“วิษณุอนันตศายิน - นารายณ์บรรทมสินธุ์”

หัวข้อสนทนาอ่านเล่นได้สาระ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และ อารยธรรม ที่น่าสนใจ

“วิษณุอนันตศายิน - นารายณ์บรรทมสินธุ์”

โพสต์โดย svt » อังคาร 12 มิ.ย. 2012 9:02 pm

เนื้อหาและภาพจากบล็อกคุณวรณัย
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://www.oknation.net/blog/voranai

=====================================


าพศิลปะในคติความเชื่อของ “วัฒนธรรมเขมร – ขอม” ที่แสดงออกถึงเรื่องราวของ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์” (Vishnu reclining on the serpent Shesha (Ananta)in Cosmic Ocean) หรือที่เรียกให้ยากขึ้นอีกสักนิดก็คือ “วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ (นาภา)” (พระนารายณ์ประทับอยู่บนขนดพญาอนันตนาคราช (Ananta Shesha) มีดอกบัวผุดออกมาจากพระนาภี (สะดือ)) ที่คนไทยรู้จักกันดี ก็น่าจะเป็นภาพสลักบน “ทับหลัง” (Lintel - Linteau) (ชิ้นส่วนก้อนหินทราย ที่เป็นส่วนประกอบของปราสาทหินในวัฒนธรรมแบบเขมร วางทับอยู่ด้านบนกรอบประตูหิน เพื่อกดน้ำหนักและเป็นตัวรองรับโครงสร้างของชิ้นส่วนปราสาทหินด้านบน) ของ "ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง (Phnom Rung Pr.)" ที่ตั้งอยู่บนปากปล่องของยอดภูเขาไฟ “วฺนำรุง” (ผู้เขาอันยิ่งใหญ่) หรือ “รมยคีรี (ภูเขาที่น่ารื่นรมย์- แก่การบำเพ็ญพรต)

รูปภาพ
ภาพถ่ายทับหลัง"นารายณ์บรรทมสินธุ์ - วิษณุอนันตศายินปัทมนาภา"
ที่ปราสาทหินเขาพนมรุ้งในปี 2503 โดยอาจารย์มานิต วัลลิโภดม


