| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Tue Jun 26, 2007 11:40 pm เรื่อง: ทวีปมู(Mu) หรือ รีมูเลีย |
|
|
ทวีปมู(Mu) หรือ รีมูเลีย(LeMUria) คือ นครอันตธานที่จมหายลงใต้ทะเลแปซิฟิกใต้เมื่อกว่า ๑๓,๐๐๐ ปี
เราทั้งหลายได้รู้เรื่องราวจากจารึก นาอะคัล ที่ค้นพบในอินเดีย
อันที่จริง จารึกแห่งนาอะคัลนี้ เขียนโดยสัญลักษณ์และอักขระนากา (Naga)
จากตำนานกล่าวกันว่า "เขียนขึ้นที่แผ่นดินมู จารึกนี้ ได้ถูกนำเข้ามาที่พม่าก่อนแล้วจึงนำมาที่อินเดีย มีอายุเก่าแก่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ปี"
จุดจบ คือจุดเริ่มต้น และ จุดเริ่มต้น ก็คือจุดจบ
หลังจากจุดจบทวีปมู เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของอารยธรรมจุดต่างๆในโลกยุคหลังของผู้รอดจากภัยพิบัติ
สายสัมพันธ์บรรพบุรุษ-กำเนิดแม่น้ำคงคา
กำเนิดแม่น้ำคงคา
'''''''''''''เริ่มต้นขอนำตำนานสำนวนหนึ่งของชาวอินเดียต่อแม่น้ำคงคา ลงมาก่อนครับ จากหนังสืออินเดีย แผ่นดินมหัศจรรย์ ผู้เขียนคือคุณอรุณ เฉตตีย์
'''''''''''''ในอดีตนั้นมีฤาษีกปิละ ซึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาหิมาลัย อยู่มาวันหนึ่งพวกโอรสของท้าวสักกะกษัตริย์แห่งอโยธยา ออกตามม้าที่หายไป เมื่อมาพบม้ายืนอยู่ข้างพระฤาษี ก็เลยยัวะ ตะโกนด่าและแกล้งท่านต่างๆนานา จนท่านตบะแตก จ้องมองไปที่กลุ่มเจ้าชาย เกิดไฟเผาผลาญเจ้าชายกลายเป็นเถ้าถ่าน และสาปสำทับไว้ไม่ให้ไปผุดไปเกิด จนกว่าจะได้มีโอกาสสัมผัสกับแม่น้ำคงคา
ฤาษีกปิละใช้ตาไฟเผาผลาญโอรสของท้าวสักกะ
(บางตำราว่า ท้าวสคระ)
''''''''''''ต่อมาท้าวภคีรส ผู้สืบเชื้อสายจากท้าวสักกะปฐมกษัตริย์ซึ่งมีความเศร้าโศกเสียใจมากที่บรรพบุรุษของตนโดนสาปเช่นนั้น จึงบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้าเพื่อขอพรพระอิศวร(พระศิวะมหาเทพ)ให้ช่วยวิงวอนแม่น้ำคงคาให้ไหลหลั่งลงมาสู่แผ่นดินเป็นการชำระบาปของผู้ที่ต้องคำสาป และแล้วพระแม่คงคาก็เห็นใจ ยอมหลั่งสายน้ำจากเขาไกรลาสลงสู่พื้นดิน เพื่อชำระอัฐิของพวกโอรสและมนุษย์ทั้งหลายให้พ้นมลทิน....
นี่คือ ตำนานกำเนิดสายน้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์สำนวนหนึ่ง
'''''''''''''และขอเพิ่มมุมมองอีกมิติโดยขอนำเสนอ”ต้นกำเนิดแม่น้ำคงคง”ในรูปแบบเชิงภาพยนตร์ถ่ายทำเชิงสารคดี ที่เป็นสารคดีที่ยอดเยี่ยมแห่งปี “ตามรอยพระพุทธเจ้า” เพื่ออรรถรสและมุมมองหลายหลายมุมมอง สามารถรับชมฟรีได้ที่นี่: http://hiptv.mcot.net/hipPlay.php?id=2147
ที่มาของรูปภาพสวยๆของฤาษีกปิละนำมาจาก:
http://www.sanatansociety.org/indian_epics_and_stories/the_life_of_ganga.htm
การลอยกระทง เป็นวัฒนธรรมไทย ที่ได้รับสืบทอดมาจากวัฒนธรรมอินเดีย
มาตั้งแต่สมัยโบราณช่วงยุคสุโขทัย หรืออาจก่อนหน้าการจดจารึกช่วงนั้น
ในคติของโบราณของอินเดีย คือ เป็นการเคารพเห็นถึงคุณค่าของพระแม่คงคา คุณค่าประโยชน์ของน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
เป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่เคยทำสิ่งไม่ดีต่อแม่น้ำคงคา เป็นการลอยเคราะห์ลอยโศก
งานลอยกระทง สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ การเล่นประทัด เพราะอาจเกิดอันตรายได้
ไม่ควรใช้วัสดุทำกระทงที่ทำมาจากโฟม เพราะย่อยสลายได้ยาก ควรใช้ใบตอง ต้นกล้วยจะเป็นการรักษาธรรมชาติ
เล่ามาบางทีการ ลอยกระทง ตอนแรกสามารถเป็นไปได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเพณี*ก่อนกาล
เป็นการระลึกถึงวิญญาณบรรพบุรุษของมนุษย์ที่สูญเสียไป
นี้อาจเป็นคติชนที่มีสืบต่อกันมา...นานหลายศตวรรษ
ของชาวอารยันที่รับวัฒนธรรมมาจากชาววีกูร์ ที่หลงเหลือ
อาณาจักรวีกูร์ ที่ล่มสลายเมื่อประมาณ ๑๒,๐๐๐ เป็นส่วนหนึ่งของทวีปมู ที่ล่มสลายไปพร้อมกันกับทวีปแอตแลนติส
ทวีปมู(Mu) หรือ รีมูเลีย(LeMUria) เป็นทวีปที่ตั้งอยู่บนทะเลแปซิฟิก
จากจารึกที่อินเดียด้วยแผ่นดินเหนียวของนักบวชชาวนาอะคัล ที่ออกมาจากทวีปมู
และจารึกโตรอาโนของชนเผ่ามายาที่ยูคาตังเม็กซิโก ทำให้ปัจจุบันนักโบราณคดีได้ทราบว่า:
มีถิ่นอารยธรรมที่รุ่งเรืองทางวิทยาการ ศาสนา...ฯลฯ *ก่อนกาลของสุเมเรียนที่ไทกริส-ยูเฟตริส,*ก่อนกาลไอยคุปย์โบราณที่อิยีปต์ ..คือ ถิ่นที่ 'มู' ได้หยั่งรากของอาณาจักรแห่งแรกของเธอ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Tue Jun 26, 2007 11:48 pm เรื่อง: |
|
|
ขอนำเข้าสู่ภาษา สัญลักษณ์ รหัสวิทยา ภาษาโบราณ บันทึกของทวีปมู
