอมยกราชบุตรีให้เป็นมเหสีของพระทอง ด้วยเดชแห่งพระยานาค ทรงนฤมิตแดนโคกหมันเป็นพระนคร เรียกว่ากรุงกัมพูชาธิบดี พระทองขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระเทววงศ์อัศจรรย์
.........จากตำนานเขมร เล่าความไว้ว่า พระเจ้าอาทิตย์วงษ์ ครองกรุงอินทปรัตบุรีมหานคร นครแห่งนี้ครองราชโดยราชวงศ์ไศเลนทร์แห่งฟูนัน ต้นวงศ์ไศเลนทร์เกิดจากพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพซึ่งเสด็จจากเมืองพันพาน(เมืองเวียงสระโบราณ) แห่งลุ่มแม่น้ำหลวง(ตาปี) โดยได้รับการอัญเชิญจากข้าราชสำนักและราษฎรชาวฟูนัน ให้มาครองราชย์ที่ฟูนัน พระองค์บริหารราชการแผ่นดินด้วยความยุติธรรม สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ฟูนันทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม เมื่อพระองค์สวรรคต จึงได้รับการยกย่องให้เป็นต้นวงศ์ไศเลนทร์ สร้างปราสาทอุทิศให้ที่เขาพระวิหาร เรียกว่า “ศรีสิขเรศวร” ที่เซเดย์เรียกว่าไศลราช หรือบรรพตภูบาล
.........คำว่า ไศเลนทร เป็นคำสนธิจาก คำว่า ไศล กับ อินทร เป็น ไศเลนทร ปราสาทที่สร้างอุทิศแก่พระองค์ที่เรียกว่า “ศรีสิขเรศวร” ยกย่องพระองค์เป็นพระอิศวร หรือพระอินทร์ของชาวภูเขา ดังนั้นพวกขอมที่สืบเชื้อสายมาจากฟูนัน เมื่อสร้างเมืองขึ้นจะสร้างปราสาทบนภูเขาเป็นภูเขาประจำเมือง เป็นทั้งบรรพตภูบาล และที่ฝรั่งเข้าใจว่าเป็นเขาสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาลซึ่งการสร้างปราสาทบนภูเขาเกี่ยวข้องกับจักรวาลอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ?
.........พระยานาค หมายถึงกษัตริย์ราชวงศ์พื้นเมือง คือราชวงศ์เขมร ดังนั้นพวกนาคจึงหมายถึงพวกราษฎร ชนชาวพื้นเมือง เมื่อเจ้าชายแห่งราชวงศ์ไศเลนทร์หรือราชวงศ์พระอินทร์ อภิเษกกับเจ้าหญิงราชวงศ์เขมร หรือเจ้าหญิงราชวงศ์ไศเลนทร์ อภิเษกกับเจ้าชายราชวงศ์เขมร บุตรเกิดมาจึงเรียกว่าเจ้าชายขอม หรือเจ้าหญิงขอม เจ้าชายขอมในยุคสมัยนั้นเองเป็นกษัตริย์ขอมครองดินแดนกัมพูชามีราชธานีระยะแรกที่เมืองร่อลวย หรือเมืองอมเรนทรปุระ ต่อมาย้ายนครหลวงมาตั้งที่บริเวณภูเขาพนมบาแค็ง เรียกว่า “ยโสธรปุระ” เมืองนี้ได้สร้างทับซ้อนอีกหลายรัชกาล จนเรียกว่า “เมืองพระนครหลวง” ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
.........เมื่อพระทองกับนางทาวดี มีราชบุตรพระนาม “เกตุมาลา” จึงมีเชื้อสายวงศ์พระอินทร์ ตำนานเล่าอีกว่า เมื่อพระเกตุมาลาพระชนมายุได้ ๖ พรรษา สมเด็จพระอินทราธิราช จึงให้พระมาตุลีเทพบุตรนำราชรถมารับพระเกตุมาลาขึ้นไปประทับอยู่กับพระอินทร์ โดยทูลพระทองว่า พระเกตุมาลาเป็นราชโอรสของพระอินทร์(มีเชื้อสายราชวงศ์ไศเลนทร์เช่นกัน)
.........ในหนังสือเรื่องปราสาทนครวัด ของพระครูสังฆหวิชา(หวดตาด) อาจารย์สอนภาษาสันสกฤตที่โรงเรียนบาลีชั้นสูงกรุงพนมเปญ ต่อมาได้ตำแหน่งสมเด็จพระสุคนธาธิบดี สังฆราชฝ่ายธรรมยุติกนิกาย(๑๐) เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ หน้า ๓ ว่า นายเตียและภรรยาชื่อนางวง คหบดี ต่อมาได้เป็นกษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์ในเมืองเขมร ส่วนภรรยาเป็นอัครมเหสี ต่อมามีราชบุตรพระนาม “พระเกตุมาลา” มีอยู่คืนหนึ่ง พระอินทร์เหาะลงมานครเมืองเขมร จับเอาพระเกตุมาลาเหาะไปสวรรค์
.........ในหนังสือคำกลอนชื่อลเบิกอังกอร์วัด(ลำนำนครวัด) แต่งโดย “นักปาง” แต่ไม่ปรากฏว่าผู้แต่งมีประวัติความเป็นมาอย่างไร แต่ลำนำนครวัดนี้ เป็นวรรณคดีที่นักวิชาการเขมรสนใจศึกษาหลายท่าน ต่อมาเสาวรส เพา ศึกษาเรื่องนี้ด้วยวิธีการนิรุกติศาสตร์ ระบุว่า เป็นวรรณกรรมสมัยกลาง แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๓ เขียนในหน้า ๔ ไว้ว่า
“เสด็จมีราชบุตร(พระทองกับนางนาค) ประสูติสุทธิพิเศษไกร
ประเสริฐพระนามใน เรียกพระเกตุมาลา
สมเด็จพระอินทรา เบิกทิพย์จักษุเมิลมาต้องฯ
ยลพระราชกุมาร มีสมภารไกรกันชลอง
แจ้งชัดเป็นลูกใต เลิศปล่อยล่วงเหนือกษัตริย์
รู้เดิมบุตรบุราณ ลงมาจากสถานไตรตรึงษา
เอาปฏิสนธิเป็น บุตรพระทองวงศ์อัศจรรย์
จึงเสด็จลงจากฐาน สวรรค์พิมานไม่ล่วงเลย
เอาราชกุมารเฮย นำเที่ยวไปไตรตรึงษ์” (๑๑)
.........ที่ยกวรรณคดีเขมรขึ้นมาอ้าง เพื่อให้รู้ว่าพระเกตุมาลา(พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒) เสด็จไปอยู่กับพระอินทร์จริง ตามตำนาน แต่พระอินทร์ในตำนานนี้ หาใช่พระอินทร์บนสรวงสวรรค์ไม่ พระอินทร์ในตำนาน คือพวกราชวงศ์พระอินทร์ (ราชวงศ์ไศเลนทร์) ได้มารับพระเกตุมาลาไปอยู่ด้วยที่อาณาจักรศรีวิชัย ในตอนแรกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ เสด็จไปพำนักที่นครหลวงศรีวิชัยที่ไชยา ก่อนที่พวกศรีวิชัยไปวางแผนสร้างเจดีย์บรมพุทโธที่ชวากลาง พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ตามเสด็จไปด้วย จนกระทั่งกลับไปอาณาจักรกัมพูชา เมื่อ พ.ศ. ๑๓๔๕
