ธรรมศาลา ธรรมศาลา
ชุมชนกัลยณมิตรธรรม
 
 ช่วยเหลือช่วยเหลือ   ค้นหาค้นหา   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register) 
 ข้อมูลส่วนตัว(Profile)ข้อมูลส่วนตัว(Profile)   เข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัวเข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัว   เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in) 

ศิลปะของการดำเนินชีวิต

 
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> ลำธารธรรม
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้ตั้ง ข้อความ
svt
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 17 Jun 2007
ตอบ: 593

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 28, 2008 1:25 pm    เรื่อง: ศิลปะของการดำเนินชีว ตอบโดยอ้างข้อความ

ศิลปะของการดำเนินชีวิต
โดย ท่านอาจารย์ เอส เอน โกเอนก้า

หมายเหตุ "เอส เอน" ย่อมาจาก "สัตยา นารายัน"

(ต้นฉบับของบทความต่อไปนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Sayagyi U Ba Khin)

........ทุก ๆ คนเสาะแสวงหาความสงบและความปรองดองมีมิตรไมตรีซึ่งกันและกัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราขาดไปในชีวิตของเรา ในเวลาเป็นครั้งคราวที่เราจะต้องประสบกับอารมณ์ความปั่นป่วน เร่าร้อน ฉุนเฉียว ความก้าวร้าว ความทุกข์ และเมื่อเรามีความทุกข์เราก็มักไม่เก็บไว้กับตัวเอง แต่จะกระจายความเดือนร้อนใจไปให้กับคนที่อยู่รอบข้างโดยทั่ว ความปั่นป่วนแผ่ซ่านไปทั่วรอบ ๆ นี้ ใคร ๆ ที่เข้ามาข้องแวะกับเขาจะได้รับความเร่าร้อน ฉุนเฉียวไปด้วย และโดยแน่นอนนี่ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิตอยู่

........เราจะต้องอยู่ด้วยความสงบทั้งกับตัวเราเองและกับคนอื่น ๆ แม้กระนั้นก็ตามมนุษย์ก็ถือว่าเป็นสัตว์สังคม เราจะต้องอยู่ในสังคมและจะต้องข้องแวะกับคนอื่น ๆ แล้วอะไรล่ะคือวิธี่ที่เราจะสามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข มีวิธีอย่างไรล่ะที่เราจะสามารถอยู่ด้วยความปรองดองมีมิตรไมตรีซึ่งกันและกัน เพื่อความสงบสุขรอบ ๆ ตัวเรา เพื่อที่ว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่กับเราจะมีความสงบสันติ

........เมื่อเรามีอารมณ์ที่ปั่นป่วนและต้องการที่จะออกมาจากมัน เราจะต้องรู้และเข้าใจเหตุผลพื้นฐานของความปั่นป่วนและเหตุของความทุกข์ที่เกิดขึ้น ถ้าเราสืบสาวหาสาเหตุของปัญหาในไม่ช้าเราจะพบอย่างชัดแจ้งว่าเมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มสร้างความคิดในแง่ร้าย ทางลบ โทสะหรือกิเลสตัณหาในจิตใจ เราก็จะมีพันธนาการอยู่กับความปั่นป่วน ความคิดในแง่ร้ายในจิตใจ กิเลสตัณหา หรือ ความไม่บริสุทธิ์ของจิตใจไม่สามารถอยู่ร่วมกันกับความสงบสุขและความปรองดองและมีมิตรไมตรี

