| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 7:36 pm เรื่อง: ตำนานแห่งเสรีภาพ และ |
|
|
 |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 7:38 pm เรื่อง: |
|
|
ตำนานแห่งเสรีภาพ และ หนทางแห่งการภาวนา
(THE MYTH OF FREEDOM AND THE WAY OF MEDITATION)
เชอเกียม ตรุงปะ :เขียน
อนุสรณ์ ติปยานนท์ :แปล
พจนา จันทรสันติ :บรรณาธิการ
สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
มูลนิธิโกมลคีมทอง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๖ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือน และสนับสนุนให้บุคคลมีความเสียสละเพื่อสังคม มีอุดมคติ เป็นผู้นำในทางที่ถูกต้อง ตามแบบอย่างของครูโกมล คีมทอง ผู้สูญเสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๑๔ ขณะอุทิศตนเป็นครูอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
คำนำ
.......ตำนานแห่งเสรีภาพ (The Myth of Freedom) มีที่มาจากบทบรรยายโดยท่านเชอเกียม ตรุงปะ ริโปเช ในหลายสถานที่ทั่วอเมริกาในระหว่างปี ค.ศ.๑๙๗๑-๑๙๗๓ จากความสนใจที่ผู้คนมีต่อหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ของท่านเชอเกียม อันได้แก่ ลิงหลอกเจ้า ลอบคราบวัตถุนิยมทางศาสนธรรม(Cutting Through Spiritual Materialism) จึงทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจที่จะรวบรวมคำบรรยายของท่านขึ้นเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งในหัวข้อ "ตำนานแห่งเสรีภาพ" อันอาจถือเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัว ที่แนะนำแนวความคิดแห่งพุทธศาสนา และสมาธิภาวนาในดินแดนธิเบต
.......หนังสือเล่มนี้ ได้รับเกียรติตีพิมพ์บทกวีจากการรจนาของท่านเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ที่บรรยายถึงห้วงสภาวะต่างๆ กัน ของสมาธิภาวนา และในตอนท้ายยังมีบทแปลของท่านที่ถ่ายทอดจากคำสอนโบราณที่ท่านติโลปะแนะนำต่อศิษย์ท่าน อันได้แก่ท่านนาโรปะ ต่อขั้นตอนการฝึกฝนมหามุทรา บทส่งท้ายนี้ดูจะเหมาะสมเป็นพิเศษกับหนังสือเล่มนี้เพราะท่านติโลปะถือเสมือนหนึ่งเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดนิกายคาคิว อันมีอายุเก่าแก่ถึง ๑,๐๐๐ ปี ที่ท่านตรุงปะสังกัดอยู่ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 7:42 pm เรื่อง: |
|
|
ขึ้นสู่บัลลังก์
๑
บุพการีของข้าฯช่างทรงคุณ
ทว่าข้าฯนั้นเยาว์วัยเกินกว่าที่จะรู้ได้
ขุนเขาและหุบห้วยช่างงดงาม
แต่เนื่องจากมิเคยได้เห็นพื้นราบ ทำให้ข้าฯ โง่งมนัก
๒
จากความพยายามชำระจิตให้ขาวรอบ
มุ่งขัดเกลาคมหอกแห่งปัญญา
ทำให้ข้าฯได้พบกับบุพการีที่แท้
อันข้าฯจักไม่มีวันลืมเลือนได้
๓
เมื่อปราศจากบุคคลผู้มีอิทธิพลต่อโลกทรรศน์ของข้าฯ
ทำให้ข้าฯสำแดงออกซึ่งธรรมชาติดั้งเดิม
และยึดเอารูปแบบแห่งยุพราชหนุ่ม
นี่เป็นผลมาจากความเมตตาของคุรุ
๔
ข้าฯนั้นยังกิจเพื่อผู้อื่น
ด้วยปัญญาที่ทะลุทะลวงผ่านนิวรณ์ทั้งหลาย
ทำให้องค์ยุพราชนั้นแก่กล้าและทรงภูมิขึ้น
ไร้ความเกรงกลัวต่อผู้ใด
๕
เริงร่ายในเวิ้งฟ้า
ห่มกายในม่านเมฆ
ดื่มกินดวงสุริยันและคว้าจับจันทรา
หมู่ดาราคือบริวารแห่งข้าฯ
๖
ทารกผู้เปลือยเปล่าช่างงดงามและสูงสง่า
สัตตบงกชเบ่งบานอยู่ทั่วฟ้า
ช่างน่าประหลาดล้ำที่ได้เห็นนาฏกรไร้รูป
ร่ายรำกับวงมโหรีที่ปราศจากผู้บรรเลง
๗
ณ พระตำหนักทับทิมแดง
สดับฟังเสียงพีชมนตร์
ช่างเพลิดเพลินที่ได้ชมนาฏลีลาแห่งมายา
นางมารร้ายจากโลกแห่งปรากฏการณ์
๘
นักรบที่ไร้ศาสตรา
โลกทะยานอยู่บนสายรุ้ง
สดับยินเสียงหัวเราะที่ไร้ขอบเขตจากปีติสุข
ทำให้อสรพิษร้ายสลายกลายเป็นน้ำอมฤต
๙
ดื่มไฟ สวมใส่สายน้ำ
โอบกอดคฑาสายลม
หายใจม้วนพื้นพสุธา
ข้าฯคือกัตราแห่งโลกทั้งสาม
๒๒ มกราคม ๒๕๑๖ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 7:53 pm เรื่อง: |
|
|
๑
ตำนานแห่งเสรีภาพ
ภาพฝันและความเป็นจริง
.........ถ้าเราปรารถนาจะปลูกฝังพุทธธรรมคำสอนลงบนพื้นดินอเมริกา แรกสุดเราต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานแห่งพุทธธรรม และกระทำผ่านการฝึกฝนสมาธิภาวนาขั้นพื้นฐาน ผู้คนมากมายปฏิบัติต่อพุทธธรรมราวกับว่ามันเป็นลัทธิใหม่ที่อาจช่วยเขาให้รอด ที่อาจช่วยให้เขาจัดการกับโลกได้ดุจดั่งอากัปกิริยาเยี่ยงเด็ดชมบุปผาจากสวนขวัญ ทว่าหากเราปรารถนาจะเด็ดดมบุปผาลดาวัลย์ เบื้องแรกเราจำต้องปลูกฝังรากเถาและเหง้ากอ ซึ่งหมายความว่าเราจำต้องเผชิญหน้ากับความกลัว ความรันทด ความสิ้นหวังและความคับแค้นใจอันเป็นด้านเจ็บปวดของชีวิต
.........ผู้คนมากมายตำหนิว่าพุทธธรรมเป็นมรรคแห่งความเศร้าสร้อย ด้วยเหตุที่เน้นหนักตรงความทุกข์ทรมานและความปวดร้าว ในขณะที่ศาสนาโดยทั่วไปกลับพูดถึงความงดงาม บทเพลงลำนำหวาน ความปีติสุข และความเริงรื่น ทว่าจากวินิจฉัยของพุทธองค์ เราจำต้องเริ่มโดยการแลเห็นประสบการณ์ของชีวิตดังที่มันเป็น เราจำต้องแลเห็นความจริงแห่งทุกข์ ความจริงแห่งความไม่พึงใจ เราไม่อาจละเลยโดยมุ่งหาแต่ความสุขใจ ความแจ่มใสของชีวิตได้ ถ้าบุคคลใดใฝ่หวังถึงดินแดนแห่งพันธสัญญา เกาะแก่งแห่งมหาสมบัติ การค้นหาดังกล่าวนั้นย่อมนำไปสู่ความเจ็บปวดทับทวี เราไม่อาจไปถึงเกาะแก่งเช่นนั้นได้ เราไม่สามารถเข้าสู่ความรู้แจ้งด้วยอาการดังกล่าวดังนั้นเอง
.........ทุกนิกายในพุทธศาสนาจึงเห็นพ้องว่าเราจำต้องเริ่มต้นด้วยการเผชิญหน้ากับความจริงแห่งสถานการณ์ชีวิต เราไม่สามารถเริ่มต้นด้วยการฝันเฟื่อง ความฝันดังกล่าวเป็นการหลบหนีเพียงชั่วคราว การหนีอันจริงแท้หามีไม่
.........ในทางพุทธธรรม เรามุ่งสู่การเป็นคนจริงผ่านการฝึกฝนแห่งสมาธิจิต สมาธิหาใช่ความพยายามที่จะบรรลุถึงภวังค์อันดื่มด่ำ ปีติสุขทางธรรมหรือความสงบรำงับไม่ หาใช่ความพยายามที่จะทำตนเป็นคนดีแสนดี สมาธิเป็นเพียงแค่การสร้างสรรค์ที่ว่างที่เราสามารถเปิดเผยอาการแห่งความวิตกกังวล อาการหลอกตนเอง ปลดปล่อย ความกลัวและความหวังอันซ่อนเร้นของเราออกมา เราจัดสรรที่ว่างนี้ผ่านการขัดเกลา ทางวินัยอันเรียบง่าย คือการไม่กระทำ อันที่จริงแล้ว การไม่กระทำเป็นเรื่องยากเย็นยิ่ง ในตอนแรกเราต้องเริ่มโดยการเลียนแบบการไม่กระทำก่อน และการฝึกฝนของเราก็จะพัฒนาขึ้นทีละเล็กละน้อย
.........ดังนั้นสมาธิภาวนาจึงเป็นเรื่องของการกวนปั่นความวิปลาสของดวงจิต(ดุจดั่งการกวนนมให้เป็นเนย-ผู้แปล) และใช้มันเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝน เปรียบประดุจดังปุ๋ยคอก เราย่อมไม่ขจัดความวิปลาสทิ้งไป แต่กลับโรยหว่านมันลงในสวนของเรา เพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งความมั่งคั่งเปี่ยมล้นของเราด้วย
.........ในการฝึกฝนสมาธิภาวนา เราย่อมไม่ธำรงจิตให้ตึงหรือหย่อนเกินไป ถ้าเราพยายามจะควบคุมจิตใจ พลังของมันจะตีกลับ แต่ถ้าเราปล่อยจิตใจเร่ร่อนอย่างเสรี มันก็จะปั่นป่วนสับสนยิ่ง
.........ดังนั้นเราจึงเพียงปล่อยจิตใจดำเนินไป ทว่าในเวลาเดียวกันเราก็มีวินัยคอยกำกับไว้ด้วยกลวิธีที่ใช้สืบทอดกันมาในพุทธศาสนา ช่างเรียบง่ายมาก อันได้แก่ การตระหนักรู้การเคลื่อนไหวของกาย ลมหายใจ และสภาพการณ์ต่างๆอันเป็นพื้นฐานทุกนิกาย การฝึกฝนพื้นฐานก็คือการดำรงอยู่ปัจจุบันขณะ
.........เป้าหมายก็คือกลวิธีด้วย โดยการดำรงอยู่อย่างแจ่มชัดในปัจจุบัน ไม่ใช่ทั้งการกดหรือการปล่อยให้เตลิดไป หากแต่เป็นการตระหนักรู้อย่างแจ่มชัดในสิ่งที่คุณเป็น ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจหรือร่างกาย ทั้งคู่ต่างเป็นกระบวนการสามัญที่หามีความหมายทางจิตวิญญาณไม่ เราเพียงแต่มีสติกำหนดรู้หน้าที่ตามธรรมชาติของมัน นี่เองคือการฝึกฝนที่เรียกว่า "สมถะภาวนา"ด้วยการฝึกฝนเช่นนี้ เราย่อมเริ่มย่างก้าวไปบนหินยานมรรคหรือทางสายแคบ นี่มิได้หมายความว่าหนทางแห่งหินยาน(เถรวาท)เป็นของกล้วยๆ หรือเป็นหนทางของคนใจแคบ หาใช่เช่นนั้นไม่ เนื่องเพราะว่าจิตใจของเรานี้ช่างซับซ้อนพิศดาร และใฝ่หาความเร้ารึงใจนานา หนทางเดียวที่จะจัดการกับมันได้ ก็คือ การจับมันเข้าสู่หนทางแห่งวินัย ไม่ให้เบี่ยงเบนไปไหน หินยานมรรคคือยานที่ปราศจากความเร่าร้อน เราได้แน่วแน่อยู่ ณ จุดนั้นแล้ว เป็นการดำรงอยู่บนยานที่มุ่งตรงไปเบื้องหน้า เราไม่มีโอกาสหลบหนี เราอยู่ที่นี่ไม่อาจก้าวออกไปได้ เพราะมันเป็นยานที่ปราศจากเกียร์ถอยหลัง ความเรียบง่ายแห่งหนทางแคบได้นำมาซึ่งทัศนคติอันเปิดกว้างต่อสถานการณ์ในชีวิต นั่นเป็นเพราะว่าเราตระหนักแล้วว่าไม่มีทางใดให้หลบหนีได้อีก เราจึงยอมจำนนที่จะดำรงอยู่ ณ ที่นั่น
.........ดังนั้น เราก็จะเริ่มตระหนักรู้ว่าเราคือผู้ใด แทนที่จะซ่อนเร้นปัญหาและความคับแค้นใจของเราไว้ดังก่อน สมาธิไม่ควรทำให้คุณหลงลืมภาระรับผิดชอบที่สำนักงาน โดยความเป็นจริงแล้ว ในการฝึกนั่งสมาธิคุณกลับสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันตลอดเวลา การปฏิบัติสมาธิภาวนาช่วยนำความวิปลาสขึ้นมาสู่พื้นผิวแทนที่จะซ่อนมันไว้ในเบื้องลึกของจิตใจ มันจะช่วยให้เราเข้าสัมพันธ์กับชีวิตในฐานะของสิ่งที่ใช้การได้ ผมคิดว่า ผู้คนมักจะมีความคิดว่า ถ้าหากเขาสามารถหลบหนีจากชีวิตที่รุ่มร้อนวุ่นวายดังที่เป็นอยู่แล้ว เขาก็อาจไปสมาทานสมาธิภาวนาได้ในขุนเขา หรือชายทะเล
.........ทว่าการหนีออกจากปกติวิสัยของชีวิตก็คือการทอดทิ้งอาหารอันโอชะอันมีคุณค่าที่แทรกตัวอยู่ระหว่างขนมปังที่ประกบกัน ๒ แผ่น เมื่อคุณสั่งแซนวิซมาทาน คุณไม่ได้สั่งแต่เพียงขนมปัง ๒ แผ่น คุณได้รับบางสิ่งที่สอดอยู่ตรงกลางอันมีคุณค่า รับประทานได้อร่อยล้ำ ขนมปัง ๒ แผ่นเพียงติดมากับมันเท่านั้น
.........ครั้นเมื่อเรายิ่งตระหนักชัดถึงอารมณ์ และสถานการณ์ของชีวิตรวมทั้งที่ว่างซึ่งสิ่งเหล่านั้นก่อตัวขึ้น การตระหนักรู้ของเราก็จะยิ่งหมดจด ครอบคลุม ทัศนคติแห่งความกรุณา ความอบอุ่นเริงใจ เริ่มพัฒนาจากจุดนี้เอง มันเป็นแง่มุมแห่งการยอมรับตนเองขั้นพื้นฐาน ในขณะที่ยังคงปัญญาอันวิจักษณ์วิจารณ์ไว้ เราเริ่มยอมรับด้านสุขสันต์ของชีวิตพอๆกับด้านร้าวราน การสัมพันธ์กับอารมณ์ไม่เป็นภาระหนักของเราอีกต่อไป อารมณ์ก็เป็นดั่งที่มันเป็น เราหาได้เก็บกดหรือหมกมุ่น เราเพียงรับรู้การดำรงอยู่ของมันเท่านั้น
.........ดังนั้นการตระหนักรู้อันแจ่มชัดของรายละเอียดทั้งหมดจะนำไปสู่การเปิดเผยถึงบูรณภาพอันซับซ้อนของสถานการณ์เหมือนดั่งสายน้ำเชี่ยวไหลลงสู่มหานที ความเคร่งครัดแห่งวินัยย่อมนำไปสู่การเปิดออกสู่การตระหนักรู้อันไพศาล สมาธิจิตมิใช่การนั่งอย่างเดียวดายในท่วงท่าเฉพาะ เพื่อเฝ้ามองความรู้สึกนึกคิด ทว่ายังเป็นการเปิดออกสู่ภาวะแวดล้อมที่กระบวนการทั้งหลายก่อตัวขึ้น สภาวะแวดล้อมเริ่มกลายเป็นผู้ตักเตือนเรา ให้ข่าวสาร หลักธรรม และญาณทัสนะ
.........ดังนั้นก่อนที่เราจะแสวงหาความเริงใจกับกลวิธีพิศดาร เช่น การเล่นกับพลัง การเล่นกับสำผัสรับรู้ การเล่นกับนิมิตในฐานะที่เป็นรหัสธรรม เราจะต้องชำระล้างจิตใจให้หมดจด เราจำต้องเริ่มต้นฝึกฝนโดยการการดำเนินไปบนทางสายแคบแห่งความเรียบง่ายอันได้แก่หินยานมรรค ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่ทางหลวงแห่งการุณยกิจคือมหายานมรรค และเมื่อการเดินทางบนทางหลวงเป็นไปอย่างราบรื่น เราจึงจะเข้าสู่การเริงรำในทุ่งกว้าง คือวัชรยานมรรคหรือคำสอนแห่งตันตระ ความเรียบง่ายของหินยานมรรค คือรากฐานในการชักนำเราเข้าสู่ความภิรมย์ของมหายานมรรค และเข้าสู่สีสันสกาวของตันตระ ดังนั้น ก่อนที่เราจะเริ่มสัมพันธ์กับสวรรค์ เราจึงต้องยืนให้ติดดินและกระทำการร่วมกับความวิปลาสในใจเรา พุทธมรรคาทั้งมวลคือการพัฒนาสัมปชัญญะอันสูงส่ง คือการแลเห็นสรรพสิ่ง ดังที่มันเป็น โดยปราศจากการขยายต่อเติม หรือฝันเฟื่องในสิ่งที่เรา ต้องการให้มันเป็น |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 7:57 pm เรื่อง: |
|
|
ความผิดหวัง
.......ตราบใดที่เรายังคงอยู่บนหนทางแห่งจิตวิญญาณโดยวาดหวังถึงการหลุดพ้น ปาฏิหารย์ การปลดปล่อย เมื่อนั้นเราย่อมถูกล่ามด้วย"โซ่ทองแห่งศาสนธรรม" โซ่ดังกล่าวอาจแลดูน่าสวมใส่ตกแต่งด้วยเพชรนิลจินดาอันสูงค่า อีกทั้งยังสลักเสลากลมกลึงน่าชม กระนั้นโซ่เส้นนี้กลับพันธนาการเราไว้ ผู้คนคิดว่าเขาสามารถสวมใส่โซ่ทองเป็นเครื่องประดับโดยไม่ถูกพันธนาการ ทว่านั่นเป็นการหลอกตนเอง เพราะตราบใดที่หนทางธรรมของเรายังเป็นเรื่องการประคับประคองอัตตา นั่นย่อมเป็นวัตถุนิยมทางศาสนา เป็นกระบวนการประหารตนเอง ยิ่งกว่าจะสร้างสรรค์
.......คำมั่นทั้งหลายที่เราได้ยินมาล้วนเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น เราคาดว่าจะมีคำสอนที่จะช่วยแก้ปัญหาทั้งปวงได้ เราคาดว่าจะได้พบมรรคาพิเศษที่จะใช้จัดการกับความเศร้าสร้อย ความก้าวร้าว หรือยึดติดทางกามได้ ทว่าช่างน่าแปลกใจที่เราเริ่มตระหนักว่า สิ่งเหล่านี้หาได้เกิดขึ้นไม่ น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่เราตระหนักได้ว่าเราจำต้องเริ่มต้นจากตัวเรา และความทุกข์ทนในตัวเรา แทนที่จะสามารถพึ่งพาพระผู้ไถ่หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์แห่งอุบายวิธีของครูบาอาจารย์ เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราได้ตระหนักว่าเราจะเลิกราความคาดหวังทั้งมวลลง ยิ่งกว่าที่จะก่อมันขึ้นมาบนความคิดฝัน
.......เราจำเป็นต้องยอมให้ตัวเองประสบกับความผิดหวังพลั้งพลาดซึ่งหมายถึงการยอมศิโรราบของความเป็นตัวฉัน รวมทั้งความสำเร็จผล เราปรารถนาจะเฝ้าดูตัวเองตรัสรู้ ได้เห็นศิษยานุศิษย์เฉลิมฉลองอวยชัย มีการโปรยข้าวตอกดอกไม้ เกิดอัศจรรย์พื้นดินพลิกไหว เหล่าทวยเทพและนางอัปสรขับร้องลำนำสรรเสริญ แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น การตรัสรู้จากมุมมองของอัตตา คือการตายไปอย่างสิ้นเชิง ตายไปจากความเป็นฉันและของฉัน การวายชนม์ของผู้เฝ้ามอง นี้เป็นความผิดหวังขั้นสุดท้ายและสูงสุด การย่างไปบนศาสนมรรคคือความทุกข์ทน เป็นการลอกหน้ากากครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่าเปลือกออกชั้นแล้วชั้นเล่า เต็มไปด้วยการเหยียดหยามตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
.......ความผิดหวังอย่างต่อเนื่องเช่นนี้จะกระตุ้นเราให้ละทิ้งความทะยานอยาก เราจะตกลงสู่ดิน ต่ำลงและต่ำลง จนเราได้สัมผัสถึงพื้นพิภพ เราเป็นผู้ต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าผู้ต่ำต้อย เล็กจ้อยเสียยิ่งกว่าผู้เล็กจ้อยเป็นประดุจดังกรวดทราย เรียบง่ายและปราศจากความคาดหวัง เมื่อเรายืดหยัดอยู่บนพื้น ก็จะไม่มีที่ว่างสำหรับความฝันเฟื่องหรือสิ่งไร้สาระอื่นๆอีกต่อไป ในที่สุดการฝึกฝนของเราก็เริ่มใช้การได้ เราเริ่มเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตได้พอเหมาะ ทำอย่างไรจึงจะเดินให้ตรงโดยไม่สะดุดกระบวนการเข้าสู่ชีวิตของเราจะเรียบง่ายและตรงชัด
.......คำสอนใดๆที่เราได้ยิน หรือเรื่องราวใดๆ ที่เราได้อ่านพบจากหนังสือจะเริ่มใช้การได้ มันจะทำให้เราเชื่อมั่นขึ้น อุดหนุนจุนเจือให้เราปฏิบัติตนดังเม็ดทราย เป็นดังที่เราเป็นโดยปราศจากความคาดหวังและความฝัน เราได้สดับตรับฟังคำมั่นสัญญามาเป็นอันมาก ได้ยินเรื่องราวอันเย้ายวนใจของสถานที่วิจิตรทุกรูปแบบ ได้เห็นความฝันมากมาย ทว่าจากนัยน์ตาแห่งเม็ดทราย เราไม่อาจใส่ใจน้อยลง เราเป็นเพียงฝุ่นผงในใจกลางจักรวาล ขณะเดียวกันสภาพการณ์แห่งชีวิตเรากลับเต็มไปด้วยความเว้นว่าง งดงาม และใช้การได้ มันกลับท้าทายเร้าใจ
.......ถ้าคุณเป็นเพียงเม็ดทราย จักรวาลทั้งหมด บรรดาความว่างและพื้นที่ทั้งมวลจักเป็นของคุณ เพราะคุณไม่ได้ขัดขวางสิ่งใดเลย ไม่ครอบงำควบคุมใคร ไม่ยึดครองสิ่งใดด้วย นี่เองคือการเปิดกว้างอันไพศาลหาที่เปรียบมิได้ คุณเป็นดังจักรพรรดิ์แห่งจักรวาล เพราะว่าคุณเป็นดังเม็ดทรายด้วย โลกช่างเรียบง่าย และในเวลาเดียวกันก็สง่างามและเปิดกว้าง นั่นเป็นเพราะว่าแรงบันดาลใจของคุณตั้งอยู่บนความผิดหวังอันปลอดแล้วจากแรงคาดหวังของอัตตา
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Mon Jun 25, 2007 8:02 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 8:00 pm เรื่อง: |
