| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Fri Feb 01, 2008 9:38 pm เรื่อง: ปฏิจจสมุปบาท : ทางหมุน |
|
|
ทางหมุนเวียน ทางหลุดพ้น
''''''''''''''''ปฏิจจสมุปบาท
ภวจักร มี อวิชชา ตัณหา เป็นมูลเหตุ
ภวจักร มี สัจจะ ๒ องค์ สมุหทัยสัจจ์ ทุกขสัจจ์
ภวจักร มี อาการ ๑๒ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ
''''''''''''''''''''ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน กัมมภวะ ชาติ ชรา-มรณะ
ภวจักร มี สนธิ(เงื่อนต่อ-เชื่อมโยง) ๓ แห่ง
.......เหตุต่อกับผล สังขาร : วิญญาณ
.......ผลต่อกับเหตุ เวทนา : ตัณหา
.......เหตุต่อกับผล กัมมภวะ : ชาติ
ภวจักร แบ่งเป็น ๔ ช่อง(สังคหะ)
.......๑. เหตุอดีต..........๒. ผลปัจจุบัน
.......๓. เหตุปัจจุบัน..........๔. ผลอนาคต
ภวจักร มีอาการหมุนเวียน ๓
.......กิเลสวัฏฏ์ ๓ อย่าง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
.......กัมมวัฏฏ์ ๒ อย่าง สังขาร กัมมภวะ
.......วิปากวัฏฏ์ ๘ อย่าง วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา อุปัตติภวะ ชาติ ชรา-มรณะ
.......ตถาคตทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น ก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม คือ หลัก อิทัปปัจจยาตา" (43)
.......ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอกแสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจง ทำให้เข้าใจง่าย และจึงตรัสว่า"จงดูสิ"
.......เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ"
.......ภิกษุทั้งหลาย ตถาตา (ภาวะที่เป็นอย่างนั้น) อวิตถตา (ภาวะที่ไม่คลาดเคลื่อนไปได้) อนัญญถตา (ภาวะที่ไม่เป็นอย่างอื่น) คือ หลักอิทัปปัจจยตา ดังกล่าวมานี้แล เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (44)
.......ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้น ย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น ย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท" (45)
.......ภิกษุทั้งหลาย แท้จริง อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ฯลฯ
.......เมื่อใด อริยสาวกรู้ทั่วถึงความเกิดและความดับของโลกตามที่มันเป็นอย่างนี้ อริยสาวกนี้ เรียกว่าเป็นผู้มีทิฏฐิสมบูรณ์ก็ได้ ผู้มีทัศนะสมบูรณ์ก็ได้ ผู้ลุถึงสัทธรรมก็ได้ ว่าผู้ประกอบด้วยเสขญาณก็ได้ ผู้ประกอบด้วยเสขวิชชาก็ได้ ผู้บรรลุกระแสธรรมแล้วก็ได้ พระอริยะผู้มีปัญญาชำแรกกิเลสก็ได้ ผู้อยู่ชิดประตูอมตะก็ได้ " (46)
.......สมณะหรือพราห์มเหล่าหนึ่งเหล่าใด รู้จักธรรมเหล่านี้ รู้จักเหตุเกิดธรรมเหล่านี้ รู้จักความดับแห่งธรรมเหล่านี้ รู้จักทางดำเนินถึงความดับแห่งธรรมเหล่านี้ จึงควรแก่การยอมรับว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ และยอมรับได้ว่าเป็นพราห์มในหมู่พราห์ม และจึงได้ชื่อว่า ได้บรรลุประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราห์ม ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน(47)
.......น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาเลย พระเจ้าข้า หลักปฏิจจสมุปบาทนี้ ถึงจะเป็นธรรมลึกซึ้งและปรากฏเป็นของลึกซึ้ง ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นธรรมง่ายๆ "
.......อย่ากล่าวอย่างนั้น อย่ากล่าวอย่างนั้นอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นธรรมลึกซึ้งและปรากฏเป็นของลึกซึ้ง เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอดหลักธรรมข้อนี้แหละ หมู่สัตว์จึงวุ่นวายเหมือนเส้นด้ายที่ขอดกันยุ่ง จึงขมวดเหมือนกลุ่มด้ายที่เป็นปม จึงเป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่าย และหญ้าปล้อง จึงผ่านพ้น อบาย ทุคติ วินิบาต สังสารวัฏฏ์ ไปไม่ได้ "(48)
.......ภิกษุทั้งหลาย เราได้มีความดำริเกิดขึ้นว่า"ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นของลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบระงับ ประณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งตรรก ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ "
.......ก็แหละ หมู่ประชานี้ เป็นผู้เริงรมย์อยู่ด้วยอาลัย ยินดีอยู่ในอาลัย ระเริงอยู่ในอาลัย สำหรับหมู่ประชาผู้เริงรมย์ รื่นระเริงอยู่ในอาลัย (เช่นนี้) ฐานะอันนี้ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือ หลักอิทัปปัจยตา หลักปฏิจจสมุปบาท ถึงแม้ฐานะอันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสลัดอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราค นิโรธ นิพพาน ก็ถ้าเราพึงแสดงธรรม และคนอื่นไม่เข้าใจซึ้งต่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากแก่เรา"(49)
(43) สังยุตตนิกาย นิทานวรรค 16/20/31-33 ปัจจัยสูตร
(44)สังยุตตนิกาย นิทานวรรค 16/20/31-33 ปัจจัยสูตร
(45) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ 12/306/346 มหาหัตถิโทปมสูตร
(46)สังยุตตนิกาย นิทานวรรค 16/49/103-105 อริยสาวกสูตร
(47) สังยุตตนิกาย นิทานวรรค 16/14/20-21 ทุติยสมณพราหมณสูตร
(48) สังยุตตนิกาย นิทานวรรค 16/60/122 นิทานสูตร
(49)มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ 12/281/308 ปาสราสิสูตร
.......จุดที่ต้องการขยายความ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติ คือ จุดเชื่อมโยง ปฏิจจสมุปบาท มี ๓ จุด คือ
....... ๑. เหตุเชื่อมโยงกับผล สังขาร : วิญญาณ
.......มูลเหตุในอดีต ๕ อย่าง ที่ผ่านมาแล้ว คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน (๓ อย่างนี้จัดเป็นกิเลสวัฏฏ์) สังขาร กัมมภวะ (๒ อย่างนี้ จัดเป็นกัมมวัฏฏ์)
.......ปัจจุบันอันเป็นผล ๕ อย่างคือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ห้าอย่างนี้คือสภาพขันธ์ ๕ ที่กำลังดำรงอยู่ ภพแห่งขันธ์ ที่ถือกำเนิด หรืออุบัติขึ้นแล้ว (ชาติ) ย่อมดำเนินไปสู่สภาวะเปลี่ยนแปลงดับสลายไป (ชรา-มรณะ) ปัจจุบัน ๕ บวก ภพ ชาติ ชรา-มรณะ เป็น ๘ อย่าง คือ สภาพของวิปากวัฏฏ์
.......๒. ผลเชื่อมโยงกับเหตุ เวทนา : ตัณหา
.......ดั่งที่ทราบกันดีว่า กระบวนการของสภาวธรรมทั้งหลายประชุมลง รวมลงที่เวทนา หากเราไม่ศึกษาเพื่อให้รู้ตามความเป็นจริงของเวทนา ความเพลิดเพลินมัวเมา ลุ่มหลง ในเวทนานั้นๆ อันเป็นลักษณะของตัณหา เหตุเกิดแห่งทุกข์ ก็จะก่อตัวขึ้นอีก
.......ปัจจุบันชาติ หากเราไม่ศึกษาและปฏิบัติตามอริยมรรคสภาพไม่รู้ (อวิชชา) ตามความเป็นจริงของขันธ์ จิตก็จะหลงเพลิดเพลิน ยินดี(ตัณหา) ในความเกิด - ดับของขันธ์ยึดมั่นหมาย(อุปาทาน) ว่าเป็นตัวตน ปรุงแต่ง (สังขาร) ไปตามเจตน์จำนงค์ แสดงออก (กัมมภวะ) ในพฤติกรรมทาง กาย วาจา ใจ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน สังขาร กัมมภวะ ๕ อย่างนี้เป็นปัจจุบันเหตุ ซึ่งเป็นสภาพที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง
.......๓. เหตุเชื่อมโยงกับผล กัมมภวะ : ภพ (อุปัตติภวะ)
.......เมื่อสร้างเหตุในปัจจุบันไว้แล้ว ภพ ชาติ ชรา - มรณะของขันธ์ในอนาคตก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
.......ทางหมุนเวียน ทุกฺข สมุทโย บุคคลผู้ไม่ได้ศึกษา ฝึกฝน อบรมจิต ตามเส้นทางอันประเสริฐ (มัคคสัจจ์) ปัญญาของเขา ไม่สามารถแทงทะลุซึ่งสภาพความเป็นจริงของเวทนาได้ เพราะถูกม่านอวิชชากั้นไว้ ตัณหาอันเป็นตัวก่อทุกข์ ก็จักสร้างเหตุในปัจจุบันขึ้นอีก " เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา "
.......ทางหลุดพ้น ทุกฺข นิโรโธ บุคคลผู้มีปัญญา สามารถประจักษ์ รู้สภาพเวทนาขันธ์ตามความเป็นจริง (เกิด - ดับ) เขาจะไม่หลงยึดเอาความรู้สึกต่างๆ น้อมเข้ามาเพื่อสร้างภาพพจน์เป็นตัวเป็นตน จิตก็จักดำเนินไปสู่ทางแห่งความหลุดพ้น เพราะเมื่อรู้เห็นประจักษ์ชัดต่ออาการเกิด - ดับของเวทนา ตัณหาซึ่งอาศัยเวทนาเป็นแดนเกิด ก็ไม่มีที่อาศัย ไม่มีภาวะใดๆ ให้เกาะกุม ยึดเหนี่ยว" เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ นี่คือทางดำเนินสู่ความหลุดพ้น "
.......ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนา (เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์) บ้าง อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว ก็ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีนั้น อะไรเป็นความพิเศษ เป็นความแปลก เป็นข้อแตกต่างระหว่างอริยสาวก ผู้ได้เรียนรู้กับปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ?