........แล้วอย่างไรล่ะที่เราเริ่มสร้างความคิดในแง่ร้าย ทางลบ โทสะหรือกิเลสตัณหาในจิตใจ เอ้าลองสืบเสาะหาเหตุอีกครั้งและเราจะพบว่า เราไม่มีความสุขและเป็นทุกข์ก็ต่อเมื่อเราพบว่าคนอื่นๆ ทำตัวไปในทางที่เราไม่ชอบ เมื่อเราพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ เมื่อบางอย่างที่เราไม่ชอบได้เกิดขึ้น เราได้สร้างความตึงเครียดขึ้นมาภายในจิตใจของเราเอง สิ่งที่เราต้องการไม่เกิดขึ้นหรือมีอุปสรรคบางอย่างและก็อีกครั้งที่เราสร้างความตึงเครียดขึ้นมาในจิตใจ เราเริ่มที่จะพยายามผูกเงื่อนปมในตัวของเราเอง ตลอดชีวิตของเราสิ่งที่เราไม่ต้องการเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือสิ่งที่เราต้องการอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิด และเมื่อขบวนการปรุงแต่งของจิตทำปฏิกริยากับสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เงื่อนปมทั่งหลายจะทำให้สภาพโครงสร้างทางจิตใจและทางกายตึงเครียดอย่างมาก เต็มไปด้วยความคิดในแง่ร้าย และชีวิตของเราก็กลายเป็นชีวิตที่มีแต่ความทุกข์

........ทางหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือ การเตรียมการทั้งหลายเพื่อที่ว่าจะให้เราปราศจากสิ่งที่เราไม่ต้องการเกิดขึ้นในชีวิตของเรา และต้องเตรียมการให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นมาตามความต้องการปราศถนาของเรา เราจะต้องพัฒนาพลังหรือคนอื่นจะต้องมีพลังที่จะต้องมาช่วยเราทุกเมื่อให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราต้องการ แต่วิธีนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครหรอกในโลกนี้ที่จะได้รับแต่สิ่งที่เขาต้องการ และที่เรามีแต่ความสมหวังต่อสิ่งที่เราปราถนาให้เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดนั้นไม่ตรงตามความต้องการของเรา ทั้ง ๆที่มีเหตุการณ์หรือสิ่งที่เราไม่ชอบเกิดขึ้น ทำอย่างไรล่ะเราจะไม่ตอบโต้มันอย่างลืมหูลืมตา ทำอย่างไรถึงจะไม่สร้างความตรึงเครียดภายในจิตใจ ทำอย่างไรล่ะที่เราจะสามารถคงอยู่กับความสงบสุขความมีมิตรไมตรี

........ในอินเดียและประเทศอื่น ๆ นักบุญทั้งหลายในอดีตได้ศึกษาปัญหาเหล่านี้ เรื่องความทุกข์ของมนุษย์ และพวกเขาก็ได้พบกับทางออกคือ เมื่อมีบางอย่างที่เราไม่ต้องการเกิดขึ้นและเราเริ่มตอบโต้มันโดยการสร้างความโกรธ โทสะ ความกลัว หรืออารมณ์ทางลบอื่นๆ เราจะต้องเบี่ยงเบนความสนใจไปในสิ่งอื่นให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เช่น ลุกขึ้น ดื่มน้ำสักแก้ว ดื่มจนกระทั้งความโกรธไม่เพิ่มขึ้นและเราจะเริ่มออกมาจากอารมณ์นั้นได้ หรือเช่น เริ่มนับเลข หนึ่ง สอง สาม สี่ หรือเริ่มกล่าวคำ หรือวลี คำพูด บทสวดซ้ำ ๆ ไปซ้ำมา มันเป็นการง่ายมากที่เราจะใช้ชื่อของพระผู้เป็นเจ้า หรือนักบุญทั้งหลายที่เรามีความศรัทธาจงรักภักดี จิตใจของเราได้ถูกชักจูงให้หันเห และในไม่ช้าเราจะสามารถออกจากอารมณ์รุนแรงนั้น ๆ ได้ในระดับหนึ่ง ออกจากอารมณ์โกรธ

........วิธีนี้มีประโยชน์ มันใช้งานได้และยังคงใช้งานได้ โดยการฝึกปฏิบัติวิธีนี้ จิตใจรู้สึกว่าเป็นอิสระจากความปั่นป่วน อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะในระดับของจิตสำนึกเท่านั้น โดยการเบี่ยงเบนหันเหความสนใจ ความจริงแล้วเราได้ผลักส่งความปั่นป่วนเข้าไปภายในจิตใจเข้าไปสู่จิตใต้สำนึก ในจิตใจระดับนี้เราได้สร้างและเพิ่มพูนกิเลสตัณหาอย่างต่อเนื่อง บนพื้นผิวของจิตใจเรามีความสงบสุขและมิตรไมตรี แต่ในระดับจิตใต้สำนึกที่ซึ่งเปรียบเสมือนภูเขาไฟซึ่งรอการประทุระเบิดของอารมณ์ร้ายต่าง ๆ เป็นครั้งเป็นคราว