เริ่มจากดอกบัว เป็นตัวแทนของทวีปนี้เสมอ และทุกที่ในอาณาจักร และอาณาจักรลูก
ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันมานานประมาณ 50,000 -30,000 ปีมาแล้ว บนทวีปมู หมายถึง อาณาจักรมู
สื่อเป็นภาษาภาพของอาณาจักร รวมสัญลักษณ์ตราราชวงศ์ และบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือศาสนธรรมโบราณ
แผนที่โบราณ
ท่านฤาษีวาลมิกิ(Valmiki) นักปราชญ์ นักโบราณคดีของอินเดีย ผู้รจนารามายณะ หรือ รามเกียรติ์ ระหว่าง พ.ศ. ๑๐๐ - ๒๐๐
'...''''''ท่านวาลมิกิผู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากการอ่านบันทึกโบราณของวัด โดยนักบวชผู้สูงศักดิ์แห่งวัดริชี(Rishi) ที่เมืองอโยเดีย(Ayhodai) กล่าวถึงนักบวชนาอะคัลว่า " มาสู่พม่าจากแผ่นดินเกิดของพวกเขา ซึ่งอยู่ทางตะวันออก"
'...''''''จากนั้นเหล่านักบวชนาอะคัล(Naacal)นำความรู้วิทยาการต่างๆ, ศาสนาโบราณ ,การบูชาเทพเจ้าดวงอาทิตย์มาสู่มายา-ไอยคุปย์(ตอนเหนือ)-อารยัน (ก่อนชาวอารยันเปลี่ยนชื่อเป็นวิษณุเทพเมื่อครั้งลงมาอยู่ชมภูทวีป) นักบวชนาอะคัลดังกล่าวเข้าสู่อินเดีย และไอยคุปย์อาณาจักรตอนเหนือ โดยการ เผยแพร่ศาสนาโบราณ และคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์
และไอยคุปย์(ตอนใต้)ที่ซาอีร์ขณะนั้น ปฏิบัติตามศาสนธรรมของโธท(Thoht) บูชาเทพโอซิริส
'...''''''และขณะเดียวกันอีกชาวทวีปมูกลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ที่ยูคาตัง เม็กซิโก และสร้างวิหารพีระมิดขึ้นจารึกว่า"เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่แผ่นดินตะวันตก ที่ซึ่งเราจากมา" รวมถึงปิรามิดแห่งเม็กซิโกซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเมืองเม็กซิโก ซิตี้(Mexico City) คำจารึกของปิรามิดกล่าวไว้ว่า ปิรามิดถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสาวรีย์แด่การล่มสลายของแผ่นดินแห่งตะวันตก
ลักษณะวิหารพีระมิดที่เป็นอารยธรรมเมโสอเมริกา แถบทวีปอเมริกากลาง http://www.crystalinks.com/pyramidmesoamerica.html
รวมทั้งบันทึกการล่มสลายของแผ่นดินทวีปมู ที่รู้จักกันว่าคือชนเผ่ามายา
ประโยชน์ส่วนนึงของวิหารพีระมิดใช้เพื่อนักบวชประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิเพื่อบูชาเทพเจ้าดวงอาทิตย์ รา, รามู เทพเจ้าสูงสุด
ประเพณีต่างๆ ที่มาจากที่เดียวกัน
'...''''''การนับถือเทพเจ้าดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสูงสุด ของชาวอารยัน, มายาในยูคาตัง,ไอยคุปย์โบราณ ล้วนมาจากมาตุภูมิที่นั่นเรียก รา-มู สัญลักษณ์ผู้สร้าง นารายาณะ พยานาค ๗ เศียร , ความรู้เกี่ยวกับตำนานการสร้างโลก การกำเนิดจักรวาล และที่โมเสสที่ถอดมาจากภาษาฮีโรกริฟริกในไอยคุปย์ ลงสู่คัมภีร์เอซรา(Ezra) แล้วแปลลงเป็นภาษาฮิบรู เป็นพันธสัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่ในบทการสร้างโลก(Genesis)
'...''''''จะค่อยเรียงเนื้อหาการล่มสลายโดยฉับพลันของทวีปมู เมื่อ ๑๑,๕๐๐ ปีที่แล้ว ,ศาสนาแห่งโบราณ ,ธรณีวิทยา ..ฯ ลงมาโดยลำดับต่อไปครับ
หากเพื่อนสมาชิกท่านที่สนใจประวัติศาสตร์สามารถหาหนังสือ มู นครอันตธาน ลองอ่านได้ครับ
'...'''''''เนื้อหาที่จะนำมาลงไว้ โดยส่วนใหญ่อ้างอิงจากเล่มนี้และเนื้อหาบางส่วนที่ไม่มีในหนังสือเล่มนี้มาจากความรู้ความเห็นประสบการณ์เดิมเก่าๆ เพื่อประสานรอยต่อ และเติมเต็มให้ได้อรรถประโยชน์ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และร่องรอยอารยธรรมประวัติศาสตร์มนุษย์ส่วนนี้มีความชัดเจน สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่จะทำได้
'...''''''หรืออ่านศึกษาในเวปนี้ http://www.crystalinks.com/lemuria.html ไปพรางๆควบคู่ ก่อนได้ครับ
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Tue Nov 11, 2008 3:02 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Tue Jun 26, 2007 11:55 pm เรื่อง: |
|
|
สัญลักษณ์ของศาสนาโบราณทวีปมู
ศาสนาของคนโบราณ บ่งบอกได้ถึงจริยธรรม คุณธรรม จารีตในสมัยนั้นๆ
'''''''''''ขอเริ่มจาก ขอนำจารึกอักษรภาษาสัญลักษณ์ที่ใช้บนทวีปมู ที่เขียนจารึกโดยนักบวชชาวนาอะคัล(Naacal)เป็นสัญลักษณ์โบราณที่ใช้เมื่อนับย้อนไปประมาณ 50,000-30,000 ปีที่แล้ว
สัญลักษณ์ที่ 15
'''''''''''หมายถึง ดวงตาที่ครอบคลุมดูแลทั่วทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาล ภายใต้สามเหลี่ยมที่ทรงพลังที่สุดที่เป็นศูนย์กลางของทุกจักรวาลรวมทั้งเอกภพทั้งหมด