เมื่อกล่าวถึงแล้ว ก็เลยขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวของ “ภูเขาไฟ” (Volcano) อันเป็นที่ตั้งของปราสาทเขาพนมรุ้งกันซักนิดนะครับ จะได้ไม่หลงไปว่าเป็นภูเขาไฟที่คุกรุ่นอยู่ในยุคไดโนเสาร์ !!!
.
เทือกเขาพนมรุ้ง เป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทมานานแล้วครับ มีลักษณะสัณฐานเป็นรูปกรวย (Cinder Cone) ยอดเขาบริเวณขอบปล่องภูเขาไฟยอดหนึ่ง เป็นที่ตั้งของตัวปราสาทเขาพนมรุ้ง ส่วนปล่องภูเขาไฟเดิมมีลักษณะเป็น “ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟ” (Crater lake) ปัจจุบันตื้นเขินและเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเพียงบ่อน้ำ หินภูเขาไฟบริเวณนี้จะเป็นหินในตระกูลบะซอลต์ (Basalt Rock) เนื้อแน่นสีเทาดำ และบางส่วนจะเป็นหินที่มีรูพรุนเหมือนที่พบบริเวณเขากระโดงและเขาปลายบัด
.
ภูเขาไฟที่เขาพนมรุ้งมีอายุประมาณ 900,000 ปี อยู่ในยุค “ควอเทอร์นารี (Quaternary period)” เกิดการระเบิดขึ้นหลังจากที่แผ่นดินอีสานยกตัวขึ้นมาเป็นที่ราบสูง ซึ่งเห็นได้จาก บริเวณ รอบ ๆ เขาพนมรุ้ง ที่จะมีชั้นหินทรายสีม่วงแดงถูกหินหลอมละลายประเภทหินบะซอลต์ไหลลงมาปิดทับอยู่ตอนบนอีกทีครับ
.
ภาพสลักของ “นารายณ์บรรทมสินธุ์ – วิษณุอนันตศายิน” ที่งดงาม มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันของคนไทยอย่างกว้างขวางที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง ก็มาจากเหตุเรื่องราวของการหายสาบสูญ (ในปี พ.ศ. 2510 – 11) การติดตามการทวงคืน (เริ่มต้นในปี 2516) และการส่งมอบคืนสู่ประเทศไทยโดยสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก เป็นที่โด่งดังทั่วไปประเทศในระหว่างปี 2530 – 2531 ไงครับ
.
เรียกว่าก่อนจะได้รับคืน ในประเทศไทยก็มีกระแสการเรียกร้องและการรณรงค์กันอย่างมากมาย หนึ่งในกระแสการเรียกร้องให้ทางสหรัฐอเมริกาส่งคืนรูปสลักทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่เราจดจำได้กันจนถึงในทุกวันนี้ก็คือ เพลง “ทับหลัง” ของวงดนตรี “คาราบาว”
.
ซึ่งหลายท่านก็ยังคงจำและร้องคาราโอเกะได้ ในทุกวันนี้....ใช่ไหมครับ !!!
.
หลังจากได้รับคืน ภาพสลัก “วิษณุอนันตศายิน - นารายณ์บรรทมสินธุ์” ที่เหลืออยู่ (แตกหักเป็น 2 ชิ้น) ได้ถูกนำกลับไปติดตั้งที่มุขตะวันออก ด้านหน้าของปราสาทประธาน มาจนถึงในทุกวันนี้
.
ท่านผู้อ่านหลายคนคงเคยสงสัย “แล้วที่มีข่าวว่า ทับหลังที่ได้กลับมา เป็นของ”ปลอม” ไม่ใช่หรือ ? ก็ขอยืนยันกันตรงนี้เลยนะครับว่า
.
ถ้าทับหลังชิ้นนี้ปลอม หินที่ก่อสร้างเป็นปราสาทพนมรุ้งที่เราเห็นในทุกวันนี้ ก็ปลอมมันทั้งหลังล่ะครับ หุ หุ !!!
.
นอกจากรูปสลักเรื่องราวของ “พระนารายณ์ผู้กำลังบรรทมอยู่บนบัลลังก์อนันตนาคราช ณ เกษียรสมุทร “ ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า รูปสลัก “นารายณ์บรรทมสินธุ์” นอกจากจะมีที่ปราสาทเขาพนมรุ้งแล้ว ยังมีรูปสลักใน “ขนบแบบแผน คติความเชื่อและศิลปะ” ในเรื่องของ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” อยู่ที่ปราสาทแห่งอื่น ๆ อีกหลายแห่งในประเทศไทย
.
หลายท่านก็คงอาจตั้งคำถามในใจ.... “จริงหรือ” ? จะหน้าตาเป็นอย่างไร ? อยู่ที่ไหนบ้างล่ะ ?
.
เพื่อให้หายสงสัยและอาจเป็น “องค์ความรู้” ให้ประโยชน์แก่ผู้สนใจ เรามาติดตามหา ภาพสลัก“นารายณ์บรรทมสินธุ์” ทั่วเมืองไทย กันใน Entry นี้เลยดีกว่าครับ
.
แต่ก่อนอื่น ก็คงจะต้องขออนุญาต เล่าเรื่องความเป็นมาของต้นทาง “คติความเชื่อ” ที่ประกอบขึ้น เป็นแนวทาง ขนบแบบแผนของการสร้างสรรค์ศิลปะ “วิษณุอนันตศายิน - นารายณ์บรรทมสินธุ์” กันก่อนนะครับ
.
เรื่องราวของ “ประติมานวิทยา” (Iconography) ที่เป็น “ศาสตร์” หรือ “แนวทาง” ในการอธิบายบริบทต่าง ๆ ของรูปแบบศิลปะที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นของภาพสลัก “นารายณ์บรรทมสินธุ์” มาจากคติความเชื่อเก่าแก่ของศาสนาฮินดู ที่ส่งอิทธิพลมาจากอินเดียเข้ามาสู่อาณาจักรกัมพุชเทศโบราณครับ
.
รูปของ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” หรือ “วิษณุอนันตศายิน” (อำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระวิษณุ) จะแยกออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยรูปแบบแรกจะเป็นตอนที่ “พระนารายณ์หรือพระวิษณุกำลังบรรทมในระหว่างกัลป์ หรือการบรรทมหลังแบบธรรมดาในระหว่างที่สามโลกกำลังดำเนินไปตามกาลเวลา”