|
|
ความทุกข์
........เราเริ่มต้นการแสวงหาทางธรรมะโดยการตั้งคำถาม โดยเริ่มสงสัยต่อเล่ห์เหลี่ยมกลลวงของตนเอง มีความไม่แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งใดจริงหรือสิ่งใดลวง ว่าอะไรคือสุข และทุกข์เป็นไฉน เราจะสัมผัสได้กับคำถามเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่าในขณะที่ชีวิตของเราคลี่คลายไป เรายังคงเฝ้าถามและในที่สุดคำถามก็เริ่มบูดและเน่าเหม็น มันกลายเป็นความเจ็บปวด และความเจ็บปวดยิ่งทับทวีในขณะที่คำถามเริ่มเป็นจริงเป็นจังขึ้น และคำตอบกลับพร่ามัวสลัวลง
........เมื่อเรามีอายุสูงวัยขึ้น ไม่วันใดก็วันหนึ่งเราจะเริ่มถามว่า"อะไรคือความหมายของชีวิต" เราอาจจะตอบว่า "จะมีสิ่งใดที่มิใช่ความหมายของชีวิตเล่า ทุกสิ่งก็คือชีวิตนี่นา" ทว่าคำตอบเช่นนี้แหลมคมเกินไป ชาญฉลาดเกินไป และคำถามยังคงอยู่ เราอาจกล่าวว่าความหมายของ ชีวิตคือ "การดำรงอยู่" ทว่าดำรงอยู่เพื่ออะไรเล่า เราใช้ชีวิตของเราเพื่อมุ่งไปสู่สิ่งใด มีบางคนอาจกล่าวว่าความหมายของชีวิตคือการทุ่มเทมานะพยายาม เมื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด
........เช่นการเดินทางไปมาระหว่างโลกและดวงจันทร์ การเข้าถึงการตรัสรู้ การเป็นศาสตราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือคุรุเทพ เพื่อช่วยโลกให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อชำระมลภาวะในโลกนี้ สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเป็นความหมายของชีวิต ในแง่ที่เราจำต้องทำงานหนักเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายอันพึงประสงค์ เราอาจค้นพบปัญญาญาณและแบ่งปันกับผู้อื่น หรือเราอาจสร้างสรรค์ระบบการเมืองที่ดีขึ้น เสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง ให้มนุษย์ทุกผู้ทุกนามทัดเทียมกัน และทุกคนมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่เขาพึงประสงค์ภายใต้ขอบเขตของความรับผิดชอบร่วมกัน บางทีเราควรจะยกระดับอารยธรรมให้ดีขึ้นถึงขีดสุด เพื่อที่ว่าโลกของเราจะกลับกลายเป็นแดนสุขาวดี เป็นอาณาจักรแห่งภูมิปัญญาแห่งผู้ตื่น แห่งการเรียนรู้ และพัฒนาการทางเทคโนโลยีขั้นสูง ให้มีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีที่พักพิงอันอบอุ่น มีบริษัทธุรกิจที่ไม่เห็นแก่ได้ เราจะกลายเป็นบุคคลมั่งคั่ง มีความสุขลึกซึ้ง ปราศจากการทะเลาะเบาะแว้ง ปราศจากสงครามและความจนยากพร้อมด้วยสติปัญญาอันสูงส่งที่ล่วงรู้คำตอบทั้งมวล มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่า "แมงกระพรุนกำเนิดมาได้อย่างไร หรือ "ระบบสุริยะดำเนินไปอย่างไร"
........ข้าพเจ้ามิได้ถากถางความคิดเห็นดังกล่าวนี้ หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่เราเคยคำนึงถึงความหมายแห่งความตายหรือไม่ ส่วนหนึ่งของชีวิตนี้ดำรงอยู่ในความตายอันเป็นด้านตรงข้าม เราได้พิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วหรือ ข่าวสารจากความตายคือความเจ็บปวดร้าวราน ถ้าคุณร้องขอให้เด็กอายุ ๑๕ ปีเขียนพินัยกรรม ผู้คนก็จะถือว่านั่นเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีใครทำกันเช่นนี้ พวกเราปฏิเสธที่จะรับรู้ความตาย ทว่าอุดมคติสูงสุด การคิดคะเนเรื่องความหมายของชีวิต รวมถึงรูปแบบสูงสุดแห่งอารยธรรมทั้งหมดนี้ล้วนล้มเหลว ถ้าเราไม่ได้พิจารณามันผ่านกระบวนการก่อกำเนิดทุกข์ทนและมรณะสิ้น
........ทุกชั่วขณะ การเกิด ความทุกข์ และความตาย อุบัติขึ้นไม่หยุดยั้ง การเกิดเป็นการเปิดทางสู่สถานการณ์ใหม่ เกือบจะทันทีภายหลังการจุติจะบังเกิดความสดชื่น ร่าเริง แจ่มใส ดั่งการเฝ้ามองดวงตะวันทอแสงในยามเช้า นกส่งเสียงขายเจื้อยแจ้ว อากาศบริสุทธิ์ เราเริ่มจะแลเห็นเงารางๆของแมกไม้และขุนเขา เมื่อตะวันโผล่สูงขึ้น โลกนี้ก็ชัดขึ้น ชัดขึ้น เราได้เห็นตะวันยิ่งแดงโรจน์ ในที่สุดก็กลายเป็นแสงสีขาว เป็นดวงตะวันโตเต็มที่ เราปรารถนาจะยึดมั่นอยู่กับคำมั่นสัญญาอันเรื่องรองเท่านั้น เราชอบที่จะคิดเช่นนั้น แต่เราทำไม่ได้ ไม่เคยมีใครทำเช่นนั้นได้ เราพยายามดิ้นรนเพื่อรักษาสถานการณ์ใหม่นั้นไว้
........ แต่ในที่สุด เราก็หายึดฉวยอะไรไว้ได้ไม่ จนกระทั่งเราดับชีพลง เมื่อเราตาย ย่อมมีช่องว่างระหว่างความตายและการเกิดใหม่ ช่องว่างนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยการปรุงแต่งของจิตใต้สำนึก ดังเช่นถามว่าเราควรจะทำอะไรต่อไป แต่แล้วเรากลับเกาะติดสถานการณ์ใหม่และถือกำเนิดอีกครั้ง เราย่ำเท้าอยู่บนกระบวนการนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
........ทัศนะดังกล่าวนี้ หากคุณให้กำเนิดทารก และปรารถนาจะยึดติดกับชีวิต คุณก็ไม่ควรตัดสายรกออกเมื่อตอนเด็กเกิด แต่คุณก็จำต้องทำ การเกิดเป็นการแสดงออกของความแยกขาดระหว่างแม่กับลูก หรือลูกจะเป็นสักขีพยานแห่งการตายของคุณ มุมมองเช่นนี้โหดร้าย ทว่ากลับเป็นของจริง ทุกย่างก้าวที่เราเคลื่อนไหว คือการสำแดงออกของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
........ในพุทธธรรมนั้น เราแบ่งความทุกข์ออกเป็น ๓ ประการด้วยกัน ประการแรก ได้แก่ ความเป็นทุกข์เพราะสังขาร ประการที่สอง ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ประการที่สาม สภาพทุกข์คือทุกข์
........ความเป็นทุกข์เพราะสังขาร คือ ความทุกข์โดยทั่วไปของความไม่พึงพอใจ ความอ้างว้างและการพลัดพราก พวกเราทั้งหลายล้วนโดดเดี่ยว เป็นคนผู้เดียวดาย เราไม่อาจจะต่อสายรกใหม่กับมารดาของเราได้อีก เราไม่สามารถกล่าวว่า การเกิดของเราเป็นเพียงการ"ซ้อมใหญ่" มันบังเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นเราจึงมิอาจหลีกเลี่ยงจากทุกข์ได้ ตราบใดที่อาการแปรเปลี่ยนกลับกลายยังดำรงอยู่
........ความเป็นทุกข์เพราะสังขารคือ ความผิดหวังขมขื่น อันมีผลมาจากความก้าวร้าว ไม่ว่าคุณจะเป็นคนสุภาพหรือขวานผ่าซาก เป็นคนที่แลดูเปี่ยมสุขหรือทุกข์หมอง ก็หาได้มีความแตกต่างใดไม่ ตราบใดที่เรายังพยายามจะยึดฉวยอาการคงอยู่ของเราไว้แน่นหนา เราก็จะกลายเป็นก้อนเนื้อตึงเครียดที่พยายามจะปกป้องตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความอึดอัดไม่สบาย เรามักจะรู้สึกว่าการดำรงอยู่ของเรานั้นไม่ราบรื่นอยู่เล็กน้อยถึงแม้ว่าเราจะร่ำรวย มีเงินทองมากมาย มีอาหารเหลือเฟือ มีที่พักพิง มีมิตรร่วมทาง
........ทว่าก็ยังมีบางสิ่งที่ดูจะทำความระคายเคืองให้เรา บางสิ่งที่บวมเป่งออกมาจากสิ่งที่เราพยายามปกปิดซ่อนเร้น เราจำต้องคอยระแวดระวังมิให้ตนเองแสดงความโง่เขลาออกมา ทว่าเรากลับไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องอะไร มีความเข้าใจกันทั่วไปว่า มีบางสิ่งที่เราต้องปกปิดเป็นความลับ บางสิ่งที่เราไม่ควรเผยความโง่ออกมา บางสิ่งที่ไม่อาจเรียกขาน มันไม่ใช่สิ่งที่มีเหตุผล แต่ก็ยังมีการคุกคามเช่นนั้นอยู่
........ดังนั้น ไม่ว่าเราจะดูเปี่ยมสุขสักเพียงใด ทว่าเราก็ยังหวาดระแวงและก้าวร้าวอยู่ เราไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสิ่งนี้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม แน่นอนเราย่อมแสวงหาเหตุผลให้กับความรู้สึกดังกล่าว เราอาจกล่าวว่า "เมื่อคืนฉันนอนไม่หลับสนิทนักก็เลยอยากพักผ่อนในวันนี้ และก็ไม่อยากจับงานยากๆเลย เดี๋ยวฉันจะทำมันให้เกิดความผิดพลาด" เจ้าคำตัดสินส่วนตนนี้ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ความกลัวที่จะทำอะไรโง่ๆออกมา เกี่ยวข้องกับโทสะ และการปกปิด ซ่อนเร้น เรามักบันดาลโทสะต่อ***ส่วนสงวนที่ปราศจากคำนิยามที่เราไม่อยากจะเปิดเผย "ถ้าเพียงแต่ฉันสามารถขจัดเจ้าสิ่งนี้ไปได้ละก็ ฉันคงจะโล่งอกเบาใจทีเดียว"
........ความทุกข์เช่นนี้มีรูปแบบแฝงเร้นนับไม่ถ้วน ความทุกข์ที่ต้องสูญเสียมิตรสหาย ความทุกข์ที่ต้องโจมตีคู่ต่อสู้ ความทุกข์ในการแสวงหาเงินทอง ความทุกข์ในการต้องการหาด้านต่อเติม ความทุกข์ของการล้างจามชาม ความทุกข์จากภาระหน้าที่ ความทุกข์จากการเฝ้าคิดว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จเพียงพอ ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ความทุกข์จากความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ
........นอกจากความเป็นทุกข์เพราะสังขารนี้แล้ว ยังมีความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่การตระหนักรู้ว่าคุณกำลังแบกหนักอยู่ในบางครา คุณจะเริ่มรูสึกว่าน้ำหนักนั้นได้หายไป เพราะคุณรู้สึกอิสระไม่ต้องเฆี่ยนตีตนเองอีกต่อไป ทว่ากระแสความรู้สึกของการแปรเปลี่ยนระหว่างความทุกข์และสิ้นทุกข์ ระหว่างความปกติและความวิกลจริตที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังเป็นความทุกข์ในตัวของมันเองอีกด้วย และการแบกหนักอีกครั้งหนึ่งก็เป็นความทุกข์อันใหญ่หลวงด้วย
........และแล้วก็มาถึงความทุกข์ประการที่สาม ได้แก่สภาพทุกข์คือทุกข์ คุณเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่แน่ใจกับอาณาเขตของคุณ เหนืออื่นใด คุณจะเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพการณ์ของตัวคุณจนเกิดอาการป่วยขึ้นขณะที่คุณรีบเร่งไปหาแพทย์เพื่อเยียวยา หัวแม่เท้าของคุณก็เกิดสะดุดขึ้นอีก การต่อต้านความทุกข์รังแต่จะเติมความเข้มข้นให้กับมัน ความทุกข์ทรมานทั้ง ๓ แบบ จะตามติดหมุนวนกันไปในชีวิต มันซึมซาบอยู่ในชีวิตเราทุกสายใย เบื้องแรกคุณอาจรู้สึกถึงความทุกข์พื้นฐาน และแล้วก็มาถึงความทุกข์จากความแปรเปลี่ยน จากความทุกข์ที่มลายไปและหวนกลับมาอีก และแล้วคุณก็จะประสบกับความทุกข์แห่งทุกข์ เป็นทุกข์ในสถานการณ์ทั้งหลายแห่งชีวิตที่คุณมิได้ปรารถนา
........คุณตั้งใจว่าจะหาวันหยุดพักผ่อนในกรุงปารีส วางแผนถึงวันชื่นคืนสุข ทว่ากลับมีบางสิ่งผิดพลาด เพื่อนเก่าแก่ชาวฝรั่งเศสของคุณประสบอุบัติเหตุ เขาต้องเข้าโรงพยาบาลและครอบครัวของเขาก็เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ จนไม่สามารถจะต้อนรับคุณอย่างมีอัธยาศัยได้ดังหวัง คุณจึงต้องพักที่โรงแรมแทน ซึ่งคุณตัดสินใจแลกเงินในตลาดมืดและก็ถูกโกงเข้าอีก ทั้งเพื่อนของคุณที่ได้รับอุบัติเหตุและพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลก็เริ่มจะชังขี้หน้าคุณขึ้นติดหมัด เขาเริ่มมองคุณว่าเป็นตัวยุ่งยาก คุณต้องการจะกลับบ้าน ทว่าการณ์กลับเป็นไป เที่ยวบินถูกยกเลิกเพราะสภาวะอากาศเลวร้าย คุณรู้สึกสิ้นหวังอย่างแท้จริง ทุกๆชั่วโมง ทุกๆนาทีมีความสำคุญต่อคุณ คุณเดินขึ้นลงในสนามบิน วีซ่าของคุณกำลังจะหมดอายุ คุณต้องไปจากประเทศนี้ในไม่ช้า และการอธิบายไต่ถามกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็เป็นเรื่องยากเย็น เพราะคุณพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เลย
........สถานการ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราอยู่ในโลกอันเร่งรีบพยายามกำจัดแม้ความทุกข์ทรมานของตน แต่กลับเจอความปวดร้าวมากขึ้นในการกระทำดังกล่าว ความปวดร้าวคือของจริงแท้ เราไม่สามารถแกล้งทำได้ว่าเรามีความสุขและมั่นคงดีแล้ว ความทุกข์คือเพื่อนร่วมทางอันสม่ำเสมอ มันเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก อันได้แก่ทุกข์เพราะสังขาร เพราะความแปรปรวน และสภาพทุกข์คือทุกข์ ถ้าเรามองหาความยั่งยืนถาวรหรือความสุข หรือความมั่นคงดำรงมั่น ทุกข์เหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็น ดังนั้นประสบการณ์ของชีวิตคือแง่มุมหนึ่งแห่งความปวดร้าว ทุกข์-ความปวดร้าว |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 8:04 pm เรื่อง: |
|
|
อนัตตา
.........ความพยายามที่จะปกป้องรักษาความสุข การคงตนเอาไว้ในสัมพันธภาพกับบางสิ่งล้วนเป็นกระบวนการแห่งอัตตา ทว่าความพยายามเช่นนี้กลับเป็นเรื่องไร้สาระ ด้วยเหตุที่มีช่องว่างเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในโลกอันแข็งแกร่งของเรา เป็นวัฏจักรของการตายและการเกิดใหม่ เป็นการแปรเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ กระแสความรู้สึกถึงความต่อเนื่องและความมีตัวตนของเราเป็นเพียงภาพมายา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อัตตา วิญญาณ หรือ อาตมัน มันเป็นเพียงการสืบทอดต่อติดของความสับสนเท่านั้นเองที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา กระบวนการแห่งอัตตาดังกล่าวนี้ประกอบไปด้วยชั่วขณะแห่งความงุนงงสงสัย ความก้าวร้าวและอุปทานความยึดมั่นนานา สิ่งดังกล่าวนี้ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะ และเนื่องจากว่าเราไม่สามารถหยุดยั้งปัจจุบันกาลได้ เราจึงไม่สามารถติดยึดอยู่กับตัวฉันและของฉันเพื่อทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้
.........ประสบการณ์ของตัวเราในการสัมพันธ์กับสิ่งอื่นเป็นเพียงการแบ่งแยกชั่วขณะ เป็นความคิดชั่ววูบ ถ้าเราสามารถสร้างความคิดชั่วขณะนี้ให้เกิดขึ้นเร็วพอ เราจะสามารถสร้างภาพมายาของความต่อเนื่องและความเป็นรูปเป็นร่างได้เหมือนกับเฝ้าชมภาพยนตร์ ฟิล์มแต่ละเฟรมถูกนำมาหมุนปั่นอย่างรวดเร็ว จนสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องอันเป็นภาพมายาได้ ดังนั้นเราจึงเริ่มก่อรูปความคิดและบัญญัติขึ้น ว่าตนเองและผู้อื่นเป็นของจริงแท้และคงอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่เราเกิดความคิดนี้ขึ้นเราก็จะผลักดันความคิดของเราให้ยืนยันถึงสิ่งนี้และเริ่มหวาดกลัวต่อการถูกเปิดโปงนี้เอง คือการปฏิเสธความไม่เที่ยงเท่านี้เองที่คุมขังเราอยู่ ทว่ามีเพียงการยอมรับในความไม่เที่ยงเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดโอกาสที่จะตายอย่างดีและมีที่ว่างพอให้อุบัติขึ้นใหม่ ทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะชื่นชมกับชีวิตในฐานะของกระบวนการอันสร้างสรรค์
.........ความเข้าใจในเรื่องอนัตตานั้นมีอยู่ ๒ ขั้นตอนด้วยกัน
.........ในขั้นตอนแรก เรารับรู้ว่าอัตตามิได้ดำรงอยู่ในรูปของความเป็นตัวเป็นตน มันเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปรอยู่เสมอ ด้วยความคิดของเรานั้นเองที่ทำให้ มันเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เราจึงสรุปได้ว่าอัตตามิได้ดำรงอยู่ ทว่าเรายังได้ก่อร่างแนวคิดอันละเอียดอ่อนแห่งอนัตตาขึ้น ยังมีผู้เฝ้ามองอาการปราศจากตัวตนนี้อยู่ ผู้เฝ้ามองจะบ่งชี้มันและดำรงตนเองเอาไว้
.........ขั้นตอนที่สอง คือการแลเห็นผ่านทะลุเข้าไปในแนวคิดอันละเอียดอ่อนนี้และละวางผู้เฝ้ามองเสียได้ ดังนั้นอนัตตาอันแท้จริงคือการว่างจากความคิดเรื่องอนัตตา
.........ในตอนแรกยังคงมีความรู้สึกอยู่ว่ามีใครบางคนรับรู้ถึงอนันตภาวะนั้น แต่ขั้นตอนที่สอง แม้แต่ผู้รับรู้ก็มิได้มีอยู่ ในขั้นตอนแรกเรารับรู้ได้ว่า ไม่มีตัวตนดำรงอยู่ ทุกสิ่งเพียงเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อยู่กับสิ่งอื่นๆ ทว่าในขั้นตอนที่สอง เราประจักษ์แก่ใจว่าแม้แต่ความคิดเรื่องความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ก็จำเป็นต้องอาศัยผู้เฝ้ามองเพื่อมารับรู้ มายืนยัน ซึ่งก่อให้เกิดปัจจยาการสืบเนื่องไป เกิดผู้เฝ้ามองและผู้ถูกเฝ้ามอง
.........การกล่าวว่าอนัตตามิได้ดำรงอยู่ เพราะเหตุว่าสรรพสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนนั้นช่างอ่อนเขลามาก เนื่องเพราะเรายังคงยึดมั่นในความแปรเปลี่ยนว่าเป็นสิ่งแท้เที่ยง อนัตตาหาใช่ความคิดง่ายๆที่ว่า เนื่องเพราะมีความขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดให้ยึดจับได้
.........อนัตตาที่แท้ หมายถึง การไม่มีอยู่ของสภาวะไม่เที่ยงได้เช่นกัน อันที่จริงแล้วความไม่เที่ยงนั้นหาใช่ผู้ชักใยไม่ การรับรู้ได้ถึงความไม่เที่ยงเป็นผลมาจากความรู้สึกไม่มั่นคง มันจึงเป็นแค่ความคิดเท่านั้น เช่นเดียวกับความคิดเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวซึ่งดำรงอยู่เบื้องหลังหรือภายในปรากฏการณ์