ก่อนกาลทวีปมูใช้สัญลักษณ์นี้แทนพระเจ้า รา
ในอียิปต์ หมายถึง ดวงตาแห่งเทพโอสิริส, ดวงตาที่สาม
และยังใช้อยู่ในคริสต์ศาสนา นิกายคาทอริค
และใช้กันในสมาคมfreemason ที่มีต้นสายที่ยาวนานย้อนไปได้ถึงยุคไอยคุปย์(สังเกตที่แบ็งค์ 1 ดอลล่าร์อเมริกา)
สัญลักษณ์ที่ 16 และ 18
หมายถึง ภาวะที่ดูแลสรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้สมดุล
'''''''''''สามเหลี่ยมหัวตั้ง :ซึมซับรับพลังงานทุกๆจิตวิญญาณในจักรวาล พลังงานในรูปแบบจิตวิญญาณ และการกระทำ
'''''''''''สามเหลี่ยมกลับหัว : ส่งคืนผลของการกระทำ จิตวิญญาณ ภายใต้ภาวะสมดุลย์ของพลังงานของทุกสรรพสิ่ง
'''''''''''วงกลมภายใน : คือ ภาวะการหมุนเวียนจัดสรรของวงรอบ-วงกลม พลังงานที่ไหลเข้า-ไหลออก ภายใต้ภาวะสมดุลย์
วงกลมภายนอก คือ ศูนย์กลางของทุกจักรวาล รา พระอาทิตย์ดวงแม่
สัญลักษณ์ที่ 19
'''''''''''คือ ภาวะที่ถึงจุดกัลปวสานของทุกๆเอกภพ ก่อนเข้าสู่ยุคเริ่มใหม่ มีเพียงสามเหลี่ยมพลังงานที่ซ้อนกัน กลับกลายเป็นสภาพว่างไร้สรรพสิ่ง
สัญลักษณ์ที่ 17
'''''''''''คือ การก่อกำเนิดเมล็ดพืชแรก อีกครั้ง หลังจากกาลสิ้นสุด เป็นการเริ่มใหม่ของทุกสรรพสิ่ง จากศูนย์กลางธรรมชาติภายใน
เมล็ดพืชแรก =จุดแรกที่เริ่มต้น= พินทุ(บาลี)
สัญลักษณ์ที่ 20
คือ การรังสรรค์ การสร้างของพลังแห่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ในตอนเริ่มต้น
'''''''''''แนวคิดศาสนธรรมโบราณทวีปมูมีอยู่ว่า :-
'''''''''''ในตอนเริ่มต้นนั้น มีเพียงความยุ่งเหยิง(Chaos)ทั่วทั้งจักรวาลที่มืดมิด และลำดับต่อมา ภาวะทั้งหลายดำเนินไปเข้าสู่ภาวะสงัด ไร้สรรพเสียง ต่อมาผู้สร้างพร้อมด้วย"ความปรารถนา"ได้บัญญัติอำนาจเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ทั้งสี่ขึ้น เพื่อ สร้างกฏและระเบียบในจักรวาล เพื่อให้การสร้างได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อกฏและระเบียบได้ถูกสร้างให้บังเกิดโดยพลังอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ตามความปรารถนา และบัญญัติของผู้สร้าง"
*จารึกของนักบวชนาอะคัล(naacal)) อันมีชื่อเรียกว่า ข้อเขียนดลใจอันศักดิ์สิทธิ์แห่ง มู(The Sacred Inspired Writing of Mu)
'''''''''''แผ่นจารึกนิเวน พบที่เม็กซิโก ต่อเติมความขาดหายไป ที่จากรึกแห่งนาอะคัลอ้างถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ดังบัญญัติของผู้สร้าง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกฏ และการจัดระเบียบทั่วทั้งเอกภพแผ่นจากรึกเลขที่ ๑๒๓๑ จารึกแผ่นนี้เป็นดั่งกุญแจที่ไขสู่ การทำงานและความเคลื่อนไหวของเอกภพ เป็นสัญลักษณ์แห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 (Sacred Four)
'''''''''''ปัจจุบันอาจมีชื่อเรียกต่างกันมาก เช่น สวัสดิกะ เป็นต้น โดยชาวอารยันได้นำไปใช้เป็นเครื่องหมายหนึ่งในศาสนา และสมัยนาซีเยอรมัน..ฯ
ทิศทางการหมุนวนของพลังงาน กุญแจคือปุ่มตรงกลาง เมื่อลองใช้นิ้วลองลากเส้นออกมาจากจุดเริ่มต้นวนออกมา
นี้เป็นทิศทางการหมุนวนของพลังงานในเอกภพในทางสร้างสรรของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่
'''''''''''สัญลักษณ์และความหมายของจารึก ดังกล่าวมาแล้ว ก็จะทำให้ผู้สนใจติดตามอ่านมา เข้าใจรูปสัญลักษณ์ด้านล่าง
.ความเป็นไปของสรรพสิ่งในเอกภพทั้งมวล
'''''''''''จากรูปสัญลักษณ์องค์ความรู้ทวีปมู เอกภพทั้งหลายกำลังขยายตัวออกจากจุดศูนย์กลางทุกทิศทาง ดังที่กล่าวไว้ในสัญลักษณ์ที่ 15,16 , 18,20 และ๑๒๓๑
'''''''''''การเกิดและดับของบางดาราจักรของดาวฤกษ์(อาทิตย์ดวงอื่น) ที่สามารถสังเกตุได้จากบนโลกเราได้ หมายถึง การเดินทางภาพที่มากับแสง นับพันล้านปีแสง
'''''''''''และแสงใช้เวลาเดินทาง 3x10^8 เมตรต่อวินาที(^ ยกกำลัง) ;ดังนั้นสิ่งที่เราสังเกตุเห็นในวันนี้ เป็นอดีตของดาราจักรกลุ่มนั้น เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์ และอีกหลายทฤษฎีพิเศษสามารถอธิบาย ประสานเชื่อมต่อความสัมพันธ์นี้ได้เป็นอย่างดี
สัญลักษณ์อักษรภาพมี หลายร้อยภาพ ไว้ค่อยนำลงมาโดยลำดับครับ
โดยจะเข้ามาเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมากขึ้น มากขึ้น |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jun 27, 2007 8:23 pm เรื่อง: |
|
|
ภาษาภาพบันทึกทวีปมู
'''''''''จากจารึก นาอะคัล ที่ค้นพบในอินเดีย อันที่จริง จารึกแห่งนาอะคัลนี้ เขียนโดยสัญลักษณ์และอักขระนากา (Naga) จากตำนานกล่าวกันว่า เขียนขึ้นที่แผ่นดินมู จารึกนี้ ได้ถูกนำเข้ามาที่พม่าก่อนแล้วจึงนำมาที่อินเดีย มีอายุเก่าแก่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ปี