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ภายใน "ถ้ำมหิษาสุรมรรทนี" (Mahisa-Mardini Cave)
ที่ เมืองมหาบาลิปุรัม (Mahabalipuram) รัฐทมิฬนาดู ประเทศอินเดีย
อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12
เป็นรูปแบบในตอนพระวิษณุนารายณะกำลังบรรทมระหว่างกัลป์


ส่วนรูปแบบที่สอง จะเป็นภาพมหามงคลที่ได้รับความนิยมนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ เป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ตอน “พระวิษณุหรือพระนารายณ์ให้กำเนิดแก่พระพรหมผู้สร้างโลกใหม่” ซึ่งถูกกล่าวถึงในมหากาพย์ “มหาภารตะ” (The Mahabharata) มหากาพย์ที่เก่าแก่อายุกว่า 2,000 ปีของอินเดียไว้ว่า “.....โลกเมื่อถึงคราวสิ้นกัลป์ (หนึ่งกัลป์เท่ากับหนึ่งวันของพระพรหม) ทุกสรรพสิ่งถูกทำลายล้าง พื้นดินจมลงสู่ใต้มหาสมุทรพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงพระนามว่า “นารายณ์” ผู้มีพันพระเนตรและพันพระบาท บรรทมอยู่ที่ท่ามกลางเกษียรสมุทร มีพญานาคผู้มีพันเศียรรองรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ...เมื่อพระองค์ตื่นบรรทม และมองเห็นโลกที่ว่างเปล่า พระองค์ได้ตั้งสมาธิเพื่อการสร้างสรรค์สรรพสัตว์ขึ้นใหม่ ในขณะนั้น ได้เกิดดอกบัว(หมายถึงความบริสุทธิ์) ดอกหนึ่ง ผุดขึ้นจากพระนาภี (สะดือ)จากผลของสมาธินั้น แล้วพระพรหมผู้มีสี่พักตร์ก็ได้ปรากฏขึ้นบนดอกบัวนั้น.....”
.
เรื่องราวการกำเนิดโลกใหม่จากพระนาภี ปรากฏในคัมภีร์ (ปุราณะ) ทางศาสนาตามคติความเชื่อของฮินดูหลากนิกาย ในหลายยุคหลายสมัยครับ อย่างเช่นคัมภีร์ “มัสยาปุราณะ มารกัณเฑยปุราณะ ภาควัตปุราณะ วิษณุปุราณะ วราหะปุราณะ ปัทมปุราณะ มารกัณเฑยะปุราณะ พราหมณะปุราณะ “ ซึ่งต่างล้วนได้เล่าเรื่องราวของการบรรทมสินธุ์ของพระวิษณุ และการเกิดของพระพรหมที่ผุดขึ้นจากพระนาภีในตอนสร้างโลกใหม่

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ภายใน "ถ้ำอวาตาร" (Avatar Cave)
ที่ หมู่ถ้ำเลอโลร่า (Ellora Caves) รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย
อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13
เป็นรูปแบบในตอนพระวิษณุนารายณะให้กำเนิดพระพรหมจากพระนาภีในการสร้างโลกใหม่