.........แนวคิดเรื่องอนัตตา ได้ถูกใช้อยู่บ่อยครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความจริง เกี่ยวกับการเกิด ทุกข์ และมรณะ
.........ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อใดที่เรามีแนวคิดเรื่องอนัตตา ความทุกข์ การเกิด และการตาย ครั้นแล้วเราก็จะหาข้ออ้างโดยกล่าวว่าความเจ็บปวด ทุกข์หามีอยู่จริงไม่ เพราะไม่มีตัวตนใดให้รับรู้ การเกิดตายหามีจริงไม่ เพราะไม่มีตัวตนใดเป็นประจักษ์พยาน การกระทำเช่นนี้เป็นการหนีความจริงแบบหน้าด้านๆ ปรัชญาหรือแนวคิดแห่งสุญญตธรรมมักถูกเบือนบิดโดยรูปแบบการนำเสนอเช่นว่านี้ "ไม่มีใครที่ต้องทุกข์ทรมาน ดังนั้นจะกริ่งเกรงไปไย ถ้าเธอทุกข์ทรมาน ก็เป็นภาพมายาของเธอเอง" คำกล่าวนี้เป็นเพียงความนึกคิดคาดเดาเท่านั้น เราสามารถหาอะไรอ่านเกี่ยวกับสุญญตธรรม เราสามารถขบคิดเกี่ยวกับมันได้ ทว่าเมื่อประสบทุกข์ เราสามารถวางเฉยได้หรือไม่ แน่นอนว่าไม่ ความทุกข์แข็งแกร่งเกินกว่าความนึกคิดคาดเดาอันกระจ้อยร่อยของเรา ความเข้าใจอันแท้จริงเรื่องอนัตตาจะตัดผ่านความคิดเห็นของเรา การไร้ความคิดเกี่ยวกับอนัตตาจะช่วยให้เรารับรู้ถึงความทุกข์ การเกิด และการตายอย่างเต็มเปี่ยมนั้น เพราะว่าไม่มีม่านกั้นทางปรัชญาอีกต่อไป
.........ทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือเราจะต้องละทิ้งจุดอ้างอิงทั้งหลายแหล่รวมทั้งความคิดว่าอะไรคืออะไร หรืออะไรควรเป็นอะไร ดังนั้นแล้วจึงเป็นไปได้ที่เราจะได้ประสบกับความพิเศษและความจริงแท้ของประสบการณ์โดยตรง มีที่ว่างมากมายที่เราจะรับรู้สิ่งต่างๆ ที่จะปล่อยให้ประสบการณ์บังเกิดขึ้นและผ่านไป การเคลื่อนไหวบังเกิดขึ้นในที่ว่างอันไพศาล สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ เกิดหรือตาย และสภาวะต่างๆ เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดการมัน แต่กลับลิ้มรสมันอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่ามันจะหวาน หรือเปรี้ยว มันจะถูกสัมผัสรับรู้อย่างเต็มเปี่ยมโดยปราศจากม่านทางปรัชญาหรืออารมณ์ที่ช่วยชุบย้อมให้มันแลดูน่ารักใคร่ชื่นชม
.........เราไม่เคยถูกกักอยู่ในห้วงชีวิต นั่นเป็นเพราะว่ามีโอกาสอยู่เสมอที่จะกระทำการสร้างสรรค์ ที่จะท้าทายเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ น่าขันเพียงใด ครั้นเมื่อเราได้แลเห็นและเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับอนัตตาแล้ว เราจักเริ่มพบว่าแม้ทุกข์ก็แฝงไว้ซึ่งปีติสุข ในความไม่เที่ยงแฝงอยู่ด้วยสภาพซึ่งต่อเนื่องเป็นนิรันดร์ และในอนันตภาวะกลับประกอบด้วยปฐวีธาตุแห่งความเป็นตัวเป็นตน ทว่าความปีติสุขทางธรรมเช่นนี้ รวมทั้งนิรันดรภาวะและความเป็นตัวเป็นตนนี้หาได้มีพื้นฐานอยู่บนความเพ้อฝัน ความคิดหรือความกลัวไม่ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 8:11 pm เรื่อง: |
|
|
๒
รูปแบบแห่งการคุมขัง
ความโง่งมอันใหญ่หลวง
........เพื่อที่จะตัดผ่านความทะเยอทะยานอยากทั้งปวงของอัตตา เราจึงต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงการก่อรูปตัวตนและอาณาเขตแห่งตัวตน รวมถึงการใช้ความรู้สึกนึกคิดเพื่อเป็นสิ่งยืนยันถึงการดำรงอยู่ เหตุที่เราต้องพยายามยืนยันถึงการมีอยู่ของตัวเราก็เพราะเราไม่อาจแน่ใจได้ว่าเรามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ด้วยแรงผลักดันความสงสัยนี้ เราจึงต้องเสาะหาหนทางที่จะพิสูจน์ยืนยันการดำรงอยู่ของเราโดยการค้นหาจุดอ้างอิงภายนอก จุดอ้างอิงในที่นี้คืออะไรก็ตามที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย เป็นบางสิ่งที่หนักแน่นและมีความเป็นเอกเทศ ทว่าความพยายามของเราจะกลายเป็นที่น่าสงสัยขึ้นมาทันที ถ้าเราจะต้องมองย้อนลึกลงไป ลึกลงไปทุกที และพบว่ามันอาจเป็นเพียงเรื่องโกหกอย่างใหญ่ที่เราสร้างขึ้น
........เรื่องโกหกนี้ก็คือความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนของตัวฉันและผู้อื่น การยึดติดเชิงทวิลักษณ์เช่นนี้อุบัติขึ้นมาจากความว่างเปล่า แรกทีเดียวก็มีที่ว่าอันเปิดโล่ง เป็นศูนย์ และดำรงอยู่อย่างหมดจด ปราศจากความสัมพันธ์กับสิ่งใดๆ แต่ทว่าเพื่อที่จะยืนยันความเป็นศูนย์นี้ เราต้องสร้างหนึ่งขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าศูนย์มีอยู่ ทว่าเพียงเท่านี้หาพอไม่ เพราะเราอาจจะไปสะดุดอยู่เพียงแค่ศูนย์กับหนึ่ง เราจึงก้าวไกลต่อไปทุกที เราสร้างสองขึ้นมาเพื่อยืนยันการดำรงอยู่ของสอง สร้างสี่ขึ้นเพื่อยืนยันสาม พฤติกรรมเช่นนี้ดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เราสร้างรากฐานขึ้นมาเพื่อที่จะได้หมุนเวียนต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด อาการเช่นนี้เองที่เราเรียกว่า สังสารวัฏ อันหมายถึงวงจรอุบาทว์แห่งการยืนยันถึงการดำรงอยู่ของตัวตน ข้อยืนยันหนึ่งต้องได้รับการรองรับสนับสนุนโดยข้อยืนยันลำดับต่อมาและต่อมา
........ความพยายามที่จะยืนยันถึงความมีอยู่จริงของเรานั้นก่อความเจ็บปวดยิ่งนัก มีอยู่บ่อยๆที่เราพบว่าตนเองพลัดตกลงจากพื้นที่ดูคล้ายกว้างไกลออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นเราจำต้องช่วยตนเองให้รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาดังกล่าวนี้ โดยการสานต่อแนวพื้นโดยฉับพลันให้มันทอดยาวไปไม่สิ้นสุด ครั้นเมื่อเราคิดว่าได้รอดปลอดภัยอยู่บนพื้นที่อันหนาแน่นนี้แล้ว เราก็กลับพลัดตกลงอีก ทำให้เราต้องต่อแนวพื้นออกไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ตระหนักเลยว่ากระบวนการดังกล่าวช่างไร้สาระเพียงใด เราไม่จำเป็นต้องมีพื้นไว้ให้เหยียบหยั่ง เพราะเราได้สร้างพื้นที่ขึ้นมาบนดิน จึงหาได้มีอันตรายใดๆอันจะเกิดจากการพลัดหล่นไม่ ดังนั้นความพยายามในการต่อเติมพื้นให้ยาวไกลออกไปเพื่อการดำรงอยู่อันมั่งคง จึงเป็นเรื่องชวนหัวสิ้น เป็นเรื่องตลกอันใหญ่หลวง แต่เราอาจไม่รู้สึกขำ เพราะมันฟังดูเหมือนกับการถูกหักหลัง
........การทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงกระบวนการยืนยันถึงการดำรงอยู่ของตัวเรา-ตัวเขา ซึ่งก็คือการก่อรูปแห่งอัตตา มีส่วนช่วยให้เราคุ้นเคยกับขันธ์๕ อันเป็นหลักพุทธธรรมที่พรรณาถึงอัตตาในรูปของกระบวนการ ๕ ขั้นตอนด้วยกัน
........ขั้นตอนแรกหรือขันธ์ที่หนึ่ง อันเป็นต้นกำเนิดแห่งอัตตา ได้แก่"รูป" อันเป็นอวิชชาขั้นพื้นฐาน เราได้หลงลืมคุณลักษณ์อันเฉียบแหลม เปิดโล่ง และหลากไหลของที่ว่าง เมื่อมีที่ว่างเกิดขึ้นในประสบการณ์แห่งจิต เมื่อมีประกายแวบของความตระหนักรู้ เปิดเผยและปราศจากตัวตนอุบัติขึ้น เมื่อนั้นก็จะมีความสงสัยผุดขึ้นมา "สมมุติว่าฉันเกิดไปพบเข้าว่าหามีความเป็นตัวเป็นตนอยู่เล่า สิ่งนี้คุกคามฉันเหลือเกิน ฉันไม่ต้องการเจอะเจอกับสภาพเช่นนั้น" ความหวาดกลัวอันเป็นนามธรรมดังกล่าว ความหวาดหวั่นว่าสิ่งต่างๆจะไม่เป็นไปอย่างราบรื่น คือ มูลเหตุแห่งปัจจยาการซึ่งนับเป็นความกลัวและความสับสนสิ้นหวังในระดับสูงสุด เป็นความไหวหวั่นว่าจะสูญเสียตนเองไป ในสภาวะที่ปราศจากอัตตา นี่เป็นการคุกคามอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จะทำอย่างไรเล่า ฉันหวาดกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับมันเสียเหลือเกิน" เราปรารถนาที่จะดำรงไว้ซึ่งตัวตน ทว่าสิ่งเดียวที่เราสามารถกระทำการด้วยได้แก่พื้นที่ว่างหรือสภาวะไร้อัตตา ดังนั้นเราจึงออกแรงพยายามที่จะทำให้ประสบการณ์แห่งที่ว่างนั้นแข็งตัว อวิชชาในที่นี้หาใช่ความโง่เขลาไม่ แต่กลับเป็นลักษณาการแห่งความดื้อรั้น ฉับพลันนั้นเรารู้สึกตกอกตกใจกับการค้นพบถึงความไร้ตัวตน และไม่ปรารถนาจะยอมรับ เรายังอยากที่จะยึดเหนี่ยวบางสิ่งไว้
........ขั้นต่อไปคือความพยายามที่จะหาสิ่งรกรุงรังมาให้ตนเอง เพื่อที่จะหันเหความสนใจไปจากอาการโดดเดี่ยว ณ จุดนี้ อิทัปปัจยตาจะบังเกิดขึ้น วาระแห่งกรรมนั้นเกิดจากการแบ่งแยกเป็น นี่ กับ นั่น ระหว่างตัวฉันกับความรู้สึกนึกคิด และบ่วงแห่งกรรมยิ่งหมุนเวียนต่อติด ขณะที่เรายิ่งแสวงหาความว้าวุ่นให้กับตนเอง ในอีกแง่หนึ่ง ยังคงมีความหวาดกลัวว่า จะไม่ได้รับการยืนยันจากความรู้สึกนึกคิดของตน เราจึงพยายามจะพิสูจน์ว่า เราดำรงอยู่จริงโดยการรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตน เราจึงพยายามจะพิสูจน์ว่า เราดำรงอยู่จริงโดยการรับรู้ความรู้สึกนึกคิดว่าเป็นสิ่งหนักแน่นจริงแท้ การได้รับรู้ถึงความเป็นตัวเป็นตนของสิ่งที่อยู่พ้นตัวคุณออกไปนั้นดูจะสร้างความมั่นใจให้คุณว่าตัวคุณมีอยู่จริงได้ นี่คือขันธ์ที่สองที่เรารู้จักกันในนามของ "เวทนา"
........ในขั้นที่สาม อัตตาได้พัฒนากลไกหรือแรงกระตุ้น ๓ ขั้นตอนเพื่อเข้าสัมพันธ์กับความรู้สึกนึกคิด อันได้แก่ โมหะ โลภะ และโทสะ แรงกระตุ้นเหล่านี้นำร่องโดยอาศัยอาการรับรู้(สัญญา) อาการรับรู้ดังกล่าวนี้ คือความรู้สึกสำนึกชัดของตัวตนที่คุณต้องรายงานกลับอย่างเป็นทางการไปยังศูนย์บัญชาการถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะเวลานั้นๆ เพื่อที่ว่าคุณจะได้ครอบงำสถานการณ์ทุกขณะได้โดยอาศัยการจัดตั้งกลไกแบบอื่นๆขึ้น
........กลไกอันแรกสุดได้แก่กลไกแห่งโมหะ เป็นวิธีการที่เราใช้แช่แข็งความรู้สึกทั้งหลายที่เราปรารถนาจะหลบเลี่ยงให้ชาด้าน เป็นความรู้สึกที่เราคาดคิดว่าจักก่อเพทภัยแก่เรา เราสวมใส่เสื้อเกราะเพื่อป้องกันภัยให้แก่ตนเอง กลไกอันที่สองได้แก่ โลภะ อันเป็นความต้องการยึดจับไขว่คว้าสิ่งต่างๆและกลืนกินมันเสีย เป็นกระบวนการดึงดูดแบบแม่เหล็กแม้ว่าจะมีบ่อยครั้งที่เราเลิกไขว่คว้า เพราะเรารู้สึกได้ว่าเรารุ่มรวยพอแล้ว ทว่าเมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกจนยาก หิวกระหาย อ่อนล้า บังเกิดขึ้น เราก็จะเริ่มออกแสวงหาอีกครั้ง เราจะเหยียดหนวดปลาหมึกของเราออกไปและพยายามจะจับฉวยในบางสิ่ง กลไกอันที่สาม ได้แก่ โทสะ ก็มีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์จนยากเช่นกัน เป็นความรู้สึกที่ว่าคุณไม่สามารถจะดำรงตนให้อยู่รอดได้ จึงจำเป็นต้องขจัดทุกสิ่งที่เข้ามาคุกคามทรัพย์สินหรือเสบียงกรังของคุณเสีย ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งคุณรู้สึกแรงกล้าเพียงใดถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกคุกคามขู่เข็ญ ปฏิกริยาของคุณก็จะรุนแรงขึ้นเพียงนั้น คุณจะยิ่งวิ่งเร็วขึ้นๆเพื่อค้นหาวิธีหล่อเลี้ยง หรือปกป้องตนเอง ความเร็วเช่นนี้คือความก้าวร้าวอย่างหนึ่ง โทสะ โลภะ และโมหะ ล้วนเป็นส่วนสำคัญของขันธ์ที่สาม อันได้แก่การรับรู้ (สัญญา)
........รูป เวทนา สัญญา เป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เราใช้ระบบเรดาร์ตรวจสอบสัญญาณต่างๆรอบตัวเรา แต่กระนั้นเราก็ยังไม่อาจจัดตั้งตัวตนได้อย่างเหมาะสมโดยปราศจากความคิดปรุงแต่ง ปราศจากบัญญัติหรือป้ายชื่อที่ใช้เรียกขาน ณ บัดนี้เราสั่งสมสิ่งต่างๆไว้ภายในมากพอดู เนื่องจากการบังเกิดหลายสิ่งหลายอย่างกับตัวเรา เราจะเริ่มทำการจัดหมวดหมู่ นำมันไปหยอดลงตามหลุมที่หมายตา ติดป้ายชื่อให้กับมัน ทำให้มันดูเป็นเรื่องจริงจัง บัญญัติหรือความคิดปรุงแต่งเป็นลำดับขั้นต่อไปแห่งตัวตน รู้จักกันในนามขันธ์ที่สี่(สังขาร) แต่กระบวนการทั้งหมดก็ยังไม่สมบูรณ์ เรายังปรารถนากลไกทรงประสิทธิภาพและทันเหตุการณ์ที่จะผนวกรวมสัญชาตญาณและความคิดปรุงแต่งของตัวตนเข้าด้วยกัน กลไกนี้นับเป็นพัฒนาการขั้นสุดท้ายแห่งอัตตาหรือตัวตน อันได้แก่ วิญญาณ อันเป็นขันธ์ที่ ๕
........วิญญาณประกอบไปด้วยอารมณ์ต่างๆ และกระแสความคิดอันไร้แบบแผน ทั้งหมดนี้ก่อขึ้นเป็นโลกมายานานาซึ่งเราหลงเพลิดเพลินอยู่ โลกมายานี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกในนามของ "ภูมิหก" อารมณ์คือที่สุดของอัตตา เป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพอัตตาเลยทีเดียว ความคิดหมกมุ่น ความฝันเฟื่อง และความคิดฟุ้งซ่านนานาจะรวบยอดเป็นหนึ่งเดียวกับความคิดอื่นๆ ดังนั้นความคิดจึงเป็นตัวก่อรูปกองทัพแห่งอัตตา จึงเคลื่อนไหวไปไม่หยุดหย่อน กอบภารกิจอันยุ่งเหยิง ความคิดของเราวิปลาสในความหมายที่ว่ามันยุ่งเหยิงแปรเปลี่ยนสับสนปนเปอยู่ตลอดเวลา เรากระโดดโลดแล่นจากความคิดหนึ่งไปยังอีกความคิด จากเรื่องทางธรรมไปสู่จินตนาการทางเพศ ไปสู่เรื่องเงินๆทองๆ กลับไปหาเรื่องครอบครัว และเดินหน้าต่อไปอีก พัฒนาการทั้งหมดของขันธ์ทั้งห้า อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คือความพยายามที่จะปกป้องตนให้พ้นจากความไร้แก่นสารแห่งตน
........การฝึกฝนสมาธิภาวนาคือการมองเจาะผ่านเกราะกำบังนี้ ทว่าเราไม่อาจเริ่มต้นโดยการจัดการกับรูปเป็นอันดับแรก เพราะหากทำเช่นนั้นก็เหมือนกับการทลายกำแพงลงในพริบตา ถ้าหากเราอยากจะรื้อกำแพงลงเราควรทำการรื้ออิฐทีละก้อน เราควรเริ่มต้นด้วยสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือสมาธิมรรค ดังนั้น การฝึกฝนสมาธิจิตจึงต้องเริ่มต้นที่อารมณ์และความคิดโดยเฉพาะสายใยความคิดทั้งหมด
(เป็นการบรรยายอุปทานขันธ์๕ที่สัมพันธ์เชื่อมปัจจยาการปฏิจจสมุปบาท-ผู้พิมพ์) |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 8:14 pm เรื่อง: |
|
|
๓
สมาธิภาวนา
ทึ่มทื่อ
........หลังจากเราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัตตาและความวิปลาส ได้ล่วงรู้ถึงสถานการณ์ที่เราเผชิญหน้าอยู่ เราควรจะลงมือกระทำสิ่งใดต่อไป เราจะต้องเข้าสัมพันธ์กับความฟุ้งซ่านและห้วงอารมณ์ของเราอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องอาศัยหลักปรัชญา เราจำต้องใช้วัตถุดิบเท่าที่เรามีอยู่ อันได้แก่การยึดติดในอัตตา รวมทั้งสิ่งยืนยันการมีอยู่ของตัวตน และการหลอกลวงตนเองเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อนั้นเราจะเริ่มตระหนักได้ว่า การจะทำเช่นนี้ได้เราจำต้องใช้สิ่งยืนยันการมีอยู่ของตัวตนอันบางเบาบางอย่าง สิ่งพิสูจน์ตัวตนเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่ง หากปราศจากมันเสียแล้วเราย่อมไม่สามารถเริ่มต้นได้
........ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นฝึกฝนสมาธิภาวนาโดยใช้วิธีง่ายๆคือใช้ลมหายใจเป็นสิ่งยืนยันตัวตนอันบางเบา มันดูขัดแย้งอยู่ในที เพราะเราเคยศึกษาแนวคิดทางพุทธธรรมที่ให้ละสิ่งยืนยันตัวตนทั้งกลายเสีย แต่บัดนี้เรากลับพบตนเองกระทำการบางสิ่งที่ออกจะมีเลศนัยอยู่ เรากำลังกระทำการบางสิ่งที่เราเคยวิพากษ์วิจารณ์ เรารู้สึกไม่สบายใจ และอับอายกับทุกสิ่งทุกอย่าง หนทางนี้จะนำไปสู่การหลอกลวงตนเองอีกแบบหนึ่งหรือไม่ เป็นบ่อเกิดตัวตนอีกหรือไม่ จะเป็นเล่ห์ลวงแบบเดิมอีกไหม คำสอนแบบนี้พยายามจะเล่นตลกกับฉันหรือไม่ จะเป็นเล่ห์ลวงแบบเดิมอีกไหม คำสอนแบบนี้พยายามจะเล่นตลกกับฉันหรือไม่ จักทำให้ฉันแลดูโง่เขลาน่าสมเพชไหม เรารู้สึกพิศวงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะนั่นเป็นสัญญาณบ่งว่าสติปัญญาของเราเริ่มแหลมคมขึ้น อันเป็นผลดีต่อการเริ่มต้น ทว่าอย่างไรก็ตามในที่สุดเราจำต้องลงมือกระทำบางสิ่ง
........เราต้องถ่อมตนและยอมรับว่าถึงแม้เราจะชาญฉลาดยิ่ง ทว่าการตระหนักรู้(สัมปชัญญะ)ของเรากลับยังอ่อนหัดอยู่ เรายังอยู่ในระดับชั้นอนุบาลเท่านั้น เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะนับหนึ่งถึงสิบได้อย่างไร ดังนั้นโดยการนั่งลงและทำสมาธิภาวนา เราจึงจักรับรู้ว่าเราช่างทึ่มโง่เขลา นี่เป็นการตระหนักรู้อันจำเป็นและทรงพลังยิ่ง เราเริ่มต้นในฐานะของบุคคลโง่เขลา นั่งลงและตามลมหายใจ และแล้วเราก็จะเริ่มต้นตระหนักว่าเราเป็นคนทึ่มทื่อหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์เต็มในการทำเช่นนั้น และเราจะพบว่าเทคนิคทั้งหลายที่เราใช้ก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่อุบายเท่านั้น
........บัดนี้เราหาได้ยึดติดกับอุบายอันนี้ หรือมองว่ามันเป็นสิ่งที่มีความหมายลี้ลับลึกลับ มันเป็นเพียงเครื่องมือที่เราหยิบใช้เมื่อเราต้องการและวางลงเมื่อถึงเวลาเท่านั้น