'''''''''ค้นพบ ได้รับการแปล ค้นหาข้อมูล และเขียนออกเผยแพร่โดย พันเอกเจมส์ เชอร์ชวาร์ด เมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่แล้ว เมื่อครั้งผู้เขียนได้เข้าไปช่วยบำบัดทุพภิกขภัยในอินเดีย ท่านได้รับความไว้วางใจจากนักบวชในวัดที่เก็บจารึกเก่าแก่นี้ สอนให้อ่านภาษาจารึกนี้
ส่วนนึงของจารึก
'''''''''ส่วนภาพแรก เป็นเส้นแสงจาก ศูนย์กลางพลังงานธรรมชาติของทุกเอกภพ ที่พาดผ่านจักรวาล -อ้างอิงจาก คห.ก่อนหน้านี้
'''''''''ภาพที่ ๒ เส้นตรงหลายเส้นวางซ้อนกัน ในแนวนอน เป็นสัญลักษณ์ ของอวกาศ ส่วนสัญลักษณ์ของพญานาค ๗ เศียร เคลื่อนตัวอยู่ในอวกาศ วงกลม ที่ล้อมรอบอยู่นั้นหมายถึง เอกภพผู้สร้างทั้งมวล นารายณะ
'''''''''ลำดับทั้ง ๓ ภาพ คือ พลังงานแห่งดวงอาทิตย์ก็เกี่ยวพันของชีวิตบนโลกพลังที่ส่องมายังโลก ต่อสิ่งมีชีวิต เป็นที่มาของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง จากแสงที่ส่องมานี้ ก็ทำให้เกิดธรรมชาติสิ่งมีชีวิตบนโลก
ภาพแถวล่าง แถว๓-แถว๔
เครื่องหมายรูป สี่เหลี่ยม แทนสัญลักษณ์ทวีปมู ในทุกที่ ทุกโอกาส
มีการเกิดขึ้นของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ใช้สัญลักษณ์ ดอกบัว(พุทธะ) และ ๐๐๐ แทนหมายเลขลำดับ ๓
T ในภาษามูโบราณ หมายถึง การเกิดขึ้น ;การเกิดขึ้นนี้ ของคำแปลพิจารณาจากสัญลักษณ์ ข้างหน้าและข้างหลังของประโยค
'''''''''ภาพแต่ละภาพ แทนเหตุการณ์ต่างๆของสรรพชีวิตที่ดำเนินไป ระยะห่างของเวลาแต่ละภาพที่บรรยาย อาจกินเวลานานเป็นล้านๆปี แสนปี พันปี หมื่นปี หรือ ร้อยปี...
หลังจากนั้น...
'''''''''ภาพที่นี้อธิบายถึง การยกขึ้นของภูเขา แผ่นดินเปลือกโลก และการก่อตัวของอากาศ ต้นต่อมาจากไฟและแมลงสการับ (Scarab : แมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ในดิน และเป็นสัญลักษณ์แห่งการฟื้นคืนชีพ) ของชาวไอยคุปต์ ที่ได้จาก ชาวนาอะคัล
'''''''''ภาพนี้อธิบาย เกิดการไหวสะเทือนที่ส่วนล่าง คือ แผ่นดินเปลือกทวีปที่เกิดจากการยกตัวและชนกันของแผ่นดินทวีปส่วนเปลือกโลก ในส่วนต่างของโลกอย่างฉับพลันรุนแรง ก่อให้เกิดการยกตัวของภูเขาส่วนต่างๆ กล่าวถึงคือ ธรณีพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๑,๕๐๐ ปีที่แล้วที่ทวีปมู ส่วนที่เกิดกับทวีปแอตลันติส และส่วนต่างๆของโลกก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันนี้
'''''''''กรณีของธรณีพิบัตินี้ ชนชาวทวีปมูที่รอดมาอยู่ที่ยูคาตัง คือมายา ได้เขียนจารึกถึงเหตุการณ์นี้เช่นเดียวกัน
'''''''''เนื่องจาก อักษรภาพ ที่มีการเขียนภาษาของชาวมายา นั้นมีการแจกแจงรายละเอียดมาก เพื่อนสมาชิกผู้สนใจสามารถหาอ่านรายละเอียดได้จาก หนังสือ มู นครอันตรธาน |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jun 27, 2007 8:32 pm เรื่อง: |
|
|
สภาพความเป็นไป และการล่มสลายอย่างฉับพลันของอาณาจักร มู
''''''''''จากการถอดความจารึกแห่งนาอะคัล จารึกมายา-จารึกโตรอาโน จารึกโคเด็ก และคำบอกเล่าที่สืบทอดมาในส่วนอดีตของนักปราชญ์ต่างๆ ทำให้พันเอกเจมส์ เชอร์ชวาร์ด เขียนบรรยายถึงทวีปมูในอดีต ซึ่งจมหายสาปสูญไปโดยฉับพลันโดนธรณีพิบัติภัย ดังนี้
''''''''''ทวีปมู เป็นประเทศที่มีอาณาเขตอันกว้างไกล ที่แผ่ขยายตั้งแต่ตอนเหนือของฮาวายถึงตอนใต้ อาณาเขตทางตอนใต้ของทวีปนี้คือ หมู่เกาะอีสเตอร์ และฟิจิ มีระยะทางจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกกว่า ๘,๐๐๐ กิโลเมตร จากทิศเหนือถึงทิศใต้ มีระยะทางกว่า ๔,๘๐๐ กิโลเมตร ทวีปนี้ประกอบไปด้วยผืนดิน ๓ ผืน ที่ถูกแบ่งออกจากันด้วยช่องแคบหรือทะเล
''''''''''เราพบเห็นเพียงผืนน้ำและผืนฟ้า"* แลุหมู่เกาะเล็ก ๆ ซึ่งรู้จักในนาม หมู่เกาะทะเลใต้
มันเป็นประเทศในเขตร้อน "สวยงาม"** มี "ที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล"*** หุบเขาถูกปกคลุมไปด้วยหญ้าและทุ่งสำหรับเพาะปลูก ในขณะที่ "เนินเขาที่ทอดต่ำ"**** ก็ถูกปกคลุมไปด้วยพืชผักเมืองร้อนที่อุดมสมบูรณ์ยิ่ง
* บันทึกลาซา (บันทึกของชาวธิเบต)
**จารึกแห่งหมู่เกาะอิสเตอร์
***บันทึกกรีก
****แผ่นบันทึกหลายฉบับ
''''''''''แผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ ถูกต้องด้วยสายน้ำที่ไหลเรื่อยเป็นลำธาร และแม่น้ำหลากหลาย สาย ก่อให้เกิดเส้นสายของน้ำอันคดเคี้ยว ที่ให้ความสวยงามอย่างประหลาดรอบ ๆ เนินเขาที่เต็มไปดด้วยต้นไม้ใบหญ้า