.........พระอินทร์องค์แรก คือพระเจ้าศรีอินทรบรมเทพ แห่งปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นต้นวงศ์ไศเลนทร์ ที่ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดย์ เรียกว่าไศลราช หรือบรรพตภูบาล พระองค์เป็นกษัตริย์ครองอาณาจักรฟูนัน ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่า พระองค์เป็นเจ้าชายจากนครพันพาน เมืองนี้ นายธรรมทาส พานิช นักประวัติศาสตร์อิสระ จากสุราษฎร์ธานี ผู้ชี้เป็นคนแรกว่า อยู่ที่เมืองเวียงสระ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่วัดเวียงสระปัจจุบันนี้ มีสถานที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นเมืองเก่า โดยมีคูเมืองล้อมรอบ ยังมีกำแพงเมืองปรากฏให้เห็นอยู่ ในบริเวณเมือง มีซากเจดีย์สภาพชำรุดก่อด้วยอิฐมีอยู่ ๒-๓ องค์ ที่เมืองเวียงสระเก่านี้เอง พบพระนารายณ์ศิลา ๔ กร อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑
.........การพบพระนารายณ์ ๔ กร ที่เมืองนี้ ดี.จี.อี.ฮอลล์ ผู้เขียนประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขียนไว้ในหน้า ๔๓ ว่าพระนารายณ์นี้เป็นศิลปฟูนัน ปฏิมากรชาวฟูนันได้วางรูปแบบของมนุษย์ โดยถ่ายทอดรูปพรรณสัณฐานไว้ในรูปพระนารายณ์นี้ การที่พระนารายณ์นี้มีศิลปะฟูนัน ทำให้น่าเชื่อว่า ชาวฟูนันจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับดินแดนแถบนี้ นอกจากพบพระนารายณ์ศิลาที่เวียงสระแล้ว พบพระนารายณ์ศิลาที่เนินดินเชิงเขาตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสมัยโบราณที่จะต้องมีเส้นทางติดต่อกันได้ กับบริเวณดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน
.........เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นมานานปี เส้นทางระหว่างตะกั่วป่ากับหมู่บ้านเขาสก ซึ่งเส้นทางการเดินทางที่ไม่ต้องผ่านภูเขาสก กับหมู่บ้านสก เส้นทางนี้เมื่อไม่ได้ใช้ เส้นทางการคมนาคมติดต่อจึงเปลี่ยนแปลงไปจากการเดินทางทางบก เปลี่ยนเส้นทางเป็นการเดินทางโดยใช้แม่น้ำลำคลอง ในที่สุดบ้านเมืองได้เปลี่ยนมาตั้งอยู่ที่ชายทะเล เส้นทางบางเส้นทางจึงถูกปล่อยให้รกร้างเปลี่ยนเส้นทางไป
.........จากเมืองเวียงสระที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน เมืองพันพานจึงย้ายมาตั้งที่เชิงเขาศรีวิชัย ที่เนินเขาศรีวิชัย ได้พบพระนารายณ์ศิลาสมัยเดียวกัน กับพระนารายณ์ตะกั่วป่า พระนารายณ์เวียงสระ จากชายทะเลที่ชาวบ้านยังเรียกว่าปากพานคูหา หมายความว่า ประตูหรือเส้นทางเข้าสู่เมืองพันพาน จากปากพานคูหาสามารถเดินทางโดยทางเรือไปอ่าวพุ่มเรียง เมืองไชยาได้
.........จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์เช็ง บันทึกไว้ว่า “แคว้นเชี้ยะโทว้(นครศรีธรรมราช) เป็นประเทศที่มีชาวเมืองมีเชื้อสายชาติเดียวกับประเทศฟูนัน อยู่ทางทะเลใต้” จากข้อเท็จจริงนี้ ทำให้รู้ว่า ดินแดนแถบเวียงสระ ทุ่งสง ฉวาง จนถึงนครศรีธรรมราช เป็นดินแดนเกี่ยวข้องกับอาณาจักรฟูนัน ดังนั้นที่นักประวัติศาสตร์ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า เจ้าชายโกณฑัญญะ เจ้าชายจากเมืองพันพาน ได้รับการอัญเชิญจากข้าราชบริพารและราษฎรชาวฟูนันให้ไปครองราชย์ที่ฟูนัน จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังและน่าเชื่อถือ
.........ประเทศฟูนัน มีประวัติศาสตร์การปกครองของ ๒ ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์ไศเลนทร์ นับถือพุทธศาสนา ต่อมาถูกล้มล้างโดยกษัตริย์ราชวงศ์พื้นเมืองซึ่งนับถือพระศิวะ ฟูนันจึงแตกแยกเป็นประเทศเจนละบกและเจนละน้ำ
.........ดังนั้นราชวงศ์ที่เกี่ยวข้องปกครองกัมพูชา มี ๒ ราชวงศ์ ทั้ง ๒ ราชวงศ์นี้ต่างก็นับถือศาสนาแตกต่างกัน คือนับถือศาสนาพุทธกับนับถือศาสนาฮินดู ส่วนราษฎรก็มีหลายชนเผ่า ไร้การศึกษา นับถือภูตผีปีศาจ ดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติและไสยศาสตร์ ต่อมา ๒ ราชวงศ์นี้มีสายสัมพันธ์ต่อกันทางการแต่งงานสืบเชื้อสายทั้งสองราชวงศ์ ที่เรียกว่ากษัตริย์ขอม เจ้าชายขอม และเจ้าหญิงขอม นับถือศาสนาฮินดู พุทธ แต่กษัตริย์บางพระองค์ทรงนับถือศาสนาพุทธศาสนาเดียว แต่ทรงอุปถัมภ์ศาสนาฮินดู เพราะเป็นราชประเพณีที่ต้องนับถือศาสนาตามบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นความเชื่อที่จะต้องยึดถือปฏิบัติตาม
.........เกี่ยวกับประวัติของราชวงศ์กัมพูชานี้ นายชะเอม แก้วคล้าย ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณของกรมศิลปากร วิเคราะห์ข้อความในจารึกปราสาทแปรรูปไว้ว่า ในโศลกที่ ๖ จารึกกล่าวถึง พระเจ้าพาลาทิตยะ แห่งเมืองอนินทิตปุระว่า “สืบสกุลมาจากพระเจ้าเกาณฑิญญะ กับพระนางโสมา ซึ่งเป็นพระราชาแห่งเมืองวยาธปุระในอาณาจักรฟูนัน” ตรงกับโศลกที่ ๘ ของจารึกปราสาทแม่บุญ ที่ว่า “มีกษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระนามว่าพาลาทิตยะ ครองเมืองอนินทิตะปุระ เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าเกาณฑิญญะ และพระนางโสมา”
.........แต่จารึกปราสาทปักษีจำกรง K 286 จะกล่าวถึงการสืบสายสกุลของกษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพูชาว่า สืบต่อจากพระฤาษีกัมพุสวายัมภูระ กับนางอัปสรเมรา
.........จารึกปราสาทตาพรหมบอกว่า จากพระฤาษีกับนางอัปสรเมรานี้เองทำให้เกิดราชวงศ์ขึ้นซึ่งพระราชาองค์แรกของราชวงศ์ คือ พระเจ้าศรุตวรมัน มีพระราชโอรสนามว่าเศรษฐวรมัน ผู้สร้างเมืองเศรษฐปุระ จารึกปราสาทปักษีจำกรงบอกว่า “พระเจ้าศรุตวรมัน และพระเจ้าเศรษฐวรมัน ได้ตัดความสัมพันธ์ของประเทศราช” น่าจะหมายถึงการประกาศอิสรภาพ เป็นอาณาจักรเจนละ ไม่ขึ้นต่ออาณาจักรฟูนัน
