ธรรมศาลา ธรรมศาลา
ชุมชนกัลยณมิตรธรรม
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

เหล็กไหล แร่ธาตุกายสิทธิ์

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> วิทยาศาสตร์ทางจิต
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Fri Feb 29, 2008 11:56 am    เรื่อง: เหล็กไหล แร่ธาตุกายส ตอบโดยอ้างข้อความ

read

ตำนานเหล็กไหล



เหล็กไหล คือ ก้อนแร่เหล็กบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ได้รับการอธิษฐานบรรจุฤทธิ์ โดยพระฤาษีผู้ทรงฌาณชั้นสูง เพื่อธำรงคุณงามความดี โดยมีธาตุกายสิทธิ์เป็นผู้คอยช่วยเหลือผู้ที่มี ความทุกข์ยากให้พ้นภัย จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มีรังสีหรือพลังปราณที่ทรงอำนาจในการป้องกันตัว และสิ่งที่อยู่ ใกล้ตัว ให้พ้นจากภัยอันตรายอันเกิดจากอาวุธปืนหรือของมีคม เป็นสสารที่มีชีวิตเป็นอมตะและหายากยิ่ง ต้องมีพิธีกรรมมากมายกว่าจะได้มา ฉะนั้นเหล็กไหลจึงเป็นวัตถุอาถรรพณ์ที่ มีราคาแพง เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เหล็กไหลมีอานุภาพยอดเยี่ยม สามารถคุ้มครองชีวิตคนที่มีเหล็กไหลพกติดตัว และจะได้รับความคุ้มครองให้ปลอดภัยจากอุบัติภัยร้ายแรงรวมถึงอาวุธร้ายแรงนานาชนิดได้อย่างอัศจรรย์นั่นเอง

read

กำเนิดเหล็กไหล



ย้อนกาลเวลาไปนานแสนนาน ในสมัยอสงไขยแสนกัลป์กาลก่อนโน้น มหาฤาษีกไลโกษฐ์ผู้สำเร็จญาณสมาบัติ เป็นผู้เพ่งฌาณเรียกแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะแข็งตัวได้ หลอมเหลวได้ สลายตัวได้และรวมตัวได้ มีลักษณะเหมือนเหล็กแต่ไม่ใช่เหล็ก ท่านเรียกให้มารวมตัวกันอยู่ตามถ้ำตั้งแต่สมัยแอตแลนติสซึ่งเคยมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในยุคนั้น แต่ได้ล่มสลายหายไปจากแผนที่โลก เชื่อกันว่าทวีปนี้ได้จมหายไปในมหาสมุทรเมื่อคราวน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ และโนอาได้เป็นผู้สร้างเรือใหญ่หนีน้ำท่วม ตามเรื่องราวที่ได้ถูกบันทึกอยู่ในคัมภีร์โบราณ
นอกจากนี้ยังมีท่านมหาฤาษีกัสสปและเหล่ามหาฤาษีผู้ทรงฌาณสมาบัติบรรลุ อภิญญาสูงสุด ท่านก็เป็นผู้ที่ได้เพ่งฌาณเรียกแร่ดังกล่าวมารวมกันที่ผนังถ้ำ เพื่อเป็นที่พำนักของวิญญาณ ได้เล็งเห็นด้วยอำนาจทิพยจักษุญาณว่า ภายใต้แผ่นดินนี้ลึกลงไปประมาณ 3 กม. มีแหล่งรวมของธาตุกายสิทธิ์มากมายหลายชนิด หล่อหลอมเหลวปะปนรวมกันอยู่ ในใจกลางโลก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในโลกวิทยาศาสตร์ ว่า “ลาวา” นั่นเอง แต่ภายใต้หินลาวาเหล่านั้นมี “แร่เหล็ก” ชนิดหนึ่งสมบูรณ์ด้วยคุณภาพ และเยี่ยมยอดเหนือกว่าเหล็กชนิดอื่น

read

มหาฤาษีผู้ทรงฤทธิ์อภิญญา จึงใช้พลังจิตด้วยฤทธิ์อภิญญาของท่านดึงเอาแร่เหล็กดังกล่าวขึ้นมาจากใต้ลาวา อธิษฐานจิตให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์สุดวิเศษ มีอำนาจกายสิทธิ์ มีฤทธิ์ คุ้มครองปกป้องสรรพภัยได้อย่างอัศจรรย์ ดัวยพลังอำนาจจิตชั้นสูงปลุกเสกบรรจุไว้ด้วยอำนาจแห่งฤทธิ์ของมหาฤาษี นั้น จากนั้นได้ใช้อำนาจอิทธิฤทธิ์ตัดเหล็กวิเศษออกทำเป็นรูปเคารพของตน เช่น รูปพระอิศวร รูปพระนารายณ์ รูปพระพรหม แล้วอัดพลังเจโตสมาธิหรือพลังฌาณเข้าไปพร้อมกับอธิษฐานให้เกิดความศักดิ์สิทธิ