''''''''''รวมทั้งตัดผ่านทั่วทั้งที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ พฤกษชาติ อันงดงามได้ปกคลุมผืนแผ่นดินด้วยเส้นใยอันนุ่มสีเขียว ที่ดูแล้วสบายตาสบายใจยิ่งนัก ดอกไม้ที่มีกิ่นอมอวล และสีสันสดใสช่วยแต่งแต้มสีให้กับหมู่มวลต้นไม้ ต้นปาล์์ม ที่สูงสง่า
''''''''''แม่น้ำได้ทอดตัวออกเป็นทะเลสาบที่มี "ดอกบัว"* ศักดิ์สิทธิ์ นับหมื่น นับแสนรายล้อมอยู่โดยรอบ ประดับประดาผิวน้ำที่เป็นประการดุจดั่งอัญมณีหลากสีที่ล้อมรอบผืนน้ำสีเขียวมรกต
''''''''''เหนือแม่น้ำที่ไหลเย็น สีเสื้อ ปีกฉูดฉาดโผผินอยู่ตามเจาของต้นไม้ ขยับปีกขึ้นลงราวกับการเคลื่อนไหวของเทพยาดา มันทำเช่นนี้ราวกับว่าจะยลโฉมสีสันความงามของตนบนกระจกแห่งธรรมชาติ โผจากดอกไม้อกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึง นกฮัมมิงเบิร์ด บินโฉบในระยะสั้น ส่องแสงเป็นประกายราวกับอัญมณีที่มีชีวิตภายใต้แสงของดวงอาทิตย์**
''''''''''นกน้อยขับขานประสานเสียงอ่อนหวานแข่งกันตามสุมทุมพุ่มไม้*** เสียงขับขานอันสดใสของจิ้งหรีดล่องลอยอยู่ในอากาศ ขณะที่เสียงลับ กรรไกรของตั้งแตดังแหวกอากาศขึ้นมาเพื่อจะบอกให้โลกรู้ถึงความเป็นไปของมัน
''''''''''ช้างดึกดำบรรพ์ และฝูงช้างป่าต่างท่องเที่ยวไปในป่า ในยุคแรก พร้อมทั้งสะบัด หูไปมาเพื่อขับไล่แมลงที่มารบกวน****
*จากจารึกหลายฉบับ
**บันทึก เอสเอ
***จารึกแห่งหมู่เกาะอิสเตอร์
****บันทึกอินเดียและมายา
''''''''''ทวีปอันยิ่งใหญ่ คับคั่งไปด้วยชีวิตที่ร่าเริงและมีความสุขโดยมีมนษย์ กว่า ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็นผู้ปกครองสูงสุด*
''''''''''ทุกชีวิตอาศัยร่วมกันอย่างมีความสุขบนบ้านอันยิ่งใหญ่ ที่สวยสดงดงาม "ถนนหนทางอันกว้างใหญ่และราบเรียบ ทอดยาวไปทุกทิศทางราวกับเส้นของไยแมงมุม แผ่นหินที่นำมาสร้างถนน นั้นช่างราบเรียบ และชิดติดกันจนต้นหญ้าไม่สามารถเล็ดลอดระหว่างแผ่นหินได้"**
''''''''''ในขณะนั้นประชากรทั้ง ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ประกอบไปด้วยผู้คน ๑๐ เผ่าพันธุ์ หรือ ๑๐ กลุ่ม แต่ละเผ่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่อยู่ภายใต้ การปกครองเดียวกัน***
''''''''''หลายชั่วอายุคนก่อนหน้านี้ ผู้คนได้เลือกกษัตริย์และได้ตั้งชื่อของพระองค์ โดยมีชื่อ รา เป็นชื่อหน้า จากนั้น พระองค์ได้กลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจศักดิ์์สิทธิ์ และองค์จักรพรรดิภายใต้ชื่อ รามู**** และจักรวรรดิได้รับสมญานามว่า ราชอาณาจักรแห่งดวงอาทิตย์
''''''''''ทุกคนในราชอาณาจักรนับถือศาสนาเดียวกัน ซึ่งบูชาอำนาจพระผู้เป็นเจ้าผ่านสัญลักษณ์ ต่างเชื่อในความเป็นอมตะของดวงวิญญาณที่ว่า ดวงวิญญาณจะกลับไปสู่แหล่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จากมาในที่สุด*****
''''''''''สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือ ความเคารพนับถือต่อพระผู้เป็นเจ้าที่พวกเขามี พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยพระนามของพระองค์ ในบทสวดมนต์และในบทภาวนา พวกเขาจะอ้างถึงพระผุ้เป็นเจ้าโดยใช้สัญลักษณ์ รา ผู้เป็นเทพแห่่งดวงอาทิตย์ ได้เป็นคำที่ถูกใช้แทนพระองค์ในทุกโอกาส*******
* แผ่นจารึกโตรอาโน (จารึกจากมายา)
**จารึกแห่งหมู่เกาะอิสเตอร์
***แผ่นจารึกโตรอาโน
****บันทึกลาซา และอื่น ๆ
*****บันทึก ลาซา และอื่น ๆ
******บันทึก มายา และอื่น ๆ
''''''''''ในฐานะนักบวชผุ้สูงศักดิ์ รามู เป็นตัวแทนของพระผุ้เป็นเจ้าในการสอนศาสนา เป็นที่ชัดเจนและเข้าใจกันว่า รามู เป็นเพียงตัวแทน และจะไม่ได้รับการบูชาเสมือนพระผู้เป็นเจ้า
''''''''''ในขณะนั้น ประชากรแห่งมู มีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรือง และทุกคน มีความรู้แจ้ง ไม่เคยมีความป่าเถื่อน ปรากฏให้เห็น เนื่องด้วยผู้คนทุกเผ่า เป็นบุตรแห่งมู และต่างก็อยู่ภายใต้อธิปไตย เดียวกันของแผ่นดินแม่ เชื้อชาติที่โดดเด่นในแผ่นดินมู เห็นจะเป็นชนชาติผิวขาว ผุ้ที่มีความงดงามเกินกว่าชนชาติใด เป็นผู้ซึ่งมีผิวพรรณสีขาวหรือสีมะกอก พร้อมด้วยดวงตากลมโตสีเข้ม และผมสีดำตรง นออกจากชนชาตินี้แล้วยังมีชนกลุ่มอื่นอีกที่มีผิวพรรณแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง น้ำตาล หรือผิวสีเข้ม อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร*