แต่ในบางคัมภีร์ อย่างเช่น “มารกัณเฑยะปุราณะ” คัมภีร์เก่าแก่ในกลุ่ม “ไวษณพนิกาย” (ผู้บูชาพระวิษณุ) กล่าวถึงเรื่องราวในช่วงการบรรทมสินธุ์เพิ่มเติมว่า ในระหว่างที่พระวิษณุกำลังบรรทมอยู่เหนือพญาอนันตนาคราช ได้มีอสูร “มธุ” และ “ไกฏภะ” ออกมาจากพระกรรณของพระวิษณุ เพื่อจะทำร้ายพระพรหมที่เสด็จออกมาจากพระนาภีเพื่อการสร้างโลกใหม่ แต่พระวิษณุก็ได้ทรงสังหารอสูรทั้งสองตน จึงทรงมีพระนามเพิ่มขึ้นมาอีกว่า “มธุสุทามะ”
.
จากคติความเชื่อของฮินดูจากอินเดีย ที่เป็นต้นแบบสำคัญของการสร้างรูป “วิษณุอนันตศายิน - นารายณ์บรรทมสินธุ์” ทั้งสองรูปแบบใหญ่ ตอนที่นิยมถูกนำมาสร้างเป็นรูปสลักในศิลปะเขมร มักจะนิยมสร้างเป็นรูปตอน “การสร้างโลกใหม่” โดยมีภาพของพระพรหมประทับบนดอกบัวที่ผุดออกมาจากสะดือของ”พระวิษณุนารายณะ” มากกว่ารูปแบบการบรรทมระหว่างกัลป์
.
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ถือว่าเป็นภาพมหามงคล มีความหมายถึงการกำเนิดใหม่ของโลก หรือการอวยพรให้ผู้บูชาได้เห็นถึงวัฏจักรของจักรวาลที่มีการสูญสลายและเกิดขึ้นใหม่มาโดยตลอดครับ
.
“....ภาพพระนารายณ์ในยามหลับใหลเหนือพญาอนันตนาคราช อาจสื่อความหมายถึง จุดจบของทุกสรรพสิ่งที่เงียบสงัด ภาพพระพรหมเกิดขึ้นจากบัวที่ผุดออกมาจากสะดือ หมายความถึงการเริ่มต้นใหม่ของโลกที่ถูกทำลายล้าง แต่ในความรู้สึกของมนุษย์ มันคือการ “อวยพร” ให้มนุษย์ผู้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าบนสรวงสวรรค์ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีมงคลและสติ….”
.
การรังสรรค์ภาพสลักพระวิษณุนารายณะ -อนันตศายิน ในคติความเชื่อที่คอยกำกับรูปศิลปะของเขมรที่รับมาจากอินเดียผ่านมาทางชวานั้น มีร่องรอยมาตั้งแต่ก่อนยุคเมืองพระนครครับ
.
แก้ไขล่าสุดโดย svt เมื่อ พุธ 13 มิ.ย. 2012 11:41 am, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
golden path
ภาพประจำตัวสมาชิก
svt
 
โพสต์: 491
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 14 พ.ค. 2012 7:47 pm

Re: “วิษณุอนันตศายิน - นารายณ์บรรทมสินธุ์”