แต่ก็มีมหาฤาษีบางตนมีศรัทธาแก่กล้า เข้าฌาณเต็มอัตราแล้วถอดจิตหรืออาตมันของตนเองด้วยมโนมัยฤทธิ์ เข้าไปอยู่ในเทวรูปเหล็กวิเศษนั้นเลย ทีเดียว ถือว่าเป็นการสละชีวิตบูชาองค์พระผู้เป็นเจ้าตามลัทธิความเชื่อถือ ฤาษีตนอื่นเห็นเข้าก็เอาแบบอย่าง เพราะถือว่าเป็นกุศลสูงสุดที่ได้เอาดวงจิตเข้าร่วมปรมาตมันของพระผู้เป็นเจ้าโดยทางลัด

ต่อมาฤาษีอื่น ๆ เห็นว่าการถอดจิตเข้าในเทวรูปนั้นมีมากแล้ว น่าจะเข้าสิงสู่ในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะยังคงขลังและศักดิ์สืทธิ์เหมือนเดิม เพื่อให้สาธุชนได้ไว้สักการะบูชาเพื่อความเป็นศิริมงคล คุ้มครองป้องกันชีวิตและทรัพย์สมบัติ

ดังนั้นฤาษีผู้บำเพ็ญญาณอื่น ๆ ที่บำเพ็ญบารมีถึงขั้นพรหมในถ้ำต่าง ๆ จึงได้ถือเป็นแบบอย่างสืบทอดกันมา ก็จะทำการเพ่งฌาณเรียกเอาแร่ธาตุกายสิทธิ์ดังกล่าวให้ไหลมารวมตัวกันเป็นสังขารอมตะ สำหรับวิญญาณซืมสิง เมื่อกายเนื้อได้แตกดับทำลายลงไปตามกาลเวลา ด้วยเหตุนี้ตามถ้ำต่าง ๆ จึงมีเหล็กไหลซุ่มซ่อนแฝงเร้นกายสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

นับได้ว่าเป็นต้นแบบของเหล็กไหลที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก จนในกาลต่อมาได้เป็นคติ นิยมสืบทอดกันมาในทางพระพุทธศาสนา ที่ผู้สำเร็จฌาณอภิญญาชั้นสูง นิยมถอดจิตตนเองด้วยวิธี มโนมยิทธิ เข้าสิงในรูปปั้นพระพุทธปฏิมากร แล้วอธิษฐานให้พระพุทธรูปนั้นลอยไปตามน้ำ เห็นสถานที่ใดเหมาะสมที่จะให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา ชาวบ้านก็จะทำพิธีบวงสรวงชักลากขึ้นไปสักการบูชาได้สำเร็จ เช่น หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อทอง เป็นต้น

เหล็กไหลนี้จึงเปรียบได้กับร่างกายของท่านมหาฤาษีทั้งหลาย ที่มีวิญญาณอันเป็นอมตะของท่านมหาฤาษีครองอยู่ จึงได้เกิดอภินิหารเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวง จนบางครั้งมีผู้เรียกขานกันว่า “ธาตุกายสิทธิ์”

read
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Fri Feb 29, 2008 11:58 am    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

read

เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์



คำว่า”ธาตุกายสิทธิ์”นั้น หมายถึง วัตถุธาตุบางชนิดที่ปรากฏอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ ประกอบไปด้วยพลังงานอันมหาศาล อันเกิดจากเจตสิกผู้ครอบครองธาตุนั้นแฝงเร้นอยู่ ใช้สำหรับป้องกันภัยให้กับตนเองโดยธรรมชาติ แต่บางครั้งไม่ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจน กลับซืมลึกลงไปอยู่ใต้พื้นผิวโลก ตามป่าตามเขา ตามถ้ำ แม้แต่ห้วยหนอง คลองบึง รอจนกว่าผู้ที่มีภูมิจิตภูมิธรรมสูงไปพบเข้าแล้วหยิบยกเอาธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ เพื่อมวลมนุษยชาติและปกป้องคุ้มครองคนหมู่มาก ดังนั้นจึงเชื่อกันว่า “เหล็กไหล” จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยธาตุที่สำคัญดังนี้

1. ธาตุเหล็ก คือ ธาตุหลักเนื่องจากมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในยุคนั้น

2. ธาตุดิน ที่ถูกความอัดแน่นของโลก จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาเป็นหินสีต่าง ๆ เช่น เพชร นิล จินดา อัญมณีหลากสี

3. ว่านมหามงคล ที่มีฤทธิ์อำนาจในตัว เช่น ว่านต่าง ๆ ไพรดำ ซึ่งเป็นพืชที่ดูดซับเอาพลังต่าง ๆ จากผืนดินเก็บสะสมเอาไว้ในตนเอง จนเกิดฤทธิ์เดช

