| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Fri Feb 15, 2008 2:39 pm เรื่อง: ภควัทคีตา(Bhagavad Gita) : มหาภา |
|
|
''''''''''ภควัทคีตา(Bhagavad Gita) เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ(Mahabharata) ได้รจนาโดยท่านฤาษีวฺยาส (Vayasa) ซึ่งมีจุดประสงค์เช่นเดียวกันกับท่านฤาษีวาลมิกิ(Valmiki) ผู้รจนามหากาพย์รามายณะ(Ramayana) หรือรามเกียรติ์ คือ
''''''''''ฤาษีทั้ง ๒ ท่าน มีความเห็นว่าการศึกษาให้ลึกซึ้งในคัมภีร์พระเวท คัมภีร์อุปนิษัท นั้นสำหรับบุคคลสามัญธรรมดา หรือชาวบ้านทั่วไปในอินเดียนั้น ให้เข้าใจถ่องแท้นั้นทำได้ยากยิ่ง
''''''''''เพราะคัมภีร์พระเวท หรือคัมภีร์อุปนิษัท กล่าวถึงส่วนนามธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นสภาวะที่ละเอียดที่บรรยายถึงธรรมชาติสูงสุดและความเป็นไปอย่างถ่องแท้ของจักรวาล
''''''''''การที่ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ ก็คือ การเขียนรจนาเป็นกาพย์เรื่องราวเป็นรูปธรรม บุคคลาธิษฐานเพื่อปลูกฝังศีลธรรม การประพฤติตนให้ถูกต้อง ผ่านความประทับใจในตัวละครที่รจนาขึ้นมาโดยอาศัยข้อมูลประวัติศาสตร์จริงของอินเดียมาบางส่วนเพื่อดำเนินเรื่อง โดยให้ผู้อ่านสามารถเกิดการซึมซับธรรมะในส่วนนามธรรม จากความประทับใจเนื้อหานั้นโดยไม่ต้องท่องจำ สู่วิถีชีวิต คุณธรรมสู่ความดีงาม
''''''''''มหากาพย์ภารตะเป็นเรื่องราวการต่อสู้กันเองของชาวอารยันหลังจากยึดอินเดียได้จากชนเผ่าพื้นเมืองดราวิเดียนแล้วอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สงครามนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่างตระกูลปาณฑพ(Pandavas) กับตระกูลเการพ(Kurus) ซึ่งเป็นพี่น้องกันเอง จนเกิดเป็นสงครามที่กุรุเกษตรทางภาคเหนือใกล้กับกรุงเดลลีเก่า ครั้งนี้กษัตริย์อารยันทั่วอินเดียได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย แสดงถึงสภาพของอินเดียในขณะนั้นที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจกัน
''''''''''ภควัทคีตา ถือเป็นตอนสำคัญในเนื้อเรื่อง เนื้อความเป็นอนุศานส์การสนทนาระหว่างพระกฤษณะกับพระอรชุน ก่อนประกาศสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร คำสนทนานั้นพระกฤษณะได้อธิบายถึงความจริงของจักรวาล ความมีอยู่ ความเป็นไป และความที่จะเป็นของสิ่งต่างๆในจักรวาล.. เพื่อให้พระอรชุนเข้าใจในข้อเท็จจริงอันเป็นสัจธรรม ความเข้าใจในสัจธรรมนี้จะเป็นรากฐานแห่งความเห็น การคิด การตัดสินใจในการกระทำต่างๆได้ตามหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมถูกต้องตามหลักแห่งสัจธรรม กฏแห่งธรรม(กรรม)
พระกฤษณะตรัส...