มีต่อ... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Fri Jul 20, 2007 9:44 pm เรื่อง: |
|
|
.........จารึกปากน้ำมูลกล่าวว่า พระเจ้าภววรมันที่ ๑ เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าสารวเภามะ แห่งอาณาจักรฟูนัน แต่จารึกปราสาทตาพรหมบอกว่า พระองค์ทรงเป็นพระสวามีของพระนางกัมพุชลักษมี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เขมรหรือกัมพูชานับถือศาสนาฮินดู นิกายไศวะหรือนับถือพระศิวะ จึงสามารถเทียบประวัติศาสตร์ฟูนัน-เจนละ ได้ ดังนี้
.........ประมาณ พ.ศ. ๗๓๓ ประเทศฟูนันปกครองโดยเจ้าชายโกณฑัญญะ(หวั่นเทียน) พระองค์มีเชื้อสายที่เรียกว่าชาวภูเขาหรือพวกอ้ายลาว อพยพลงมาสร้างบ้านแปลงเมือง ตั้งรัฐเล็กๆตามลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เมืองอู่ทอง ลุ่มแม่น้ำหลวง(ตาปี) รัฐเหล่านี้ต่างเป็นอิสระต่อกัน เพราะมีเชื้อสายชาวภูเขาเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๗๓๓ เจ้าชายหวั่นเทียน จากเมืองโมฟู ได้ยกกองทัพเรือเข้ายึดฟูนัน(พนม) ของแม่นางลาวอี่(พระนางโสมา) นางพญาปกครองฟูนัน นางพญาสู้ไม่ได้ เนื่องจากเจ้าชายโกณฑัญญะมีอาวุธธนู ทำการสู้รบในระยะไกลได้ นางพญาพ่ายแพ้ ยอมรับเป็นพระชายา จะเห็นได้ว่า แม่นางลาวอี่เป็นนางพญาพื้นเมือง ในสมัยนั้นชาวพื้นเมืองน่าจะนับถือภูตผี ปิศาจ เจ้าป่า เจ้าเขา รวมกันอยู่หลายชนเผ่า ต่อมาบรรดาชาวพื้นเมืองจึงเปลี่ยนมานับถือในองค์พระศิวะได้ง่าย โดยถือว่าศิวลึงค์เป็นตัวแทนของพระศิวะ ส่วนเจ้าชายโกณฑัญญะนับถือศาสนาพุทธ
.........ราชวงศ์ชาวภูเขาปกครองพนมจนถึงรัชกาลพระเจ้าพันพานซึ่งพระองค์ได้รับราชสมบัติของฟูนันในฐานะเป็นรัชทายาท แต่ในขณะนั้นพระองค์ปกครองเมืองพันพาน(เวียงสระ) บริเวณรอบอ่าวบ้านดอน พระองค์จึงแต่งตั้งให้ขุนพลฟันจิมัน ซึ่งมาจากราชวงศ์เขมร เป็นผู้สำเร็จราชการว่าราชการการปกครองนครฟูนัน แทนพระองค์ในวันหนึ่งพระองค์จำเป็นต้องเสด็จมาว่าราชการความเมืองที่ฟูนันตามราชประเพณี พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ที่ฟูนันนี้ ขุนพลฟันจิมันจึงขึ้นครองราชย์แทน พระองค์มาจากราชวงศ์เขมรนับถือพระศิวะ ดังนั้นขุนพลฟันจิมันจึงต้องการปราบปราม รัฐต่างๆที่นับถือพุทธศาสนา เช่น รัฐพันพาน รัฐอู่ทอง ให้อยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์
.........พระเจ้าฟันจิมันวางแผนเตรียมทัพเพื่อกวาดล้าง รัฐที่เคยอยู่ในความปกครองของฟูนันให้อยู่ในอำนาจของพระองค์ พระองค์จึงยกกองทัพเรือออกปราบปรามรัฐเหล่านี้ โดยยกกองทัพข้ามอ่าวกิมหลิน ปราบปรามรัฐเตียนสุ้นซึ่งประกอบด้วยเมืองเล็กๆ ๕ เมือง
.........ในบันทึกจีนมีรายละเอียดเกี่ยวกับรัฐเตียนสุ้นว่า ประกอบด้วยเมืองเล็ก ๕ เมือง เพราะมีกษัตริย์ปกครอง ๕ พระองค์ ล้วนเป็นประเทศราชของกรุงพนม รัฐเตียนสุ้นนี้ ทางทิศตะวันตก สามารถติดต่อกับอินเดีย รัฐเตียนสุ้นประกอบด้วยเมืองเล็กเมืองน้อยถึง ๕ เมือง จึงมีอาณาจักรกว้างขวางมาก รัฐเตียนสุ้นอยู่ตรงอ่าวโค้งและเป็นแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลถึงพันลี้ เมื่อทะเลใหญ่ตามบันทึกจีนคืออ่าวไทย ที่มีเมืองกิมหลินเป็นราชธานี ดังนั้นรัฐเตียนสุ้น จะต้องตั้งอยู่ที่บริเวณอ่าวบ้านดอนซึ่งเป็นสถานที่อันเหมาะสมสำหรับเป็นเมืองท่า มีที่จอดเรือหลบพักมรสุมอย่างปลอดภัย รัฐเตียนสุ้นเป็นเมืองท่าสถานที่พบปะของพ่อค้าที่มาจากตะวันตกและตะวันออก มีพ่อค้านำสินค้ามาขายที่รัฐนี้ในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก
.........หลังจากที่พระเจ้าฟันจิมันปราบปรามรัฐเตียนสุ้นได้ นครต่อไปที่พระองค์ต้องการปราบปรามคือเมืองกิมหลิน จึงยกกองทัพเข้าปราบปรามที่สมรภูมินี้เอง พระองค์ต้องคมอาวุธจากการสู้รบพระองค์เสด็จไปสิ้นพระชนม์ที่ฟูนัน
.........พระเจ้าฟันจันทรงเป็นหลานของมหาราชฟันจิมัน พระองค์ปราบดาภิเษก โดยประหารรัชทายาทแห่งฟูนันแย่งราชสมบัติได้ พระองค์ครองราชย์ได้ ๒๐ พรรษา จึงสิ้นพระชนม์โดยฝีมือของพระอนุชาซึ่งพระองค์แย่งราชบัลลังค์ของผู้เป็นรัชทายาทแห่งฟูนัน ฟูนันมีกษัตริย์ปกครองจนถึงรัชกาลพระเจ้าฟันสุ่น(พ.ศ.๗๘๘-๗๙๓) แต่เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์แล้ว กรุงฟูนันมีแต่ความแตกแยก ราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารปกครองของกษัตริย์ บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ ราษฎรประสบแต่ความเดือดร้อน ไม่มีความสุข ราษฎรและข้าราชการชั้นสูงจึงตกลงกันเดินทางไปรัฐพันพาน เพื่ออัญเชิญเจ้าชายโกณฑัญญะจากเมืองพันพาน(เวียงสระ)เสด็จไปครองราชย์ที่ฟูนัน
.........เจ้าชายโกณฑัญญะทรงบริหารราชการอาณาจักรฟูนันด้วยความเข้มแข็งตามแบบแผนและจารีตประเพณีที่ดีงาม มีความซื่อสัตย์สุจริตและปกครองประเทศด้วยความเป็นธรรมคำนึงถึงประโยชน์สุขของราษฎรและบ้านเมือง บริหารประเทศด้วยทศพิศราชธรรม ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข พระองค์จึงได้รับการยกย่องถวายพระนามว่าพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพ ซึ่งมีความหมายยกย่องพระองค์เปรียบประดุจพระอินทร์บนสรวงสวรรค์ เสด็จลงมาปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ตรงกับพระนามที่จีนบันทึกไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.๙๗๓-๙๘๓ ราชทูตจากกษัตริย์ฟูนัน ทรงพระนามว่า เชลิ โตเล ปะโม นำเครื่องราชบรรณาการมาถวายแด่จักรพรรดิจีน