........เราต้องพร้อมที่จะเป็นคนธรรมดาสามัญอย่างเต็มตัว นั่นคือการยอมรับตนเองดังที่เราเป็นโดยปราศจากความพยายามตะเกียกตะกายจะเป็นมหาบุรุษ เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้รู้แจ้ง ถ้าเรายอมรับข้อบกพร่องของเราดังที่มันเป็นอย่างธรรมดาสามัญแล้ว เราย่อมใช้มันเป็นส่วนหนึ่งของศาสนมรรคได้ แต่หากว่าเราพยายามจะกำจัดจุดอ่อนข้อด้อยภายในตัวเรา มันจะกลับกลายเป็นศัตรู เป็นอุปสรรคกีดขวางบนเส้นทางสู่การ"พัฒนาตนเอง" และก็เป็นเช่นเดียวกับลมหายใจ ถ้าหากเราสามารถมองดูมันดังที่มันเป็น โดยไม่พยายามใช้มันเพื่อปรับปรุงตนเอง เมื่อนั้นมันย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนทาง เพราะว่าเราหาได้ใช้มันเป็นเครื่องมือแห่งความทะเยอทะยานอยากส่วนตนของเราอีกต่อไป
ความเรียบง่าย
........การฝึกฝนสมาธิภาวนามีจุดพื้นฐานอยู่บนการละทิ้งความยึดติดเชิงทวิลักษณ์ ละทิ้งอาการไขว่คว้าความดีและผลักไสความชั่ว ทัศนคติที่คุณพึงน้อมนำมาสู่ศาสนมรรคจะต้องเป็นธรรมชาติ ธรรมดาสามัญและปราศจากอาการทะเยอทะยานดิ้นรน ถึงแม้ว่าคุณจะประกอบกรรมดีก็ถือว่ายังเป็นการหว่านเพราะเมล็ดพันธุ์แห่งกรรมต่อไปอีก ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงได้แก่ การไปให้พ้นจากวิบากกรรมทั้งปวงไป พ้นจากกรรมดีและกรรมชั่ว
........มีข้ออ้างอิงมากมายในวรรณกรรมตันตระถึงมหาสุข คือความเบิกบานใจอันยิ่งใหญ่ เหตุที่มันเป็นความเบิกบานอันไพศาลนั้นเพราะมันได้ล่วงพ้นจากความกลัวและความวาดหวัง ความเจ็บปวดและความปีติยินดี ความเบิกบานใจในที่นี้หาใช่ความสุขในความหมายตื้นๆไม่ ทว่ามันเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานอันสูงสุด เป็นแง่มุมแห่งความสรวลสันต์หรรษา เป็นความสามารถในการแลเห็นแง่มุมอันน่าเย้ยหยันของการละเล่นแห่งอัตตา อันเป็นการละเล่นระหว่างสองขั้ว
........ถ้าบุคคลใดสามารถแลเห็นคุณลักษณ์อันน่าขบขันของตัวตน ดังนั้นทัศนคติที่เราพึงน้อมนำมาสู่สมาธิภาวนาจึงสำคัญยิ่ง มิใช่ความพยายามสั่งสมความสุขหรือหลีกเลี่ยงความทุกข์ ยิ่งไปกว่านั้นสมาธิภาวนายังเป็นกระบวนการโดยธรรมชาติ ซึ่งกระทำการอยู่บนพื้นฐานของความทุกข์และความสุขในฐานะที่เป็นมรรควิธี
........คุณไม่จำเป็นต้องพยายามใช้วิธีการในสมาธิภาวนาไม่ว่าจะเป็นการสวด การสาธยายมนต์ การเพ่งนิมิต พิธีกรรมต่างๆ หรือการหายใจเพื่อยืนยันถึงการดำรงอยู่ของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องแยกตนเองออกจากอุบายวิธีต่างๆ ทว่าคุณควรพยายามกลายเป็นตัวอุบายวิธีเสียเอง เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความรู้สึกแบ่งแยก อุบายวิธีเป็นเพียงหนทางเพื่อเลียนเยี่ยงอย่างการไม่แบ่งแยก ในเบื้องแรกเราจะใช้อุบายวิธีเป็นดุจดั่งการละเล่นอย่างหนึ่ง
........ทว่าอุบายวิธีทั้งหลาย ดังเช่น ผัสสะและเวทนา รวมถึงลมหายใจ กลับเป็นโลกิยธาตุซึ่งจะเหนี่ยวรั้งเราไว้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองอุบายวิธีทั้งหลายว่าเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นปาฏิหารย์ ทว่ากลับต้องมองว่ามันเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ สามัญอย่างยิ่งยวด ยิ่งอุบายวิธีของคุณธรรมดาเพียงใด อันตรายจากการหลงทางก็น้อยลงเพียงนั้น เพราะคุณหาได้บ่มเลี้ยงความกลัวหรือความหวังอันยั่วยวนน่าลุ่มหลงใด
........ในตอนเริ่มต้น การปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นเพียงการกระทำการร่วมกับความพิกลพิการทางจิตขั้นพื้นฐาน อันได้แก่ความสัมพันธ์อันสับสนระหว่างตัวเรากับความรู้สึกนึกคิด เมื่อเราสามารถแลเห็นความเรียบง่ายของอุบายวิธีโดยไม่มองสูงส่งเกินจริง เราย่อมสามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับแบบแผนทางความคิด เราย่อมสังเกตุพบว่าความคิดเป็นเพียงปรากฏการณ์สามัญ ไม่มีอะไรแตกต่างกันหรอก ไม่ว่ามันจะเป็นความคิดที่เป็นกุศลหรืออกุศล จะเป็นความคิดเกี่ยวกับครอบครัว การงาน ฯลฯ ก็ตามที เราจะไม่สัมพันธ์กับมันในวิธีการจำแนกเฉพาะว่าจัดอยู่ในประเภทใด ไม่ว่าดีหรือเลว เพียงแต่รับรู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น
........หากเมื่อใดคุณสัมพันธ์กับความคิดอย่างลุ่มหลง คุณจะเริ่มให้อาหารเลี้ยงดูมัน เพราะความคิดต้องอาศัยความใส่ใจจากคุณเพื่อดำรงอยู่ เมื่อใดที่คุณเริ่มให้ความสนใจและแยกแยะมัน เมื่อนั้นมันก็จะทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง คุณให้พลังงานมัน นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้มองมันว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญ ถ้าหากใครพยายามจะบำราบมัน นั่นก็เป็นการบำรุงเลี้ยงอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นสมาธิภาวนาจึงหาใช่ความตะเกียกตะกายเพื่อให้ได้มาซึ่งปีติสุขหรือศานติสุขไม่ แต่ตัวสมาธิจะต้องไม่ถูกมองว่าเป็นหนทางพักผ่อนจากปัญหาที่รุมเร้า
........ในความเป็นจริงแล้ว เรากลับค้นพบว่าในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงจะถูกปลดปล่อยออกมา ทุกแง่มุมที่ซ่อนเร้นของบุคลิกภาพจะเผยปรากฏออกมาจากเหตุผลง่ายๆที่ว่าเป็นครั้งแรกที่คุณได้ยินยอมให้ตนเองแลเห็นสภาพจิตใจดังที่มันเป็น เป็นครั้งแรกที่คุณมิได้ทำการประเมินค่าความคิดคุณ
........เมื่อเราเริ่มจะยอมรับความงดงามแห่งความเรียบง่ายมากขึ้นๆคุณจะเริ่มทำสิ่งต่างๆได้อย่างหมดจดสมบูรณ์เป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การเดินจงกลม หรืออุบายวิธีแบบใดก็ตาม คุณเพียงแต่ลงมือกระทำและปฏิบัติอย่างเรียบง่าย ความซับซ้อนจะเป็นความซับซ้อนอันโปร่งใสมากกว่าความซับซ้อนอันทึบตัน ดังนั้นก้าวแรกในการจัดการกับอัตตา คือการเริ่มต้นโดยวิถีทางเรียบง่ายที่จัดการกับความคิด มิใช่จัดการกับมันในแง่บำราบมันลง แต่กลับเป็นแง่มุมของการมองเห็นคุณลักษณ์อันโปร่งบางของมันแทน
........การบำเพ็ญสมาธิภาวนาจำต้องประสานรวมเข้ากับการฝึกฝนการตระหนักรู้ในชีวิตประจำวันซึ่งจะทำให้คุณเริ่มรู้สึกได้ถึงผลต่อเนื่องของการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ความสัมพันธ์ของคุณกับลมหายใจและความคิดจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และทุกสถานการณ์ของชีวิตจะสัมพันธ์กับคุณอย่างง่ายๆ คุณจะสัมพันธ์กับอ่างล้างจานอย่างเรียบร้อย สัมพันธ์กับรถยนต์ของคุณ สัมพันธ์กับบิดามารดาและลูกๆของคุณอย่างเรียบง่ายแน่นอน นี่มิได้หมายความว่าคุณได้แปรเปลี่ยนเป็นนักบุญไปแล้ว สิ่งน่าหงุดหงิดรำคาญใจยังคงมีอยู่ดุจเดิม ทว่าว่ากลับเป็นสิ่งอันเรียบง่ายและโปร่งใส
........สิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิตอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญหรือมีความหมายเอกอุ ทว่าจากการเข้าสัมพันธ์กับมันอย่างเรียบง่ายกลับก่อคุณค่าและมีส่วนช่วยอย่างมหาศาล หากเราสามารถรับรู้ได้ถึงความเรียบง่ายดังที่มันเป็น เมื่อนั้นสมาธิภาวนาจะกลับกลายเป็นวัตรปฏิบัติ ๒๔ ชั่วโมง เราจะเริ่มรู้สึกได้ถึงความว่างโล่งอันไพศาล นี้เป็นเพราะว่าเราไม่จำเป็นต้องเฝ้ามองตนเองอย่างเคร่งเครียด ทว่าคุณกลับเป็นผู้บริโภคซึ่งสถานการณ์นั้นเสียเอง แน่นอน คุณยังวิจารณ์และเฝ้ามองกระบวนการนี้สืบไป
........ทว่าเมื่อคุณนั่งลงทำสมาธิคุณจะเป็นดังที่คุณเป็น คุณไม่ได้ใช้ลมหายใจ หรืออุบายอื่นใดอีก คุณได้ตกอยู่ในอ้อมกอดของความเป็นไป ในที่สุดผู้แปลความหรือผู้เฝ้ามองก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เมื่อนั้นข่าวสารก็ได้รับความเข้าใจอย่างเหมาะสม |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Mon Jun 25, 2007 8:17 pm เรื่อง: |
|
|
สติสัมปชัญญะ
........สมาธิภาวนาได้แก่การกระทำการร่วมกับความรีบเร่งรุมร้อนของเรากับความยุ่งเหยิงสับสนอันปรากฏอยู่สม่ำเสมอ สมาธิภาวนาก่อให้เกิดที่ว่างหรือที่หยั่งเท้าเพื่ออาการว้าวุ่นจะได้หยุดยั้งลงจะได้มีห้องหับสำหรับผ่อนพัก จะได้โอนอ่อนผ่อนคลายลง หากเรามิได้ไปยุ่งเกี่ยวกับอาการว้าวุ่นแล้วไซร้ ในที่สุดมันจะแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งที่ว่างของเรา เราหมดความจำเป็นที่ต้องควบคุมหรือโจมตีความปรารถนา ไขว่คว้าหรือไล่ตะครุบติดตามมันอีกต่อไป
........สมาธิภาวนาหาใช่กระบวนการดิ้นรนเพื่อก่อให้เกิดภวังค์จิตอันเหมือนถูกสะกดหรือเกิดความรู้สึกสงบ ความพยายามที่จะบรรลุถึงสภาวะจิตอันสงบนิ่งแสดงให้เห็นถึงจิตใจแบบจนยาก เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มค้นหาสภาวะสงบนิ่งของจิตใจ เราก็จะพยายามปกป้องตนเองจากอาการว้าวุ่น เมื่อนั้นเราจะเกิดความรู้สึกหวาดระแวงและอับจนอยู่ตลอดเวลา เรารู้สึกได้ถึงความจำเป็นที่จะต้องคอยระแวดระวังความปรารถนาหรือความก้าวร้าวที่จะเข้าจู่โจมเรา ทำให้เราสูญเสียการควบคุมตนเอง กระบวนการปกป้องตนเองเช่นนี้จำกัดขอบข่ายแห่งจิตโดยการไม่ยอมรับในสิ่งที่บังเกิดขึ้นกับเรา
........แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สมาธิภาวนาน่าจะสะท้อนถึงจิตใจอันเปี่ยมล้นมั่งคั่ง ในแง่ของการใช้ทุกสิ่งที่อุบัติขึ้นในสภาวะจิต ด้วยเหตุนั้นหากเราสามารถจัดหาที่ว่างได้เพียงพอ เพื่อให้อาการว้าวุ่นได้มีโอกาสปรับตัวในที่ว่างนั้น เมื่อนั้นพลังอันสับสนก็จะหมดสิ้นความสับสนด้วยเหตุที่มันอาจนิ่งนอนใจได้ สมาธิภาวนาได้แก่การส่งมอบทุ่งหญ้าอันไพศาลอุดมสมบูรณ์ให้กับวัวว้าวุ่น เจ้าวัวอาจยังคงว้าวุ่นอยู่ชั่วขณะในทุ่งหญ้าอันไพศาลนี้ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง เนื่องจากว่ามีที่ว่างอยู๋มากมายอาการว้าวุ่นของมันก็กลับไร้ความหมาย ดังนั้นเจ้าวัวจึงกิน กิน กิน และล้มตัวลงพักผ่อนนอนหลับ
........การจะทำความเข้าใจได้ถึงอาการว้าวุ่น และเข้าร่วมเป็นหนึ่งกับมัน นั่นต้องอาศัยสติ ในขณะที่ทุ่งหญ้าอุดม เป็นที่ว่างอันกว้างใหญ่ไพศาลสำหรับวัวว้าวุ่น จำต้องอาศัยสัมปชัญญะ ดังนั้นสติและสัมปชัญญะจึงต้องเกื้อหนุนกันและกัน สติเป็นกระบวนการที่เข้าสัมพันธ์กับสถานการณ์ชีวิตของปัจเจกบุคคลอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน หมดจด คุณสื่อสารสัมพันธ์กับสถานการณ์อันมีปัญหาหรือน่าเบื่อหน่ายด้วยอาการอันเรียบง่ายอาจมีอวิชชาเกิดขึ้น อาจมีความรุ่มร้อน อาจมีความปรารถนาและความก้าวร้าว แต่สิ่งเหล่านี้หาต้องการคำชมหรือคำด่าทอเป็นพิเศษไม่ เพียงแต่รับรู้มันอย่างที่มันเป็น มันเป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย ซึ่งเราอาจพินิจมันอย่างแจ่มชัดโดยอาศัยเครื่องมือคือการตระหนักร้อันปราศจากเหตุปัจจัย การตระหนักรู้นั้นเปรียบได้ดังกับกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งหาได้ต่อต้านหรือปฏิเสธจุลินทรีย์ที่เราตรวจสอบไม่ หน้าที่ของกล้องจุลทรรศน์มีเพียงแค่แสดงให้เห็นอย่างกระจ่างชัดถึงสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า การตระหนักรู้นั้นไม่เกี่ยวพันกับอดีตหรืออนาคต มันเต็มเปี่ยมอยู่ในปัจจุบันขณะ ในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นจิตใจอันตื่นตัวที่สามารถรับรู้เชิงทวิลักษณ์เพราะในเบื้องแรกนั้น วินิจฉัยแบบแบ่งแยกก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่
........สัมปชัญญะ คือการแลเห็นในสิ่งที่ถูกค้นพบโดยสติ เราไม่จำเป็นต้องขจัดหรือเก็บงำเนื้อหาแห่งดวงจิตไว้ ความเที่ยงตรงแห่งการตระหนักรู้หรือสติจักถูกปล่อยวางดังที่มันเป็น นั่นเป็นเพราะว่ามีโลกมีที่ทางส่วนตัวของมันเอง เราไม่จำเป็นต้องตัดสินใจโยนมันทิ้งไปหรือเก็บงำมันไว้ดังทรัพย์สินอันมีค่า ดังนั้นสัมปชัญญะคืออีกก้าวหนึ่งที่เราใช้ตรงสู่ภาวะอันปราศจากทางเลือกใดๆ ในแต่ละสถานการณ์ ในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า สมฺปฺรชนฺย ซึ่งหมายถึง "ความรู้ตัวทั่วพร้อม" หรือ "ความรู้ชัด เข้าใจชัด" ความรู้ตัวทั่วพร้อมนี้หาใช่ความหมายของการจดจำสั่งสมเรื่องราวในอดีตไม่ ทว่ากลับหมายถึงการระลึกได้ถึงผลแห่งสติ สติคือการจัดหาที่ทางเป็นที่ว่างเพื่อให้เราใช้รับรู้ถึงความก้าวร้าว ความปรารถนาและสรรพสิ่งที่อุบัติขึ้น สติเป็นเหมือนกับวลีหรือถ้อยคำพรรณนา และสัมปชัญญะคือโครงสร้างไวยากรณ์ที่ช่วยแก้ไขและจัดวางถ้อยคำอย่างมีระเบียบ จากการได้สัมผัสถึงความคมชัดแห่งสติ เราอาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ฉันจะทำอย่างไรกับมันดี จะทำอย่างไรต่อไป" และสัมปชัญญะจะตอกย้ำยืนยันกับเราว่า เราไม่จำเป็นต้องจัดการอย่างไรกับมันเลย เพียงแต่ปล่อยมันทิ้งไว้ตามธรรมชาติของมัน เปรียบดังการค้นพบบุปผาบานสะพรั่งในพงไพร เราควรจะเด็ดมันกลับไปเสียบแจกันที่บ้านหรือจะปล่อยให้มันคงอยู่ในป่าไพรต่อไปเล่า สัมปชัญญะย่อมบอกกล่าวกับเราว่า เราควรปล่อยให้มันบานสะพรั่งอยู่ในป่าต่อไป เพราะว่ามันเป็นสถานที่ตามธรรมชาติสำหรับพรรณบุปผาจะงอกเงยงดงาม ดังนั้นสัมปชัญญะคือความตั้งใจที่จะไม่ยึดมั่นกับการค้นพบของสติ ขณะที่สติเป็นเพียงความคมชัด ทุกสิ่งเป็นดังที่มันเป็น สติมันเป็นเพียงทัพหน้าของสัมปชัญญะ เราพุ่งพลังความจดจ่อไปที่สถานการณ์และแล้วก็ค่อยสลายกลายกลืนพลังความจดจ่อนั้นลงไปในสัมปชัญญะ
........ดังนั้นสติและสัมปชัญญะจึงเป็นสิ่งควบคู่ไปด้วยกันเพื่อสร้างการยอมรับต่อสถานการณ์ชีวิตดังที่มันเป็น เราไม่จำเป็นต้องถือว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องปฏิเสธหรือดื่มด่ำ สถานการณ์ชีวิตเป็นอาหารจานใหญ่ของสติสัมปชัญญะ เราไม่สามารถฝึกฝนสมาธิได้หากปราศจากทุกข์และสุขในชีวิต เราสวมใส่รองเท้าแห่งสังสารวัฏ และย่ำเดินจนเก่าขาดโดยอาศัยการปฏิบัติภาวนา สติและสัมปชัญญะจะเป็นผู้ดูแลการเดินทางในครั้งนี้ การปฏิบัติสมาธิภาวนาหรือการเจริญธรรมย่อมมีพื้นฐานอยู่บนสังสารวัฏ หากเราอยู่เบื้องบน เราอาจกล่าวได้ว่าหาจำเป็นต้องมีทั้งสังสารวัฏหรือนิรวาณ แม้กระทั่งการเดินทางก็หาจำเป็นไม่ แต่ด้วยเหตุที่เรายังเหยียบหยัดอยู่บนพื้น ดังนั้นการออกเดินทางจึงเป็นสิ่งจำเป็น
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ Wed Jul 18, 2007 10:38 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jul 18, 2007 10:32 pm เรื่อง: |
|
|
ความเบื่อหน่าย
..........บัดนี้เราจำต้องใช้ร่างกายมนุษย์เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นพัฒนาการแห่งอัตตา ในความคิดเชิงทวิลักษณ์นี้มีความรู้สึก (เวทนา) แรงกระตุ้น (สัญญา) และความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) เปรียบดังโครงกระดูกในกายเรา ธรรมารมณ์ทั้งหลายเปรียบดังกล้ามเนื้อในกาย และความฟุ้งซ่านรวมทั้งความรู้สึกนึกคิดทุกประการได้แก่ระบบโลหิตที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ ในการที่เราจะมีร่างกายครบถ้วน เราจำต้องมีทั้งระบบกล้ามเนื้อ ระบบโลหิต และโครงกระดูกเพื่อค้ำยันร่างนี้ไว้
..........เราเริ่มต้นฝึกฝนสมาธิภาวนาโดยกระทำการร่วมกับความคิดอันเปรียบประดุจขอบเขตแห่งอัตตา การฝึกฝนสมาธิภาวนาคือกระบวนการตัดทอน ถ้าคุณปรารถนาจะทำการผ่าตัดและตรวจสอบร่างกายของเจ้าตัวตนอันนี้ คุณต้องเริ่มโดยการกรีดเป็นรอยเปิดเล็ก ๆ ที่ผิวหนังครั้นแล้วก็ตัดผ่านเส้นโลหิตทั้งหลาย ดังนั้นผู้ปฏิบัติที่ไม่สนใจกับสิ่งยืนยันการมีอยู่ของตัวตนจึงเริ่มด้วยการผ่าตัด สิ่งพิสูจน์ตัวตนทั้งหลายเป็นอาการป่วยไข้ และคุณจำต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อขจัดเนื้อร้ายออกไปเสีย อาศัยความป่วยนี้เองที่คุณพยายามพิสูจน์ว่าคุณมีตัวตนอยู่จริง“ฉันกำลังไม่สบาย ดังนั้น ฉันจึงมีอยู่จริงแท้แน่นอน เพราะฉันรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวนี่นา” ดังนั้นปฏิบัติงานผ่าชำแหละจึงเป็นการขจัดความรู้สึกที่ว่าคุณเป็นบุคคลสำคัญลง เพียงเพราะว่าคุณกำลังป่วยไข้ แน่นอนคุณสามารถเรียกร้องความสนใจต่างๆนานา เพียงคุณประกาศว่าคุณไม่สบาย คุณสามารถโทรศัพท์หาญาติมิตร และบอกกล่าวกับเขาว่าคุณกำลังป่วยหนัก และพวกเขาจักกรูเข้ามาดูแลคุณ