''''''''''อรชุน เราจะบอกญาณอันเป็นความรู้ที่เร้นลับที่สุดแก่เธอผู้เป็นคนน่ารัก เมื่อเธอรู้สิ่งนี้แล้วเธอจะสามารถพ้นจากความบาปได้ สิ่งนี่เป็นราชาแห่งวิทยา เป็นราชาแห่งความเร้นลับ เป็นยอดแห่งผู้ที่ชำระตนจะสามารถรับรู้ได้โดยธรรมและญาณทัศนะที่ถูกต้อง ปฏิบัติง่ายไม่เสื่อมคลาย ผู้ที่ไม่มีศรัทธาในธรรมนี้ย่อมไม่บรรลุถึงเรา และจะกลับไปสู่หนทางมฤตยูของวัฏแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
''''''''''จักรวาลทั้งหมดถูกตัวเราที่ไม่ปรากฏรูปร่างห่อหุ้มเอาไว้ สรรพสิ่งทั้งหลายดำรงอยู่ในตัวเรา แต่ตัวเราหาได้อยู่ในสรรพสัตว์ไม่ นี่คือความเร้นลับอันศักดิ์สิทธิ์ จงรู้ไว้เถิดว่าตัวเรา ซึ่งเป็นพระเจ้า เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง และสรรพสัตว์ทั้งปวง และค้ำจุนสรรพสิ่ง และสัตว์ทั้งปวง แต่ตัวเราหาได้อยู่ในสิ่งเหล่านี้ไม่ อุปมาดุจลมพายุใหญ่ที่พัดอยู่เสมอ และพัดไปทุกหนทุกแห่ง พร้อมทั้งหอบเอาสิ่งต่าง ๆ ไปด้วยกับลมนั้น
''''''''''เมื่อถึงเวลาสิ้นยุค เราจะใช้ประกฤติ หรือ พลังของเรา ทำให้สรรพสิ่งรวมกันคล้ายเมล็ดพืช และเมื่อเราเริ่มยุคใหม่ เราจะให้กำเนิดสิ่งเหล่านี้ใหม่อีกด้วยสิ่งนี้ โดยให้มายา เป็นผู้ปกครองสรรพสิ่ง เราผู้เป็นเจ้าของย่อมสร้างสรรพสิ่งครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ตัวเราไม่ยึดติดกับผลของกรรมเลย เราจึงไม่ถูกผูกมัดด้วยกรรม เพราะ มายา และปัญญา ล้วนเป็นพลังของเรา และเราใช้พลังนี้ทำให้สิ่งที่เราสร้างอยู่ในการดูแลของเรา เหมือนลมที่ใคร่จะพัดไปทางไหน ก็จะไปทางนั้น จักรวาลย่อมเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุนี้
''''''''''คนเขลาที่ไม่รู้ภาวะอันประเสริฐของตัวเรา เขาย่อมดูแคลนตัวเราเมื่ออยู่ในร่างมนุษย์ ว่าเราจำกัดด้วยพุทธิ ปัญญา และ ฤทธิ์อำนาจ และเมตตา เขาผู้มีความหวังอันสูญเปล่า มีกรรมทั้งปวงที่สูญเปล่า มีความรู้อันสูญเปล่า จึงหันไปรับมายาหรือความจอมปลอมจากตัณหาและอหังการเยี่ยงปีศาจเอาไว้ แต่ยอดคนทั้งหลายย่อมอาศัยเรา และบูชาเราด้วยใจไม่วอกแวก เพราะเขารู้จักเรา ผู้เป็นบิดา เป็นมารดา เป็นมิตร ผู้อุ้มชู และบรรพบุรุษของโลกนี้ เราเองคือพระเวท เราเองคือเป้าหมาย เราเองคือเสาค้ำจุนจักรวาล เราเองเป็น แดนเกิด และ แดนดับ ของสิ่งทั้งหลาย เราเป็นผู้ให้ความร้อน เย็น เป็นที่ตั้ง และเป็นที่เก็บ เป็นเมล็ดพืชแรกของสรรพสิ่ง เป็นชีวิต เป็นความมตะ และ อมตะ
เมื่อเราอยู่ในฐานะของสิ่งที่อยู่ (สัต) เราก็คือ
รูปปรากฏแห่งจักรวาลทั้งมวล
เมื่อเราอยู่ในฐานะของสิ่งที่ไม่อยู่ (อสัต) เราก็คือ
ความว่างอันสงัดยิ่งนัก เป็นโมกษะ
''''''''''อรชุน ไม่ว่าเธอจะทำอะไร จะบริโภคอะไร จะบูชาอะไร และจะถวายอะไร จะบำเพ็ญตบะหรือทำอะไรก็ตาม จงมอบสิ่งนั้นให้แก่เรา แล้วเธอจะพ้นจากพันธะของกรรม ไม่ว่าผลดีหรือชั่ว เธอจะต้องสละผลทุก ๆสิ่งให้แก่เราจนหลุดพ้นแล้ว เธอก็จะบรรลุถึงตัวเราได้ ตัวเราเป็นผู้เสมอภาคต่อสรรพสัตว์ ความเกลียดใครและความรักใครไม่มีในเรา ผู้ใดคบเราด้วยความรักและภักดี ผู้นั้นจะอยู่ในเรา และเราจะอยู่กับผู้นั้น ผู้ใดบาปหนาสักเพียงไรในสายตาโลกก็ตาม หากเขาสละกรรมและภักดีต่อเราด้วยความรัก เราก็จะถือว่าเขาเป็นคนดี เพราะเขามีความตั้งใจชอบ เขาจะกลายเป็นผู้เที่ยงธรรม และได้รับสันติเป็นนิจ ดังนั้น จงถือตัวเราเป็นที่พึ่ง และเจ้าจะบรรลุต่อเราได้...