.......ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ย่อมเศร้าโศกคร่ำครวญ ร่ำไห้ รำพันตีอก ร้องไห้ หลงใหล ฟั่นเฟือนไปเขาย่อมเสวยเวทนาทั้ง ๒ อย่าง คือ เวทนาทางกาย และเวทนาทางใจ เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศรดอกหนึ่ง แล้วยิงซ้ำด้วยลูกศรดอกที่ ๒ อีก เมื่อเช่นนี้บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศรทั้ง ๒ ดอก คือ ทั้งทางกาย ทั้งทางใจ ฉันใด ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ก็ฉันนั้นย่อมเสวยเวทนาย่อมเสวยเวทนาทั้ง ๒ อย่าง คือทั้งทางกายและทางใจ
.......อนึ่ง เพราะถูกทุกขเวทนานั้นกระทบ เขาย่อมเกิดความขัดใจ เมื่อเขามีความขัดใจ เพราะทุกขเวทนา " ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนาก็ย่อมนอนเนื่อง "
.......เขาถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ก็หันเข้าระเริงกับกามสุข ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ย่อมไม่รู้ทางออกจากทุกขเวทนา นอกไปจากกามสุข และเมื่อเขาระเริงอยู่กับกามสุข "ราคานุสัยเพราะสุขเวทนานั้นย่อมนอนเนื่อง "
.......เขาย่อมไม่รู้เท่าทันความเกิดขึ้น ความสูญสลาย ข้อดี ข้อเสีย และทางออกของเวทนาเหล่านั้นตามความที่มันเป็น เมื่อเขาไม่รู้...ตามที่มันเป็น " อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาย่อมนอนเนื่อง "
.......ถ้าได้เสวยสุขเวทนา เขาก็เสวยอย่างผูกมัดตัว ถ้าได้เสวยทุกขเวทนา เขาก็เสวยอย่างผูกมัดตัว ถ้าได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา เขาก็เสวยอย่างผูกมัดตัว ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เรียกว่าปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ผู้ประกอบด้วย ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราเรียกว่า "ผู้ประกอบด้วยทุกข์"
.......ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่คร่ำครวญ ไม่ร่ำไร ไม่รำพัน ไม่ตีร้องไห้ ไม่หลงไหลฟั่นดฟือน เธอย่อมเสวยเวทนาทางกายอย่างเดียว ไม่เสวยเวทนาทางใจ เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศรดอกที่ ๒ ผิดไป ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศรดอกเดียวฉันใด ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ก็ฉันนั้น....ย่อมเสวยเวทนาทางกายอย่างเดียว ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ
.......อนึ่ง เธอย่อมไม่มีความขัดเคืองใจเพราะทุกขเวทนานั้น เมื่อไม่มีความขัดเคืองใจเพราะทุกขเวทนานั้น "ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนานั้นย่อมไม่นอนเนื่อง"
.......เธอถูกทุกขเวทนากระทบ ก็ไม่หันเข้าระเริงกับกามสุข เพราะอะไร ? เพราะอริยสาวกเรียนรู้แล้ว ย่อมรู้ทางออกจากทุกขเวทนานอกจากกามสุขไปอีก เมื่อเธอไม่ระเริงกับกามสุข "ราคานุสัยเพราะสุขเวทนานั้นก็ไม่นอนเนื่อง"
.......เธอย่อมรู้เท่าทันความเกิดขึ้น ความสูญสลาย ข้อดี ข้อเสีย และทางออกองเวทนาเหล่านั้นตามความที่มันเป็น เมื่อเธอรู้...ตามที่มันเป็น "อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา ก็ไม่นอนเนื่อง"