''''''''''พลเมืองโบราณแห่งมู นี้เป็นนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งเดินเรือจากฝั่ง ตะวันออกสู่ฝั่งตะวันตก ของมหาสมุทร และจากทะเลเหนือสู่ทะเลใต้ นอกจากนั้นพวกเขายังเป็นสถาปนิก ผู้เชี่ยวชาญที่สร้างอารามอันยิ่งใหญ่และพระราชวังหิน** พวกเขาสลักและก่อตั้งแท่งหินให้เป็นอนุสาวรีย์
''''''''''ในดินแดนแห่ง มู นี้ มีเมืองที่เป็นหลักสำคัญอยู่ ๗ เมือง เมืองซึ่งเป็นที่รองรับศาสนา ศาสตร์ และการเรียนรู้อื่นๆ*** นอกจากนี้ยังมีเมืองใหญ่และหมู่บ้านกระจายอยู่ทั่วผืนแผ่นดินทั้ง ๓ เมืองหลายแห่งถูกสร้างขึ้นบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ที่มีอยู่หลายสาย แม่น้ำเหล่านี้เป็นแหล่งค้าขาย แลกเปลี่ยน และการพานิชย์ เนื่องจากเป็นที่มีซึ่งมาจากทุกส่วนของโลกแล่นผ่านผืนแผ่นดิน มู เป็นแหล่งกำเนิด และเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมความเจริญรุ่งเรืองของโลก รวมทั้งความรู้ต่างๆ การค้า และการพานิชย์ ประเทศอื่นๆในโลกล้วนแล้วแต่เป็นอาณานิคมของ มู
* แผ่นจารึกโตรอาโน ,โคเด็กซ์ คอร์เตซิอานุส และอื่นๆ
** วัลมิกิ
*** บันทึกลาซา
''''''''''ตามหลักฐานที่ปรากฏในบันทึก แผ่นจารึก และประเพณี การถือกำเนิดของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นบนดินดินแห่งมู และด้วยเหตุนี้ มู จึงมีอีกชื่อหนึ่งคือ แผ่นดินแห่งกุย(Land of Kui)* อารามหินปราศจากหลังคาที่ถูกสลักอย่างสวยงามประดับประดาเมืองทั่วไป ความไม่มีหลังคานี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้รังสีแห่ง รา สาดส่องลงมายังศรีษะของผู้สวดภาวนาแสงที่สาดส่องนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมรับ โดยพระผู้เป็นเจ้า บุคคลผู้มั่งคั่ง ประดับประดาตนด้วยเครื่องแต่งกายที่เต็มไปด้วยอัญมณีและหินสีล้ำค่า พวกเขาอาศัยอยู่ในพระราชวังอันสง่างาม ที่เต็มไปด้วยคยรับใช้มากมาย** ดินแดนที่เป็นเมืองขึ้นได้เริ่มมีขึ้นทั่วทั้งผืนโลก
''''''''''ในการที่เป็นผู้เดินเรือที่ยิ่งใหญ่ เรือของพวกเขาได้บรรทุกผู้โดยสารและสินค้าจากดินแดนเมืองขึ้นต่างๆอย่างสม่ำเสมอ*** พลบค่ำอันแสนเย็นสบาย เราจะพบเห็นเรือสำราญที่เต็มไปด้วยสุภาพบุรุษสุภาพสตรีที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอันหรูหรา ประดับประดาไปด้วยอัญมณี กรรเชียงอันยาวของเรือเพิ่มจังหวะให้กับเสียงเพลงและเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของผู้โดยสาร
''''''''''ในขณะที่ผืนแผ่นดินอันยิ่งใหญ่แห่งนี้กำลังพุ่งสูงสุด เป็นศูนย์กลางของอารยธรรม ความรู้ การค้า และการพานิชย์ พร้อมด้วยวิหารหินอันยิ่งใหญ่และอนุสาวรีย์ที่ได้ถูกสร้างขึ้น**** การมาเยืยนของความกลัวได้ไล่ตามมาติดๆ
* แผ่นจารึกโตรอาโน และอักขระอื่นๆ
** บันทึกลาซา
*** วัลมิกิ
**** ซากร่องรอยบนหมู่เกาะ
''''''''''เสียงคำรามดังกระหึ่มจากใต้โลก ติดตามด้วยแผ่นดินไหวและภูเขาไฟที่เริ่มระเบิดจากส่วนใต้ของแผ่นดินทางชายฝั่งด้านใต้* มีคลื่นลูกใหญ่ม้วนตัวจากมหาสมุทรเข้ามาปกคลุมแผ่นดิน ผืนน้ำกลืนเมืองหลายเมืองให้จมดิ่งลงไป ภูเขาไฟพ่นไฟ ควัน และลาวาออกมา แต่ลาวาไม่ได้ไหลไป กลับทับถมกันจนเป็นรูปกรวย มียอดที่แหลมสูง ซึ่งกลายเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของเกาะแถบทะเลใต้ในปัจจุบัน** ในที่สุดการระเบิดก็ได้สงบลงภูเขาไฟมอดดับและอยู่ในความสงบตั้งแต่บัดนั้นมา
''''''''''หลังจากการระเบิดได้สงบลง ประชากรของแผ่นดิน มู จึงค่อยๆผ่านพ้นจากความหวาดกลัว เมืองที่ปรักหักพังได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ การค้าและการพานิชย์ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง กาลเวลาได้ผ่านไปหลายรุ่น จนเหตุการณ์อันน่าหวาดกลัวนั้นได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ แผ่นดิน มู ต้องตกเป็นเหยื่ออีกครั้งหนึ่งในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ผืนดินไหว ทวีปทั้งทวีปม้วนตัวราวกับคลื่นของมหาสมุทร แผ่นดินสั่นไหวสะท้านสะเทือนราวกับใบไม้ของต้นไม้ที่อยู่ท่ามกลางพายุ วิหารและพระราชวังพังราบลงสู่พื้นดินอนุสาวรีย์และรูปปั้นคว่ำทลายลง เมืองหลายเมืองกลายเป็นกองของซากปรักหักพัง***
''''''''''ขณะที่แผ่นดินสั่นสะเทือนขึ้นลงนั้น ไฟจากเบื้องล่างได้ระเบิดขึ้น เปลวไฟลุกพุ่งสู่มวลเมฆ ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า ๔.๘ กิโลเมตร**** เปลวไฟได้บรรจบกับลำแสงของสายฟ้าที่มีอยู่ทั่วทั้งท้องฟ้า ควันหนาสีดำปกคลุมทั่วทั้งแผ่นดิน คลื่นลูกใหญ่ม้วนตัวสู่ชายฝั่ง***** และขยายตัวสู่ที่ราบ