article:
http://www.exoticindia.com/article/bhagavadgita _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Fri Feb 15, 2008 2:48 pm เรื่อง: |
|
|
''''''''''มหากาพย์อินเดีย เรื่อง “มหาภารตยุทธ์” เป็นสงครามของพวกอารยัน ภายหลังที่ปราบชนพื้นเมืองได้
''''''''''ภายหลังที่ตระกูลอารยันต่างๆเข้าปกครองอินเดียชมพูทวีปพิชิตชนพื้นเมืองเบ็ดเสร็จ ก็แตกความสามัคคีแย่งความเป็นใหญ่ในหมู่วงศาคณาญาติ คือ ตระกูลเการพ(Kaurav) และตระกูลปาณฑพ(Pandav) ทั้ง ๒ ตระกูล ยกกำลังเข้าต่อสู้กันติดต่อกันมานับพันปี มีทหารล้มตายในการสู้รบของทั้ง ๒ ฝ่ายนับเป็นแสนคน ฝ่ายพวกปาณฑพ ถือเสมือนว่าเป็นตัวแทนฝ่ายธรรมะ มีพระอรชุนเป็นจอมทัพ ฝ่ายกองทหารเการพ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายอธรรม มีท้าวภูษมะเป็นจอมทัพ ต่อมาพระกฤษณะซึ่งเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ ยกกองทัพเพื่อเข้าไกล่เกลี่ยปรองดองให้เลิกทัพ ยุติสงคราม แต่ทั้ง ๒ ตระกูลไม่ยอมแพ้กัน พระกฤษณะไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรจึงให้ทั้ง ๒ ฝ่ายเลือกที่จะตัดสินใจเอง ฝ่ายเการพเลือกเอากองทัพอันเกรียงไกรของพระกฤษณะ ฝ่ายปาณฑพอรชุนเลือกเอาพระกฤษณะทรงเป็นสารถีขับรถศึกให้
แผนที่ภูมิศาสตร์ในยุคมหาภารตะ ประเทศอินเดีย(ชมภูทวีป)
''''''''''ก่อนที่ ๒ ตระกูลพวกอารยันเข้าทำสงครามห้ำหั่นกัน พวกอารยันเหล่านี้ ได้บุกรุกเข้ามาแย่งดินแดนของพวกชนเผ่ามองโกลซึ่งอยู่ในตระกูลทิเบต-จีน รวมถึงพวกไตอาหมซึ่งอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนอินเดียด้วย
''''''''''พวกอารยันเรียกชนชาติผิวเหลืองเผ่ามองโกลทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพูดภาษาตระกูลทิเบต-จีน ว่าพวกกีราต พวกอารยันถือว่าชาวกีราตมีฐานะทางสังคม เป็นพวกไพร่ พวกทาส ที่เจ้านายอารยันอาจนำตัวไปอุทิศถวายเทวะ หรือทำพลีกรรมอย่างไรก็ได้
''''''''''คัมภีร์มหาภารตะ(Mahabharat) กล่าวถึงกีราตว่าเป็นพวกอยู่ทางเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกในแคว้นวิเทหะ ภีมะเป็นวีรบุรุษตระกูลปาณฑพได้มาปราบหัวหน้าชนชาติกีราต ได้ถึง ๗ ชนเผ่า ในสงครามชิงอำนาจระหว่าง ๒ ตระกูลใหญ่ของอารยัน คือ ปาณฑพ กับเการพ ณ ทุ่งกุรุเกษตร พวกกีราตและจีนถูกกวาดต้อนให้เข้าร่วมรบด้วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก ผลของสงครามแน่นอนที่สุดฝ่ายธรรมะจะต้องชนะฝ่ายอธรรม
อ้างอิงเนื้อหาจาก หนังสือ สยำกุก-นครวัด กองทัพศรีวิชัย ผู้เขียน ชำนาญ สัจจะโชติ,พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จัดจำหน่ายโดยบริษัทงานดี(๐-๒๕๘๐-๐๕๕๙) _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Fri Feb 15, 2008 2:59 pm เรื่อง: |