.......ถ้าได้เสวยสุขเวทนาเธอก็เสวยอย่างไม่ผูกมัดตัว ถ้าได้เสวยทุกขเวทนาเธอก็เสวยอย่างไม่ผูกมัดตัว ถ้าได้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเธอก็เสวยอย่างไม่ผูกมัดตัว ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ ผู้ปราศจาก ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรียกว่า "ผู้ปราศจากทุกข์ "
.......ภิกษุทั้งหลายนี้แลเป็นความพิเศษ เป็นความแปลก เป็นข้อแตกต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้ กับปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ (50)
.......ภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ตามเป็นจริง ซึ่งจักษุ.....ซึ่งรูปทั้งหลาย...ซึ่งจักษุวิญญาณ.... ซึ่งจักษุสัมผัส…ซึ่งเวทนา สุข ทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์ไม่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ติดใคร่ (จักษุเป็นต้นที่กล่าวมาแล้ว)นั้น
.......เมื่อเขาไม่ติดใคร่ (ไม่มีตัณหาเข้าไปยึดติด) เห็นโทษอยู่ อุปาทานขันธ์ ๕ ย่อมถึงความไม่เติบขยายต่อไป ตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยความกำหนัดยินดี คอยเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ได้ ก็ถูกละได้ ความกระวนกระวายกายก็ดี ความกระวนกระวายใจก็ดี ความแผดเผาทางกายก็ดี ความแผดเผาทางใจก็ดี ความเร่าร้อนใจก็ดี ก็ถูกละได้ เขาย่อมได้เสวยทั้งสุขทางกาย ทั้งสุขทางใจ
.......บุคคลที่เป็นเช่นนั้นแล้ว มีความเห็นอันใด ความเห็นอันนั้นก็เป็น สัมมาทิฐิ มีความดำริใด ความดำรินั้นก็เป็น สัมมาสังกัปปะ มีความพยายามอันใด ความพยายามนั้นก็เป็น สัมมาวายามะ มีสติใด สตินั้นก็เป็น สัมมาสติ มีสมาธิใด สมาธินั้นก็เป็น สัมมาสมาธิ ส่วนกายกรรม(สัมมากัมมันตะ) วจีกรรม (สัมมาวาจา) อาชีวะ (สัมมาอาชีวะ) ของเขาย่อมบริสุทธิ์ตั้งแต่ต้นทีเดียว มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะของเขา ย่อมถึงความเจริญเต็มบริบูรณ์ก็ได้ด้วยอาการอย่างนี้"
.......เมื่อเขาเจริญมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะนี้อยู่อย่างนี้ แม้สติปัฏฐาน ๔ ก็ย่อมถึงความเจริญเต็มบริบูรณ์ สัมมัปปธาน ๔ .... อิทธิบาท ๔.... อินทรีย์ ๕... พละ ๕ ... โพชฌงค์ ๗ ....ก็ย่อมถึงความเจริญเต็มบริบูรณ์ เขาย่อมมีธรรม ๒ อย่างนี้ คือ "สมถะและวิปัสสนา คู่เคียงกันเป็นไป "
.......ธรรมเหล่าใดพึงกำหนดรู้ด้วยอภิญญา เขาก็กำหนดรู้ด้วยอภิญญา ซึ่งธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใดพึงละด้วยอภิญญา เขาก็ละด้วยอภิญญา ซึ่งธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใดพึงให้เกิดมีด้วยอภิญญา เขาก็ทำให้เกิดมีด้วยอภิญญา ซึ่งธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใดพึงประจักษ์แจ้งด้วยอภิญญา เขาก็ประจักษ์แจ้งด้วยอภิญญา ซึ่งธรรมเหล่านั้น
.......'" ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่าไหน พึงกำหนดรู้ด้วยอภิญญา? ได้แก่สิ่งที่เรียกว่าอุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่ รูปอุปาทานขันธ์ เวทนาอุปาทานขันธ์ สัญญาอุปาทานขันธ์ สังขารอุปาทานขันธ์ วิญญาณอุปาทานขันธ์ ...
.......ธรรมเหล่าไหน พึงละด้วยอภิญญา? ได้แก่ อวิชชา และภวตัณหา ...