........นักบุญนักบวชอื่นๆ สืบเสาะหาความจริงลึกลงไปอีก จากประสบการณ์ที่ได้พบกับความจริงของรูปและนาม(กายและจิต)ภายในตัวเขาเหล่านั้น พบว่าวิธีการเบี่ยงเบนความสนใจเป็นเพียงแค่การหนีปัญหา การหนีปัญหาไม่ใช่ทางแก้ เราจะต้องยืนหยัดต่อสู้กับปัญหา เมื่อไรก็ตามสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นในจิตใจก็ให้แค่สังเกตุดูมัน หันหน้าเข้าหามัน เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มสังเกตุดูอารมณ์ปรุงแต่งภายในจิตใจ อารมณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะเริ่มหมดอำนาจความเข้มแข็ง และจะหายไปและหายไปอย่างถอนรากถอนโคน

........นี่คือวิธีการแก้ปัญหาที่ดี โดยการหลีกเลี่ยงวิธีสุดขั้วระหว่างการปิดระงับอารมณ์และการปล่อยไปตามอารมณ์นั้น ๆ การกักขังอารมณ์ปรุงแต่งในจิตใจภายในจิตใต้สำนึกจะไม่ถอนรากเหง้าของมัน และการให้แสดงอารมณ์อย่างเปิดเผยนั้นเพียงแต่จะเพิ่มปัญหามากขึ้น ถ้าเราเพียงแค่สังเกตุดูมัน สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นในจิตใจก็จะจากไป เราได้กำจัดมันถึงรากเหง้าและจะเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น

........วิธีนี้ดูเหมือนว่าจะวิเศษมาก แต่ในทางปฏิบัติล่ะ เมื่อความโกรธได้เกิดขึ้นมันจะมีอำนาจเหนือจิตใจของเราอย่างรวดเร็วจนเราทันได้สังเกตุ และด้วยอำนาจของความโกรธเรากระทำประพฤติบางอย่างซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้อื่น และหลังจากที่เราหายโกรธแล้ว เราก็จะเริ่มร้องไห้และเสียใจภายหลัง ขอร้อง ขอโทษ ขออภัยต่อคนนั้น คนนี้ หรือพระเจ้า โอ้ ผมได้ทำผิดไปแล้ว กรุณาให้อภัยผมด้วย และเหมือนเดิมในครั้งต่อ ๆ ไป มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเหมือนเดิม เราตอบโต้ทำเหมือนอย่างที่เคยทำ และความเสียใจทั้งหมดนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

........ความยากก็คือเราไม่ได้ทราบว่าเมื่อใดสิ่งไม่ดีเหล่านี้ได้เริ่มต้นขึ้น มันเริ่มขึ้นจากระดับที่ลึกภายในจิตใต้สำนึก และเมื่อมันมาถึงระดับของจิตสำนึก มันได้มีพลังอำนาจมากแล้วซึ่งสามารถครอบงำเราได้ง่ายๆ เราไม่สามารถสังเกตุดูมันได้

........แล้วเราจะต้องมีเลขาส่วนตัวไว้กับเราเสมอเพื่อว่าเมื่อความโกรธเริ่มขึ้น เขาจะพูดว่า “ดูสิ! เจ้านาย ความโกรธเริ่มขึ้นมาแล้ว” เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเมื่อไรความโกรธจะเกิดขึ้น เราจะต้องมีเลขาสามคนเอาไว้สำหรับสามกะ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง หรือ สี่คนสำหรับเมื่อมีคนต้องการวันหยุดพักผ่อน