..........วิธีการเช่นนี้เป็นหนทางเลวร้ายที่สุดที่คุณใช้พิสูจน์การดำรงอยู่ของคุณ นี่เป็นสิ่งที่สิ่งพิสูจน์ตัวตนชอบนำมาใช้ มันพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณกำลังไม่สบาย เพื่อที่จะได้รับการเอาใจใส่จากเพื่อนๆ เราจำเป็นต้องลงมือผ่าตัดบุคคลประเภทนี้เพื่อขจัดเสียซึ่งโรคร้ายแห่งสิ่งพิสูจน์ตัวตนแต่หากว่าเรามอบยาสลบให้เขา เขาก็หารู้ไม่ว่าควรจะใช้มันมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้ยาสลบเลย ควรจะเป็นเหมือนกับการคลอดตามธรรมชาติ มารดาย่อมแลเห็นบุตรของตนที่กำลังถือกำเนิดขึ้นมา เห็นทารกโผล่พ้นร่างกายของเธอได้อย่างไร ออกมาสู่โลกภายนอกได้อย่างไร การให้กำเนิดแก่พุทธธรรมอันปราศจากสิ่งยืนยันการมีอยู่จริงของตัวตนก็พึงเป็นเยี่ยงนั้น คุณจำต้องแลเห็นกระบวนการทั้งหมดนับแต่ถูกนำไปยังห้องผ่าตัด ในห้องนั้น ขั้นแรกของการผ่าตัดได้แก่กรีดเป็นรอยเล็ก ๆ ในบริเวณของเนื้อร้าย โดยมีดผ่าตัดที่แหลมคมเป็นพิเศษ อันได้แก่พระขรรค์แห่งมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระขรรค์แห่งกรุณาและปัญญาอันสว่างไสวเพียงแค่กรีดเป็นรอยเล็ก ๆ เท่านั้น หาได้เจ็บป่วยดังที่คิดไว้ไม่
..........การนั่งลงและบำเพ็ญสมาธิคือการกรีดลงในเส้นโลหิตคุณ คุณอาจได้ยินมาว่าการนั่งสมาธิเป็นเรื่องน่าเบื่อเหลือและยากจะสำเร็จลุล่วงได้ แต่คุณกลับพบว่ามันหาได้ยากเย็นดังคำเล่าลือไม่ ในความเป็นจริงดูมันออกจะง่ายดายเสียด้วยซ้ำ คุณเพียงแต่นั่งลงเท่านั้นเส้นโลหิตอันได้แก่ความฟุ้งซ่านภายในจิตใจ ก็จะถูกตัดผ่านโดยอุบายวิธีอันเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดลมหายใจ การเดินจงกรมหรือวิธีใดก็แล้วแต่ ล้วนแล้วแต่เป็นการงานอันสันโดษ เพียงแค่นั่งลง และตัดผ่านความคิดทั้งปวง ต้อนรับลมหายใจเข้าของคุณที่ไหลรินเข้ามา และไหลรินออกไป เป็นการหายใจตามธรรมชาติโดยไม่ฝืนเพียงแค่นั่งลงและติดตามดูลมหายใจ แต่มิใช่อาการจดจ่อ เพราะการจดจ่อหมายถึงมีสิ่งให้เกาะกุมให้ติดยึด คุณกำลังอยู่ “ตรงนี้” กำลังจดจ่อกับ “ สิ่งนั่น” สิ่งสำคัญหาใช่การจดจ่อไม่เพียงแต่เราเจริญสติ เราย่อมแลเห็นอย่างแจ่มชัดว่ามีสิ่งใดกำลังเกิดขึ้น แทนที่จะจดจ่อ อันเป็นอาการที่เต็มไปด้วยความมุ่งหวังสิ่งใหก็ตามที่มุ่งหวังย่อมข้องเกี่ยวกับการเดินทางจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดมุ่งหมายในการฝึกฝนเพื่อเจริญสติหามีเป้าหมายแต่อย่างใด ไม่มีการเดินทางเพียงแต่มีสติกำกับในสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น
..........การบำเพ็ญสมาธิภาวนาปราศจากคำมั่นสัญญาใด ๆ ว่าจะบังเกิดนิมิต แสงสว่าง หรือปีติสุขในทุกรูปแบบ ไม่มีการพบเห็นเทวดาหรือสรวงสวรรค์ ไม่มีสิ่งใดบังเกิดขึ้นเลย มีเพียงความน่าเบื่ออันสุดประมาณเท่านั้นบางครั้งคุณอาจรู้สึกโง่เขลา เรามักจะถามว่า”แล้วใครหลอกใครกันแน่ฉันจะได้บรรลุถึงบางสิ่งหรือไม่” คุณไม่มีทางบรรลุถึงสิ่งใดเลย การเดินไปบนวิถีแห่งศาสนธรรมคือการละทิ้งสิ้นทุกสิ่งหามีที่ใดให้คุณเกาะยึดไม่ เพียงแต่นั่งลงและรู้สึกถึงลมหายใจอันเปี่ยมล้นเท่านั้น จงดำรงอยู่กับมันแล้วคุณจะเริ่มตระหนักว่า แท้จริงแล้วการผ่าเส้นโลหิตหาได้บังเกิดขึ้นไม่ ในยามที่คุณเริ่มปฏิบัติ การผ่าตัดจริง ๆ เกิดขึ้นเมื่อคุณเริ่มรู้สึกถึงความเบื่อหน่ายของการปฏิบัติ เป็นความเบื่อหน่ายอันแท้จริง ”ฉันคาดว่าจะได้เข้าถึงหลักธรรมและสมาธิจิต เข้าถึงภูมิธรรมตามลำดับขั้น แต่ไม่เห็นมีอะไรเลย ฉันรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก” แม้กระทั่งผู้เฝ้ามองก็หาได้เห็นอกเห็นใจคุณไม่ กลับเริ่มเย้ยหยันคุณด้วยซ้ำ ความน่าเบื่อเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะว่ามันเป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งยืนยันการมีอยู่จริงของตัวตนทั้งหลาย เพราะว่ามันเป็นสิ่งน่าเพลิดเพลิน มันจะชักนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา เป็นสิ่งที่ดูมีชีวิตชีวาสิ่งที่แสนจะมหัศจรรย์เปี่ยมสันไปด้วยคำตอบสารพัน แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสลัดความคิดเรื่อสิ่งพิสูจน์ตัวตนทิ้งไปแล้ว เมื่อนั้นก็จะมีแต่ความเบื่อหน่ายเท่านั้น
..........เรามีโรงถ่ายภาพยนตร์อยู่ในโรลาโด ซึ่งเรามักจะถกเถียงพิจารณากันว่า มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะสร้างภาพยนตร์เพื่อเอาใจผู้ชมหรือหันกลับมาทำภาพยนตร์ที่มีคุณภาพดี ๆ แทน ในกรณีนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าบางทีผู้ชมอาจรู้สึกเบื่อหน่ายในสิ่งที่เราได้พยายามนำเสนอออกมา แต่เราควรมุ่งที่ยกระดับสติปัญญาของผู้ชมเพื่อสร้างผู้ชมที่มีวิจารณญาณ ให้เขาได้ไปถึงระดับความคิดที่เราต้องการนำเสนอมากกว่าการที่จะพยายามจะทำในสิ่งที่เขาคาดหวังว่าจะได้พบเจอ อันได้แก่ความปรารถนาในความเพลิดเพลินจำเริญใจ เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มพยายามที่จะทำให้ผู้ชมได้รับความพึงพอใจ คุณก็จะเริ่มตกต่ำลง ต่ำลง ต่ำลง จนในที่สุดทั้งหมดก็จะกลับกลายเป็นสิ่งไร้สาระ แต่ถ้าผู้สร้างภาพยนตร์นำเสนอความคิดของตนอย่างมีศักดิ์ศรี ผลงานของเขาอาจยอมรับได้ยากในตอนต้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนั้นอาจได้รับการต้อนรับอย่างเกริกไกรในภายหลังเมื่อผู้คนเริ่มแลเห็นคุณค่าและเข้าถึงมันได้ ภาพยนตร์เรื่องนั้นอาจช่วยยกระดับสติปัญญาผู้ชมได้เลยทีเดียว
..........ในทำนองเดียวกันนี้ ความเบื่อหน่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการฝึกฝนสมาธิภาวนา เพราะว่ามันได้เพิ่มความลุ่มลึกทางใจให้แก่ผู้ปฏิบัติฝึกฝน เขาจะเริ่มแลเห็นคุณค่าของความเบื่อหน่ายและจะเริ่มพัฒนาความลุ่มลึกขึ้นภายในจนกระทั่งความน่าเบื่อหน่ายได้กลายเป็นความเบื่อหน่ายอันเย็นฉ่ำเหมือนดังสายธารภูเขาที่ไหลรินมีขาดสาย อย่างมีแบบแผนไม่หยุดหยั้งขาดตอน มันช่างเย็นชื่นอกชื่นใจและสดชื่นยิ่ง ขุนเขาไม่เคยเบื่อหน่ายท้อแท้ที่จะธำรงความเป็นขุนเขา และสายน้ำไหลก็ไม่เคยเบื่อหน่ายต่อการไหลรินชั่วนาตาปี โดยความอดทนบากบั่นของมันนั่นเองที่ทำให้เราเกิดความเคารพนับถือ มีบางสิ่งในความเพียรของมัน ข้าพเจ้ามิได้พยายามกล่าวอย่างพริ้งเพริศเป็นพิเศษกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากวาดรูปสีดำสนิทแต่ได้ออกนอกทางไปชั่วขณะ เป็นความรู้สึกดียิ่งที่จะเบื่อหน่ายทดท้อ ต้องนั่งและนั่งอย่างต่อเนื่อง ยกแรกผ่านไป ขึ้นยกสอง ยกแล้วยกเล่าไม่สิ้นสุด นั่ง นั่ง นั่ง และนั่ง คุณกรีดผ่านเส้นโลหิตจนความเบื่อหน่ายกลับมีพลังอย่างมหาศาล เราจำต้องกระทำความเพียรอย่างแน่วแน่
..........แม้กระนั้น บัดนี้เราก็ยังไม่พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปในวัชรยานมรรคหรือแม้แต่มหายานมรรคด้วยซ้ำ เรายังไม่พร้อมเพราะว่าเรายังไม่ได้สร้างความสัมพันธ์อันแท้จริงขึ้นกับความเบื่อหน่ายอย่างเต็มที่ในปฐมบท เราจำต้องยืนหยัดมั่นอยู่บนหินยานมรรคเสียก่อน ถ้าเราต้องการจะรอดพ้นทางวัตถุนิยมทางศาสนาหรือพุทธธรรมแบบที่ยังมีสิ่งพิสูจน์ตัวตน ถ้าเราปรารถนาจะเข้าถึงพุทธรรมอันปราศจากสิ่งยืนยันตัวตนการเผชิญหน้ากับความเบื่อหน่ายและความซ่ำซากจำเจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งปราศจากมันเสียแล้วเราไม่มีหวังจะก้าวหน้าในทางธรรมได้ ไม่มีหวัง
..........มีความเบื่อหน่ายอยู่มากมายหลายแบบ นิกายเซนในญี่ปุ่นได้สร้างความน่าเบื่อหน่ายหลายประการขึ้นในอาราม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งนิ่ง ๆ การรับประทานอาหารอย่างเงียบ การทำอาหารในโรงครัว การนั่งซาเซน และเดินจงกรม ฯลฯ แต่ทว่าสำหรับศิษย์ชาวอเมริกันที่ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นหรือเข้าร่วมการฝึกฝนตามแบบฉบับของเซน ข่าวสารที่ส่งออกมาจากความน่าเบื่อหน่ายไม่ได้รับการสื่อสารโต้ตอบอย่าถูกต้อง อาจกล่าวได้ว่า สำหรับพวกเขาแล้ววิธีการที่กล่าวมากลับกลายเป็นการชื่นชมในวินัยเหล็กอันไร้ชีวิต หรือเป็นไปในรูปของการชื่นชมต่อความงามอันเรียบง่ายยิ่งกว่าจะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นจริง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดมากเพราะที่จริงแล้ววิธีการต่าง ๆ เหล่านี้หาได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้เกิดการยอมรับในแง่นี้ไม่ สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว การฝึกฝนเซนเป็นสถานการณ์ในชีวิตอันธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง แค่ทำงานในชีวิตประจำวันไปและนั่งซาเซนให้มาก ทว่าชาวอเมริกันกลับให้ค่าแง่รายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ เราควรจะใช้ชามภาชนะอย่างไร ควรรับประทานอาหารอย่างไรอย่างไรให้รู้ตัวมากที่สุดในท่านั่งซาเซน สิ่งเหล่านี้หวังเพียงจะให้เกิดความเบื่อหน่ายขึ้น แต่ศิษย์ชาวอเมริกันกลับเห็นว่าเป็นนฤมิตกรรมชั้นยอดแห่งศิลปะ การล้างเช็ดถูจานชาม การพับผ้ากันเปื้อน กลับกลายเป็นการแสดงอันมีชีวิต เบาะรองนั่งสีดำย่อมไม่ก่อให้เกิดสีสันใด ช่างเป็นความน่าเบื่อหน่ายอย่างที่สุด แต่สำหรับศิษย์ชาวอเมริกันกลับก่อแรงบันดาลใจในแง่สีดำแห่งนักรบ เป็นการเถรตรงแบบสุดกู่
..........ตามสายธรรมของนิกายเซน สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย อันเป็นแง่มุมที่จำเป็นแห่งหนทางแคบๆ ของวินัยมรรค ทว่าการณ์กลับเป็นว่ารูปแบบการฝึกฝนดังกล่าวกลับกลายเป็นการสำราจทางโบราณคดีหรือทางสังคมวิทยาไปสิ้น ว่ามีสิ่งใดที่น่าสนใจให้ลองทำบ้างอันเป็นสิ่งที่คุณอาจนำไปโอ้อวดกับเพื่อนฝูงได้ว่า “เมื่อปีกลายฉันใช้เวลาตลอดฤดูใบไม้ร่วงนั่งซาเซนอยู่ในอารามแห่งหนึ่ง เป็นเวลานานถึงหกเดือน ฉันได้เฝ้าฤดูใบไม้ผลิเปลี่ยนไปจนล่วงเข้าฤดูหนาว ฝึกฝนซาเซนมิได้ขาด ทุกสิ่งช่างแจ่มชัดและงดงาม ฉันได้เรียนรู้ว่าจะนั่งอย่างไรได้เรียนรู้ว่าจะเดินและกินอย่างไร ช่างเป็นประสบการณ์อันมหัศจรรย์ยิ่งและไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้เลย”
..........คุณจะบอกกล่าวกับเพื่อนของคุณว่า “ลองไปดูสิ น่าสนใจมากทีเดียวนะ” และคุณก็จะแสวงหาสิ่งยืนยันตัวออกไปอีก ความพยายามจะทำลายสิ่งยืนหยัดตัวตนเหล่านี้กลับก็ให้เกิดสิ่งยืนยันตัวตนใหม่ขึ้นมา เบื้องแรกแห่งการกำจัดเล่ห์กลแห่งตัวตนได้แก่การใช้วินัยอันเข้มงวดแห่งสมาธิภาวนา มิใช่การขบคิดคาดหวังแบบปัญญาชน มิใช่การหาเหตุผลในเชิงปรัชญา เพียงแต่นั่งลงและปฏิบัติ เพราะนี่คือกลวิธีประการแรกในการเข้าถึงพุทธรรมอันผ่องแผ้ว
รอยบาทแห่งพุทธองค์
..........ความเบื่อหน่ายนั้นมีหลายแง่มุมด้วยกัน ทั้งในแง่ที่ว่าหามีสิ่งใดบังเกิดขึ้นไม่ หรือในแง่ที่อาจมีบางสิ่งอุบัติขึ้น หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นอาจอุบัติขึ้นแทนที่จะไม่บังเกิด กระทั่งเราอาจปลื้มปีติในความเบื่อหน่ายก็เป็นได้ แท้จริงแล้วการฝึกฝนสมาธิภาวนาอาจถือได้ว่าเป็นการติดต่อสัมพันธ์กับความเบื่อหน่ายอันฉ่ำเย็น เป็นความเบื่อหน่ายอันสดชื่น เบื่อหน่ายเป็นเหมือนดังสายธารภูเขา มันทำให้เรากระปรี้กระเปร่าเพราะว่าเราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดเลยหรือคาดหวังในสิ่งใด ทว่าจำเป็นยิ่งที่เราต้องมีวินัยหากเราปรารถนาจะไปพ้นอาการฝันเฟื่องของแรงพยายาม ที่จะหาอะไรมาทดแทนความเบื่อหน่าย นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องพึ่งลมหายใจในการฝึกฝนสมาธิภานา เพราะการสัมพันธ์อย่างง่าย ๆ ซื่อๆ กับลมหายใจ เป็นเรื่องที่จำเจซ้ำซากไร้รสชาดที่สุด เราไม่มีทางค้นพบว่าดวงตาที่สามหรือจักรได้เปิดขึ้น มันเป็นเหมือนกับพระพุทธรูปสลักหินที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลทราย หามีสิ่งใดอุบัติขึ้นไม่ ไม่มีอย่างสิ้นเชิง
..........ในขณะที่เราตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดบังเกิดขึ้น ช่างน่าแปลกที่เรากลับเริ่มค้นพบว่ามีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกำลังเกิดขึ้น คุณไม่มีที่ว่างสำหรับฝันเฟื่อง ไม่มีที่ว่างให้คุณรีบร้อน เราเพียงแต่หายใจและนั่งอยู่ตรงนั้นช่างเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจและเต็มเปี่ยม เปรียบดังว่าเราได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศและอิ่มใจกับมันซึ่งแตกต่างจากการกินเพื่อสนองกิเลส มันช่างเป็นแนวทางอันเรียบง่ายที่มุ่งตรงสู่ความจริง
..........มีเรื่องราวบันทึกไว้ว่าพระพุทธองค์ได้ทรงทดลองแสวงหาการฝึกฝนสมาธิภาวนาตามแบบฉบับของศาสนาฮินดู พระองค์ทรงบำเพ็ญตบะด้วยกองอัคคี ทรงสัมพันธ์กับพลังแห่งฮินดูตันตระโดยการเพ่งนิมิตทุกรูปแบบพระองค์ทรงแลเห็นนิมิตแสงสว่างการกดทับเปลือกตาและได้ทรงสลับเสียงหึ่งๆที่คิดว่าเป็นโยคะสำเนียงโดยการปิดในหูให้สนิทแน่นพระองค์ทรงได้ทดลองสมาธิภาวนาทุกประการและตระหนักแก่ใจว่าปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงกลลวงยิ่งกว่าจะเป็นสมาธิหรือการภาวนาอันแท้จริง บางทีพระพุทธองค์อาจเป็นศิษย์ทางโยคศาสตร์ที่ทึ่มทื่อปราศจากจินตนาการก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามเราจักติดตามรอยบาทแห่งพุทธองค์โดยเฉพาะความทึ่มทื่อเช่นนี้ โดยอาศัยพระองค์เป็นตัวอย่างในฐานะของบุคคลผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว - เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า - คือผู้ที่ตื่นขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์
..........ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงเริ่มต้นฝึกฝนภาวนา พระองค์ได้ค้นพบว่ากลลวงทั้งหลายเป็นเพียงอาการพิกลพิการแห่งจิต พระองค์จึงตัดสินใจที่จะแสวงหาสิ่งที่เรียบง่าย สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างแท้จริง เพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต พระองค์ทรงปลูกฝังความสัมพันธ์กับผื่นเสื่อที่ประทับและต้นโพธิ์เหนือเศียร ทรงพิจารณาความสัมพันธ์ของพระองค์กับสรรพสิ่งอย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่ายยิ่ง หามีความตื่นเต้นเร้าใจเป็นพิเศษไม่ ไม่มีนิมิตสว่างใด ๆ ทว่ากลับเปี่ยมล้นด้วยความรู้แท้ รุ่งอรุณแห่งการตรัสรู้ มีผู้ทูลถามว่า “ท่านมีข้อพิสูจน์ยืนยันใดบ้างอันเราจักล่วงรู้ได้ว่าท่านเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว” พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมาสัมผัสพื้นธรณี แล้วตรัสว่า “ผืนพสุธาอันหนักแน่นนี้คือประจักษ์พยานแห่งเรา” เปี่ยมล้นและแจ่มกระจ่างหนักแน่น ปราศจากความเพ้อฟัน ปราศจากความคิดปรุงแต่ง ไร้ซึ่งธุลีอารมณ์ ปราศจากความเฟื่องฝัน ทว่าดำรงอยู่โดยพื้นฐานดังที่มันเป็น นี้คือสภาวะอันตื่นขึ้น สิ่งนี้เองคือแบบฉบับในการฝึกฝนสมาธิภาวนา
..........ถึงตอนนี้ สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงใส่ใจหาใช่ตัวข่าวสารไม่ แต่กลับเป็นนัยแฝงเร้นที่มีความหมายมากกว่า และฐานะของผู้ดำเนินตามวัตรปฏิบัติห่างพุทธองค์ เราย่อมใช้แนวทางนี้ด้วย อันได้แก่ “วิปัสสนาญาน” โดยอรรถนั้นหมายถึง “การหยั่งรู้” การหยั่งรู้หาใช่การสัมพันธ์เฉพาะสิ่งที่คุณค้นพบแลไม่เห็น แต่กลับหมายรวมถึงนัยแฝงเร้นที่มีอยู่ด้วย เป็นเอกภาพของพื้นที่ว่างและสิ่งที่อยู่รายรอบ ลมหายใจคืออารมณ์ภาวนา ทว่าสภาวะแวดล้อมทั้งมวลที่รายล้อมลมหายใจอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งสมาธิภาวนาด้วย
..........พระองค์ได้ทรงเคลื่อนกงล้อแห่งธรรมเพื่อเผยแพร่ให้เห็นถึง ความจริงขั้นสูงสุดคืออริยสัจ 4 อันกอปรด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค สัจจธรรมเหล่านี้อุบัติขึ้นจากการค้นพบของพระองค์เองที่ว่ามีที่ว่างอันกว้างใหญ่ไพศาลที่แรงดลยิ่งใหญ่ได้บังเกิดขึ้น แน่ล่ะที่มีความทุกข์ดำเนินอยู่ ทว่าก็ยังมีบรรยากาศรอบ ๆ บ่อเกิดแห่งทุกข์นั้น สรรพสิ่งได้แผ่ขยายออกไป เปิดเผยตนเองออก พระองค์มิได้เป็นโยคาวจรอันทึ่มทื่ออีกต่อไปอาจเป็นได้ที่พระองค์มิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในหฐโยคะ ทว่าพระองค์กลับแลเห็นบรรยากาศรอบ ๆ ที่อุบัติขึ้นท่ามกลางหฐโยคะและปราณายาม