4. ปรอท หรือธาตุอื่น ๆ ที่สามารถเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง โดยการอ่อนตัวแล้วกลิ้งไหลไป มีฤทธิ์อำนาจทางความยืดหยุ่น หรือหดตัวเองได้ หลีกภัยได้เร็ว ปรับสภาพตนเองให้เป็นไปในลักษณะต่าง ๆ ได้

ดังนั้นแร่เหล็กที่อยู่ภายใต้ลาวานั้น ย่อมได้รวบรวมเอาสรรพสิ่งจากธาตุ กายสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้นรวมกันไว้ในตัวเอง คือมีฤทธิ์ในการปกป้องตนเองให้พ้นจากภัยในทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นเมื่อมหาฤาษีได้ใช้อิทธิฤทธิ์ดึงธาตุเหล่านี้ขึ้นมา แล้วถอดจิตด้วยฌาณสมาบัติเข้าแฝงตนอยู่ในธาตุ กายสิทธิ์เหล่านี้ เพื่อฝึกฝนปฏิบัติทางจิตให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงทำให้เจตสิกของผู้ทรงฌาณนั้นเกิดพลังอันมหาศาล แม้แต่จะงอเหล็กก็ยังได้ จนมนุษย์ได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ทราบว่ามันคืออะไร ก็เลยเรียกกันว่า “เหล็กไหล” ตามสภาวะการแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ที่ปรากฏต่อสายตาในขณะนั้นนั่นเอง คือลักษณะเหมือนก้อนเหล็กที่ยืดตัวได้ มีสีสรรต่าง ๆ กันหลายรูปแบบ เหล็กไหลจึงเป็นธาตุ กายสิทธิ์ที่ ทรงอิทธิฤทธิ์ จนกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ผู้คนแสวงหาไม่รู้จักจบมาทุกยุคทุกสมัยตราบจนเท่าทุกวันนี้

เหล็กไหลมีหลากหลายชนิด ลักษณะเป็นเนื้อโลหะสีมันวาวสะท้อนแสงได้ดี แข็งมีน้ำหนักเหมือนโลหะทั่วไป สนิมไม่กินเนื้อ มีพลังอำนาจในตัว ทางธรณีวิทยาเราจัดเป็นแร่ ประเภทหนึ่ง แต่ คนโบราณได้ค้นพบธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ขึ้นมา โดยการอนุมานจากอนุภาคธรรมชาติ ที่แสดงตนออกมาตามสภาพที่พบเห็นแล้วเรียกมันว่า “เหล็กไหล” เช่น ยืดได้หดได้ด้วยตนเอง ไหลยืดออกมาเป็นทางยาว ดับความร้อนได้ ชอบกินน้ำผึ้ง มีฤทธิ์ทำลายฟอสฟอรัสหรือหัวไม้ขีดให้หมดสภาพไปได้ คือจุดไม่ติด เมื่อมีการทดลองให้ประจักษ์แก่สายตาในอิทธิ์ฤทธิ์ปาฎิหาริย์ จึงทำให้เกิดมีความปรารถนาและมี ความต้องการสูง มีการติดต่อซื้อขายกันในราคาที่ค่อนข้างสูง คิดตามน้ำหนักเป็นบาทหรือเป็นชิ้นเป็นองค์ในราคาหลักร้อยล้านกันขึ้นไป

ดังนั้น “เหล็กไหล” จึงเป็นที่ปรารถนาและใฝ่ฝันของคนทั่วไป แม้บางที่จะต้องเสี่ยงภัยถึงขั้นเอาชีวิตแลกก็ยอม เรื่องราวของเหล็กไหลจึงดูเหมือนเป็นเรื่องลี้ลับซับซ้อน และหลายคนคงอยากจะรู้เหมือนกันว่า เหล็กไหลคืออะไรกันแน่ ? เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? เหล็กไหลที่ทรงอิทธิฤทธิ์นี้ มีจริงหรือไม่ ? จึงเป็นปรัศนีที่ท้าทายความกระหายใคร่อยากรู้ตามลักษณะวิสัยของมนุษย์ จึงทำให้ต้องเที่ยวหาคำตอบจากผู้รู้ทั้งหลาย หรือผู้มี ประสพการณ์ที่มีความรู้ที่พึงเชื่อถือได้ จนกลายเป็นตำนาน “เหล็กไหล” ที่เล่าขานที่สืบทอดกันมาแต่สมัยโบราณตราบถึงปัจจุบัน บางครั้งก็มีผู้ขนานนามว่า “ธาตุน้ำนมพระแม่ธรณี”

buzz typing shutter fl
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Fri Feb 29, 2008 12:00 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

read

ธาตุน้ำนมพระแม่ธรณี

พระแม่นางธรณีเป็นผู้รักษาแผ่นดินโลก และสิ่งที่เป็นของแข็งอยู่ในโลกเรานี้จึงได้ถูกเรียกว่า “ธาตุดิน” ดังนั้น “เหล็กไหล” จึงจัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่เกิดขึ้นมาจากธาตุ ของ “พระแม่นางธรณี” นั่นเอง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกในหลายศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดย่อมก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของแร่ธาตุต่าง ๆ ตามกฎของธรรมชาติ