........สมมุติว่าเราสามารถมีได้ และเมื่อความโกรธได้เกิดขึ้น เมื่อนั่นเลขาของเราบอกเราว่า “ดูสิ! เจ้านาย ความโกรธเริ่มขึ้นแล้ว” และเมื่อนั้นสิ่งแรกที่เราจะทำคือ โครมคราม ตบ และด่าทอเขาว่า “มึง เจ้าโง่ แกคิดว่าฉันจ้างแกมาเพื่อสอนฉันหรือ” เราถูกความโกรธครอบงำอย่างมากและไม่มีคำแนะนำใด ๆ ที่จะช่วยได้

........สมมุติว่าเรามีปัญญาเกิดขึ้นและเราไม่ได้ตบเขา และได้บอกว่า ขอบคุณมาก และตอนนี้เราจะต้องนั่งและสังเกตุดูความโกรธที่เกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือ เมื่อไรก็ตามเมื่อเราหลับตาและพยายามสังเกตุดูความโกรธ ทันใดนั้นวัตถุที่ทำให้เกิดความโกรธเข้ามาในจิตใจ บุคคลหรือเหตุการณ์นั้น ๆ ซึ่งทำให้เราโกรธ แล้วเราก็ไม่ได้สังเกตุดูความโกรธอีกต่อไปแต่เราจะได้แต่สังเกตุเครื่องเร้าอารมณ์นั้นๆ ต่างหาก และสิ่งนี้จะทำให้ความโกรธเพิ่มมากขึ้น วิธีนี้ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา มันยากมาก ๆ ที่จะสามารถสังเกตุสิ่งไม่ดีในจิตอย่างลอย ๆ อารมณ์ต่าง ๆ และตัดขาดจากสิ่งเร้าอารมณ์นั้น ๆ

........อย่างไรก็ตาม ก็มีบางคนซึ่งเข้าถึงความจริงสูงสุดถึงอรหัตผลได้ เขาพบวิธีการแก้ปัญหาจริง ๆ เขาได้พบว่าเมื่อไรก็ตามที่สิ่งปรุงแต่งเกิดขึ้นในจิตใจ อย่างต่อเนื่อง มีสิ่งสองอย่างเริ่มเกิดขึ้นทางกายภาพ หนึ่งคือ ลมหายใจที่สูญเสียจังหวะจากปรกติ เราจะเริ่มหายใจอย่างแรงตอนที่สิ่งไม่ดีเข้ามาสู่ในจิตใจ นี่คือความเป็นจริงที่ทุกคนสามารถประสบสัมผัสได้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่หยาบและเห็นได้ง่าย ในขณะเวลาเดียวกันในระดับที่ละเอียดกว่าปฏิกริยาทางไบโอเคมีบางอย่างได้เกิดขึ้นภายใน ส่งผลให้มีเวทนาความรู้สึกของร่างกาย เวทนาจะเกิดขึ้นภายในร่าง ๆ กับทุก ๆ การปรุงแต่งในจิตใจ

........นี่คือการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ คนปกติทั่วไปไม่สามารถสังเกตุดูสิ่งปรุงแต่งอย่างรูปมธรรมของจิตใจได้ ความกลัว ความโกรธ ความลุ่มหลง แต่โดยการฝึกอย่างถูกต้องและปฏิบัติ เราจะสามารถสังเกตุดูลมหายใจและเวทนา ทั้งสองนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งปรุงแต่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ

........ลมหายใจและเวทนาจะช่วยเราทั้งสองทาง คือ หนึ่ง มันจะเป็นเลขาของเรา และเมื่อใดก็ตามที่จิตปรุงแต่งเกิดขึ้น ลมหายใจของเราจะสูญเสียความเป็นปรกติ มันจะตะโกนบอกว่า ดูสิ มีบางอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว ฉันไม่สามารถต่อยเจ้าลมหายใจได้ ฉันต้องยอมรับคำเตือนนี้ และในทำนองเดียวกันความรู้สึกหรือเวทนาก็บอกเราว่า บางอย่างได้ดำเนินไปอย่างผิดปรกติ ฉันจะต้องยอมรับมัน และเมื่อได้รับคำเตือนแล้ว ฉันเริ่มที่จะสังเกตุดูลมหายใจ ความรู้สึก และฉันพบว่าสิ่งปรุงแต่งภายในจิตใจได้หายไปอย่างรวดเร็ว

........สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งทางจิตใจและทางกาย เปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งคือเมื่อไรก็ตามที่ความคิดหรืออารมณ์เกิดขึ้นภายในจิตใจ อีกด้านหนึ่งก็คือลมหายใจและเวทนาภายในร่างกาย ความคิดและอารมณ์ใด ๆ (ทั้งจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก) สิ่งปรุงแต่งใดๆ ภายในจิตใจปรากฏชัดแจ้งได้โดยลมหายใจและเวทนาในขณะนั้น ฉะนั้นโดยการสังเกตุดูลมหายใจและเวทนา เราจะสามารถสังเกตุอารมณ์ปรุงแต่งได้โดยตรง แทนที่จะวิ่งหนีไปจากปัญหา เรายืนหยัดต่อสู้กับความจริงอย่างที่มันเป็น แล้วเราก็จะพบว่าอารมณ์เหล่านั้นได้ลดกำลังลง มันไม่สามารถครอบงำเราได้เหมือนในอดีต และเมื่อเรามุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ ในที่สุดแล้วจิตปรุงแต่ง อารมณ์ไม่ดีต่าง ๆ มันก็จะหายไปและเราก็จะมีความสงบสุข

........และด้วยวิธีนี้ เทคนิคการสังเกตุดูตัวเองได้แสดงให้เราเห็นความจริงสองอย่างด้วยกัน คือ ภายนอกและภายใน แท้จริงแล้วเรามักจะดูมันด้วยตาที่เปิดอยู่เสมอ ๆ โดยปราศจากความจริงภายใน เรามักจะมองหาสิ่งที่ทำให้เราไม่สบายใจจากภายนอกอยู่เสมอ ๆ เรามักจะต่อว่าผู้อื่นและพยายามเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงภายนอก โดยไม่รู้ไม่ใส่ใจกับความเป็นจริงข้างใน เราไม่เคยเข้าใจเหตุของความทุกข์ที่อยู่กับการตอบโต้โดยไม่พินิจพิจารณา

........มันเป็นการยากที่จะสังเกตุดูจิตปรุงแต่งอย่างรูปมธรรมเมื่อมันได้เกิดขึ้น แต่ขณะนี้โดยการฝึกหัด เราสามารถมองเห็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ เราสามารถสังเกตุลมหายใจและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวเรา อะไรก็ตาม ลมหายใจหรือเวทนา เราได้เรียนรู้เพื่อที่จะเพียงแค่สังเกตุมันโดยไม่ทำให้เราสูญเสียความสมดุลของจิตใจ เราหยุดเพิ่มเติมความทุกข์ แต่เราให้จิตปรุงแต่งเหล่านี้ปรากฏชัดและล่วงไป

........ยิ่งเราได้ฝึกปฏิบัติวิธีนี้มากเท่าไร เราจะยิ่งสามารถพบว่าเราสามารถออกมาจากความขุ่นมัวนี้ได้เร็วเท่านั้น ทีละน้อย ๆ จิตใจของเราจะปราศจากจิตปรุงแต่งต่าง ๆ และกลายเป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ จิตใจที่บริสุทธิ์นี้จะเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตาต่อผู้อื่น เต็มไปด้วยความเมตตาต่อผู้ผิดหวังและผู้มีทุกข์ เต็มไปด้วยความสุขต่อความสำเร็จและความสุขของผู้อื่น เต็มไปด้วยความมีอุเบกขาในทุก ๆ เหตุการณ์