* เกาะอีสเตอร์ และหมู่เกาะอื่นๆ
** เกาะอีสเตอร์ และหมู่เกาะอื่นๆ
*** แผ่นจารึกโตรอาโน,โคเด็กซ์ คอร์เตซิอานุส และบันทึกลาซา
**** ฮาวาย เกาะนิอัวฟู(Niuafou) และอื่นๆ
***** บันทึกกรีก
'''''''''''เมืองและสิ่งมีชีวิตถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา เสียงร้องไห้ อันเจ็บปวดทรมานของผุ้คนมากมายดังไปทั่วบริเวณ พวกเขาต่างหาที่หลบภัยตามวิหารและป้อมต่าง ๆ แต่ก็ต้องพบกับเปลวไฟ และกลุ่มควัน สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในเครื่องแต่งกายที่หรูหรา ประดับประดาด้วยอัญมณีต่างเป็นร้องเป็นเสียงเดียว "มู ช่วยชีวิตพวกเราด้วย"*
''''''''''ดวงอาทิตย์แสดงตัวที่ขอบฟ้าภายใต้กลุ่มที่ปกคลุมผืนแผ่นดินดวงอาทิตย์ช่างดุราวกับลุกไฟสีแดงดวงใหญ่ที่กำลังเผาผลาญด้วยความโกรธ เมื่อดวงอาทิตย์ได้ลับขอบผ้าไปแล้ว ความืดมิดจึงได้เข้าครอบงำ จะมีก้เพียงแต่แสงไฟที่มาจากแสงวูบวาบ ของสายฟ้า อันดัังกึกก้อง แผ่นดินผืนนี้ก็ถึงวาระที่จะจมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ลงไปสู่ปากทางแห่งนรกหรือถังแห่งไฟ
''''''''''ขณะที่แผ่นดินที่แหลกสลายจมลงสู่ห้วงเหวแห่งไฟนั้น เปลวไฟได้ ลุกล้อมรอบและหุ้มห่อแผ่นดินไว้*** เปลวไฟกำลังทวงสิทธิ์กับเหยื่อของมัน ซึ่งก็คือ ดินแดนมู และประชากรของเธอกว่า ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับไฟนี้ ****
''''''''''ขณะที่มู จม ลงสุ่อ่าวแห่งไฟนั้น พลังอำนาจ อีกอย่างหนึ่งก็ได้เข้ามาซ้ำเติม นั่นก็คือ ผืนน้ำกว่า ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งเข้าถาโถมไปทั่วบริเวณ น้ำและไฟพบกันตรงบริเวณที่เคยเป็นศูนย์กลางของแผ่นดิน และที่ตรงนั้นเองที่เกิดการเดือนพล่าน
*บันทึก ลาซา
**แผ่นจารึก โคเด็กซ์ คอร์เตซิอานุส (แผ่นจารึกของมายา) และโตรอาโน
***บันทึก ไอยคุปต์
****แผ่นจารึก โตรอาโน
''''''''''มูดินแดนมาตุภูมิ ของมนุษยชาติ ด้วยเมืองทั้งหลายที่น่าภาคภูมิใจ พร้อมด้วยวิหาร พระราชวัง ศาสตร์ และศิลป์ของเธอได้กลายเป็นภาพความฝันในอดีต ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ทำหน้าที่ดังผ้าผืนใหญ่ ที่ห่อหุ้มดินแดน ไว้เบื้องล่าง ความหายนะของทวีปครั้งนี้ เป็นก้าวแรกของการเสื่อมสลาย ของอารยธรรม อันยิ่งใหญ่อารยธรรมแรกของโลก เป็นเวลาเกือบ ๑๓,๐๐๐ ปี ที่ความเสื่อมสลายของมูได้แผ่อำนาจปกคลุมพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของโลก
''''''''''แม้ว่าในบางส่วนจะดีขึ้น ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ เมื่อทวีปได้แตกแยก ขาดสะบั้น และจมลง สันและยอดของแผ่นบางส่วนยังคงเหลืออยู่ให้เห็นเหนือผืนน้ำ นั่นทำให้เกิดเกาะและหมุ่เกาะทั้งหลายแตกแยก และมีลักษณะขรุขระเป็นเหลี่ยมแหลม เนื่องจากพลังภูเขาไฟ ที่ได้เกิดขึ้นภายใต้หมู่เกาะเหล่านั้น หมู่เกาะเหล่านี้ได้รองรับ มนุษยชาติ ที่หลบพนีจากดินแดนที่จมลงสู่พื้นน้ำ ดินแดนซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าของ หรือดินแดนที่เป็นมาตุภูมิ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนประกอบของผืนน้ำ ที่พลุงพล่านอยู่รอบ ๆ เกาะ
''''''''''หลังจากที่ได้กลืนผืนดินอันเป็นมาตุภูมิ ของมนุษยชาติ แล้วนั้น ผืนอันกว้างใหญ่ได้สงบนิ่ง ราวกับว่าพึงพอใจในผลงานอันร้ายกาจของตนและผืนน้ำที่ว่านี้ก็คือ มหาสุมทรปาซิฟิก ซึ่งมีความหมายถึง ความสงบ
''''''''''บนเกาะเหล่านี้ประชากรของมูที่รอดชีวิตได้มารวมตัวกัน รอคอย ให้เหตุการณ์แผ่นดินไหวอันเลวร้ายบรรเท่าลง พวกเขาเห็นวิหารและพระราชวัง เรือ และถนนของพวกเขาพังทลายลง และถูกกลืนกินโดยผืนมหาสมุทร ประชากรเกือบทั้งหมดถูกดูดกลืนไปกับความหายนะครั้งนี้ ประชากรจำนวนน้อยของมู ที่เหลือรอดชีวิต พบว่าพวกเขาอยู่ในสถานะที่สิ้นเนื้อประดาตัว และหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
''''''''''พวกเขาไม่มีอะไรเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือต่าง ๆ ที่อยุ่อาศัย ผืนดิน และอาหารที่มีอยู่ก็มีเพียงน้อยนิด ล้อมรอบพวกเขาคือ ผืนน้ำที่กำลังเดือดพล่าน เบื้องบนคือกลุ่มเมฆหมอกอันหนาทึกที่ปประกอบไปด้วยด้วยไปน้ำ ควันไฟ และเถ้าถ่าน กลุ่มหมอกนี้ได้บนบังแสงสว่างจนหมดสิ้น ก่อให้เกิดความมืดมิดที่ยากจะทะลุ ผ่านได้ เสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องปิดฉากชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผู้รอดชีวิต มันช่างเป็นภาพที่น่่ากลัวสำหรับพวกเขา