.........คำว่า “เชลิ-โตเล-ปะโม” เป็นคำภาษาสันสกฤต ที่แปลเป็นภาษาจีน เชลิ มาจากคำว่า ศรี, โตเล มาจากคำว่า อินทระ, ปะโม มาจากคำว่า วรมะ หรือบรม แปลรวมกันแล้ว ได้คำว่า “ศรีอินทร์บรมเทพ” เมื่อสนธิกัน จะได้คำว่า “ศรีนทรวรเทวะ” คำนี้สลักอยู่ในจารึกเขาพระวิหารของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ซึ่งพระองค์จารึกไว้ว่า “พระองค์เป็นลูกหลานสายตรงของศรีนทรวรมเทวะ” พระองค์จึงประกาศว่า พระองค์มีเชื้อสายราชวงศ์ไศเลนทร์ พระองค์มีสิทธิในดินแดนเขาพระวิหาร
.........ด้วยพระองค์มีเชื้อสายไศเลนทร์ พระองค์จึงได้ทำการปฏิสังขรณ์เสริมสร้างเขาพระวิหารเพิ่มเติม เพื่ออุทิศแด่ “เทพเจ้าศรีสิขเรศวร” เป็นการระลึกถึงพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพ ซึ่งสร้างความสงบร่มเย็นแด่บ้านเมือง เมื่อพระองค์สวรรคต ราษฎรและข้าราชบริพารฟูนันจึงสร้างปราสาทศิลาเพื่ออุทิศแด่พระองค์ ถวายพระนามว่า “ศรีสิขเรศวร” หรือพระอิศวรของชาวภูเขา ยอมรับว่าพระองค์เป็นต้นวงศ์ราชวงศ์ไศเลนทร์ที่ศาสตราจารย์เซเดย์ให้พระนามว่าบรรพตภูบาล หรือไศลราช
.........ส่วนราชวงศ์พื้นเมือง มีการสร้างปราสาทศิลาอุทิศแด่พราห์มกัมพู ต้นวงศ์กัมพูชา ที่วัดภู จำปาสัก มีพระนามว่า “ศรีภัทเรศวร” เช่นเดียวกัน
.........จากรัชกาลพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพปกครองฟูนัน ราษฎรมีความสุข ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองตลอดมา จนถึงพระเจ้าชัยบรมเทวะ ทรงมีมเหสีพระนามกุลประภา ประมาณ พ.ศ.๑๐๒๗ พระเจ้าชัยบรมเทวะทรงส่งภิกษุชื่อพระนาคเสน ร่วมไปกับคณะทูตนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีน ถือพระราชสารมีใจความว่า กษัตริย์กรุงพนมทรงส่งเสริมทะนุบำรุงทุกศาสนา ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราห์ม จีนบันทึกว่าที่กรุงพนมมีภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชื่อโมตัน(เขาพระวิหาร) ที่บนพระวิหารนี้มีพระอิศวรเสด็จลงมาประทับให้ราษฎรเข้าเฝ้าพระองค์ บันทึกจีนน่าจะหมายถึงปราสาทศรีสิขเรศวร เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ให้ราษฎรและข้าราชบริพาร เข้าเฝ้าเพื่อสักการะพระอิศวร
.........เมื่อราชทูตกรุงพนมเดินทางไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระจักรพรรดิจีน พระเจ้าจักรพรรดิจีนทรงแต่งตั้งให้พระเจ้าชัยวรมเทวะมีตำแหน่งเป็น “อันหนำเจียงกุน ฮุนหนำอ๋อง-มหาราชแห่งกรุงพนม ผู้พิทักษ์สันติในดินแดนทะเลใต้”
.........พระเจ้าชัยวรมเทวะ ทรงมีมเหสีราชวงศ์เขมรองค์หนึ่ง พระองค์จึงมีราชบุตรเป็นเจ้าชายขอม มีพระนามว่าพระเจ้ารุทรวรมเทวะ เจ้าชายขอมจึงนับถือศาสนาฮินดู พุทธ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงส่งเสริมทั้ง ๒ ศาสนา เพื่อขจัดความขัดแย้งของทั้งสองศาสนานี้ และสะดวกต่อการบริหารประเทศให้เป็นปึกแผ่นอีกด้วย ในรัชกาลของพระองค์ พ.ศ.๑๐๙๓ ภิกษุพระเถระชั้นผู้ใหญ่ชื่อพระสังฆปาล และพระมัทรเสน เดินทางไปประเทศจีนเพื่อช่วยแปลพุทธศาสนา เป็นภาษาจีน เรียกว่าพระคัมภีร์วิมุตติมรรค ยังมีต้นฉบับเป็นภาษาจีนจนถึงปัจจุบันนี้
.........ภายหลังจากรัชกาลพระเจ้ารุทรวรมเทวะแล้ว กรุงพนมก็ถูกกองทัพของพระเจ้าจิตรเสน หรือมเหนทรวรมัน ซึ่งมาจากราชวงศ์เขมร นับถือไศวนิกาย เข้าโจมตีกรุงพนมแตก เจ้าชายเชื้อสายราชวงศ์ไศเลนทร์พวกหนึ่ง อพยพมาตั้งเมืองบริเวณเหนือทะเลสาบใหญ่ จึงถูกเรียกว่าเจลละน้ำ ราชวงศ์พื้นเมืองตั้งอาณาเขตที่จีนเรียกว่าเจลละบก อยู่แถบเมืองภวปุระ หรือบริเวณปราสาทวัดภู จำปาสัก ประเทศลาว เจ้าชายไศเลนทร์พวกหนึ่งเสด็จมาตั้งกรุงทวารวดี ที่เมืองกิมหลิน หรืออู่ทองเดิม ดินแดนนี้เองนักประวัติศาสตร์ปัจจุบันนี้กำลังสืบค้นว่า อู่ทอง คือ ดินแดนสุวรรณภูมิ ที่พระเถระโสณะและพระอุตตระ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งมาเผยแพร่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ไศเลนทร์พวกหนึ่ง ได้มาตั้งกรุงศรีโพธิ(ศรีวิชัย) ที่ไชยา ดินแดนเมืองเตียนสุ้นเดิม บริเวณรอบอ่าวบ้านดอน
.........ราชวงศ์ไศเลนทร์ที่ไชยา ในสมัย พ.ศ.๑๒๕๓-๑๒๘๐ ปกครองโดยกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงมีพระนามเหมือนกับต้นวงศ์ไศเลนทร์ที่เคยปกครองฟูนัน พระองค์ทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพ มีบันทึกจีนบันทึกไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.๑๒๖๗ มีพระราชกุมาร(กิวโมโล) เจ้าชายจากประเทศชิหลีฮุดชี(ศรีโพธิ) เดินทางมาถวายเครื่องราชบรรณาการพระจักรพรรดิจีน ถวายคนเงาะชาย ๒ คน คนเงาะหญิง ๒ คน นักดนตรี ๑ คณะ นกแก้ว ๕ สีหลายตัว พระเจ้ากรุงจีนทรงแต่งตั้งให้พระราชกุมาร ดำรงตำแหน่งนายพลในกองทัพจีน พระราชทานแพร ๑๐๐ ม้วน และถวายตำแหน่งอ๋องแก่พระเจ้าชิหลีฮุดชี พระนามเชลิ โตเล ปะโม อีกด้วย