........เมื่อเราถึงจุดนี้ รูปแบบแผนในการดำเนินชีวิตก็จะเปลี่ยนไป มันจะเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปที่เราจะทำอะไรก็ตามทั้งทางด้านคำพูดและทางกายที่ซึ่งรบกวนความสงบสุขของผู้อื่น ในทางตรงกันข้ามจิตใจที่เป็นกลางไม่เพียงแต่จะเป็นจิตที่สงบสุขเท่านั้น มันยังจะช่วยคนอื่น ๆ ให้มีความสงบสุขด้วยเช่นกัน สภาพแวดล้อมรอบ ๆ คน ๆ นั้นจะกลายแผ่ซ่านด้วยความสงบและความมีมิตรไมตรี และนั้นก็จะเริ่มมีผลต่อผู้อื่นเช่นเดียวกัน

........นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ศิลปะในการดำเนินชีวิต ท่านไม่เคยก่อตั้งหรือสอนศาสนาใด ๆ ซึ่งมี 'ism' ลงท้าย ท่านไม่เคยสอนผู้ใดเพื่อที่จะทำพิธีกรรมซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร จริง ๆ แล้วท่านสอนเพียงแค่ให้สังเกตุดูธรรมชาติอย่างที่มันเป็น โดนการสังเกตุความจริงภายใน ด้วยความไม่รู้ เพิกเฉย เราได้ทำการตอบโต้ในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อตัวเองและคนอื่น แล้วเมื่อปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาที่จะสังเกตุความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น เราสามารถออกมากจากอารมณ์ตอบโต้นั้น ๆ ได้ เมื่อเราหยุดตอบโต้อย่างไม่ลืมหูลืมตา เมื่อนั้นเราจะสามารถตอบโต้ปฏิบัติอย่างจริงจังจากจิตใจที่เป็นกลางและมีอุเบกขา จิตใจซึ่งมองเห็นและเข้าใจกับเป็นจริง การประพฤติปฏิบัตินี้จะเป็นการประพฤติที่ดี มีความสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น

........แล้วอะไรล่ะที่สำคัญ นั่นก็คือการที่รู้ตัวเรานั่นเองอย่างที่ผู้รู้ได้สอน เราจะต้องรู้ตัวเราไม่เพียงแค่ในระดับสติปัญญา ระดับของความคิดและทฤษฏี และก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะรู้ตัวเราเพียงแค่ระดับของความศรัทธาหรือระดับของอารมณ์ การยอมรับเรื่องที่ได้ยินได้อ่านอย่างโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดี ความรู้เหล่านั้นมันไม่เพียงพอหรอก

........มากไม่กว่านั้น เราจะต้องรู้ความจริงที่เกิดขึ้นจริง ๆ เราต้องประสบกับมันจริง ๆ ถึงความจริงทางจิตใจและทางกายที่เกิดขึ้น นี่แหละคือสิ่งเดียวที่จะช่วยเราให้ออกมาจากจิตใจปรุงแต่งและความทุกข์ได้

........ด้วยประสบการณ์กับความจริงเหล่านี้โดยตรงด้วยตัวเราเองแล้วนี้ ด้วยเทคนิคการสังเกตุดูตัวเราเองนี้ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน ในภาษาที่ใช้ในอินเดียในสมัยพุทธกาลนั้น คำว่า ปัสสนา หมายถึง การดู การเห็นด้วยนัยย์ตาอย่างทั่วๆ ไป แต่คำว่าวิปัสสนาหมายคือ การสังเกตุดูสิ่งบางอย่างอย่างที่มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเหมือนกับว่ามันจะเป็นแบบนั้น ความจริงชัดแจ้งนี้จะต้องเจาะลึกลงไปจนถึงความจริงอันสูงสุดของทั้งโครงสร้างทางจิตใจและทางกาย เมื่อเราประสบกับความจริงแล้ว เราได้เรียนรู้ที่จะหยุดการตอบโต้กับอารมณ์อย่างโง่เขลา ที่จะหยุดการสร้างกิเลสตัณหาต่าง ๆ และจิตปรุงแต่งเก่า ๆ นิสัยสันดานต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกไป เมื่อนั้นเราก็จะออกมาจากความทุกข์ได้และพบกับความสุข