..........จริยวัตรของพระพุทธองค์ สำแดงออกถึงสติสัมปชัญญะพื้นฐานซึ่งดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ พระองค์หาได้เทศนาหรือสั่งสอนตามความหมายสามัญไม่ ท่านเพียงแต่เปิดตนเองออกอย่างสูงสุด ให้พลังอำนาจแห่งกรุณาและทานบารมีก่อกำเนิดขึ้นภายใน และผู้คนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงสิ่งเหล่านี้ จริยวัตรของพระพุทธองค์คือ วิปัสสนาภาวนาซึ่งเรากำลังพยายามดำเนินตาม นั่นคือการตระหนักรู้ว่าในความว่างนั้นมีรูปอยู่และรูปนั้นหาได้เรียกร้องต่อความว่างไม่ ทั้งความความก็มิได้เรียกร้องต้องการต่อรูปเช่นกัน นับเป็นสภาพการณ์ อันเปิดกว้างและเกื้อกูลต่อกัน ทุกสิ่งล้วนมีพื้นฐานอยู่บนความกรุณาหาใช่อารมณ์ความรู้สึกทำนองว่าคุณรู้สึกแย่เมื่อประสบพบเห็นคนซึ่งกำลังทุกข์ทรมาน ซึ่งทำให้รู้สึกว่าคุณเหนือกว่าผู้อื่น และคุณจึงจำต้องช่วยเหลือเขา ความกรุณาคืออาการเปิดกว้างอย่างสิ้นเชิง ปราศจากที่ทาง ปราศจากอาเขตส่วนตน จนกระทั่งไม่หลงเหลือความเป็นปัจเจกอีกต่อไป พระพุทธองค์กลายเป็นเพียงแค่เม็ดทรายที่ดำรงตนอยู่ในทะเลทราบอันไพศาล และจากความต่ำต้อยด้อยค่าเช่นนี้เอง พระองค์จึงได้กลายเป็น “ผู้ที่ตื่นขึ้น” เพราะได้ปราศจากซึ่งสงครามหรือความก้าวร้าวใด ๆ ธรรมะที่พระพุทธองค์สั่งสอนนั้นไร้ซึ่งกามกิเลส ไร้ซึ่งวิหิงสา เพราะกามคืออุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นใจอาณาเขตของตัวคุณนั่นเอง
..........ดังนั้นการฝึกฝนสมาธิภาวนาของเรา ตามแบบฉบับแห่งพระพุทธองค์ ก็คือการฝึกฝนเพื่อปราศจากความยึดติดหรือปราศจากความก้าวร้าว เป็นการจัดการกับอาการอันครอบครองก้าวร้าว “ตอนนี้ฉันกำลังปฏิบัติธรรมอยู่” ไม่ใช่เช่นนี้แน่ ศาสนมรรคหรือมุมมองแห่งวิปัสสนาญานเป็นสถานการณ์อันเปิดกว้างที่คุณจะมาและไปได้อย่างเสรี ทั้งความสัมพันธ์ของคุณกับโลกก็จะเปิดออกด้วย นับเป็นอหิงสาภาวะขั้นสูงสุด |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jul 18, 2007 10:35 pm เรื่อง: |
|
|
สีหนาทบันลือ
.........“สีหนาทบันลือ” นั้น ได้แก่การประกาศก้องอย่างไร้ความหวาดกลัว ว่าทุกสภาวจิตรวมถึงทุกห้วงอารมณ์ว่าเป็นสิ่งที่ใช้การได้เป็นดังสิ่งที่เฝ้าเตือนเราในการฝึกฝนสมาธิภาวนา เราเริ่มตระหนักว่าสถานการณ์อันปั่นป่วนสับสน หาใช้สิ่งที่ต้องถูกปฏิเสธไม่ เราหาได้ตีตรามันว่าเป็นดังตัวถ่วง เป็นสิ่งฉุดรั้งเรากลับสู่วังวนอันสับสน เราจะต้องเคารพในทุกสิ่งที่อุบัติในสภาวจิตของเรา ความปั่นป่วนสับสนได้ถูกมองว่าเป็นดังข่าวสารอันประเสริฐ
.........มีขั้นตอนหลายขั้นตอนในการสัมพันธ์กับอารมณ์ อันได้แก่ขั้นตอนแห่งการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การสัมผัส และขั้นตอนแห่งการแปรเปลี่ยน
.........ในกรณีของการแลเห็นอารมณ์ เราได้เกิดการตระหนักรู้อย่างกว้าง ๆ ว่าอารมณ์ทั้งหลายล้วนมีพื้นที่ว่างของมันเอง มีการคลี่คลายของตนเอง เรายอมรับสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแบบแผนแห่งจิตใจ โดยปราศจากคำถาม โดยปราศจากตำราอ้างอิง โดยปราศจากภาพลักษณ์ทว่ารับรู้โดยตรงในสิ่งที่มันเป็น ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
.........ส่วนขั้นตอนแห่งการได้ยินนั้นข้องเกี่ยวกับการสัมผัสได้ถึงจังหวะแห่งพลัง พลังจากอารมณ์จะพุ่งสูงขึ้นเมื่อมันเคลื่อนเข้ามาหาคุณ
.........ส่วนขั้นตอนแห่งการได้กลิ่นนั้นคือ การยอมรับโดยแท้ว่าพลังเป็นสิ่งที่นำใช้การได้ เปรียบดังเมื่อคุณได้กลิ่นของอาหาร และกลิ่นนั้นเองได้กลายเป็นตัวชูรส เป็นตัวกระตุ้นการเจริญอาหารของคุณ อาหารที่ส่งกลิ่นเย้ายวน ที่ส่งกลิ่นดึงดูด แม้คุณจะยังไม่ได้ลิ้มรสมันก็ตาม ก็ให้ถึงทุกรายละเอียดอันทรงคุณค่าของสรรพสิ่ง เป็นการรับรู้ว่าคุณสามารถสัมผัสและสื่อสารกับมันได้ เป็นการรับรู้ว่าคุณสามารถสัมผัสและสื่อสารกับมันได้ เป็นการรับรู้ว่าห้วงอารมณ์ของคุณหาได้เลวร้ายหรือบ้าคลั่งเป็นพิเศษ หากแต่เป็นเพียงการพวยพุ่งของพลัง ไม่ว่ามันจะแฝงอยู่ในรูปใดก็ตาม ทั้งความเกลียดชังก้าวร้าว ความลุ่มหลงงมงายหรือความผูกพันยึดติด
.........ส่วนขั้นตอนแห่งการแปรเปลี่ยนนั้นก็หาใช้การปฏิเสธคุณลักษณ์พื้นฐานของอารมณ์ หากแต่เทียบเคียงได้กับการฝึกวิชาเล่นแร่แปรธาตุที่มุ่งเปลี่ยนตะกั่วให้เป็นทอง คุณมิได้ปฏิเสธคุณสมบัติมูลฐานของวัตถุใด คุณเพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และธาตุมูลของมันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คุณจึงรับรู้กองอารมณ์ทั้งหลายดังที่มันเป็น แต่คุณก็ยังคงกระทำการร่วมกับมันอยู่ยังเป็นหนึ่งเดียวกับมันแต่ปัญหามักจะมีอยู่ว่า เมื่ออารมณ์บังเกิดขึ้น เราจะรู้สึกเหมือนดังถูกท้าทายจากมัน เรารู้สึกเหมือนดังว่ามันได้กลืนกลบการดำรงอยู่ของเราหรือสิ่งพิสูจน์ ตัวตน อย่างไรก็ตาม หากเราได้พลิกบทเป็นตัวความเกลียดชังหรือความลุ่มหลงเสียเอง เมื่อนั้นเราย่อมไม่มีสิ่งยืนยันตัวตนอีกต่อไปด้วยเหตุผลพื้น ๆ นี้เองที่ว่าทำไมเราจึงมุ่งตอบโต้อารมณ์นัก นั้นเป็นเพราะความหวาดเกรงว่าเราอาจถูกครอบงำโดยมัน จนเราอาจสติแตกเสียจริตไป เรากลัวว่าความก้าวร้าวหรือความซึมเศร้าจะทรงอิทธิพลใหญ่หลวง จนเราสูญเสียศักยภาพที่จะใช้ชีวิตดังปกติได้ จนเราหลงลืมวิธีแปรงฟัน วิธีหมุนโทรศัพท์ไป
.........มีความหวาดหวั่นอยู่ประการหนึ่งว่าเมื่ออารมณ์ทรงพลังแรงกล้า จนเราพลัดตกเป็นเหยื่อของมัน และสูญเสียสถานภาพ สูญเสียบทบาทของเราในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง การแปรเปลี่ยนนั้นหมายรวมถึงการไปพ้นล่วงผ่านถึงความกลัวนี้ จงปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับห้วงอารมณ์ ค่อย ๆ ผ่านมันไป สยบยอมต่อมัน และสัมผัสลิ้มรสมันดังที่มันเป็น ณ บัดนี้ คุณเริ่มต้นเป็นฝ่ายมุ่งเข้าไปหาอารมณ์ มากกว่าจะปักหลักให้อารมณ์โถมเข้าหาคุณ เมื่อนั้นก็จะก่อเกิดความสัมพันธ์ เกิดการจับคู่เริงรำขึ้น และแล้วพลังอันทรงศักดานุภาพก็จะกลายเป็นสิ่งที่ใช้การได้ยิ่งกว่าจะเป็นสิ่งที่ครอบงำ นั่นเป็นเพราะว่าไม่มีสิ่งใดให้ครอบงำ หากคุณไม่มีทีท่าต่อต้านทัดทาน เมื่อปราศจากการต่อต้าน ท่วงทำนองและจังหวะลีลาก็จะปรากฏขึ้นพร้อมกัน นี่เองคือสีหนาทบันลือ สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นในจิตอันเวียนว่าย ย่อมถือเป็นมรรควิธี เป็นสิ่งที่นำไปใช้การได้ นี่เองคือการประกาศก้องอย่างไร้ความหวาดกลัวหรือสีหนาทบันลือ ตราบใดที่เรายังคงสร้าง “รอยปะชุน” เพื่อปกปิดสถานการณ์ที่เราเห็นว่าบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นรอยปะทางอภิปรัชญา ปรัชญา หรือทางศาสนธรรมก็ตาม เมื่อนั้นพฤติกรรมอาการของเราย่อมหาใช้สีหนาทบันลือไม่ หากแต่เป็นเสียงกรีดร้องของคนขลาดซึ่งน่าสมเพชยิ่ง
.........โดยปกติแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่าไม่อาจกระทำการร่วมกับบางสิ่งได้ เราจะมองย้อนกลับไปโดยอัตโนมัติเพื่อหาสิ่งทดแทนจากภายนอกเราจะหารอยปะเพื่อปกปิดความทุพพลภายของเรา สิ่งที่เรากังวลอยู่ในขณะนี้คือการรักษาหน้าตาของเรา เพื่อหลีกเลี่ยงความกระดากกระเดื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกท้ายจากห้วงอารมณ์ของเรา เราได้เปลืองเรี่ยวแรงมากเพียงใดในการประชุมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อจะพาตัวออกจากสถานการณ์เช่นนี้ เราอาจต้องแบบบางไป อันที่สองจะต้องแข็งแรงขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงจบลงด้วยการสวมใส่ชุดที่เต็มไปด้วยรอยปะเป็นเสื้อเกราะของเราแต่แล้วเราก็มีปัญหาใหม่เกิดขึ้นอีก รอยต่อในชุดเกราะของเราเริ่มปริแตกออก และยังมีรูมากมายเกิดขึ้นตามรอยต่อ เป็นเรื่องยากที่เราจะทำการเย็บปะตรงรอยต่อ เพราะว่าเรายังต้องการเคลื่อนไหว เรายังต้องการเริงรำ แต่ก็ไม่อยากให้มีรอยปริ เราอยากให้คงข้อต่อไว้เพื่อการเคลื่อนไหว ดังนั้น ตราบใดที่เรายังไม่ถูกทับปิดมิด ดังซากศพ ดังมัมมี่ อันหมายถึงความตายอย่างสิ้นเชิงแล้ว เราย่อมไม่อาจทำการปกป้องตนเองได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับมนุษย์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ การสร้างรอยปะชุน เพื่อปกปิดตนเป็นความคิดที่ไร้สาระอย่างยิ่ง
.........จากมุมมองดังกล่าวนี้เอง พุทธธรรมที่ปราศจากสิ่งพิสูจน์ตัวตนจึงเป็นเช่นเดียวกับสิงห์คำราม เราไม่ต้องปกปิดตนอีกต่อไป เราสามารถแปรเปลี่ยนธาตุมูลแห่งอารมณ์ อันเป็นการกระทำที่ทรงพลังยิ่ง ในศิลปะอินเดียยุคอโศก สิงห์คำรามถูกนำเสนอด้วยภาพสิงห์โตสี่ตัวจ้องมองออกไปในทิศทั้งสี่ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าด้านหลังดำรงอยู่ทุกทิศทางที่ปรากฏล้วนเป็นด้านหน้าทั้งนั้น นี่หมายถึงการตระหนักรู้อย่างสมบูรณ์ การไร้ความหวาดกลัวได้แผ่ครอบคลุมไปทุกแห่งหน เมื่อคุณเริ่มฉายฉานความกล้า ความไม่หวาดหวั่นออกมา มันจะแผ่ไพศาลไปทั่ว ขจรขยายออกในทุกทิศทาง ในประติมากรรมโบราณ รูปพระโพธิสัตว์บางองค์จะปรากฏพระพักตร์นับพันนับล้าน ทอดพระเนตรไปในทุกทิศทาง เพื่อแสดงถึงการตระหนักรู้อันไพศาลหาที่สุดมิได้ และเนื่องด้วยท่านได้ทอดพระเนตรไปในทุกแห่งหน จึงหามีสิ่งใดอาจต้านทานไม่
.........สีหนาทบันลือ คือการไร้ความหวาดกลัวในแง่ที่ว่าทุกสถานการณ์ ในชีวิตเป็นสิ่งที่เรานำไปใช้ได้ ไม่มีเหตุการณ์หรือสิ่งใดถูกปฏิเสธว่าเป็นสิ่งเลวหรือยึดว่าเป็นสิ่งสูงค่า ทุก ๆ สิ่งที่เราประสบในสถานการณ์ชีวิตทุกอารมณ์ความรู้สึก ล้วนเป็นสิ่งที่ใช้การได้ เราสามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความพยายามที่จะแสดงหาจุดอ้างอิงหรือสิ่งยืนยันตัวตนนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ เราจำเป็นต้องกระทำการร่วมกับสถานการณ์ทั้งมวลอย่างหมดจด ถ้าเราหมกมุ่นในเรื่องการบริโภค เป็นนักกินตัวยง เราย่อมให้ความสนใจกับอาหารเบื้องหน้าอย่างยิ่ง เราย่อมไม่มีเวลาที่จะอ่านรายการอาหาร เราต้องการที่จะลิ้นชิมรสอย่างสุดจิตสุดใจ ด้วยเหตุนี้เราพึงเลิกใส่ใจกับรายการอาหาร เพราะนี่เป็นความสัมพันธ์แบบฉับพลัน เป็นความสัมพันธ์ที่ตรงและชัดเจนยิ่ง
.........ประเด็นหลักของสีหนาทบันลือก็คือ ถ้าหากเราสามารถจัดการกับห้วงอารมณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา และสามารถสัมพันธ์กับมันในฐานะของสิ่งที่นำไปใช้การได้ เมื่อนั้นก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องแสวงหาสิ่งช่วยเหลือค้ำจุนหรือคำยืนยันจากภายนอก นี่เองคือสภาวะอันสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ทุกการช่วยเหลือจากภายนอกรังแต่จะกลายเป็นสิ่งรกรุงรังไป ดังนั้นเองจึงก่อเกิดการพึ่งพาตนเองขึ้น เมื่อมาถึงจุดนี้ เราไม่จำเป็นจะต้องหลีกหนีปัญหาเรื่องสิ่งยืนยันตนเองอีกต่อไป เพราะไม่หลงเหลือที่ว่างให้เราคาดเดาหรือคิดหาเหตุผลได้อีก ทุกสิ่งอย่างเต็มไปด้วยความชัดแจ้ง ฉับพลัน และใช้การได้ ไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา และไม่มีที่ว่างพอที่จะวาดหวังว่าเราจะเป็นนักหลอกลวงได้อย่างไร ว่าเราจะลวงหลอกบุคคลอื่นได้อย่างไร เพราะว่าทุกสถานการณ์นั้นได้อุบัติขึ้นฉับพลัน ด้วยเหตุนี้ความคิดแบบนักหลอกลวงย่อมไม่อาจปรากฏขึ้นได้ เพราะปราศจากพื้นที่ว่างให้เราได้คิดวางแผนใด ๆ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jul 18, 2007 10:42 pm เรื่อง: |
|
|
กระทำการร่วมกับอกุศกรรม
.........เราทั้งหลายล้วนเคยลิ้มรสอกุศลกรรมหรือด้านมืด อันได้แก่ ความก้าวร้าวพื้นฐานของความต้องการให้สิ่งทั้งหลายแตกต่างไปจากที่มันเป็นเรายึดติด เราปกป้อง เราจู่โจม พฤติกรรมเหล่านี้บ่งให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานของเรา เราจึงตำหนิโลกที่ทำให้เราเจ็บปวดทรมาน นี่เองคืออกุศลกรรมหรือด้านมืด เราพบว่ามันเป็นสิ่งอันไม่พึงปรารถนา เป็นสิ่งอันโสโครกเน่าเหม็น เป็นสิ่งที่เรามุ่งหวังทำลาย แต่หากว่าเราได้มองลึกลงไปถึงเนื้อแท้ของมัน มันกลับมีกลิ่นหอมรวยรื่น และมีชีวิตชีวาอย่างยิ่งด้านมืดนั้นไม่ได้ชั่วร้ายดังที่คิด แต่กลับเป็นบางสิ่งที่ใหม่สด ชัดเจนเจิดจ้าและผูกพันแน่นแฟ้นอย่างยิ่งกับความจริง
.........ด้านมืดนั้นก่อให้เกิดความตึงเครียด ความขัดแย้ง เกิดความฟุ้งซ่าน และความไม่พึงพอใจ แต่มันก็ยังแฝงคุณสมบัติแห่งความเที่ยงตรงแจ่มชัดและสุขุมลึกซึ้ง ทว่า โชคร้ายที่อคติอันแรงกล้าและการตีความของเรานั้นได้บดบังความจริงข้อนี้เสีย การตีความและอคติเหล่านี้คือด้านมืดแห่งด้านมืด คือการพบเห็นตนเองตกอยู่ในด้านมืด และคิดว่าด้านมืดนั้นมีความชอบธรรมที่จะดำรงอยู่ หรือหากเราถูกตำหนิหรือถูกโจมตีโดยผู้อื่น เรากลับถือว่าอกุศลกรรมของเขาเป็นเรื่องดีของเรา ในทั้งสองกรณีนี้ ผู้เฝ้ามองจะอาศัยการวิพากษ์วิจารณ์ การตีความ และตัดสินเพื่ออำพรางและแช่แข็งแก่นสารแท้จริงของด้านมืด
.........แง่ลบของด้านมืดนั้นหมายถึงปรัชญาและเหตุผลที่เราใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดรวดร้าว เราต้องการที่จะหลอกตัวเองว่า “ความเลวร้าย” และ “กลิ่นเน่าเหม็น” ทั้งมวลของเราและโลกนั้นไม่มีอยู่จริง หรือมันไม่ควรมีอยู่จริง หรือกระทั่งว่า มันควรจะมีอยู่ ด้วยเหตุนี้แง่ลบของด้านมืดจึงมักจะเป็นการให้เหตุผลกับตัวเอง เป็นการหลอกตนเองกระบวนการเช่นว่านี้ไม่เปิดโอกาสให้สิ่งใดทะลุทะลวงเปลือกแข็งของมันเข้ามา อันได้แก่ความชอบธรรมในอันที่จะเสแสร้งว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นดังที่เราอยากจะให้มันเป็น แทนที่จะเป็นไปตามจริง
.........ภูมิปัญญาชั้นรอง อันได้แก่ภูมิปัญญาแห่งด้านมืดอันยอกย้อนนั้นอุดมไปด้วยความหวาดระแวงและความขลาดเขลาพอ ๆ กับความเลื่อนลอยฟุ้งฝัน มันครอบครองคุณลักษณ์แห่งพลังและภูมิปัญญาของด้านมืดพื้นฐาน ด้วยเหตุนี้เราพึงละทิ้งการหาเหตุผลให้กับตนเอง อันเป็นความพยายามที่จะพิสูจน์ว่าเราเป็นคนดีเพียงไร
.........ความซื่อตรงและความเรียบง่ายพื้นฐานของด้านมืดนั้น อาจก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ขึ้นในสังคม และในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้เช่นกัน ด้านมืดนั้นโดยเนื้อแท้เต็มไปด้วยความหมดจดเปิดเผย เฉียบคมและละเอียดละออยิ่ง หากเราปฏิบัติต่อมันในฐานะของด้านมืดตามความเป็นจริงแทนที่จะตีตรามันด้วยบทบัญญัติต่าง ๆ เมื่อนั้นเราจะสังเกตเห็นธรรมชาติแห่งภูมิปัญญาของมัน ด้านมืดนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งพลังอันมหาศาล ซึ่งเมื่อใดที่แลเห็นอย่างกระจ่างชัดย่อมกลับกลายเป็นปัญญาเมื่อเราปล่อยให้พลังงานเป็นดังที่มีนเป็นตามคุณสมบัติโดยธรรมชาติของมัน พลังเหล่านี้จะมีชีวิตแทนที่จะเป็นเพียงความคิดคำนึง มันจะช่วยเสริมให้ชีวิตประจำวันของเราแข็งแกร่งขึ้น
.........บัญญัติแห่งด้านมืดหรือแง่ลบของด้านมืดนั้นจำเป็นจะต้องตัดผ่านไป มันสมควรถูกเข่นฆ่าสังหารลงตรงนั้นด้วยแรงพิฆาตอันเฉียบคมจากปัญญาพื้นฐาน อันได้แก่ปรัชญาปารมิตา นี่เองคือภารกิจแห่งปัญญาที่ต้องตัดรากถอนโคน ภูมิปัญญาเมื่อมันได้เบี่ยงเบนกลับกลายความชาญฉลาดแบบปัญญาชน หรือกลับกลายเป็นแค่ความเชื่อ ความเชื่อความศรัทธาจะถูกเสริมให้แรงกล้าจากความเชื่อหรือทฤษฎีอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนา ศีลธรรม ความเป็นจริงหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจความชาญฉลาดเยี่ยงนี้จำเป็นจักต้องถูกสังหารโดยพลัน “อย่างไร้ความปราณี” นี่เองคือสถานการณ์ที่ความกรุณาไม่พึงเป็นไปอย่างโง่เขลา พลังแห่งความชาญฉลาดเยี่ยงนี้จำต้องถูกสังหารผลาญฟาดจนเป็นผุยผงในเงื้อมมือเดียว แรงประหารแห่งปัญญาเยี่ยงนี้เองคือความกรุณาอันแท้จริงการที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องไม่อุบัติจากความคิดฝันหรือพยายามหาเหตุผลให้กับตนเอง แต่จำเป็นต้องอุบัติขึ้นในฐานะผลผลิตของปัญญาพื้นฐานและจากการสัมผัสรับรู้ได้ถึงพื้นผิวของสถานการณ์นั้น