.......ธรรมเหล่าไหน พึงทำให้เกิดมี (เจริญ) ด้วยอภิญญา ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา
.......ธรรมเหล่าไหน พึงทำให้ประจักษ์แจ้งด้วยอภิญญา ได้แก่ " วิชชา และ วิมุตติ "(51)
.......ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเหล่าอัญเดียรถีย์ ปริพาชก พึงถามอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล? มีอะไรเป็นแดนเกิด? ... มีอะไรเป็นที่หยั่งลง? มีอะไรเป็นที่สุด? พวกเธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงตอบชี้แจงแก่อัญเดียรถีย์ ปริพาชก เหล่านั้นอย่างนี้ว่า แน่ะ ท่านมีอายุ
๑. ธรรมทั้งปวงมี ฉันทะเป็นมูล
๒. ธรรมทั้งปวงมี มนสิการเป็นแดนเกิด
๓. ธรรมทั้งปวงมี ผัสสะเป็นที่ก่อตัวขึ้น-เป็นเหตุ
๔. ธรรมทั้งปวงมี เวทนาเป็นที่ประชุมลง-ที่รวมลง
๕. ธรรมทั้งปวงมี สมาธิเป็นประมุข
๖. ธรรมทั้งปวงมี สติเป็นใหญ่
๗. ธรรมทั้งปวงมี ปัญญาเป็นยอดยิ่ง
๘. ธรรมทั้งปวงมี วิมุตติเป็นแก่นสาร
๙. ธรรมทั้งปวงมี อมตะเป็นที่หยั่งลง
๑๐. ธรรมทั้งปวงมี นิพพานเป็นสุดท้าย (52)
(50)สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค 18/254/276-279 สัลลัตถสูตร
(51)มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ 14/430-433/515-518 สฬายตนวิภังคสูตร
(52)อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต 24/58/128-129 มูลกสูตร |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Fri Feb 01, 2008 9:47 pm เรื่อง: |
|
|
พระพุทธภาษิตท้ายภาคที่ ๔
ด้วยความขยัน ด้วยความไม่ประมาท
ด้วยความสำรวมระวัง และด้วยความข่มใจตนเอง
ผู้มีปัญญา ควรสร้างเกาะ(ที่พึ่ง)แก่ตน
ที่ห้วงน้ำ(กิเลส) ไม่สามารถท่วมได้
____________________________________
ราคะ โทสะ โมหะ มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ
เกิดแต่อัตภาพนี้ ไม่ยินดีในกุศล
ยินดีแต่กามคุณ ทำให้ขนลุก บาปวิตกในใจตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้
แล้วผูกจิตไว้ เหมือนพวกเด็กผูกกาไว้ที่ข้อเท้าฉะนั้น
____________________________________
ชนใดไม่มีใครถามย่อมบอกศีลและวัตรของตน
แก่ชนเหล่าอื่น ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวชนนั้นว่า
ไม่มีอริยธรรม อนึ่ง ชนเหล่าใดย่อมบอกตนเอง
ผู้ฉลาดทั้งหลายก็กล่าวชนนั้นว่า ไม่มีอริยธรรม
____________________________________
ภิกุผู้สงบ ดับกิเลสในตนได้แล้ว ไม่อวดศีลทั้งหลายว่า
เราเป็นดังนี้ ผู้ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ภิกษุนั้นมีอริยธรรม
อนึ่ง กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุใดในที่ไหน ๆ ในโลก
ผู้ฉลาดทั้งหลาย ก็กล่าวว่า ภิกษุนั้นมีอริยธรรม
.............................................................
อ้างอิงเนื้อหาจาก ภาคที่ ๔ ทางหมุนเวียน-ทางหลุดพ้น ปฏิจจสมุปบาท
หนังสือวิมุตติธรรม http://www.dhammachak.net/wimuttidham.html
ปิยทัสสีภิกขุ รจนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
victory สมาชิกธรรมศาลา
เข้าร่วม: 23 Jan 2008 ตอบ: 22
|
ตอบเมื่อ: Sat Mar 22, 2008 8:53 pm เรื่อง: |
|
|
ขออนุโมทนา สาธุค่ะ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
poom076 ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Oct 2007 ตอบ: 562 ที่อยู่: โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่
|
ตอบเมื่อ: Mon Mar 24, 2008 1:29 pm เรื่อง: |
|
|
โมทนาสาธุครับผม
 _________________ มีพบย่อมมีพราก
มีจากย่อมมีเจอ
ที่ไหนกันเล่าเออ
ที่ไม่ต้องเจอและไม่ต้องจาก
...ภุมริน... |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|