........ในการอบรมวิปัสสนานี้จะมีการฝึกอยู่สามขั้นตอน
........อย่างแรก คือเราจะต้องละเว้นจากการกระทำใด ๆ ทางกายและทางคำพูดซึ่งรบกวนความสงบสุขและความมีมิตรไมตรีของผู้อื่น เราจะไม่สามารถที่จะปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาต่าง ๆ ได้ ถ้าในขณะเวลาเดียวกันเราได้กระทำสิ่งอันใดทั้งทางกายและทางคำพูดซึ่งมีแต่จะเพิ่มพูนกิเลสตัณหาต่าง ๆ ดังนั้นศีลคือสิ่งที่จำเป็นขั้นแรกในการปฏิบัติ เราจะต้องรักษาศีลโดยการไม่ฆ่า ไม่ลักขโมย ไม่ละเมิดทางเพศ ไม่พูดโกหก ไม่เสพสิ่งเสพติดมีพิษ โดนการละเว้นสิ่งเหล่านี้จะทำให้จิตใจเรามีความเงียบสงบสุข

........ขั้นต่อไป คือการพัฒนาการควบคุมจิตใจที่เหมือนสัตว์ป่า ยุ่งเหยง รุนแรง โดนการฝึกมันเพื่อที่จะทำให้จิตใจคงอยู่กับสิ่ง ๆ หนึ่งนั่นก็คือ ลมหายใจ เราจะพยายามรักษาสติตั้งอยู่กับลมหายใจให้นานเท่านานเท่าที่จะเป็นไปได้ และนี่ก็ไม่ใช่การฝึกหัดการหายใจ เราจะต้องไม่บังคับหรือกำหนดการหายใจของเรา แต่ในทางกลับกันเราจะสังเกตุดูลมหายใจที่เป็นธรรมชาติอย่างที่มันเป็น อย่างที่มันเข้า อย่างที่มันออก และด้วยวิธีนี้เราสามารถทำให้จิตใจสงบได้มากขึ้นจนกระทั้งเราจะไม่ถูกครอบงำไปด้วยจิตปรุงแต่งในแง่ไม่ดี ๆ ได้อีกต่อไป ในขณะเดียวกันเราจะมีจิตใจที่จดจ่อมีสมาธิ เรากำลังทำให้จิตมีความแหลมคมเจาะลึกลงไป และสามารถทำงานต่อไปได้ถึงข้างใน

........ขั้นตอนทั้งสองนี้ คือการอยู่ในศีลธรรมและการมีสมาธิ มีความจำเป็นเป็นอย่างมากและมีประโยชน์ต่อเราเอง และนั่นจะนำเราไปสู่การสะกดหรือระงับเราถ้าเราไม่ก้าวต่อไปอีกขั้นนั่นก็คือ การทำให้จิตใจบริสุทธิ์จากกิเลสตัณหาทั้งหลาย โดยการพัฒนาความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงธรรมชาติของตัวเรา และนี่แหละคือวิปัสสนา การประสบกับความจริงของตัวเราเองอย่างเป็นระบบและด้วยจิตใจที่สงบ ความจริงของการมองเห็นจิตใจที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดแจ้งโดยสังเกตเวทนาในตัวเองนั้นเอง และนี่คือจุดสูงสุดของคำสอนของพระพุทธเจ้า การทำให้จิตใจบริสุทธิ์จากกิเลสตัณหาโทสะโดยการสังเกตตัวเราเอง

........นี่คือสิ่งที่เราสามารถฝึกปฏิบัติกันได้ โรคร้ายนี้มันไม่ได้เป็นของลัทธิใดดังนั้นการรักษานี้ก็ไม่ใช่ของลัทธิใดลัทธิหนึ่ง มันจะต้องเป็นสิ่งที่สากล ทุก ๆ คนที่กำลังประสบกับความทุกข์ทั้งหลาย เมื่อเรามีทุกข์เพราะความโกรธ มันไม่ใช่ว่าเป็นความโกรธของคนพุทธ ของคนฮินดู ของคนนับถือศาสนาคริสต์ ความโกรธก็คือความโกรธ และเพราะความโกรธเราจะมีความปั่นป่วน และมันไม่ใช่ความปั่นป่วนของผู้นับถือศาสนาคริสต์ หรือผู้นับถือศาสนาฮินดู หรือผู้นับถือศาสนาพุทธ โรคร้ายนี้เป็นสากล และวิธีรักษานี้จะต้องเป็นสากลเช่นเดียวกัน