เหล็กไหลประเภทต่าง ๆ ที่อยู่ตามป่าเขา ตามถ้ำจึงได้เริ่มปรากฏตัวสู่โลกภายนอกในรูปแบบต่าง ๆ ส่วนเหล็กไหลที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟระเบิด ตัวแร่เหล็กไหลจะอยู่ ใจกลางก้นบ่อของภู เขา และจากความร้อนแรงที่หลอมละลายอยู่ภายใจกลางโลก จึงทำให้แร่ธาตุต่าง ๆ รวมตัวเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดการไหลรวมตัวกับแร่ธาตุอื่น ๆ อีกหลายชนิด

ธาตุเหล็กไหลนี้จัดได้ว่า มีชีวิตจิตวิญญาณ และเป็นธาตุกายสิทธิ์ ด้วยว่ามันมี พลังงานอยู่ ในตนเองสูงมาก พลังงานนี้จะเทียบเท่ากับน้ำหนักหรือแรงกด เหมือนกับสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก ๆ จนบางครั้งยกไม่ขึ้น หรือยกขึ้นไม่ไหว นี่แหละคือคุณค่าพิเศษของธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ จึงจัดเป็นธาตุที่หาได้ยากมาก จะอยู่ตามถ้ำ ตามหน้าผา หุบเขา หรือภูเขา บางครั้งเราเรียกกันว่า “ธาตุน้ำนมของพระแม่นางธรณี” ด้วยเกิดจากสิ่งหลอมเหลวภายในโลกนั่นเอง จึงเปรียบเสมือนเลือดน้ำนมในอกของพระแม่ นางธรณี

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้พลังงานจากธาตุกายสิทธิ์หลายชนิดอันเกิดจากแร่ธาตุธรรมชาติ มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องมือทางการแพทย์ อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ และอีเล็คโทรนิค

ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลก็เช่นกัน เมื่อคนเราได้ค้นพบพลังงานอันมหาศาลที่ ซ่อนเร้นอยู่ จึงกลายเป็นของที่ทุกคนสนใจใคร่แสวงหากัน และจะหาธาตุเหล็กใดในโลกนี้บ้าง ที่มีพลังลึกลับอันมหัศจรรย์ซ่อนเร้นอยู่ในตัว เพราะเป็นพลังที่พิสดารจากธรรมชาติ เนื่องจากธาตุเหล็กธรรมดา ถ้าสัมผัสพลังดูแล้วจะรู้สึกว่าธรรมดา แต่ถ้าเป็นเหล็กไหลจะรู้สึกถึงพลังอันหนักหน่วง มีน้ำหนักมากจนรู้สึกได้

การสัมผัสพลังของเหล็กไหลนั้น จะต้องอาศัยการฝึกฝนศึกษาจาก กรรมฐานจนเกิดญาณทัศนะ สัมผัสได้ลึกละเอียด มองเห็นและถ่ายทอดออกมาทางอารมณ์ความคิด เพราะพลังธรรมชาติ กับพลังจากพุทธคุณหรือการสวดยัดวัตถุธาตุมงคลนั้นย่อมจะแตกต่างกัน เหล็กไหลจึงจัดเป็นเหมือนแก้วกายสิทธิ์สำหรับผู้ครอบครองที่มีบุญบารมีเท่านั้น

การสัมผัสด้วย “ญาณ” จากผู้มีบารมีธรรมแต่ละคนนั้น ย่อมจะต้องได้คำตอบถึงคุณลักษณะของเหล็กไหลที่ตรงกัน พลังของเหล็กไหลนั้นรุนแรงมาก จนผู้ทดสอบพลังต้องคลายมือออกจากเหล็กไหลนั้น เพราะจะรู้สึกจุกแน่นหน้าอก เหมือนถูกพลังอันหนักหน่วงโถมใส่จนรับไว้ไม่ไหว จำเป็นต้องคลายสมาธิ โดยฉับพลัน ก็พลังนี้แหละจะสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของคนเราได้ มองเห็นต่างหูต่างตาแทนเราได้ จึงทำให้วัตถุ มงคลเหล็กไหลเหมือนมีชีวิตจิตวิญญาณ
http://www.nakusol.com/node/3

buzz typing shutter fl
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 591

ตอบตอบเมื่อ: Sat Mar 01, 2008 1:54 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

จากที่คุณ poom076 ตั้งหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่มีประโยชน์ครับ
ขอนำความรู้บางอย่างที่พบเห็นเข้ามาร่วมแชร์ครับ