.........จะเห็นได้ว่า พระนามเชลิ โตเล ปะโม เป็นพระนามภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลเป็นภาษาจีน จากพระนามของพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพ กษัตริย์ต้นวงศ์ไศเลนทร์ ที่ราษฎรฟูนัน สร้างปราสาทอุทิศให้บนเขาพระวิหาร มีชื่อว่า ปราสาทศรีสิเรศวร
.........นครโพธิเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ไศเลนทร์ จึงรับเอาวัฒนธรรมของไศเลนทร์มาใช้ในสมัยศรีวิชัย โดยกษัตริย์ซึ่งใช้พระราชอำนาจทำให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น ราษฎรดำรงชีพอยู่ด้วยความสงบสุข พระองค์จึงมีพระนามพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพ เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพระองค์ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Sat Jul 28, 2007 11:46 am เรื่อง: |
|
|
........พระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพเกี่ยวข้องกับชวากลาง ประเทศอินโดนีเซียปัจจุบันนี้ โดยพระองค์มีมเหสีพระองค์หนึ่งมาจากราชวงศ์พื้นเมือง พระชายามีพระอนุชาองค์หนึ่ง พระนามเจ้าชายสัญชัย เจ้าชายองค์นี้มีความสามารถในการรบ พระองค์จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพเรือของศรีวิชัย เข้าปราบปรามทั้งประเทศจามปา ดินแดนเจนละน้ำ ในสมัยพระเจ้ามหิปตวรมัน พ.ศ.๑๓๒๓
........ต่อมาเจ้าชายสัญชัยได้รับบำเหน็จความชอบให้ไปปกครองดินแดนชวา ดินแดนบรรพบุรุษของพระองค์ พระองค์จึงตั้งราชวงศ์สัญชัยขึ้น ราชวงศ์นี้นับถือศาสนาฮินดูนิกายไศวะ มีจากรึกพระเจ้าสัญชัย พ.ศ. ๑๒๗๕ ในกาพย์ที่๖-ที่๗ มีข้อความ ดังนี้
........“มีทวีปอันประเสริฐ หาที่เปรียบไม่ได้ทวีปหนึ่ง ชื่อยวาทวีป อุดมด้วยพืช มีข้าวเป็นต้น สมบูรณ์ด้วยเหมืองทองคำ (จารึกชำรุดท่อนบรรทัด) เป็นแหล่งค้าประจำวันของสินค้าเนื่องด้วยพืชและเหมืองนั้น มิรู้วาย เป็นที่ตั้งสถานที่แห่งสิ่งสูงสุด คือพระผู้เป็นเจ้า(พระศิวะ) แวดล้อมด้วยแม่คงคา และสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สระสนานอันเป็นทิพย์อย่างยิ่ง เพื่อนรชนมีความสุข ความเจริญอันตั้งอยู่กุญชรประเทศซึ่งมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยช้างรูปงาม
........ บนทวีปอันมีชื่อว่า ยวา อันเป็นที่มีโชคใหญ่ยิ่งของคนที่มีชื่อเสียง พระราชาทรงพระนามว่าสันนา มีกำเนิดอันเลิศในตระกูลสูง มีพระยศยิ่งใหญ่ไพศาล ทรงปกครองประชาชนทั้งปวงโดยชอบ ด้วยพระวาจาอ่อนโยน และด้วยทรงให้ทานแก่ประชาชน ตั้งแต่ประชาชนแรกเกิดมา ประหนึ่งบิดาปกครองบุตร ตั้งแต่บุตรแรกเกิดมา ทรงเป็นผู้อ่อนโยน ทรงปกครองแผ่นดินโดยชอบธรรมเป็นเวลานานเหมือนกับพระมนู
........เมื่อได้ครองราชย์สมบัติอันมีโชคลาภโดยยุติธรรมเป็นเวลานานแล้ว พระราชาผู้ทรงพระนามสันนา ก็เสด็จไปรับผลอันเป็นสุขในสวรรค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงสะสมไว้ โลกเหมือนหนึ่งถูกทำลายเสียแล้ว โลกหมุนไปสู่ความอนาถา เพราะอำนาจแห่งความโศก
........ต่อมามีพระราชาองค์หนึ่งทรงอุบัติขึ้น พระองค์ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ เหมือนภูเขาพระสุเมรุ พระองค์มีพระฉวีวรรณบริสุทธิ์เหมือนทองคำละลายคว้างอยู่ในไฟอันรุ่งโรจน์ พระพาหา และพระโสภี(ตะโพก)ใหญ่ มีจอมนูนขึ้น คือกระหม่อมสูง มีพระบาทสูงเหนือภูเขา อันตั้งอยู่บนผืนแผ่นดิน คือราชตระกูล พระราชาองค์นี้ทรงพระนามว่า ศรีสัญชัย เป็นโอรสของพระสัสสุระ(พ่อตา) ของพระเจ้าสันนา ทรงครองราชสมบัติด้วยระเบียบแบบแผน ทรงมีชื่อเสียงปวงปราชญ์สรรเสริญพระองค์ ทรงรอบรู้อรรถอันสุขุมในศาสตร์ทั้งหลาย ทรงประกอบด้วยคุณสมบัติ มีความกล้าหาญ เป็นต้น ทรงมีอำนาจชนะสามันตราช ดังพระเจ้าราฆุ มีพระยศรุ่งเรืองแผ่ไปทั่วทิศเหนือดวงอาทิตย์
........จารึกพระเจ้าสัญชัยสลักไว้ว่า พระองค์เป็นโอรสของพ่อตาพระเจ้าสันนา (พระเจ้าสันนานี้สันนิษฐานว่าคือพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพ) ทรงครองราชย์อยู่ที่ยวาทวีป หรือชวาทวีป หรือพวกชวากะ หรือพวกซาบากของอาหรับนั่นเอง
........ในตำนานพระแก้วมรกตบันทึกไว้ว่า พระอินทร์กับพระวิษณุกรรมเทพบุตรเสด็จไปยูนาน เพื่อไปเอาก้อนแก้วมรกต นำมาสลักพระแก้วมรกต พระอินทร์ที่เสด็จไปเอาก้อนแก้วมรกต ก็คือพระศรีอินทร์บรมเทพนี้เอง พระองค์มีราชบุตรพระนามพระเจ้าวิษณุ(พระนามนี้ปรากฏอยู่ในจารึกหลักที่ ๒๓ จารึกศรีวิชัย) จึงตรงกับตำนานพระแก้วมรกตว่า พระองค์กับพระวิษณุ เสด็จไปเอาก้อนแก้วมรกตที่ยูนาน( ศรีวิชัย กับพระแก้วมรกต )
........เมื่อ พ.ศ.๑๓๑๘ พระเจ้าวิษณุทรงสร้างปราสาทอิฐ ๓ หลัง คือ ปราสาทวัดเวียง ปราสาทวัดหลง และปราสาทวัดแก้ว ที่เมืองไชยา นครหลวงศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๓ เพื่ออุทิศให้บรรพบุรุษตามวัฒนธรรมไศเลนทร์ คือปราสาทวัดเวียงสร้างประดิษฐานพระโพธิสัตว์วัชรปาณี อุทิศแด่พระอินทร์บรมเทพ เพราะมีคำว่าวัชระ มีความหมายถึงพระอินทร์ พระปัทมปาณี พระโพธิสัตว์ทรงถือดอกบัว สร้างอุทิศแด่พระเจ้าโหมิโต(หริมิตร) ประดิษฐานไว้ที่ปราสาทวัดหลง
........จีนบันทึกไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.๑๓๑๓ พระเจ้าโหมิโตทรงส่งราชทูตนำเครื่องราชบรรณาการถวายแด่พระจักรพรรดิจีน ในปีรุ่งขึ้น พ.ศ.๑๓๑๔ ภิกษุอี้จิงเดินทางจากประเทศจีนมาแวะพักเรียนไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตที่นครหลวงแห่งนี้ เป็นเวลา ๖ เดือน ก่อนเดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดีย ส่วนพระผจญมาร สร้างเพื่อส่งเสริมพุทธศาสนา ประดิษฐานไว้ที่ปราสาทวัดแก้ว