|
|
ความหมายของ“โมกษะ”
........"ผู้ใดซึ่งหลุดพ้นจากความปรารถนาทั้งมวล กระทำกิจทุกประการด้วยความไม่ยึดครอง ปราศจากความยึดในตัวตน และความเป็นของตน ผู้นั้นถึงซึ่งความสงบสุข
............ เมื่อถึงซึ่งสภาวะนี้แล้ว จะปราศจากความงุนงง ลังเลและความสงสัยใดๆ ผู้มั่นคงอยู่ในสภาวเช่นนั้น แม้ในวาระสุดท้ายของความตาย ผู้นั้นก็ถึงซึ่งความสงบสันติสุขอันเป็นความสงบสูงสุดของพระเจ้า”
และ * ไวศษิกะ-เวทานตะ-สางขยะ ดังกล่าวอยู่ในหลักทรรศนะ ๖ (The Darshanas)
........ไวเศษิกะ กล่าวถึงโมกษะว่า “ความติดข้องเนื่องมาจากอวิชชา คือ ความไม่รอบรู้ และโมกษะเนื่องจากความรอบรู้... เมื่อจิตหลุดพ้นจากอิทธิพลของสภาวะทางกายและทางอารมณ์ และได้ประสบสภาวะธรรมชาติอันบริสุทธิ์ สภาวะนั้นคือ โมกษะ ซึ่งมีความสมบูรณ์ในตัวเอง หมดสิ้นจากทุกข์ทั้งมวลโดยสิ้นเชิง จิตทุกดวงย่อมมีสภาวะธรรมชาติแห่งความเป็นไปตามแบบเฉพาะของตน”
........เวทานตะ อธิบายถึงโมกษะว่า “โมกษะคือ สภาวะสงบ ประณีต ลุ่มลึกที่ไม่อาจบรรยายได้ เป็นสภาวะที่ไม่แตกแยกเป็นสอง ไม่สามารถหาคำมากล่าวขานหรือบ่งชี้ได้ สาระแห่งคุณสมบัติก็คือความเชื่อมั่นแห่งความเป็นหนึ่งเดียวของทุกสิ่งในโลกนี้... มายาคือสภาวะลวงที่ปรุงแต่งขึ้นเคลือบและปกคลุมสิ่งจริงแม้สิ่งเดียวนั้นไว้ อันเนื่องจากหน้าที่ของมายา ทำให้จิตแต่ละดวงเชื่อว่าเขาคือคนละสิ่งคนละอันกัน มีความแตกต่างกันมิใช่สิ่งเดียวกัน โมกษะคือสภาวะที่จิตแต่ละดวงนั้นตระหนักแล้วและทำสภาวะของตัวเองให้เหมือนกับสภาวะของพรหมันได้ แต่มิใช่เข้ารวมอยู่ในพรหมัน”
........ฐานคติของสางขยะเหมือนความเชื่อของเวทานตะ ตรงส่วนที่ว่า “โมกษะคือการทำสภาวะจิตให้หลุดพ้นจากการจำกัดของกาลเวลา เป็นสภาวะที่เหมือนของความบริสุทธิ์เฉพาะตน ในสภาวะนั้นจะไม่มีความรู้สึกในความเป็น “ฉัน” หรือ “ของฉัน” และนี่คือสภาวะสูงสุดของโยคี นักปฏิบัติ และนั่นคือโมกษะ เป็นสภาวะที่หลุดพ้นจากระบบของกายและจิตที่ปรุงแต่ง
........ในคัมภีร์อุปนิษัทกล่าวถึงโมกษะ ไว้ว่า “แก่นแท้ของชีวิตซึ่งอุบัติขึ้นเป็นชีวิตแล้วก็อยู่ภายใต้ข้อจำกัด และเป็นที่รวมของทุกข์ทั้งปวง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ถูกกำจัดออกได้จนบรรลุโมกษะ ได้รับอิสระหลุดพ้นจากตัณหาและความโง่เขลาทั้งปวง นั่นก็คือแก่นแท้จากพรหมันถึงซึ่งพัฒนาที่สมบูรณ์ถึงสภาวะเดิมของตัวมันเอง”
........สาระแห่งหลักปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความรู้แจ้ง(โมกษะ) คงอยู่บนแกนของหลักที่สำคัญ ๓ ประการ คือ
1. การทำให้เกิดความรู้แจ้งในสัจจะ (หลักทางปัญญา)