เมื่อ พ.ศ.2537 ผมเคยมีประสบการณ์อยู่ในคณะเข้าไปร่วมตัดเหล็กไหล ที่ถ้ำมาลัย จ.พัทลุง กับอาจารย์วิน แคล้วคลาด (คลองท่อม จ.กระบี่)ซึ่งปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ตอนนั้นอายุผมใกล้จะเข้า 18-19 ปี ใกล้ๆ 20

ก่อนจะเล่าถึงวิธีการค้นหา การตัด ขอเกริ่นถึงลักษณะคุณสมบัติของเหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ก่อนนะครับ และส่วนความเป็นมาของอาจารย์วิน แคล้วคลาด เท่าที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสจะเล่าไว้ตอนใกล้จบครับ
ทั้งนี้เรื่องที่จะเล่าได้สัมผัสมาจากประสบการณ์พานพบ

เหล็กไหล มี 2 ชนิด จากการแบ่งชนิดด้วยการได้มา
.........1.เหล็กไหลบารมี สัณฐานแวววาว สีดำ ,สีท้องปลาไหล ลักษณะสรรณฐาน ดอกบัวตูม หรือทรงรี, เหล็กไหลชนิดนี้ ไม่ได้มาด้วยการตัด แต่ออกมาเองจากผนังถ้ำ ขณะแรกที่ออกมาจากจุดใด จุดนั้นของผนังถ้ำ จะเรืองแสงเหมือนแสงหิ่งห้อยเล็กๆก่อน เมื่อนำมีดหมอไปรับก็จะหยุ่นๆ คล้ายของเหลวบนมีดนั้น แล้วไม่ช้านานก็จะแข็งตัว ขนาดของเหล็กไหลบารมี มีประมาณข้อปลายของนิ้วก้อยผู้ใหญ่ จนถึงหัวแม่โป้ง
เหล็กไหลมีคุณสมบัติแม่เหล็กดึงดูด โลหะ สิ่งต่างๆ คล้ายๆ โคตรเหล็กไหล(ที่ดูดติดเหล็กไหลด้วยกัน)

ลักษณะความเป็นแม่เหล็ก ดูดติดเป็นระเบียบ หากนำมาเรียงกันหากมีหลายองค์ ที่เป็นสรรณฐานดอกบัวตูม ก็จะปลายชนก้นเรียงต่อกันคล้ายร้อยพวงอุบะมาลัย ไม่ดูดติดกันสะเปะสะปะ


.........2.เหล็กไหลตัด คือเรื่องที่จะนำมาเล่าไว้เป็นส่วนใหญ่
มีดหมออาคมที่ใช้ตัดดังที่กล่าวมีลักษณะไม่คมเท่าไหร่ แต่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กไหล และลงอาคมไว้
สีของเหล็กไหลตัดมีหลายสี กล่าวโดยลำดับความยากของการที่บุคคลได้พบเห็นครอบครอง
.........- สีขาว ขุ่นๆสีสังข์ ชนิดนี้หายากสุดบนโลก ท่านเรียกกันว่า เหล็กไหลวัชระธาตุ
.........-สีแดง เปลือกมังคุด สีของเหล็กไหลชนิดนี้จะแดงคล้ายๆเปลือกมังคุดใกล้สุก เป็นชนิดที่แปลกอันนึงคือ สีแดงดังกล่าวเป็นเพียงสีเคลือบ เหล็กไหล เมื่อโดนเปลวเทียนก็จะไหลย้อยลงมา แต่ไม่นานเปลือกที่ห่อหุ้มเคลือบบางๆสีแดงดังกล่าวก็มีขึ้นมาใหม่
.........- สีเขียว ปีกแมลงทับ คล้ายสีเขียวมรกต แต่มีความหนาแน่นเข้มข้นมากกว่า
.........- สีน้ำเงิน เมฆพัด สีน้ำเงินคล้ายๆเพทาย แต่มีความหนาแน่นเข้มข้นมากกว่า
.........- สีดำ สีนี้เป็นสีที่มีคนได้ครองครองมากที่สุด
สีที่นอกเหนือจากนี้ อาจยังจะมีอีกครับ

ธาตุกายสิทธิ์ผู้ดูแลรักษา และผู้ครอบครอง
.........ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล เป็นจิตวิญญาณธาตุรู้ ที่มีจิตวิญญาณในตัวเอง มีการพัฒนาคุณธรรมมาเป็นหลายร้อยล้านปี ลำดับนั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีสันที่บ่งบอกถึงการวิวัฒน์พัฒนาวิญญาณธาตุ
.........จิตวิญญาณผู้ดูแลรักษาก็จะมีคุณธรรมบารมีในระดับที่ใกล้เคียงกัน เพื่อความสามารถกิจในการดูแลรักษา เช่น สีขาว ผู้รักษาดูแลคือทวยเทพชั้นสูงสุด และเป็นเครื่องถวายบูชาแด่พระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าของทวยเทพชั้นสูง , สีแดงเปลือกมังคุด สีแดง ผู้รักษาดูแล เป็นหมู่เมืองพญานาค, สีเขียว ปีกแมลงทับ ผู้รักษาคอยดูแลคือเหล่าเทพชั้นรูปพรหมคุณธรรมสูงที่ทำหน้าที่รักษาดูแล ,สีดำ ผู้คอยดูแลรักษาคือเจ้าป่าปู่สมิง...เป็นต้น