........การเฉลิมฉลองพุทธศาสนาของพระเจ้าวิษณุ โดยการสร้างปราสาทอิฐ ๓ หลัง เป็นปราสาทที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมโดยก่อด้วยอิฐที่ไม่สอด้วยปูน อิฐแต่ละก้อนยึดติดกันด้วยยางไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นยางไม้หรือสารชนิดใด ที่สามารถยึดติดอิฐแต่ละก้อนให้คงทนถาวรได้จนปัจจุบันนี้
........การสร้างเรือนอิฐอันประเสริฐนี้ ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากราษฎรโดยทั่วไปว่า ตรีสมตยเจดีย์ สร้างเพื่ออุทิศแด่พระชินนะผู้สูงสุดทั้งปวง พระเจ้าวิษณุ ประมุขแห่งไศเลนทร์วงศ์ ได้รับการสรรเสริญจากราษฎรและข้าราชบริพารชั้นสูง ชื่อเสียงของพระองค์ขจรเกียรติไปทั่วทุกสารทิศ
(จบภาคที่ ๒) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Sat Jul 28, 2007 11:53 am เรื่อง: |
|
|
๓
มหาราชซาบาก ปราบกษัตริย์เจนละน้ำ
........ คำว่า ซาบาก เป็นชื่อเรียก “ศรีวิชัย” ของพ่อค้าชาวอาหรับ คำว่า ซาบาก มาจากคำ ซาบะกะ หรือชวากะ หมายถึงพวกชวา ในสมัยแรกเรียกพวกที่อาศัยอยู่รอบอ่าวบ้านดอนว่า พวกชวา จากคัมภีร์มหานิเทศของอินเดีย เขียนไว้ในสมัยพุทธศตวรรษที่๗ (พ.ศ.๗๐๐) ว่า “…เมื่อพวกเขาเดินทางเพื่อแสวงหาทรัพย์ ด้วยการแล่นเรือฝ่าคลื่นลมไปในมหาสมุทร ฝ่าลมแดดแผดเผา ร้อนแรง ต้องอดทนต่อฝูง ยุงเหลือบ ความหิวกระหาย เพื่อมุ่งตรงไปสู่เมืองท่าต่างๆ คือเมืองท่ากุมพา เมืองท่าตักโกลา(ตะกั่วป่า) เมืองท่าตักสิลา(ในแดนมอญ) เมืองท่าชวา เมืองท่าตัมพะลิงค์”
........จะเห็นได้ว่าคัมภีร์มหานิเทศกล่าวถึง เมืองท่า ๒ เมืองใกล้กัน คือ เมืองท่าชวา(ไชยา) และเมืองท่าตัมพะลิงค์(ตามพรลิงค์-นครศรีธรรมราช) คำว่าชวาจึงใช้เรียกชื่อเมืองไชยา บริเวณรอบอ่าวบ้านดอน ก่อนต่อมาเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๒ นครไชยา ปกครองโดยราชวงศ์ไศเลนทร์ พระเจ้าวิษณุ จึงเสด็จไปดินแดนชวากลาง อินโดนิเซีย เพื่อสร้างเจดีย์บรมพุทโธ เป็นอนุสรณ์พุทธสถานที่ชวากลาง ราชวงศ์ไศเลนทร์ไปสร้างพุทธสถานที่ชวา ยังปรากฏในวรรณคดีเรื่องอิเหนาของชวา มีว่า “หยังหยัง หนึ่งหรัดอินทรา..”(๑๒) ยัง ยัง แปลว่ามหาเทพ หนึ่งหรัด มาจากนิงรัตแห่งรัฐ อินดรา คืออินทรา, ยัง ยัง เป็นคำชวา-มลายู เมื่อนำมาใช้กับบทละครเรื่องอิเหนาของไทย มักจะชอบเติมตัว 'ห' เข้ามานำหน้า คำมลายูประเภทอักษรคำเดียวเสมอ เช่น บูงา(ดอกไม้) บูลัน(พระจันทร์) ยีวา(ดวงใจ) ไทยเอามาใช้เป็น บุหงา บุหลัน ยี่หวา ฉะนี้เอง ยัง ยัง จึงมาเป็นกลอนไทยว่า หยัง หยัง
........คำว่า”ยัง”นี้ ปัจจุบันยังใช้อยู่ในภาษามลายู เช่น ใช้ในคำนำหน้าพระมหากษัตริย์ว่า ยัง ดี เปอร์ตวน อากง(เปอร์ตวน-ผู้เป็นเจ้า อากง-ยิ่งใหญ่) ดังนั้นอิเหนาจึงถือได้ว่ามาจากวงศ์เทวัญหรือราชวงศ์ไศเลนทร์
........ในจารึกพระเจ้าสัญชัย ยังกล่าวถึง ทวีปอันประเสริฐ หาที่เปรียบไม่ได้ทวีปหนึ่ง ชื่อยวาทวีป อุดมด้วยพืชมีข้าวเป็นต้น สมบูรณ์ด้วยเหมืองทองคำ นรชนมีความสุขเจริญ อันตั้งอยู่ที่กุญชรประเทศ ซึ่งมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยช้างรูปงาม
........พระเจ้าสัญชัย จารึกไว้ใน พ.ศ. ๑๒๗๕ ที่มะตะรามซึ่งอยู่กลางเกาะชวา ปัจจุบันนี้ แต่ในจารึกกลับกล่าวถึงทวีปที่มีชื่อว่า ยวาอันเป็นที่โชคดี ที่มีพระราชาพระนามว่าสันนา ทรงปกครองประชาชนทั้งปวงโดยชอบ ยวาทวีปที่จารึกกล่าวถึงก็คือชวาทวีปอยู่ที่ดินแดนไชยาอย่างแน่แท้ เพราะในช่วง พ.ศ. ๑๒๗๕ พระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพ ปกครองนครไชยาหรือนครศรีวิชัย ดังนั้นพระเจ้าสันนาในจารึก ก็คือพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพ ซึ่งเป็นพี่เขยของพระเจ้าสัญชัย เพราะในจารึกสลักว่า พระราชาองค์นี้ ทรงพระนามว่าศรีสัญชัย เป็นโอรสของพระสัสสุระ(พ่อตา) ของพระเจ้าสันนา ต่อมาพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพมีพระราชโอรสกับเจ้าหญิงพี่สาวพระเจ้าสัญชัยพระนามว่าพระองค์เจ้า ภาณุ ต่อมาพระองค์กับพระเจ้าสัญชัย เสด็จกลับไปอินโดนีเซีย และไปครอบครองดินแดนอินโดนีเซียกับพระเจ้าสัญชัย ซึ่งต่อมาเรียกว่าชวา ตามชื่อพวกชวากะ ที่ปกครองดินแดนชวาบริเวณรอบอ่าวบ้านดอน
........ก่อนที่พระเจ้าวิษณุจะเสด็จไปประเทศอินโดนีเซีย พระเจ้าวิษณุทรงสร้างปราสาทอิฐอันประเสริฐ ๓ หลังที่นครไชยา เกียรติคุณของพระองค์ แผ่ขจรขจายไปไกล พ่อค้าชาวอาหรับ ชื่อ สุไลมาน ซึ่งนำสินค้ามาค้าขายที่เมืองซาบากเป็นประจำ ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับซาบากไว้ เมื่อ พ.ศ. ๑๓๙๔ ว่า "มหาราชซาบาก ยกกองทัพเรือไปปราบกษัตริย์เจนละน้ำ" ซึ่งตรงกับเรื่องราวในหนังสือของ แอล พี.บริกก์ ที่เขียนเรื่อง “อาณาจักรเขมรโบราณ” หน้า ๖๙ ว่า พระเจ้ามหิปติวรมัน คือกษัตริย์เขมรที่ถูกมหาราชไศเลนทร์ตัดพระเศียร มหาราชองค์นี้คือพระเจ้าวิษณุ ประมุขแห่งไศเลนทร์นั่นเอง