.........การณ์เปรียบเสมือนว่า หากคุณได้เดินอยู่บนพื้นหิมะหรือพื้นน้ำแข็ง คุณย่อมสัมผัสรับรู้ได้ถึงพื้นผิวของมันนับแต่นาทีแรกที่คุณได้หยั่งเท้าลงไป คุณจะรู้ได้ว่ารองเท้าของคุณแตะพื้นหรือไม่ นี่เองคือการรู้สึกถึงพื้นผิว ความเปี่ยมล้นมั่งคั่งของพื้นผิวดังที่เราพูดถึง หากมันเป็นแง่ลบของด้านมืด เราย่อมมีหนทางกำจัดทำลายมันลงได้ ในบางครั้งพลังที่จะใช้ในการนี้อาจมาจากด้านมืดเองก็เป็นได้ แทนที่จะมาจากเทคนิคพิเศษหรือความสามารถด้านการทำลายล้าง ย่อมมีบางเวลาที่เราใช้สมองและบางเวลาที่ใช้หัวใจ ย่อมมีบางเวลาที่เราใช้ความไร้น้ำใจและความโหดร้ายเข้าจัดการกับสถานการณ์อันฟุ้งฝันนี้เช่นกัน
.........ความฟุ้งฝันนั้นมีนัยถึงกรรมทางกายและใจ (กายกรรมและมโนกรรม) ที่เกิดความจำเป็นเพื่อทำให้ตัวเองยุ่งเหยิงจนเกินกว่าที่จะแลเห็นว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นจริงในสถานการณ์นั้น ๆ เมื่อใดก็ตามที่มีสถานการณ์แห่งอารมณ์อันฟุ้งฝันบังเกิดขึ้นและเริ่มมีบัญญัติอุบัติขึ้นจากมัน สถานการณ์เช่นนี้จำต้องถูกขจัดให้สิ้นไปด้วยการฟาดฟัน อันได้แก่ การแลเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าสิ่งใดเป็นดังพระขรรค์แห่งองค์มัญชุศร ซึ่งใช้ตัดรากถอนโคนแนวคิดแบบทวิลักษณ์ได้ในดาบเดียว ณ ขณะนี้ เราพึง "ไร้การุณย์” และ “ไร้เหตุผล” เป็นอย่างยิ่ง ด้วยจุดมุ่งหมายที่แท้คือการมุ่งพิฆาตความฟุ้งฝัน อันเป็นความไม่เต็มใจที่จะแลเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง ซึ่งแฝงตัวมาในรูปของเหตุผล ความฟุ้งฝันนั้นไม่เคยมีโอกาสที่จะสัมผัสถึงสถานการณ์ทั้งหมด มันถูกครอบงำอยู่ด้วยปฏิกิริยาที่คุณมีต่อความรู้สึกนึกคิดของคุณซึ่งสะท้อนกลับมา ทว่าปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่แท้จริงนั้นย่อมสัมผัสได้ถึงพื้นผิวของสถานการณ์ เพราะมันหาได้สนใจใยดีกับตัวตนอันเป็นความพยายามที่จะปกป้องตนเองไว้ในสถานการณ์ทั้งปวง
.........เป็นการณ์แน่ว่า เมื่อคุณลงมือบดขยี้ความฟุ้งฝัน คุณจะรู้สึกเจ็บปวด นั่นเป็นเพราะการยึดติดอยู่กับความฟุ้งฝัน โดยการบดขยี้มันลงคุณก็จะหลุดพ้นจากการยึดติดนี้ คุณเริ่มรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดให้คุณยึดไว้ได้อีกต่อไป อันเป็นเรื่องน่าสะพึงกลัวและปวดร้าวยิ่ง คุณจะทำอย่างไรต่อไปดีหลังจากที่คุณได้ทำลายล้างทุกสิ่งลงไปแล้ว บัดนี้คุณไม่อาจอิงอาศัยกับวีรภาพของคุณที่ได้เคยกอปรกิจใดมา คุณเพียงแต่เริงรำไปกับกระแสพลังอันต่อเนื่องซึ่งถูกปลดปล่อยออกจากการทำลายล้างนี้
.........ในสายธรรมแห่งพุทธตันตระนั้น ได้บรรยายถึงกิจทั้งสี่หรือกรรมโยคะไว้ดังนี้ กิจข้อแรกได้แก่การทำให้สถานการณ์ “สงบรำงับ” ลง หากมันไม่ถูกต้อง การทำให้สงบรำงับคือความพยายามที่จะสัมผัสกับพื้นที่นั้นอย่างอ่อนโยน คุณรับรู้ได้ถึงตัวสถานการณ์นั้น ๆ มากขึ้นและมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ความสงบอย่างผิวเผิน แต่เป็นการแสดงออกถึงแก่นแท้ทั้งมวล เป็นการรับรู้อย่างหมดจิตหมดใจ เมื่อนั้นคุณย่อมสามารถแผ่ขยายความอ่อนหวาน ความทรนง และความดีงามออกไปโดยรอบ นี่คือ “ความเปี่ยมล้นมั่นคั่ง” อันเป็นกิจลำดับที่สอง หากยังไม่ประสบผล จะถึงซึ่ง “การดึงดูด” อันเป็นกิจลำดับที่สาม คุณได้รวบรวมองค์ประกอบของสถานการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ภายหลังได้สัมผัสรับรู้ โดยการทำให้มันสงบรำงับลง และให้มันเปี่ยมล้นมั่งคั่งขึ้น เมื่อนั้นคุณจะรวบรวมมันเข้าด้วยกัน หากการนี้ยังไม่ประสบผล ก็จะถึงกิจแห่ง “การทำลายล้าง” หรือ “การเข่นพิฆาต” อันเป็นกิจลำดับที่สี่
.........กิจทั้งสี่นี้สัมพันธ์อย่างแนบชิดกับกระบวนการกับด้านมืดและปมปัญหาทั้งหลาย ในขั้นแรกเรารับมือมันด้วยการทำให้มันสงบลงครั้งแล้วก็ทำให้มันเปี่ยมล้นมั่งคั่งขึ้น แล้วจึงดึงดูดมันเข้าด้วยกัน หากยังไม่ประสบผล จึงต้องลงมือขั้นสุดท้ายนี้จำเป็นก็ต่อเมื่อแง่ลบของด้านมืดได้ฉกฉวยเอาตรรกะเหตุผล แนวคิด หรือปรัชญาลวงใด ๆ มาเป็นเกราะกำบังมันจำเป็นก็ต่อเมื่อมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาซึ่งก่อให้เกิดความคิดอื่น ๆ ขึ้นเปรียบดังชั้นของหัวหอม หรือเมื่อเราใช้ตรรกะและหาเหตุผลเข้าข้างตนเองนานาจนสถานการณ์เริ่มหน่วงหนักและแข็งตัวอย่างยิ่ง เรารู้ดีว่าภาวะหน่วงหนักทึบทึมนี้กำลังเกิดขึ้น แต่เรากลับลวงหลอกตนเองโดยพลันว่าเรากำลังเป็นสุขอย่างยิ่งกับความหนักอึ้งของเหตุผลเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกที่ว่าเราจำเป็นต้องมีอะไรขบติดสักอย่างหนึ่ง เมื่อเราเริ่มเล่นตลกกับตนเองแบบนี้ ทางออกทั้งหลายจะหดหายไป มีคำสอนในสายธรรมแบบตันตระว่า หากคุณไม่ทำลายในเวลาที่จำเป็น คุณก็กลังดูหมิ่นมรรคแห่งกรุณาทานที่บังคับให้คุณต้องทำลายความฟุ้งฝันนี้ ด้วยเหตุนี้การดำเนินตามหนทางธรรมมิได้หมายถึงการพยายามทำตนเป็นคนดีโดยไม่ขวางหู ขวางตาใคร ศาสนธรรมนั้นไม่ใช่เส้นทางที่ดีงามหรือโอบอ้อมผ่านตามและ “การุณย์” ไปเสียทั้งหมด แต่เป็นเส้นทางที่ผู้สัญจรจะต้องไม่ก้าวไปอย่างบอดใบ้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จะต้องหลุดออกนอกเส้นทาง เขาจะต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยการผลักไส
.........ในการปฏิบัติขั้นสูงสุด เราย่อมทะลุผ่านแง่ลบของด้านมืด และแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นด้านมืดดั้งเดิม เพื่อที่ว่าเราจะได้ครอบครองพลังอันแรงกล้าจากด้านมืดนี้ อันเป็นพลังบริสุทธิ์ปราศจากอัตตา นั่นคือเมื่อใดก็ตามที่เราได้บดขยี้แง่ลบของด้านมืดนี้ลง เมื่อใดที่เราได้ผ่านการผ่าตัดโดยไม่ต้องใช้ยาสลบ เมื่อนั้นเราจะเริ่มเชื้อเชิญด้านมืดให้กลับมาอีกครั้งโดยมุ่งหวังพลังของมัน แต่ทว่านี่ก็ยังเป็นเล่ห์กลที่ยอกย้อนยิ่ง
.........เมื่อใดก็ตามที่พลังอันบริสุทธิ์ ของด้านมืดยังเนื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ใด ๆ อยู่ เมื่อนั้นมันก็จะถูกถือเป็นผลิตผลของพลังแห่งเหตุผล อันเป็นพลังแปรเปลี่ยนจากแง่ลบของด้านมืด นี่เป็นเพราะความมัวเมาของเราที่ต้องการจะกลับไปอยู่ในด้านมืดพื้นฐานนี้ ที่ต้องการลิ้มรสความสะดวกสบายและเงาในด้านมืดอีกสักหน่อย การประวิงเวลานั้นไม่ควรมีอีกต่อไป การครอบครองทั้งปวงสมควรถูกชะล้างให้หมดจด และเมื่อนั้นเองพลังที่ใช้ชะล้างทำลายการเนาในด้านมืดนั้นก็จะกลับกลายเป็นพลังอันเปี่ยมเหตุผล และแปรเปลี่ยนไปเป็นปรีชาญาณบ้า อันเป็นปรีชาญาที่ใดๆไม่ มีแต่เพียงพลังอันดิบสดอิสระ แม้เดิมมานั้นจะมีสมมุติบัญญัติแอบแฝงอยู่ มันก็จะถูกขุดรากถอนโคนไปในคราเดียวกัน คุณไม่จำเป็นต้องแยกแยะความสว่างและความมืดอีกต่อไป ทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นล้วนอยู่ในอทวิลักษณ์สภาวะ
.........ครั้นแล้ว ด้านมืดจะแปรเปลี่ยนเป็นอาหารอันโอชะ เป็นพละกำลังอันบริสุทธิ์ คุณมิได้สัมพันธ์กับด้านมืดในฐานะของสิ่งดีหรือสิ่งเลวอีกต่อไป หากแต่ใช้พลังที่ถูกปลดปล่อยออกจากมันเป็นดังแหล่งกำเนิดของชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าคุณจะไม่ถูกบดขยี้ลงในสถานการณ์ใดๆ ปรีชาญาณบ้านั้นไม่อาจถูกเข่นทำลายได้ แม้นจะมีใครสรรเสริญ แม้นจะมีใครนินทา ปรีชาญาณบ้าก็จะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างเท่าเทียมกันตราบเท่าที่ปรีชาญาณบ้ายังเกี่ยวข้องอยู่ ทุกคำชื่นชมและคำตำหนิล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นเป็นเพราะมีพลังอุบัติขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นปัญญาญาณอันน่าสะพึงกลัวยิ่ง
.........ปรีชาญาณบ้าอาจกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายได้แต่ก็ยากจะเป็นเช่นนั้น ผู้ใดก็ตามที่หวาดหวั่นต่อปรีชาญาณบ้าก็จะทำลายตนเองย่อยยับไป เพราะด้านมืดอันทำลายล้างที่เปล่งออกไปจะย้อนกลับมาทำลายตนเอง สำหรับปรีชาญาณบ้าแล้วหาได้มีความคิดเรื่องความดี ความเลว การทำลาย หรือการสร้างสรรค์ใดไม่ ปรีชาญาณเช่นนี้ไม่อาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากการสื่อสาร ปราศจากสถานการณ์ให้มันแสดงตัว สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องทำลาย มันก็จะเข้าทำลาย สิ่งใดก็ตามที่จำเป็นต้องฟูมฟัก มันก็จะเข้าอุ้มชูเช่นกัน ความเป็นปฏิปักษ์จะทำลายตัวมันเองลง และความเปิดกว้างก็จะเปิดเผยตัวมันเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นสำคัญคนบางคนอาจเรียนรู้ได้จากการทำลายล้าง และคนบางคนก็ย่อมเรียนรู้จากการสร้างสรรค์ได้เช่นกัน นี่เองคือคุณลักษณ์แห่งเทพสันติและเทพพิโรธ อันมีมหากาลและองค์พุทธะเป็นสัญลักษณ์
.........แขนทั้งสี่ของมหากาลนั้นแสดงออกถึงกรรมทั้งสี่ โครงสร้างทั้งหมดของภาพลักษณ์นี้มีพื้นฐานอยู่ที่พลังและมหากรุณาอันสมบูรณ์ ซึ่งปลอดจากความกรุณาอันอ่อนเขลา ในภาพทังกะ*นี้ แขนข้างซ้ายเป็นตัวแทนของการทำให้สงบรำงับ แขนข้างนี้จะทรงชามกระโหลกบรรจุน้ำอมฤต อันเป็นสุราทิพย์แห่งองค์เทวะ ซึ่งใช้เป็นโอสถแห่งการผ่อนคลายรำงับ แขนอีกข้างหนึ่งนั้นจะทรงมีดขอที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเปี่ยมล้นมั่นคั่ง อันหมายถึงการแผ่อิทธิพลของคุณเหนือสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการสัมผัสรับรู้ถึงพื้นผิวของสถานการณ์และความเปี่ยมล้นมั่งคั่งของมันมีดขอนั้นยังถูกยกย่อง ว่าเป็นดังคธาแห่งองค์เทวะ แขนข้างที่สามทางด้านขวาจะทรงพระขรรค์อันเป็นเครื่องรวบรวมพลังเข้าด้วยกันเพียงด้วยการกวัดแกว่ง แขนข้างที่สี่นั้นทางตรีศูลอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการทำลายล้าง คุณไม่จำเป็นต้องทำการสังหารถึงสามครั้งสามครา ทว่าด้วยการทิ่มแทงเพียงครั้งเดียว คุณย่อมสามารถสร้างแผลสาหัสได้ถึงสามแนว อันหมายถึง การทำลายล้างขั้นสุดยอดต่อ โลภะ โทสะ และโมหะ
*ภาพทังกะ (ภาพพระบฏ)
.........มหากาลนั้นประทับนั่งอยู่เหนือซากศพของเหล่าอสูร อันหมายถึงการสยบอัตตาไว้มิให้เคลื่อนไหว นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจยิ่งและเกี่ยวโยงสัมพันธ์อยู่กับสิ่งที่เราได้พูดกันมาก่อนหน้านี้ คุณไม่ควรเคลื่อนไหวตามแรงกระตุ้นเพื่อเข้าสู่สถานการณ์ใด แต่ควรปล่อยให้สถานการณ์ย่างกรายเข้ามาหาคุณ แล้วจงเพ่งดูมัน บดเคี้ยวและย่อยสลายมัน นั่งทับมันไว้ การเคลื่อนไหวอย่างลุกลี้ลุกลนนั้นเป็นอันตราย แกว่งไกวและฟุ้งฝันมากกว่าจะเป็นความฉับไวตามธรรมชาติ
.........ปฏิกิริยาตามธรรมชาติจะแลเห็นสถานการณ์ทั้งหลายตามที่มันเป็น คุณคงเริ่มเห็นแล้วว่ามีความแตกต่างกันระหว่างปฏิกิริยาตามธรรมชาติ และความฟุ้งฝัน มีเส้นบาง ๆ กั้นแบ่งอยู่ เมื่อใดก็ตามที่แรงกระตุ้นเพื่อทำบางสิ่งบังเกิดขึ้น คุณไม่ควรลงมือกระทำสิ่งนั้น แต่ควรพึ่งเข้าไปที่ตัวแรงกระตุ้นแทนหากคุณสามารถกระทำการร่วมกับแรงกระตุ้นนั้นได้ คุณจะไม่ประกอบกิจกรรมอย่างฟุ้มฝันอีกต่อไป คุณเริ่มปรารถนาที่จะแลเห็นและลิ้นรสมันอย่างเหมาะควร อย่างปราศจากความฟุ้งฝัน คำว่าความฟุ้งฝันนั้นมีนัยถึงการประกอบกิจไปตามแรงกระตุ้น คุณเหวี่ยงบางสิ่งออกไป และเมื่อมันสะท้อนย้อนกลับมาหา คุณก็ตอบโต้ไปตามปฏิกิริยาทว่าปฏิกิริยาตามธรรมชาติคือการที่คุณเหวี่ยงบางสิ่งออกไป เฝ้ามองมันและกระทำการร่วมกับพลังนั้นเมื่อมันย้อนกลับมา ความฟุ้งฝันนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความกระวนกระวาย เมื่ออารมณ์ของคุณพลุ่งพล่าน ความกระวนกระวายอย่างยิ่งยวดจะโถมใส่อากัปกิริยาของคุณ แต่หากคุณอิงแอบอยู่กับปฏิกิริยาตามธรรมชาติ ความกระวนกระวายจะเจือจางลง คุณจะจัดการกับสถานการณ์ทั้งหลายตามที่มันเป็น คุณหาได้ตอบโต้สิ่งใดอีกต่อไป หากแต่กลับเจ้าไปสัมพันธ์กับคุณลักษณ์และโครงสร้างของปฏิกิริยาสนองตอบนี้แทน คุณเริ่มใส่ใจกับพื้นผิวของสถานการณ์มากกว่าที่จะโต้ตอบทันควันตามแรงกระตุ้นที่มี
.........มหากาลนั้นถูกห้อมล้อมด้วยเปลวเพลิงอันเป็นตัวแทนของพลังอันไม่โรยรา ของความพิโรธ โดยปราศจากความเกลียดชัง นี่เองคือพลังแห่งกรุณา มงกุฎกระโหลกนั้นเป็นตัวแทนแห่งด้านมืดหรือห้วงอารมณ์ ซึ่งไม่ถูกทำลายหรือทอดทิ้ง หรือถูกตีตราประณามว่าเป็น “สิ่งชั่วร้าย” แต่กลบถูกสวมใส่โดยองค์มหากาลเป็นดังเครื่องประดับและมงกุฎ |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jul 18, 2007 10:44 pm เรื่อง: |
|
|
๕
การภาวนาในชีวิตประจำวัน
การงาน
..........เมื่อคุณได้แลเห็นสถานการณ์อันสามัญด้วยญาณทัศนะ ก็เปรียบประดุจดังการค้นพบแก้วมณีในกองเปลือกตม ถ้าหากการงานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรมของคุณ เมื่อนั้นปัญหาชีวิตก็จะไม่เป็นเพียงแค่ปัญหา แต่จะกลับกลายเป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจ จะไม่มีสิ่งใดถูกปฏิเสธเพียงเพราะว่าเป็นสิ่งสามัญธรรมดา และไม่มีสิ่งใดได้รับการเทิดทูนเพราะว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างในทุกสถานการณ์ชีวิตล้วนนำมาใช้การได้
..........อย่างไรก็ตามที งานก็อาจถูกใช้เป็นการหลบหนีออกจากการสร้างสรรค์ คุณอาจใช้งานเป็นเครื่องถมวันเวลาอันว่างเปล่าของคุณให้เต็ม คุณทำงานอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่ปล่อยให้ความเป็นไปเองตามธรรมชาติได้อุบัติขึ้นมา หรือไม่คุณก็เริ่มเป็นคนเกียจคร้าน ปล่อยปละละเลย คุณเริ่มต่อต้านงาน ซึ่งบ่งชี้ว่าคุณหวาดกลัวต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แทนที่คุณจะปล่อยให้กระบวนการสร้างสรรค์ได้เลื่อนไหลไปด้วยตัวของมันเอง คุณกลับขบคิดและวางแผน คุณหวาดกลัวความว่างภายในจิตใจ เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกหดหู่ หรือเกิดความไหวหวั่นหวาดเกรง หรือสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างราบรื่น เราจะเริ่มเช็ดโต๊ะ หรืออกไปดายหญ้าในสวน เราพยายามจะหนีตัวเอง เราไม่ต้องการเผชิญหน้ากับปัญหาที่เผชิญอยู่ ดังนั้นเราจึงแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวใจในขณะนั้น เรากลัวความว่าง เราหวาดกลัวซอกมุมที่ว่างเปล่า เราหวาดกลัวผนังห้องโล่งๆ ที่ใดที่มีผนังโล่งๆ เราจะติดรูปลงไป ยิ่งผนังห้องเนืองแน่นเพียงใด เราก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัย และเป็นสุขเพียงนั้น
..........การงานที่แท้ก็คืองานที่กระทำอย่างเป็นจริง เป็นการงานที่หยั่งรากลึกอยู่ในผืนแผ่นดินโลก คุณอาจทำงานอยู่ในสวนหรือในบ้าน ล้างจาน หรือทำในสิ่งที่คุณสนใจ แต่ถ้าหากคุณไม่ได้รู้สึกสายใยที่เชื่อมโยงคุณเข้ากับโลกแล้ว เมื่อนั้นสิ่งที่คุณทำก็จะปั่นป่วนสับสนสิ้น เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่อาจจะรู้สึกได้ว่า ทุกย่างก้าวทุกสถานการณ์ที่บังเกิดล้วนสะท้อนสภาพจิตใจของคุณ และล้วนมีความหมายทางธรรมแล้ว เมื่อนั้นแบบแผนวิถีชีวิตของคุณก็จะเต็มไปด้วยปัญหา และคุณก็จะเริ่มตั้งคำถามว่าปัญหาเหล่านี้มาแต่ไหนหนอ คุณหาที่มาของมันไม่ได้ เพราะคุณปฏิเสธที่จะมองลึกลงไปถึงความละเอียดอ่อนของชีวิต ในบางครั้ง คุณไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไป คุณไม่อาจแกล้งทำท่วงท่าสง่างาม บรรจงรินชา บรรจงแสดงละครใดๆ คุณจำต้องรู้สึกจริงๆถึงสถานการณ์ของชีวิต รู้สึกได้ถึงความเป็นไปของโลก และความสัมพันธ์ของคุณที่มีต่อมัน
..........พิธีชงชาของญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่ดีของกิจกรรมที่เชื่อมเราเข้ากับโลก เริ่มต้นด้วยการจัดถ้วยชาให้เป็นระเบียบ เตรียมผ้า แปรงชงชา และต้มน้ำร้อนไว้ ชาจะถูกชงและน้อมเสนอ อาคันตุกะหรือผู้มาเยือนจะจิบดื่มอย่างช้าๆ และเต็มไปด้วยสติ เข้าสัมพันธ์กับทุกสิ่งอย่างเหมาะสม พิธีกรรมแห่งชานั้นยังหมายรวมเอาไว้ด้วยว่า คุณจะทำความสะอาดถ้วยชาอย่างไร จะวางมันลงตรงไหน จะสิ้นสุดพิธีกรรมอย่างไร การเก็บข้าวของกลับเข้าที่นั้นมีความสำคัญพอๆกับการเริ่มต้นทีเดียวในยามนี้