.........ผู้ได้ครอบครอง มักเป็นผู้ที่เคยมีกระแสวิบากที่เราร่วมกันมาก่อนกับวัตถุธาตุศักสิทธิ์ มีบางช่วงที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันของเหล็กไหลและผู้ครอบครองเพื่อความดูแลค้ำจุนพระพุทธศาสนา การค้นหาทางจิตวิญญาณ เพื่อพัฒนาคุณธรรมร่วมกันทั้งผู้ครอบครอง และจิตวิญญาณของเหล็กไหลที่สถิตอยู่ ,บางสีเช่นสีเขียว สีขาว สีน้ำเงิน มักจะไปอยู่กับผู้ครอบครองที่มีพื้นฐานปฏิบัติธรรม คลื่นรังสีที่ละเอียด ประณีตที่ไหลออกมาจากเหล็กไหลช่วยปรับความแก่กล้าธาตุขันธ์ให้ผู้ครอบครองมีใจเย็น เข้าหาธรรมได้ง่าย สมาธิจิตแน่วแน่
.........นอกเหนือจากนี้ เหล็กไหลทุกสีมีคุณ คือ คอยดูแลรักษาจากภัยร้ายอันตรายที่เข้าถึงตัว

.........การปรับธาตุขันธ์ว่าจะไปด้วยกันได้ไหม ระหว่างผู้ได้ครอบครองกับเหล็กไหล ประมาณ ๑๘ เดือน ธาตุเดียวกันมักไหลดึงดูดเข้าหากัน เป็นกฎธรรมแห่งจักรวาล ผู้ครอบครองเหล็กไหลที่เป็นคนดีตั้งในธรรม ก็มักได้เหล็กไหลเพิ่มขึ้นจากที่ต่างๆโดยลำดับ เพราะธาตุเหล็กไหลสื่อถึงธาตุเดียวกันได้

.........โอกาสที่เหล็กไหลจะไม่อยู่กับคนนั้น คือ การฝืนกฎข้อห้ามที่ทำให้คุณธรรมลดด้อย คือ ๑.ห้ามลองโดยความคึกคะนอง ๒.ห้ามซื้อขาย ๓.ห้ามผิดลูกเมียผู้อื่น ข้อที่ทำให้คุณธรรมถดถอยอย่างอื่น คือ เล่นการพนัน มดเท็จ เอาเปรียบผู้อื่น ขาดเมตตาธรรม

เหล็กไหลของแท้นั้น ไม่มีการซื้อขาย หรือใช้เงินสูงเพื่อให้ได้มา
.........-บางทีเป็นของแท้ แต่พอหลังซื้อขาย ประพฤติตัวเป็นมายาธาตุ จิตวิญญาณกายสิทธิ์ถอนออกจากวัตถุธาตุ ทำให้ไม่ต่างอะไรกับก้อนหินธรรมดา ทำให้คนซื้อไปเหมือนโดนหลอก ผู้ที่ขายไปก็เกิดคราวเคราะห์ ผู้ที่อยู่ในกรณีลักษณะนี้มักเป็นผู้มีอิทธิพลในบ้านเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หากรู้สึกว่าโดนหลอก คนที่บอกขายไปก็ซวย กรณีนี้มีให้เห็นบ่อยๆ


.........การเปลี่ยนผู้ครอบครอง มักเปลี่ยนโดยเป็นผู้ปฏิบัติธรรม หรือมีคุณธรรมที่ใกล้เคียงกัน หรือสูงกว่า โดยการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
.........หากเหล็กไหล ไปอยู่กับผู้ที่ชอบกินเหล้า เล่นการพนัน ไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดีที่พึงมี ธาตุนี้ก็จะประพฤติเป็นมายาธาตุ จะดลใจทุกวิธีให้ผู้ที่ครอบครองให้กับคนที่มีคุณธรรมสูงกว่า ถ้าถึงที่สุดแล้วไปจากคนนั้นไม่ได้ก็จะทำลายธาตุขันธ์บางทีคนนั้นอาจเป็นอัมพฤต อัมพาต และตายในที่สุด เพื่อโอกาสในการที่เหล็กไหลจะได้พัฒนาตัวจิตวิญญาณเขาเอง
.........เหล็กไหลมีคุณเป็นอนันต์ และด้านกลับกันก็มีโทษมหันต์ เช่นกันคล้ายดาบที่มีสองคม คมด้านนึงคมเท่าไร อีกด้านก็คมมาเท่านั้น เฉกเช่นกัน