........สุไลมาน พ่อค้าอาหรับ บันทึกไว้ว่า มีพระราชาเขมรที่เย่อหยิ่ง เจ้าอารมณ์ นิสัยหุนหันพลันแล่น มีจิตใจอิจฉาริษยา เมื่อได้ยินกระแสข่าวว่า พระเจ้าวิษณุแห่งราชวงศ์ไศเลนทร์ ทรงสร้างปราสาทอิฐ เฉลิมฉลองพุทธศาสนา ได้รับการแซ่ซ้องจากพุทธศาสนิกชนทั่วไป วันหนึ่งในที่ประชุมเสนาบดี ซึ่งสรรเสริญพระเจ้าวิษณุ ที่เอาใจใส่ทะนุบำรุงพุทธศาสนา
[color=white]........แต่เจ้าชายหนุ่มหาสบอารมณ์ไม่ ตรัสว่า “เรามีความอยากอยู่อย่างหนึ่ง คืออยากใคร่เห็นศรีษะมหาราชแห่งซาบาก ใส่ถาดทองคำมาวางไว้เบื้องพระพักตร์เรา” เสนาบดีผู้เฒ่าซึ่งเต็มไปด้วยความสุขุม ได้เตือนสติพระราชาหนุ่มว่า “ประชาชนชาวกัมพูชา กับประชาชนซาบาก ไม่เคยมีอริต่อกัน เราอยู่ด้วยความสงบสุข พระราชาซาบากก็ไม่เคยแสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตร ตระเตรียมกำลังมารุกรานประเทศเรา ขอพระองค์อย่าได้ตรัสอย่างนั้นอีก” แต่พระราชาหนุ่มมากด้วยกิเลส หาได้นำพาต่อคำตักเตือนของบรรดาอำมาตย์ผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ไม่[/color]
........ ความโอหังของพระราชาเขมรหนุ่มผู้คะนองนี้ ความทราบถึงพระกรรณของมหาราชซาบาก พระองค์ผู้ผ่านศึกสงครามอย่างโชกโชน ผ่านการบริหารการปกครองประเทศมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน สดับตรับฟังความโอหังของพระราชาหนุ่มแห่งเขมร ด้วยพระทัยสุขุมลุ่มลึก ขณะเดียวกันพระองค์ทรงวางแผนร่วมกับเสนาบดีของพระองค์ จัดทัพทำทีเสมือนหนึ่งเสด็จออกประพาสประเทศต่างๆในขอบขัณฑสีมาสหพันธรัฐของพระองค์
........เมื่อกองทัพเรือเตรียมพร้อมสรรพ จึงเคลื่อนขบวนเรือรบออกสู่ทะเลกว้าง แต่เป้าหมายของพระองค์ คือให้แล่นเรือตรงไปประเทศเขมรอย่างรวดเร็ว กองทัพของพระองค์เข้าล้อมพระราชวังพระราชาเขมรอย่างจู่โจม พระราชาเขมรไม่ทันระมัดระวังออกคำสั่งให้ทหารของพระองค์ต่อสู้ข้าศึก พระราชาหนุ่มพ่ายแพ้ศึกอย่างราบคาบและง่ายดาย ไร้หนทางต่อสู้ พระองค์ถูกจับกุม นำตัวมาพิพากษาโทษ มหาราชแห่งซาบากทรงกระทำเฉกเช่นเดียวกับที่พระราชาหนุ่มต้องการกระทำต่อพระองค์ ศีรษะของพระราชาหนุ่มจึงหลุดจากบ่าใส่ถาดทองคำมาวางตรงเบื้องพระพักตร์มหาราชแห่งซาบาก ในการศึกนี้ พระองค์รับสั่งไม่ให้ทหารทำอันตรายต่อทรัพย์สินและชีวิตของชาวเขมรทรงประหารแต่พระราชาหนุ่มเท่านั้น
........ในการศึกครั้งนี้ พระเจ้าวิษณุ ทรงรับเอาเจ้าชายชัยวรมันที่ ๒ ซึ่งสืบเชื้อสายมีความสัมพันธ์ในราชวงศ์ไศเลนทร์ ไปพำนักให้การศึกษาสรรพวิทยาทั้งปวงที่นครหลวงศรีวิชัย ในชั้นแรกพระเจ้าวิษณุครองราชย์อยู่ที่นครไชยา สถานที่ที่พระองค์ทรงสร้างปราสาทอิฐอันประเสริฐนั่นเอง
........ต่อมาพระกรุณาอาจารย์ จากเคาเทศ(แคว้นเบงกอล) ประเทศอินเดีย ได้ยินกิตติศัพท์การส่งเสริมพุทธศาสนาของพระเจ้าวิษณุ ที่นครศรีวิชัย จึงเดินทางมาเฝ้าพระเจ้าวิษณุเสนอความเห็นว่า "พระองค์ควรจะสร้างบารมีธรรมอันยิ่งใหญ่ โดยการไปสร้างพุทธสถานปราสาทศิลา อันไว้เพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พุทธศาสนา มีสถานที่อันเหมาะสม ตั้งอยู่บนเกาะอินโดนีเซีย คือมีภูเขาลูกหนึ่งอยู่บนเกาะนั้น น่าจะนำเอาภูเขาลูกนั้นมาเป็นแกนกลางของปราสาท จะได้ปราสาทอันแข็งแกร่งเพราะเป็นศิลาทั้งปราสาท"
........พระเจ้าวิษณุ ทรงเห็นชอบในความคิดเห็นของพระกรุณาอาจารย์ พระองค์จึงเตรียมนายช่าง เสนาอำมาตย์ เดินทางไปอินโดนีเซีย เพื่อวางแผนสร้างเจดีย์ ซึ่งในสมัยนั้นดินแดนบนเกาะปกครองโดยพระเจ้าภานุราชบุตรของพระเจ้าศรีอินทร์บรมเทพอันเกิดจากมเหสีพระพี่นางของพระเจ้าสัญชัย พระเจ้าภานุจึงครองดินแดนที่เกาะนี้ส่วนหนึ่ง และดินแดนอีกส่วนหนึ่งของเกาะที่ต่อมาเรียกว่าชวานี้ ปกครองโดยพระเจ้าสัญชัย
........ต่อมาพระเจ้าปณมกรณะ พระราชโอรสของพระเจ้าวิษณุทางปกครองชวาในดินแดนที่พระเจ้าภาณุปกครอง พระราชมารดาของพระเจ้าปณมกรณะ เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์พื้นเมือง นับถือไศวนิกาย พระเจ้าปณมกรณะ จึงมีศักดิ์เป้รดิลกแห่งไศเลนทรวงศ์จึงเป็นเสมือนหนึ่งพวกขอมในดินแดนชวา
........ที่ว่า ยวาทวีปในจารึกพระเจ้าสัญชัย คือเมืองไชยา นครหลวงศรีวิชัย มีหลักฐานปรากฏอยู่ คือเจดีย์วัดแก้ว ที่พระเจ้าวิษณุทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๓๑๘ เป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐไม่สอปูน คืออิฐที่ไม่รั่วลม ไม่รั่วน้ำ อิฐแนบสนิทเป็นผืนเดียวกัน รูปแบบของสถาปัตยกรรม เป็นเจดีย์มีซุ้มประตูแบบจัตุรมุขเพื่อเป็นทางเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์ ซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่ รูปแบบและสถาปัตยกรรมของเจดีย์วัดแก้วนี้ถูกนำไปสร้างที่ชวากลางโดยพระเจ้าปณมกรณะ พระราชโอรสของพระเจ้าวิษณุ เพื่ออุทิศแด่พระราชมารดา ทรงพระนามว่าพระนางดารา สร้างไว้ที่หมู่บ้ายกาลาสัน เมื่อ พ.ศ. ๑๓๒๑
........หลังจากสร้างเจดีย์วัดเเก้ว ๓ ปี มีชื่อว่าเจดีย์กาลาสัน เมื่อเจดีย์นี้สร้างโดยพระราชโอรสของพระเจ้าวิษณุ นายช่างผู้สร้างเจดีย์วัดแก้ว น่าจะเดินทางมาสร้างเจดีย์กาลาสันที่ชวาด้วย เพราะรูปทรงทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะเหมือนกันทุกประการ ดร.ควอริทช์ เวลส์ ผู้เขียนหนังสือชื่อตรงไปนครวัด ตามรอยนักบุกเบิกอินเดีย (Towards Angor, in the Footsteps of the Indian Invader)