โพสต์โดย svt » อังคาร 12 มิ.ย. 2012 9:12 pm

“ร่องรอย” ที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏในข้อความจารึกภาษาสันสกฤตของ “พระนางกุลประภาวดี” อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 11 (ราว 1,500 ปีที่แล้ว) พบที่จังหวัดตาแก้ว ได้กล่าวถึงเรื่องการบรรทมสินธุ์ของของพระนารายณ์ไว้ว่า “ ...ผู้ที่พิจารณาใคร่ครวญอย่างมีเหตุผลพักผ่อนในเกษียรสมุทร บรรทมบนแท่นที่ทำด้วยขดของพญานาคและเป็นผู้รวมเอาโลกทั้งสามไว้ในท้องและให้กำเนิดดอกบัวจากพระนาภี...”
.
นอกจากข้อความในจารึกโบราณในยุคอาณาจักรเจนละ (Chenla) แล้ว รูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนหินทรายที่น่าจะมีอายุ “เก่าแก่ที่สุด” ในศิลปะเขมร เป็นภาพสลักบนทับหลังประตูของอาคารหลังเล็ก”อาศรม - ครรภมณฑล” (Cella - รูปทรงกล่องสี่เหลี่ยม) ที่ “พนมหันเจย” (Phnom Han Chey Pr.) “อุคระปุระ”หรือ “ชัยคีรี” (ชื่อเก่าตามจารึกที่พบ) จังหวัดกัมปงจาม เป็นศิลปะแบบเจนละ (Chenla Style) อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 แต่นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ปาร์มังตีเออร์ (Henri Parmentier) เชื่อว่ารูปสลักนารายณ์บรรทมบนอนันตนาคราชที่ปราสาทหันเจยนี้ อาจจะมีอายุเก่าแก่ขึ้นไปจนถึงช่วงยุควัฒนธรรมฟูนัน (Funan) ซึ่งมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 10 เลยทีเดียว

รูปภาพ
อาศรม (Cella) เก่าแก่ที่พนมฮันเจย จังหวัดกำปงจาม

รูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่เขาหันเจย เป็นภาพสลักพระนารายณ์คู่ 2 องค์ ในตอนบรรทมระหว่างกัลป์ ที่อาจมีความหมายที่จะสื่อถึงความสงบเงียบของ “อาศรม” ดั่งความเงียบสงัดของเกษียรสมุทรเมื่อยามที่พระวิษณุบรรทมหลับใหล พระเศียรของรูปทั้งสองหันเข้าหาจุดกึ่งกลาง ที่มีการวางรูปของ “ดอกไม้” หรือ “ดอกบัวบาน” อันมีความหมายของความบริสุทธิ์ ความงดงามและกลิ่นหอมอบอวล ของภาพการบรรทมอันถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้ศรัทธา

รูปภาพ

รูปภาพ
รูปสลักเหนือประตูทางเข้าอาคารหิน
เป็นรูปของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์คู่
ในรูปแบบการบรรทมระหว่างกัลป์ที่พนมฮันเจย


ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ในยุคต้น ๆ ของศิลปะเขมร ยังปรากฏบนทับหลังของ “ปราสาทตวลบาเสท (Tuol Baset Pr.)” จากจังหวัดพระตะบอง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่ชาติกัมพูชา ณ กรุงพนมเปญ เป็นภาพสลักในศิลปะแบบไพรกเมง (Prei Kameng Style) อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 เป็นภาพของพระวิษณุบรรทมอยู่บนพญาอนันตนาคราช ตะแคงตัวไปทางด้านขวา มีภาพพระพรหมประทับบนดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีแสดงถึงตอนกำเนิดโลกใหม่ ด้านข้างมีทั้งสองมีรูปเทพเจ้าในท่าเหาะเหินเดินอากาศประทับบนแท่นบัลลังก์ในท่าประนมหัตถ์นมัสการ

รูปภาพ
รูปสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทตวลบาเสท จังหวัดพระตะบอง
จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา


ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่เก่าแก่อีกชิ้นหนึ่ง สลักบนทับหลังหินทรายที่ได้มาจากปราสาทร้างบนยอดเขาพนมโปรส (Phnom Pros Pr.) ริมแม่น้ำโขงที่จังหวัดกำปงจาม จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่ชาติกัมพูชา ณ กรุงพนมเปญ เป็นภาพสลักในศิลปะแบบกำพงพระ (Kampong preah Style) อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นภาพของพระนารายณ์ 4 กร บรรทมตะแคงซ้ายอยู่บนพญาอนันตนาคราชเหนือลวดลายที่แสดงถึงรอยกระเพื่อมของน้ำในเกษียรสมุทร พระหัตถ์หนึ่งจับสายบัวที่ออกมาจากพระนาภี สวมหมวกทรงกระบอกสูง มีภาพพระพรหมประทับบนดอกบัวบาน อันเป็นความหมายภาพในตอนกำเนิดโลกใหม่