เป็นเนื้อหาเกริ่นไว้เพื่อการทำความรู้จักกับธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ครับ




ตอนที่ได้มีประสบการณ์กับอาจารย์วิน แคล้วคลาด ประมาณปีพ.ศ. 2537 ที่ถ้ำมาลัย จ.พัทลุง
ถ้ำมาลัยนี้ว่ากันว่า พระเจ้าตากสินเคยเข้ามาพักเมื่อครั้งสมัยยกทัพลงมา และจะเดินทางไปหัวเมืองสงขลา
(ถ้ำที่มีเหล็กไหล มักมีธารน้ำลอดใต้ถ้ำ อากาศเย็น และไม่มีค้างคาวอาศัยอยู่ในถ้ำ)

.........เมื่อเดินทางไปถึงปากถ้ำมาลัยที่ด้านบนมีวัดร้าง ไม่มีพระภิกษุชื่อวัดถ้ำมาลัย
.........อาจารย์วิน ก็ทำพิธีไหว้บวงสรวงศาลพระภูมิที่หน้าถ้ำ แล้วเดินมองหาทางวิ่งของเหล็กไหล เหล็กไหลจะมีทางวิ่งเป็นเส้นทางที่ผนังถ้ำ เส้นทางนี้จะนำไปสู่รังเหล็กไหล ผู้ที่ดูเป็นจะรู้
.........แล้วท่านเดินลงไปพร้อมไฟฉาย พร้อมผู้ติดตาม ....และผมลงไปด้วยเนื่องจากเป็นผู้ติดตามคุณพ่ออีกทีนึง
.........เมื่อไปถึงจุดรังเหล็กไหล ท่านจึงตั้งปรำพิธีเล็กๆ พร้อมของเซ่นไหว้ แล้วกั้นสายสินธ์ไว้ให้ผู้ที่มาอยู่ในนั้นห้ามออกไปไหน ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไร ห้ามพูดคุยกันนั่งเงียบๆ เวลาที่ผ่านไป จากชั่วโมง สอง สามชั่วโมง ที่ท่านบริกรรมจิต ถอดจิตขึ้นไปขอเจ้าถ้ำ

.........จากจุดที่ท่านชี้ให้ดูตอนแรกที่ท่านบอกว่าเหล็กไหลจะออกมาจุดนั้น ก็มีเสียงเปลี้ยะ เหล็กไหลพุ่งออกมาจากผนังถ้ำคล้ายนิ้วก้อยมือผู้ใหญ่ความยาวก็ประมาณ 6-7 เซนติเมตร ครั้งนี้ออกมาสองตัว เหมือนสองนิ้วมือ เมื่อตัดออกมามีสีดำ และสีเขียวปีกแมลงทับ

.........การตัดนั้นใช้มีดที่ลงอาคม ไม่คม แต่มีส่วนผสมของเหล็กไหล ความยาวที่เหล็กไหลยื่นยืดออกมานั้นให้ตัดออกมาได้เรื่อยๆ อาจารย์วินเล่าว่า ขณะที่ตัดก็จะดึงให้เหล็กไหลยืดตัวออกมาตัดได้เรื่อยๆเท่าที่เจ้าของถ้ำให้ และเห็นสมควร

.........หลังจากนั้นท่านก็แบ่งให้ผู้ที่ไปด้วยกัน โดยวางไว้บนมือ แล้วว่าคาถากำกับบอกให้อยู่กับคนคนนั้น

.........ไม่มีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจมีการให้ค่ายกครู 500 ถึง 1,000 บาท ก็เป็นการให้อาจารย์วิน เก็บไว้ ซึ่งตอนหลังท่านก็ไม่ได้นำไปไหน แต่เอาไปสร้างโรงเรียน ให้เด็กเรียนหนังสือ ที่ จ.กระบี่

.........อาจารย์วิน ชอบใช้ชีวิตแบบสันโดษ เรียบง่าย เคยมีศิษย์ที่เป็นเจ้าของโรงแรมใหญ่ที่สุดของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สร้างบ้านให้ท่านไว้ที่ อ.หาดใหญ่ หลังนึง ท่านก็ไม่ไปอยู่ ,ปัจจุบันมีคนที่อยู่ในคณะที่ไปตัดครั้งต่างๆได้เหล็กไหลของท่านไปที่มีชีวิตอยู่ ทั้งนายตำรวจยศสูงสุดขณะนี้(เดือน ก.พ.) ,ผู้มีอิทธิพลมากบารมี ทั้งในกทม. ภาคตะวันออก ข้าราชการ และคนทั่วไป

รูปเหตุการณ์พิธีตัดเหล็กไหลที่เกิดขึ้นที่ถ้ำมาลัย ไม่มีครับ ไม่ทราบหายไปไหนแล้วแต่ก่อนเคยเก็บไว้ 2-3 รูป
แต่มีรูปเหตุการณ์พิธีตัดเหล็กไหลที่ ถ้ำเขาหละปู อ.คลองท่อม จ.กระบี่ .. มี.ค. ปี2541 ลงมา
แม้ต่างสถานที่ แต่ลำดับพิธีเป็นอย่างเดียวกัน