2. การบูชาด้วยการสละตัวตน (หลักการกระทำ) ละความยึดถือในความรู้สึกที่เป็นของตัว ของตน
3. การทำสมาธิ (หลักการทำจิตสงบ)
_________________________________
มหาภารตยุทธ
ศานติบรรพ : อนุศาส์น
ลักษณะทางแห่งความเสื่อม และความเจริญของจิตวิญญาณ
........ความกำหนัด ความมุ่งร้าย ความหลง ความระเริง ความเศร้าโศก ความถือตัว ความโกรธ ความเย่อหยิ่ง
ความเกียจคร้าน ความริษยา เหล่านี้เป็นลักษณะผู้ที่ดำเนินทางแห่งความเสื่อม
........การให้อภัย ความหนักแน่น การไม่ปองร้าย ความเยือกเย็น ความสัตย์ ความซื่อตรง การเอาชนะอินทรีย์ทั้งหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ ความอ่อนโยน ความละอายต่อบาป ความไม่เรรวน กระละเว้นความชั่วร้าย ความไม่วุ่นวาย ความสันโดษทางกายและจิต การพูดจาอ่อนหวาน การไม่เบียดเบียน การไม่อิจฉา เหล่านี้เป็นลักษณะผู้ที่ดำเนินทางแห่งความเจริญ
ยอมตายเพื่อธรรมะ ดีกว่าได้ชัยชนะด้วยการทำบาป
ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งบาปทั้งปวง ผู้ที่จะชนะตนเองได้ต้องเอาชนะความโลภของตนเสียก่อน
เมื่อใดที่เราย่นความอยากเข้าตัวของเราได้ ดุจเดียวกับที่เต่าหดหัวเข้ากระดองของมัน
เมื่อนั้นเราจะพบแสงสว่างและความสูงส่งแห่งจิตวิญญาณ
........ตัณหาคือความอยาก เป็นบ่อเกิดแห่งอกุศลกรรมทั้งปวง ความอยากก่อให้เกิดความโลภ ความโลภก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดและเลห์เหลี่ยมทั้งหลายทั้งปวงลักษณะหน้าไหว้หลังหลอก อหังการ ความอาฆาต ความหลงผิดในความรู้ ความหลงผิดในชาติกำเนิด ความหลงผิดในทรัพย์สินศฤงคาร เป็นอาทิเหล่านี้ล้วนมีกำเนิดจากความโลภ ความโลภ มีให้เห็นในทุกแห่งหนไม่เลือกว่าในเด็กในหนุ่มสาว และในผู้ใหญ่ ความโลภซ่อนตัวมาแม้แต่ในเสื้อคลุมของศาสนา
ความโลภมีมากเท่าใด ความไม่รู้จริง(อวิชชา)มีมากเท่านั้น
หมดความโลภจึงจะหมดความไม่รู้จริง
ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยให้แสงสว่างได้ยิ่งเท่าความรู้
ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยขัดถูและเกลากิเลสได้เหมือนความสัตย์
ไม่มีสิ่งใดที่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ถนัดได้เท่าราคะ
ไม่มีสิ่งใดที่ให้ความสุขเหมือนการเสียสละเพื่อผู้อื่น
เมื่อยามมีสุข ไม่ควรจะเต้นตื่นฉันใด เมื่อยามมีทุกข์ภัยก็ไม่ควรจะโศกเศร้าฉันนั้น
ความรู้จริงเป็นรากฐานของสรรพชีวิต
........ความรู้จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อความรู้นั้นช่วยให้ผู้รู้มีความประพฤติดี และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เป็นนิตย์
........................