''''''''''ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขากำลังเผชิญกับความน่ากลัวอีกแขนงหนึ่ง นั่นก็คือ ความตายจากการอดอาหาร และการตกแดดตากลมเนื้อจากไร้ที่อยุ่อาศัย มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถเอาชีวิตรอดจากความยากลำบากแสนสาหัสนี้ ผุ้คนส่วนมากเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา
ภาพวาดจินตภาพชาวทวีปมู สืบผ่านทางอารยธรรมมายา-ยูกาตัง(เม็กซิโก)
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Sun Jan 06, 2008 11:15 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jun 27, 2007 8:34 pm เรื่อง: |
|
|
ร่องรอยอารยธรรมทวีปมูในอดีต ที่พบในปัจจุบัน ณ สถานที่ต่าง ๆ
ทวีปมู ที่ ตองกาตาบู
บาสทิน
โมอัย
ไทเนียน
xochi
xochicalo
uxmal(ยูกาตัง-เม็กซิโก)
โตรอาโน-แผ่นจารึกโตรอาโน
xochicalo
สัญลักษณ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของชาวนาอะคัล(naacal)หรือชาวทวีปมู |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Tue Dec 25, 2007 9:34 am เรื่อง: |
|
|
ความรู้คำสอนทางจิตวิญญาณศาสนธรรมโบราณ :
''''''''ดวงจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นคนๆหนึ่งนั้น มีชีวิตอยู่แล้วก็ตายไปจากชีวิตนั้น วนเวียนไปอยู่ชั่วกัลปวสาน มีเพียงความมืดเป็นฉากคั่นระหว่างจากชีวิตเก่าไปยังชีวิตใหม่"
''''''''หากคุณสูญเสีย พ่อ แม่ ญาติคนที่รัก สามี ภรรยา ...ฯลฯ คุณอย่าได้คร่ำครวญเสียใจฟูมฟาย ร่ำไห้ ตีอกชกตัวจนเกินไปนัก เพราะไม่นานคุณจะได้พบพวกเขาอีก
''''''''พลังงานของดวงวิญญาณเขาเหล่านั้นไม่เคยสิ้นสูญ วิญญาณเพียงแต่กลับไปรอฟื้นคืนพลังงานรอบใหม่ ณ จุดศูนย์กลางพลังงานของธรรมชาติจิตวิญญาณสากล แล้วก็กลับมาเกิดใหม่อีกเมื่อรอบใหม่มาถึง ด้วยอาศัยเหตุปัจจัย วิบาก วาสนา ที่เคยได้กระทำด้วยกันไว้เดิม คุณจะได้เจอผู้ที่เคยผูกพันใหม่ ในรูปแบบใหม่ รูปกายใหม่ และเงื่อนไขความสัมพันธ์ใหม่ ที่เกาะเกี่ยวสัมพันธ์กันไปในหมู่ญาติวงศ์ หรือผู้คนรอบข้าง เพื่อต่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย มีชะตากรรมวนเวียนประสบกันจนแทบไม่มีจุดสิ้นสุด"
''''''''เมื่อพลังงานของความเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดผูกพัน ค่อยๆเลือนหายไป ดวงวิญญาณนั้นไปสู่ที่อื่นที่มีสัมพันธ์ ชาติแล้วชาติเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนในโลกพ่อแม่เป็นพี่น้องกัน เป็นคำกล่าวที่คงไม่เกินเลยความจริงไป
''''''''มนุษย์ใช้ชีวิตมาแล้วไม่ถ้วน ชั่วกัลปวสาน ดวงจิตวิญญาณที่แสวงหาไปยังร่างกายต่างๆกัน ชีวิตแตกต่างๆกันแต่ละภพชาติ มนุษย์มิได้ทราบว่าเมื่อครั้งก่อนเคยเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงไหนเวลาใดมาบ้าง แม้บางหนบางครั้งปรากฏเป็นภาพนิมิต บางครั้งเป็นภาพฝันแต่ก็มีสามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าปมแห่งดวงจิตห้วงเวลานั้นๆที่ผันผ่านเป็นเช่นไร
''''''''*ดวงจิตวิญญาณ บางเวลา บางสถานที่ของโลกเรียกว่า อาตมัน คำว่า อาตมัน หรือ อาตมา รวมมาจากคำว่า อัตตา(ตัวตน) + มนะ(หรือ มนัส ใจ-มโน) แปลว่า ตัวตนที่มีใจครอง ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม คือกระบวนการพัฒนาวิวัฒน์คุณธรรมทางจิตวิญญาณ ไปตามวิถีทางที่ควรจะเป็น เพื่อสู่พรหมัน หรือนิรวาณ หรือนิพพาน
''''''''ดวงจิตวิญญาณ เสมือนระลอกคลื่นในทะเล เมื่อประจักษ์แท้ความจริงแท้ว่า ตัวมันมิใช่ระลอกคลื่นทว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งมหานที สภาพไร้ตัวตน สภาพที่ไม่มีจุดเริ่ม จุดสิ้นสุด ไม่มีเสื่อมสลาย ห้วงมรรณพที่ไม่มีเกิด ไม่มีดับ ชั่วนิรันดร ดวงจิตวิญญาณนั้นย่อมพบทางถอดถอนออกจากการเกิด แก่ เจ็บ และตาย
Helga Art Galleries
http://www.art-iceland.com/helga-sigurdardottir-list-salarinnar.html
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
admin Site Admin
เข้าร่วม: 16 Jun 2007 ตอบ: 50
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Sun Jan 06, 2008 11:06 am เรื่อง: |
|
|
บางส่วนที่น่าสนใจของหนังสือ มู นครอันตธาน
ที่ได้นำเนื้อหาบางส่วนลงไว้ก่อนหน้านี้แล้วข้างบน
 |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Tue Nov 11, 2008 11:16 am เรื่อง: |
|
|
สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์โบราณ-ความหมาย
 _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|