ภาพที่หน้าถ้ำ อาจารย์วิน กำลังดูเส้นทางวิ่งของเหล็กไหลที่ออกมาจากรังเหล็กไหล




ภาพอาจารย์วิน ตั้งพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าถ้ำ ณ จุดที่เป็นรังของเหล็กไหล








และจุดที่เหล็กไหลพุ่งออกจากผนังถ้ำ (สังเกตที่นิ้วมือของคนที่ยืน)


เมื่อตัดเหล็กไหลใส่ผ้าขาวที่รองรับเสร็จแล้ว


อาจารย์วิน ทำการมอบเหล็กไหลผู้เข้าร่วมพิธี









ความเป็นไป เป็นมาของอาจารย์วิน แคล้วคลาด



.........ตามที่ผมเองได้ทราบมาคร่าวๆ คือ ในตอนสมัยหนุ่มๆท่านเรียนวิชาอาคมกับหมออิสลาม และจากนั้นท่านบวชเพื่อศึกษาธรรมะ ท่านได้วิชาตัดเหล็กไหลที่เมืองลับแล ขณะท่านอยู่ในเพศบรรชิต ขณะธุดงค์ อยู่ในป่าที่ จ.ประจวบ เมืองนั้นทางเข้าเล็กเท่ารูเข็ม ท่านเข้าไปอยู่แลกเปลี่ยนวิชานี้ แต่ท่านไม่เล่าให้ใครฟังว่าเมืองนั้นเป็นอย่างไร อยู่กันอย่างไร แม้คนที่สนิทๆก็ไม่ได้เคยได้ยิน เพราะได้มีการรับสัจจะไว้ ว่าจะไม่พูดถึงเมืองลับแลที่ท่านจากมา
.........หลังจากนั้นท่านก็ลาสิขาบท สึกออกมาครองเพศฆราวาสรักษาศีล สัจจะ สั่งสมบารมีธรรม แล้วช่วยเหลือคนด้วยวิชาตัดเหล็กไหล เพราะผู้ที่ได้ไปจะเป็นกำลังของศาสนา ทำนุบำรุง รักษาธรรมะ ช่วยเหลือคนในยุคต่อๆไป ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

......... การตายของท่าน คือ ท่านสนิทไปมาหาสู่กับพระเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี แล้วท่านรับปากว่าจะไปหาเพื่อช่วยงานในพิธีบุญที่วัดไว้ล่วงหน้า แล้วบังเอิญว่าวันที่ท่านต้องไปนั้น เป็นวันที่ท่านต้องชะตาขาด และพร้อมกันนั้นเทวดาผู้คอยดูแลท่านไม่อยู่ แต่ท่านก็จำต้องไปเพราะได้รักษาสัจจะกับที่นั่นไว้แล้ว ที่บ้านท่านที่จ.กระบี่ วันที่เดินทางภรรยาของท่านร้องไห้เพราะรู้ว่าท่านจะไปตาย ท่านก็ต่างร้องไห้จากลากัน แต่ภรรยาท่านขอติดรถไปด้วย ด้วยเกินที่จะทัดทาน ท่านก็เดินทางมาด้วยกัน พร้อมคนขับรถ เป็น ๓ คน แล้วก็ไปตายด้วยกันคือรถชนระหว่างทางแถวจ.ประจวบคีรีขันธ์

......... เหตุที่นำมาเล่าเผยแพร่ คือให้ผู้สนใจได้รู้จักเหล็กไหลมากขึ้นอีกหลากมุมมอง ความรู้ต่างๆเป็นภูมิคุ้มกันรักษา และบอกเล่ายกย่องคุณความดี ของอาจารย์วิน แคล้วคลาด ที่ได้จากไปแล้ว ในความมีคุณธรรม กล้าหาญไม่กลัวความตายที่อยู่ตรงหน้า พร้อมที่รักษาสัจจะ ดำรงสัตย์ ความแน่วแน่แก่กล้าของภาวะจิต บารมีธรรม จิตใจดีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
...........................
_________________
Golden Path


แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Sun Mar 16, 2008 6:52 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
poom076
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Oct 2007
ตอบ: 562
ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

ตอบตอบเมื่อ: Sun Mar 02, 2008 10:10 pm    เรื่อง: ตอบโดยอ้างข้อความ

Surprised
ขอบคุณsvtมากๆๆครับผม
เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากๆครับ
เป็นวิทยาทานให้ผู้สนใจท่านอื่นด้วยครับ
satu
ขอบคุณมากครับผม p
_________________
มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน...
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> วิทยาศาสตร์ทางจิต ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


dhammachak © 2007, Thank phpBB Group