..........จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องทำงาน ตราบใดก็ตามที่คุณไม่ได้ใช้งาน เป็นทางหลบหนี เป็นทางละเลยปัญหาที่มีอยู่มาแต่เดิม ยิ่งคุณใส่ใจที่จะก้าวหน้าในทางธรรม การงานยิ่งเป็นส่วนหนึ่งในหนทางอันละเอียดอ่อนของการได้มาซึ่งวินัยในตนเอง คุณไม่ควรดูแคลนใครก็ตามที่ทำงานในโรงงาน หรือคนงานที่ทำการผลิตทางด้านวัตถุ คุณมีโอกาสอย่างมากที่จะได้เรียนรู้จากเขา ผมคิดว่าปัญหาอันเกิดจากทัศนคติดั้งเดิมของเราที่มีต่องานนั้น มาจากความหยิบโหย่งฉาบฉวยของจิตใจแบบนักคิด แต่กลับไม่ปรารถนาที่จะลงไปมือเปื้อนตีนเปื้อนจริงๆ คุณต้องการเพียงแค่การงานทางปัญญาหรือทางจิตเท่านั้น
..........นี่เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในหนทางธรรม ตามปกติแล้วผู้ที่สนใจแค่การรุดหน้าทางธรรมมักจะทุ่มเทให้ความสำคัญกับจิตใจ อันเป็นสิ่งลี้ลับสูงส่ง และล้ำลึกซึ่งเราปรารถนาจะเรียนรู้ ทว่าเป็นเรื่องน่าแปลกมาทีเดียวที่เจ้าสิ่งอันล้ำลึกสูงส่งนั้นอาจพบพานได้ในโรงงาน มันอาจไม่มีความปีติชื่นบานมอบให้เวลาคุณมองมัน ทว่าสัจจะจะถูกค้นพบได้ที่นี่ ด้วยอาการเดียวกับที่เราเข้าสัมพันธ์กับปัญหาในชีวิตประจำวัน หากว่าเราเข้าสัมพันธ์กับมันอย่างซื่อตรงและเรียบง่าย เราจะกระทำกิจทุกอย่างด้วยภาวะสมดุล เป็นไปอย่างเหมาะเจาะ หากเราสามารถฝึกฝนตนเองให้เรียบง่ายได้ถึงระดับนี้ เราจะแลเห็นความบิดเบี้ยวของดวงจิตอย่างชัดแจ้ง แบบแผนทั้งหมดทางความคิดรวมทั้งลีลาหลอกล่อของมันที่สอดประสานกันอยู่ จะอ่อนแรงลง และแปรเปลี่ยนเป็นตัวความคิดอันแจ่มชัดในสถานการณ์
..........การมีสติกำหนดรู้ในการงานมีความสำคัญมาก มันเป็นเช่นเดียวกับความรู้ตัวทั่วพร้อมในขณะที่เราปฏิบัติสมาธิภาวนา อันเป็นการสัมผัสรับรู้ได้ถึงความว่าง ถึงที่ว่างอันแผ่ไพศาล การประจักษ์เช่นนี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อคุณตระหนักได้ถึงโลกและพื้นที่ว่างไปพร้อมๆกัน คุณจะสัมผัสโลกได้อย่างไร หากคุณไม่อาจรับรู้ได้ถึงความว่างที่ห่อหุ้มมันอยู่ ยิ่งคุณรับรู้ถึงความว่างนี้มากเพียงใด คุณก็จะรู้สึกถึงโลกมากเพียงนั้น ความรู้สึกได้ถึงพื้นที่ว่างที่แทรกอยู่ระหว่างตัวคุณกับสิ่งอื่นๆ เป็นผลมาจากการมีสติกำหนดรู้(ที่เป็นปัจจุบันขณะ:ผู้พิมพ์) เป็นผลมาจากการเปิดกว้าง เป็นผลมาจากสันติสงบและความโปร่งเบาของจิตใจ และวิธีปฏิบัตินั้นมิใช่การจดจ่อในสิ่งต่างๆ หรือพยายามที่จะกำหนดรู้ในตนเองและการงานไปพร้อมๆกัน แต่เกิดจากการรับรู้ถึงความเปิดกว้างนี้ขณะทำงาน
..........เมื่อนั้นคุณจะรู้สึกได้ว่าชีวิตมีที่ว่างมากมายให้คุณกระทำสิ่งต่างๆ ให้คุณได้กระทำงาน มันเป็นเรื่องของการรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของความเปิดกว้างแห่งสมาธิภาวะอันต่อเนื่อง คุณไม่จำเป็นจะต้องจับยึดมันไว้ หรือพยายามจะทำให้มันอุบัติขึ้นอย่างจงใจ เพียงแค่รับรู้ถึงพลังอันมหาศาลของความเปิดกว้างนั้นในชั่วพริบตาเดียว เมื่อคุณได้รับรู้แล้ว ก็จงปล่อยมันไปเสีย และกลับไปทำงานของคุณต่อ ความเปิดกว้างนั้นจะดำรงอยู่สืบไป และคุณก็จะเริ่มพัฒนาห้วงความรู้สึกอันแท้จริงต่อทุกสิ่งที่คุณเข้าไปเกี่ยวข้อง การกำหนดรู้ที่เราพูดถึงนั้นไม่ใช่การกำหนดรู้โดยมีจิตเป็นผู้กระทำ ทว่ากลับเป็นการเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่คุณกำลังกระทำ ดังนั้นเอง สมาธิภาวนาจึงกลายเป็นเรื่องง่ายๆ มิใช่การพยายามแบ่งตนเองและการกำหนดรู้ออกเป็นลำดับขั้นต่างๆ เป็นผู้เฝ้ามองและผู้กระทำ คุณจะเริ่มมีสายสัมพันธ์อันแท้จริงกับสิ่งภายนอก และความงามของมัน |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
svt ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 17 Jun 2007 ตอบ: 591
|
ตอบเมื่อ: Wed Jul 18, 2007 10:47 pm เรื่อง: |
|
|
ความรัก
..........มีพลังมหาศาลอยู่ขุมหนึ่ง ที่มิได้รวมศูนย์ และมิใช่พลังแห่งอัตตา พลังนี้เป็นลีลาความเคลื่อนไหวแห่งปรากฏการณ์ที่ปราศจากจุดกลาง คือจักรวาลที่แผ่ปกครอบคลุมและร่วมรักกับตนเอง พลังนี้มีลักษณะเด่นสองประการ หนึ่งคือแฝงความอบอุ่นแห่งไฟ สองมันมีลักษณะหลากไหลไปด้วยอาการเฉพาะตัว ในทำนองเดียวกับที่ไฟนั้นก่อให้เกิดเปลวอัคคี เช่นเดียวกับอากาศที่หนุนส่งชักนำเปลวอัคคีนั้น และพลังนี้จะผุดพลั่งดำรงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะแลเห็นมันผ่านม่านอันสับสนของอัตตาหรือไม่ก็ตาม พลังนี้ไม่อาจขัดขวางหรือทำลายได้ มันเป็นเหมือนกับดวงอาทิตย์อันร้อนแรงแผดจ้า มันจะกลืนกินทุกสิ่งสิ้นจนไม่หลงเหลือ แม้แต่แรงกระตุ้นหรือความสับสนสงสัย
..........แต่เมื่อใดที่พลังความอบอุ่นนี้ถูกกรองผ่านอัตตา มันก็จะกลับเฉื่อยชาหยุดนิ่ง ด้วยเหตุที่เราเพิกเฉยต่อพื้นฐาน ปฏิเสธที่จะแลเห็นถึงพื้นที่ว่างอันไพศาลที่พลังนี้อุบัติขึ้นมา ดังนั้นเองพลังนี้จึงไม่อาจหลากไหลไปอย่างอิสระในพื้นที่อันว่างโล่งซึ่งดำรงอยู่ร่วมกับสิ่งที่เราปรารถนาไข่วคว้า ดังนั้นมันจึงเริ่มแข็งตัว เย็นชา และถูกควบคุมจากหอบังคับการแห่งอัตตา ให้เคลื่อนออกไปข้างนอกเพียงเพื่อดึงดูดสิ่งที่มันปรารถนาให้เข้ามาอยู่ในดินแดนของมัน พลังการจับยึดไขว่คว้านี้เหยียดยาวไปสู่วัตถุกาม ครั้นแล้ว ก็หวลกลับมาหมอบซุ่มรอคอยใหม่ เราจักยืดขยายหนวดปลาหมึกของเราออกไปและพยายามจะตรึงทุกความสัมพันธ์ที่เรามี ความพยายามอย่างหนักของเราที่จะเกาะติดอยู่กับทุกสถานการณ์ ทำให้กระบวนการสื่อสารทั้งหลายของเราเป็นเพียงสิ่งฉาบฉวย เราเพียงสัมผัสถูกพื้นผิวของผู้อื่น และเกาะติดอยู่เช่นนั้น ไม่เคยใส่ใจกับความเป็นจริงทั้งหมดของเขา เรามืดบอดด้วยแรงแห่งการติดยึดไขว่คว้า และแทนที่วัตถุกามจะได้อาบเอิบอยู่ในความอบอุ่นร้อนแรงของความปรารถนาอันเสรี กลับถูกกระหน่ำด้วยพลังอันแรงร้อนแผดเผาของแรงปรารถนาอันวิปลาส
..........แรงปรารถนาอันเสรีนั้นเป็นไปดังการแผ่รัศมีโดยปราศจากจุดศูนย์กลาง เป็นความอบอุ่นที่ไหลหลั่งท่วมท้น โอบล้อมและเคลื่อนไหวไปอย่างไร้แรงพยายาม มันมิใช่สิ่งที่มีพิษภัยเพราะเป็นสภาวะอันสมดุลของการดำรงอยู่และปัญญาอันสูงส่ง มีการตระหนักรู้ในตัวตนดำรงอยู่ในปัญญาและสภาวะอันสมดุลย์นี้ โดยการเปิดเผย โดยการละทิ้งการตระหนักรู้ในตัวตนของเรา เราไม่เพียงแต่แลเห็นพื้นผิวของวัตถุกามทั้งหลาย หากยังอาจแลเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง เราไม่ได้ชื่นชมแต่ผิวหน้าอันฉาบฉวย หากยังแลเห็นถึงคุณลักษณ์ทั้งมวลของมัน ซึ่งเป็นดังทองคำบริสุทธิ์ เรามิได้ถูกกลืนกลบด้วยรูปโฉมภายนอกเท่านั้น หากยังแลเห็นถึงภายนอกซึ่งชักนำเราเข้าสู่เนื้อแท้ภายใน ดังนั้นเราจึงเข้าสู่แก่นแท้ของสถานการณ์และหากสถานการณ์นั้นเป็นความสัมพันธ์ของคนสองคน มันก็จะเกิดแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวง นั่นเป็นเพราะว่าเรามิได้เฝ้ามองผู้อื่นจากแง่มุมอันเย้ายวนของรูปโฉมหรือพฤติกรรมของเขาแต่ฝ่ายเดียว หากเรายังสัมผัสลงไปถึงด้านในของเขาเช่นกัน
..........อย่างไรก็ตามการสื่อสารอย่างลึกล้ำเช่นนี้ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้เช่นกัน ลองนึกดูว่าหากคุณได้แลเห็นใครก็ตามอย่างแจ่มแจ้งโดยที่เขาไม่ประสงค์เช่นนั้น เขาย่อมหวาดกลัวคุณและคอยหลบลี้หนีหน้า ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี คุณได้สื่อสารสัมพันธ์อย่างหมดจดชัดเจน แต่หากเขาหลีกลี้หนีห่างจากคุณ จงระลึกไว้ว่านี่เป็นการสื่อสารของเขาที่มีต่อคุณอีกแบบหนึ่ง คุณไม่ควรจะสืบเสาะค้นหาอีกต่อไป หากคุณยังคงออกติดตามและไล่กวดเขา ไม่ช้าก็เร็วเขาจะแลเห็นคุณไม่ต่างจากปิศาจร้าย คุณมองเห็นเขาอย่างชัดเจนว่าเปี่ยมไปด้วยเนื้อติดมัน น่ากิน น่าลิ้มลอง ตอนนี้คุณไม่ต่างอะไรจากค้างคาวดูดเลือดสำหรับเขา ยิ่งคุณพยายามไล่ติดตามมากเท่าใด คุณก็จะยิ่งล้มเหลวเพียงนั้น บางทีคุณอาจมองอย่างทะลุทะลวงและแหลมคมด้วยความจงใจเกินไป บางทีคุณอาจลุกล้ำมากเกินไป คุณครอบครองสายตาที่แหลมคม เต็มไปด้วยความปรารถนาและปัญญาอันแรงกล้า คุณละเมิดสติปัญญาของคุณ หยอกล้อเล่นกับมัน เป็นธรรมดาอยู่เองที่ใครก็ตามซึ่งมีพรสวรรค์หรืออำนาจพิเศษย่อมใช้พรสวรรค์นั้นไปอย่างผิดๆ โดยพยายามที่จะหยั่งไปให้ถึงทุกซอกทุกมุม มีสิ่งหนึ่งขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดในการกระทำเยี่ยงนี้ นั่นคืออารมณ์ขัน ถ้าคุณพยายามจะก้าวล้ำเส้นมากเกินไป นั่นหมายความว่าคุณมิได้สัมผัสถึงอาณาเขตของตนอย่างแท้จริง คุณเพียงแต่รู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่คุณมีอยู่กับอาณาเขตนั้น สิ่งที่ผิดพลาดเลวร้ายก็คือคุณไม่มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้รอบด้าน และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณพลาดแง่มุมอันน่าขบขัน และน่าเย้ยหยันไปโดยสิ้นเชิง
..........แต่บางคราผู้คนก็หนีไปจากคุณ เพียงเพราะว่าเขาต้องการจะเล่นเกมกับคุณ เขาไม่ต้องการมีความสัมพันธ์อย่างซื่อตรงจริงใจกับคุณ เขาเพียงแต่อยากหาอะไรเล่นกับคุณ ถ้าเขาเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันแต่คุณไม่มีเอาเลย คุณจะกลายเป็นผีร้าย จุดนี้เองที่ ลลิต หรือ ลีลาการเริงรำเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ คุณจะต้องเริงรำไปกับความจริง กับปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้น เมื่อคุณต้องการสิ่งใดอย่างสุดจิตสุดใจ คุณไม่ควรสอดส่ายสายตา และยื่นมือออกไปไขว่คว้าโดยไม่รู้สึกตัว ขอให้คุณอยู่นิ่งๆและชื่นชมมัน แทนที่จะเคลื่อนไหวเป็นฝ่ายรุก คุณควรเฝ้ารอให้อีกฝ่ายเคลื่อนเข้ามาหาคุณ นี่คือการเรียนรู้ที่จะเริงร่ายกับสถานการณ์ คุณเพียงแต่เฝ้ามองมัน ร่วมกับมันและเรียนรู้ที่จะกระทำการไปกับมัน ดังนั้นเอง มันจึงมิใช่การสร้างสถานการณ์ของคุณ หากแต่เป็นการเริงรำร่วมกัน ไม่มีผู้ใดหมกมุ่นกับตัวเองเพราะบัดนี้มันได้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมไปเสียแล้ว
..........เมื่อมีความหมดจดเปิดเผยอยู่ในอยู่ในความสัมพันธ์ ความสัตย์ซื่อจริงใจย่อมอุบัติขึ้น เป็นความรู้สึกไว้วางใจอย่างสูงที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเป็นสถานการณ์ตามธรรมชาติ ด้วยเหตุที่การสื่อสารนั้นจริงแท้และราบรื่น คุณไม่อาจสื่อสารด้วยอาการเยี่ยงนี้กับผู้ใดได้อีก ดังนั้นคุณจึงถูกดึงดูดเข้าหากันโดยธรรมชาติ แต่ถ้าหากมีความสงสัยใดๆ ผุดขึ้นมา ถ้าคุณเริ่มรู้สึกถูกคุกคามจากความฟุ้งซ่าน แม้นการสื่อสารของคุณกำลังดำเนินไปอย่างสวยงาม ก็เท่ากับเป็นการเพาะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวง และลดค่าการสื่อสารของคุณให้เป็นเพียงแค่สิ่งบันเทิงเริงใจที่หล่อเลี้ยงอัตตาของคุณ
..........หากคุณหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความสงกา คุณจะเริ่มเย็นชา คุณเริ่มระแวง หวาดกลัวว่าจะสูญเสียการสื่อสารที่งดงามแท้จริงไปและเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง คุณจะเริ่มสับสนว่าคุณกำลังรักหรือชังกันแน่ ความสับสนนี้จะทำให้คุณเหินห่างเย็นชาต่อกัน คุณจะเริ่มประสาท สูญเสียวินิจฉัยและความใกล้ชิดสนิทสนม เมื่อนั้นความรักก็จะกลับกลายเป็นความชัง ธรรมชาติของความชังนั้นเป็นเช่นเดียวกับความรัก นั่นคือ คุณต้องการจะทำการสื่อสารทางกายกับผู้อื่น แต่ในแง่ที่คุณต้องการจะทำร้ายหรือฆ่าเขา ในทุกความสัมพันธ์ที่มีอัตตาเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือความชัง มักแฝงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการที่คุณหันมาเล่นงานคู่สัมพันธ์ของคุณเอง ยามใดก็ตามที่คุณรู้สึกว่าถูกข่มขู่ กดดัน หรือรู้สึกไม่มั่นคง ยามนั้นความรักย่อมแปรเปลี่ยนเป็นขั้วตรงกันข้าม
กระทำการร่วมกับผู้คน
..........แนวคิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ละเอียดอ่อนกว่าที่เราคาดคิดนัก โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราพยายามทำการช่วยเหลือใครก็ตาม เราก็เริ่มทำตัวเองให้เป็นที่น่าเบื่อหน่ายรำคาญ โดยเรียกร้องความคาดหวังเอากับเขา และเหตุผลที่เราไปก่อกวยผู้อื่นก็เพราะเราทนตัวเองไม่ได้ เราต้องการจะระเบิดออกไปให้ใครต่อใครได้รับรู้ว่าเราเป็นคนเคร่งเครียดเอาจริงเพียงใด ด้วยเหตุนี้เราแผ่ขยายตนเองออกและรุกเข้าไปในดินแดนของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เราอยากเป็นพระเอกโดยไม่สนใจไยดีว่าคนอื่นจะยอมรับเราหรือไม่ จริงๆแล้วเราแทบไม่อยากเปิดเผยบุคลิกภาพพื้นฐานของเราเลย เราเพียงแต่ต้องการครอบงำสถานการณ์รอบๆตัวเรา เราย่ำเท้าตรงเข้าไปยังดินแดนของผู้อื่น โดยไม่สนใจเงื่อนไขใดๆ ที่ผู้อื่นมีอาจจะมีป้ายเตือนว่า "โปรดรักษาสนามหญ้า กรุณาอย่าเดินลัดสนาม" ทว่าทุกครั้งที่เราเห็นป้ายนี้ กลับยิ่งกระตุ้นให้เรารู้สึกหงุดหงิด ขุ่นเคืองและอยากจะต่อต้าน เราเสือกไสตัวเองเข้าไปในอาณาเขตของผู้อื่นเหมือนกับรถถังที่วิ่งตะลุยกำแพง เราไม่เพียงรุกรานทำลายดินแดนของผู้อื่น แต่เรายังทำลายดินแดนของตนเองอีกด้วย เป็นการทำลายล้างภายใน เราเป็นที่น่าเบื่อหน่ายพอๆกับผู้อื่น
..........ผู้คนส่วนใหญ่เกลียดสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่อยากรับรู้ว่าตัวเขาเองที่ทำตัวน่ารังเกียจ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นอ่อนโยนเยือกเย็น วางท่าสุภาพเรียบร้อย กระทำทุกสิ่งอย่างสงบเสงี่ยม สุขุม ความสุขุมเยือกเย็นที่แท้จริงนั้นหาใช่การฑูตไม่ แสร้งปั้นหน้ายิ้มแย้ม พูดคุยอย่างสุภาพ ทว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้จำต้องอาศัยพลังและปัญญาอันคมชัด มันเรียกร้องให้คุณเปิดดินแดนของคุณเองออก แทนที่จะกรีฑาทัพเข้าไปในดินแดนของผู้อื่น มันเรียกร้องให้เลิกเล่นเกมดึงดูดหรือผลักไส มันเรียกร้องไม่ให้ล้อมรั้วไฟฟ้า หรือรั้วแม่เหล็กรอบอาณาเขตของเราอีกต่อไป หากเราสามารถทำเช่นนี้ได้ ก็ดูยังพอมีโอกาสอยู่บ้างที่อาจทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น เราได้แลเห็นถึงก้าวแรกที่จะให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอย่างแท้จริง แต่เราก็ต้องการเวลาที่จะทำความคุ้นเคย เราต้องหยิบมันขึ้นมา ใส่เข้าไปในปาก เคี้ยว ลิ้มรส และกลืนมันลงไป คงต้องใช้เวลานานกว่าที่เราจะสามารถรื้อรั้วลงไปเสีย เราควรเริ่มด้วยการเรียนรู้ที่จะรักตนเอง หรือผูกมิตรกับตนเองเป็นเบื้องแรก เราไม่ควรทรมานตนเองให้มากไปกว่านี้ ขั้นต่อมาคือการเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับผู้อื่น เริ่มด้วยการสร้างสายสัมพันธ์กับเขา ค่อยๆช่วยเหลือเขาทีละเล็กละน้อย การปฏิบัติเช่นนี้ต้องใช้เวลายาวนาน และต้องอาศัยความอดทนและวินัยอย่างสูง
..........ครั้นเราได้เรียนรู้ที่จะไม่ก่อกวนตนเอง ทำร้ายตนเอง และเริ่มเปิดตนเองต่อผู้อื่นแล้ว เมื่อนั้นเราย่อมพร้อมที่จะก้าวสู่ขั้นตอนที่สาม อันได้แก่การช่วยเหลือโดยปราศจากอัตตา โดยปกติแล้วเมื่อเราช่วยเหลือใครสักคน เราย่อมคาดหวังบางสิ่งเป็นการตอบแทน เราพูดกับลูกๆของเราว่า "พ่อต้องการให้เจ้ามีความสุขก็เพราะอยากจะให้เจ้ามอบความสุขให้แก่พ่อ ทำให้พ่อชื่นใจ เพราะพ่อเองอยากมีความสุขด้วย" ในขั้นตอนที่สามของการช่วยเหลือที่ปราศจากอัตตานี้ หรือ"ความกรุณาที่แท้"นี้ เราจักไม่ทำสิ่งใดเพียงเพราะว่ามันทำให้เราเป็นสุข แต่เราทำสิ่งนั้นเพราะมันจำเป็นต้องทำ ทุกการกระทำ ทุกการตอบโต้ของเราต่อสถานการณ์รอบตัวเป็นไปอย่างไร้ตัวตน ปราศจากการรวมศูนย์ การกระทำนี้ไม่ใช่เพื่อท่าน หรือเพื่อฉัน แต่เป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่สาดฉายไปทั่ว
..........ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่สามารถก้าวออกไปและลงมือสร้างกรุณาทานได้ในทันที แรกเริ่มเราจำต้องเรียนรู้ที่จะไม่ก่อกวนตนเอง เมื่อเราได้เริ่มผูกมิตรกับตนเอง เริ่มรักในสิ่งที่เราเป็น ไม่เกลียดชังส่วนหนึ่งส่วนใดของชีวิต ไม่ได้หลบซ่อนปิดบังมัน เมื่อนั้นเราย่อมสามารถเริ่มเปิดเผยตัวเราต่อผู้อื่น ถ้าเราสามารถเปิดเผยตนต่อผู้อื่นได้โดยปราศจากการป้องกันตนเอง เมื่อนั้น บางทีเราจึงอาจช่วยเหลือผู้อื่นอย่างแท้จริง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|