........ ดร.เวลส์เดินทางมาตรวจดูวัดแก้วที่เมืองไชยาแล้ว มีความเห็นว่า เหมือนกับเจดีย์ทางจามปา เหมือนกับเจดีย์ทางเกาะชวา(เจดีย์กาลาสัน) ดร.เวลส์ยืนยันอีกว่า ศิลปวัฒนธรรมอินเดียมาเจริญรุ่งเรืองที่เมืองพันพาน(เมืองเวียงสระ)ก่อน จากนั้นจึงย้ายมาตั้งมั่นอยู่ที่นครไชยา เพราะที่ไชยานี้ มีศิลปะเป็นรูปเคารพทั้งพุทธศาสนา ทั้งของฮินดู จากนั้นศิลปวัฒนธรรมจึงแพร่ขยายมาที่จามปา และเมืองพระนครของขอมจนกระทั่งแพร่ขยายไปถึงชวากลาง ความเห็นของ ดร.เวลส์นี้ ได้รับการยืนยันจาก ดร.กัสปาริย์ ซึ่งเดินทางมาดูเจดีย์วัดแก้วแล้วรับรองว่า เหมือนกับกาลาสัน ที่พระเจ้าปัญจปมะ ปณมกรณะสร้างอุทิศแด่พระราชมารดา เพราะจารึกของพระองค์ที่กาลาสัน พ.ศ. ๑๓๒๑ จารึกไว้ว่า สร้างวิหารนี้ประดิษฐานพระนางดารา
(มีต่อ...) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Sat Jul 28, 2007 11:58 am เรื่อง: |
|
|
มีภาพประกอบเกี่ยวเนื่องเนื้อหาภาคที่ ๓ ลงมาฝากไว้ให้ชมครับ
ภาพพุทธสถาน บรมพุทโธ(บูโรบูดู-Borobudur) ชวากลาง อินโดนีเซีย
"บูโรบูดู" เป็นเสียงเรียกชื่อตามสำเนียงพื้นบ้านอินโดนีเซียจากคำว่า "บรมพุทโธ"
ความหมายของ พุทโธ คือ "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน"
และปัจจุบันชื่อ "บูโรบูดู" นี้เป็นชื่อของตำบลที่ตั้งพุทธสถานนี้ด้วย
พุทธสถาน บรมพุทโธ เคยได้รับการจัดให้เป็นสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ ๑ ใน ๗ ของโลกยุคกลาง เข่นเดียวกันกับ นครวัด(Angkor wat)
ภาพชัตเตอร์มุมสวยต่างๆของพุทธสถาน บรมพุทโธ นำมาจาก http://www.vimuttidhamma.org/gallery/categories.php?cat_id=10 |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Sat Aug 18, 2007 12:23 pm เรื่อง: |
|
|
(เนื้อหาภาคที่ ๓ ต่อ...)
........ที่เมืองไชยา มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๘ พระกร องค์หนึ่ง สันนิษฐานว่า พสกนิกรสร้างอุทิศแด่พระเจ้าวิษณุ และที่ชวากลางมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๘ พระกรเช่นเดียวกัน พระโพธิสัตว์ทั้งสององค์นี้ มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายกันทุกประการ เหมือนกับถอดแบบจากเบ้าพิมพ์เดียวกัน แต่องค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ชวากลางเคลือบด้วยกะไหล่เงิน สันนิษฐานว่า พระโพธิสัตว์องค์ที่ชวา พระเจ้าปณมกรณะทรงสร้างอุทิศแด่พระเจ้าวิษณุ พระราชบิดาของพระองค์
........ที่ชวากลาง มีเจดีย์ชื่อว่า “ปะวน” เป็นเจดีย์องค์เล็ก มีรูปทรงขนาดเล็กคล้ายกับเจดีย์พระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร เจดีย์ปะวน สันนิษฐานว่าสร้างอุทิศแด่พระเจ้าภาณุ ดิลกแห่งไศเลนทรวงศ์ ตัวอาคารหรือองค์เจดีย์ปะวนตั้งอยู่บนฐานสูง บนส่วนยอดเป็นชั้นประดับด้วยสถูปจำลองขนาดเล็ก แต่เจดีย์พระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร บนส่วนยอดที่เป็นชั้นขึ้นไปน่าจะประดับด้วยสถูปขนาดเล็กเช่นเดียวกับเจดีย์ปะวน เนื่องจากต่อมาเกิดหักพัง จึงได้ทำการซ่อมแซมโดยประดับด้วยเจดีย์องค์เล็กยอดแหลมแบบศิลปะไทยดังเช่นที่เห็นในปัจจุบันนี้ ผนังด้านนอกของเจดีย์ปะวนสลักเป็นรูปเทวดาเฝ้าอารักขาเทวสถาน ตรงกลางเป็นรูปต้นไม้ มีหมู่เทวดาและนางฟ้าเหาะมาเฝ้าบูชา
........มีหลักฐานปรากฏที่ระเบียงภาพของเจดีย์บรมพุทโธ มีภาพสลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์ คล้ายกับพระโพธิสัตว์ที่พบที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่ว่าจะเป็นเค้าพระพักตร์ เครื่องประดับ เช่น กรองศอ สร้อยสังวาล พาหุรัตน์ เป็นต้น(๑๓)
........มีเจดีย์องค์หนึ่ง ชื่อเพลาสาน เจดีย์องค์นี้ได้รับการทะนุบำรุงดูแลจากพระนางประโมทวรรธณี พระนางอภิเษกกับเจ้าชายปิกะตัน แห่งราชวงศ์สัญชัย พระนางได้รับการแต่งตั้งเป็นพระนางศรีคหุลุนัน พระนางอุทิศเงินและทรัพย์สินเพื่อบูชาเจดีย์เพลาสานนี้เป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ศิลางดงามมาก
........มีจารึกที่ ๗ ในประศาสติ อินโดนีเซีย เล่ม ๒ มีข้อความว่า “พระพุทธรูปองค์นั้น อยู่ในภาวะสงบเย็น ลักษณะงดงาม เหลือจะบรรยายได้ ณ ชัยมณเฑียรแห่งนี้ มีหมู่ของครุ เพียบพร้อมด้วยความภักดี ในหมู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ไป และมาสู่สถานที่นี้ จากกุรชเทศ”
........จารึกนี้ได้กล่าวถึงฆราวาสจากกุรชเทศ เดินทางไปนมัสการพระโพธิสัตว์ ศรีอริยเมตไตรย ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่งดงามมากองค์หนึ่ง จารึกมีคำว่า กุรชเทศ ตรงกับคำกุญชรเทศ ในยวาทวีป ที่อุดมด้วยช้างรูปงาม ของจารึกพระเจ้าสัญชัย แสดงว่าพุทธบริษัทกุรชเทศก็คือพุทธบริษัทจากนครไชยา นครหลวงศรีวิชัยสมัยหนึ่ง แสดงให้เห็นการติดต่อระหว่างพุทธบริษัทของไชยา มาปฏิบัติธรรมและมานมัสการพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปที่เพลาสานแห่งนี้
........ เจดีย์บรมพุทโธ เริ่มสร้างในสมัยพระเจ้าวิษณุ เมื่อพระองค์เสด็จกลับนครตามพรลิงค์ พระเจ้าปณมกรณะสร้างต่อมาและสร้างต่อหลายรัชกาล คือพระเจ้าอินทร์ หรือพระเจ้าศรีสงครามธนัญชัย จนมาสร้างเสร็จบริบูรณ์ในรัชกาลพระเจ้าสมรโรตุงค์ พระราชบิดาเจ้าหญิงประโมธวรรธนี และเจ้าชายพลบุตร
จบเนื้อหาภาคที่ ๓ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|