........มหาภรตยุทธ มีชื่อเดิมว่า "ชัย" เป็นเนื้อหาของราชวงศ์ภรต ต้นกำเนิดราชวงศ์ในอินเดีย "ชัย" หรือมหาภารตะ กล่าวถึงการสู้รบแย่งชิงความเป็นใหญ่ในหมู่ราชวงศาคณาญาติหมู่กษัตริย์อารยัน หลังจากครอบครองอินเดียได้โดยเบ็ดเสร็จจากชนเผ่าพื้นเมืองเดิมดราวิเดียน(ฑราวิท) เป็นเนื้อหาการอวตารของกฤษณาวตาร ตามลัทธิความเชื่อไวษณพนิกาย ที่ถือพระนารายณ์เป็นใหญ่ เนื้อหารจนาเพื่อสอนอนุชนรุ่นหลังในศาสตร์ต่างๆ คือ สัจจวาจา ธรรมยุทธ์ และธรรมศาสตร์ เป็นต้น
........ส่วนรามเกียรติ์ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนยุคมหาภารต เป็นเนื้อหาการอวตารของรามาวตาร ตามลัทธิความเชื่อไวษณพนิกาย ที่ถือพระนารายณ์เป็นใหญ่ เป็นเนื้อหาตอนที่ พระรามลงมาปราบพวกยักษ์ ซึ่งในประวัติศาสตร์อินเดียแท้จริงนั้น คือ พวกชนเผ่าพื้นเมืองเดิมดราวิเดียน(ฑราวิท) เมื่อชนะแล้วจึงแบ่งชนชั้นด้วยวรรณะ(สีผิว) โดยผู้ที่รุกรานคือผู้รับชัยชนะเป็นผู้กำหนด และจารึกประวัติศาสตร์ เนื้อหาต่อเนื่องศึกษาได้จาก ลิงค์ด้านล่าง..
ถอดรหัส รามาวตาร http://www.dhammachak.net/real-2.html _________________ Golden Path
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Wed Aug 20, 2008 1:40 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 593
|
ตอบเมื่อ: Fri Feb 22, 2008 12:04 pm เรื่อง: |
|
|
เมื่อ 19 ม.ค.2002 BBC มีการรายงานข่าวการค้นพบเมืองใต้สมุทรโดยทีมงานสมุทรศาสตร์อินเดีย(NIOT) สถาบันวิจัยทางทะเลอินเดีย
จากหลักฐานต่างๆที่ค้นพบแล้วปรากฏว่า เป็นเมืองที่มีอารยธรรมเก่าแก่ย้อนหลังไปประมาณ ๙,๕๐๐ปี
ซึ่งเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่กว่ากว่า อารยธรรมฮารัปา-โมเฮนโจดาโร
http://news.bbc.co.uk/2/hi/south_asia/1768109.stm
มีการตั้งข้อสังเกตว่าจากหลักฐานที่ค้นพบนั้นโยงใยไปถึงเมืองDwaraka(ทวารกา หรือทวารวดี) ซึ่งตามมหาภรตยุทธกล่าวไว้ว่าเป็นเมืองของพระศรีกฤษณะ
ซึ่งตอนท้ายของมหาภารตยุทธ ผู้รจนากล่าวไว้ว่า เมืองทั้งเมือง และผู้คนได้จมลงไปภายใต้น้ำทะเลโดยภัยพิบัติชนิดฉับพลัน
เมืองใต้ทะเลที่ค้นพบอยู่ใกล้อ่าวแคมเบย์
แผนที่อินเดียยุคมหาภารตะ
รายละเอียด: http://www.morien-institute.org/uwnews2002.html#cambay
และอิทธิพลของอารธรรมอินเดียที่ได้ขยายขอบเขตมาสู่สุวรรณภูมินี้เอง
จากความประทับใจในแง่อารยธรรมทำให้แถบถิ่นนี้มีการนำชื่อของเมือง ชื่อคน ชื่อภูเขา สถานที่ต่างๆ จากวรรณคดีต่างๆของอินเดีย เช่น รามายณะ ,มหาภารตยุทธ สมัยพุทธกาล
มาตั้งชื่อคนและสถานที่ที่สุวรรณภูมิ(สยาม)ภาคกลาง ภาคใต้ด้วย เช่น ทวารวดี ,อโยธยา ,ภูเขาคิชกูฏ ,ภูเขาพระสุเมรุ ชื่อคนเช่น ปรเมศ, ปรเมศวร,กฤษณะ, วิษณุ ,ราม, รามา, มนู ,ลักษมี ,สีดา...ฯลฯเป็นต้น
โดยที่ชื่อคนบางชื่อยังทันสมัยอยู่ แต่บางชื่อก็ไม่ใช้กันในยุคสมัยนี้แล้วเช่นกัน _________________ Golden Path |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|