........วิปัสสนานี่แหละคือทางรักษา ไม่มีใครที่จะต่อต้านหรือปฏิเสธหลักการดำเนินชีวิตที่เคารพความสงบสุขและความมีมิตรไมตรีของผู้อื่น ไม่มีใครที่จะต่อต้านหรือปฏิเสธหลักการดำเนินชีวิตในการพัฒนาเพื่อควบคุมจิตใจ ไม่มีใครที่จะต่อต้านหรือปฏิเสธหลักการดำเนินชีวิตที่พัฒนาปัญญาความเข้าใจในความเป็นจริงของตัวเราเอง ที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากกิเลสตัณหาต่าง ๆ นี่คือทางเดินสากล มันไม่ใช่ศาสนาหรือลัทธิใด ๆ มันไม่ใช่หลักเกณท์ที่ไม่มีข้อพิสูจน์ มันไม่ใช่ความเชื่ออย่างไม่พินิจพิเคราะห์งมงาย

........การสังเกตุดูความเป็นจริงอย่างที่มันเป็นโดยการสังเกตุความจริงภายใน นี่คือการรู้จักตัวเองในทางปฏิบัติที่ประสบเอง และเมื่อเราฝึกปฏิบัติ เราจะเริ่มออกมาจากความทุกข์และกิเลสตัณหาทั้งหลาย จากสิ่งที่หยาบความเป็นจริงที่ชัดแจ้งเห็นได้ง่าย เราจะเจาะลึกลงไปถึงความจริงอันสูงสุดของนามและรูป แล้วเราก็จะประสบกับความจริงที่นอกเหนือจากรูปกับนามที่ไม่สามารถอธิบายได้ นอกเหนือจากมิติของเวลาและสถานที่ นอกเหนือจากสภาวะสัมพันธ์ภาพ สู่ความจริงอันสูงสุดที่อิสระจากกิเลสตัณหาต่าง ๆ ความไม่บริสุทธิ์และความทุกข์ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าใครจะตั้งชื่อสภาวะนี้ไว้ว่าอย่างไรไม่สำคัญ มันคือจุดหมายปลายทางของทุก ๆ คน

........ขอให้เราทุกคนประสบกับความจริงอันสูงสุดอันนี้ ขอให้คนทุก ๆ คนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดออกมาจากกิเลสตัณหาต่าง ๆ ความทุกข์ของเขา ขอให้ทุกคนมีความสุขที่แท้จริง ความสงบที่แท้จริง ความมีมิตรไมตรีที่แท้จริง


__________________________
นำเนื้อหาที่มีประโยชน์นี้ได้รับมาจาก FW Mail ฉบับหนึ่งจากคุณ tunyay
ขอขอบคุณไว้โอกาสนี้ด้วยครับ

เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มเติม:
-ฟังเสียงธรรมบรรยายมหาสติปัฏฐานสูตร โดยท่านอาจารย์ สัตยา นารายัน โกเอนก้า ได้ที่:
http://www.esnips.com/web/Koenga

- สถานที่หลักสูตรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานท่านอาจารย์โกเอนก้า http://www.thai.dhamma.org

ขอเจริญธรรม satu
_________________
Golden Path
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
คเวสโก
ผู้ดูแลระบบ


เข้าร่วม: 20 Aug 2007
ตอบ: 47
ที่อยู่: กรุงเทพ

ตอบตอบเมื่อ: Thu Feb 26, 2009 8:19 pm    เรื่อง: สาธุ ตอบโดยอ้างข้อความ

satu
_________________
"พึงเพิกถอน ทำลายใจที่ให้ค่า รูปและนามเสีย " (^winter)
ขึ้นไปข้างบน
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:   
สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ    ธรรมศาลา -> ลำธารธรรม ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จาก 1

 
ไปที่:  
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน


dhammachak © 2007, Thank phpBB Group