รูปภาพ

รูปภาพ
ซากปราสาทบนเขาพนมโปรส จังหวัดกำปงจาม
และรูปสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์
จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา


ถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านก็คงจะเริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างตอน “กำเนิดโลกใหม่” ที่จะมีองค์พระพรหมประทับบนดอกบัวที่ผุดออกมาจากพระนาภีประกอบอยู่เสมอ กับตอน “บรรทมในระหว่างกัลป์” ที่จะไม่มีดอกบัวผุดออกมาจากพระนาภี แล้วใช่ไหมครับ
.
ในช่วงศตวรรษต่อมา ช่างโบราณเริ่มจะมีการดัดแปลงเรื่องราวตามคติความเชื่อดั่งเดิม มาผสมผสานกับเรื่องราวในคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จึงเริ่มมีการนำเอาภาพเหล่า “พระมเหสี” ของพระวิษณุนารายณะ ทั้งพระนางลักษมี (พระศรี) พระนางภูมิเทวี (พระแม่ธรณี) รวมไปทั้งพระนางสุรัสวดี(ก่อนไปเป็นมเหสีของพระพรหม)และพระนางคงคา (ก่อนจะไปเป็นมเหสีของพระอิศวร) มาประทับ ตระกรองกอดปรนนิบัติอยู่ที่บริเวณปลายพระเพลา (ขา) และพระชงฆ์ (แข้ง) เพิ่มขึ้น
.
นอกจากภาพสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดจากอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียที่พบในศิลปะเขมรในยุคแรก ๆ แล้ว ยังมีภาพสลักของ “วิษณุอนันตศายิน – นารายณ์บรรทมสินธุ์” ในศิลปะเขมรยุคสมัยต่อมาที่มี ”ชื่อเสียง” เป็นที่รู้จัก มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่งดงาม เป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ศิลปะแบบบาปวนที่สลักบนโขดหินของธารน้ำตก “กบาลสเปียน” ( Kbal Spean) ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้กึ่งกลางของหมู่เขา “พนมกุเลน (Phnom Kulen Mountain)” ทางทิศเหนือ เป็นภาพศักดิ์สิทธิ์ในตอนกำเนิดโลกใหม่ เริ่มสลักขึ้นครั้งแรกในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ในช่วงสมัยของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 (Suryavarmam I)

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนโขดหินข้างธารน้ำที่ "กบาลสเปียน" (หัวสะพาน)
ภาพล่างเป็นภาพที่ถ่ายก่อนถูกทุบทำลายปี 2545


จากเรื่องราวของภาพสลักเก่าแก่ที่สุดและภาพสลักบนธารน้ำตกที่น่าอัศจรรย์ ก็ยังมีภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ในศิลปะเขมรที่มี “ขนาดใหญ่” ที่สุดอีกนะครับ
.
ภาพสลักขนาดใหญ่ที่สุดของคติ “นารายณ์บรรทมสินธุ์- วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ” ขนาดกว้างประมาณ 5 เมตร สลักอยู่บนโขดหินทรายขนาดใหญ่บริเวณเพิงผา “ปรึงกอม-นู“ (Peung Komnou) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของเทือกเขาพนมกุเลน ศิลปะแบบบาปวน อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 สอดรับกับช่วงเวลาที่ ลัทธิ”ไวษณพนิกาย” จากอินเดีย กำลังเข้ามามีอิทธิพลทางการเมือง – ความเชื่อในอาณาจักร จนนำไปสู่การสร้างมหาปราสาทบาปวน และมหาปราสาทนครวัดในเมืองพระนครหลวง “ศรียโสธรปุระ” ในเวลาใกล้เคียงกัน

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักขนาดใหญ่ที่เพิงผาแห่งภาพสลักและภาพเขียน "ปรึงกอมนู"
ใกล้หน้าผาทิศตะวันออกของเขาพนมกุเลน


นอกจากรูปสลักบนหินทรายแล้ว ยังมีรูปหล่อประติมากรรม “สำริด (Bronze)” ของ “พระวิษณูอนันตศายิน – นารายณ์บรรทมสินธุ์” ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ด้วยเพราะเป็นประติมากรรมสำริดที่หาพบได้ยาก หลงเหลือรอดจากการถูกทำลายในอดีตมาได้ไม่มากนัก เป็นรูปหล่อของนารายณ์บรรทมสินธุ์สำริด 4 กรขนาดใหญ่ จากปราสาทแม่บุญ (Mebon Pr.) ปราสาทบนเกาะกลางบารายตะวันตก (West Baray) ศิลปะแบบบาปวน อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16 สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (Udayadityavarman II) เป็นรูปสำริดที่เคยถูกตั้งอยู่ตรงกลางของปราสาทแม่บุญกลางบาราย (สระน้ำขนาดใหญ่) ที่ถูกสมมุติให้เป็นเกษียรสมุทรของอาณาจักร

รูปภาพ

รูปภาพ
กำแพงโคปุระทิศตะวันออกปราสาทแม่บุญตะวันตก
และรูปหล่อสำริดนารายณ์บรรทมสินธุ์ขนาดใหญ่ที่พบ
จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา
golden path
ภาพประจำตัวสมาชิก
svt
 
โพสต์: 491
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 14 พ.ค. 2012 7:47 pm

Re: “วิษณุอนันตศายิน - นารายณ์บรรทมสินธุ์”

โพสต์โดย svt » อังคาร 12 มิ.ย. 2012 9:40 pm

ลังยุคปลายพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ภาพสลักของ “วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ” ในศิลปะเขมร - ขอมดั่งเดิม ก็เริ่มปรากฏอิทธิพลของศิลปะจีนที่ผ่านมาจากศิลปะจามของอาณาจักรจามปา (Champa Kingdom) อีกต่อหนึ่ง โดยรูปลักษณ์ของพญาอนันตนาคราช (Ananta Shesha) ที่เป็นแท่นบรรทมของพระนารายณ์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปของ “มังกร” (Dragon) แทรกเข้ามารองรับด้านล่างสุดอีกต่อหนึ่ง ซึ่งมังกรในศิลปะจีน นั้น คือเทวสัตว์ผู้เป็นเจ้าแห่งน้ำหรือมหาสมุทร สอดรับลงตัวกับความหมายของพญาอนันตนาคราชและเกษียรสมุทรแบบดั้งเดิมของคติอินเดีย - เขมร
.
และยิ่งในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา รูปแบบศิลปะในการแกะสลักภาพของของพญาอนันตนาคราชเริ่มหายไปเกือบทั้งหมด คงเหลือเป็นรูปของพระวิษณุบรรทมอยู่เหนือรูปของมังกรทั้งตัว บางทีก็มีรูปพญานาคเล็ก ๆ ประกอบอยู่บริเวณหัวมังกรเพื่อยังคงรักษาความหมายเดิมตามคัมภีร์ปุราณะโบราณ แต่บางรูปสลักก็ทำเป็นรูปสัตว์ผสม ระหว่างมังกรกับสัตว์คล้ายราชสีห์ทั้งตัว หลุดออกจากคติดั้งเดิมไปเลยทีเดียวครับ
.
จากคติความเชื่อ ขนบแบบแผน และลวดลายศิลปะของรูป “นารายณ์บรรทมสินธุ์ – วิษณุอันตศายินปัทมะนาภะ” จากประเทศกัมพูชา เรายังพบรูปสลักในแบบแผนเดียวกัน บริเวณพื้นที่ที่เคยอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักร – จักรวรรดิกัมพุชเทศโบราณ มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 15 ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันครับ
.
ภาพสลักของ “วิษณุอันตศายิน - นารายณ์บรรทมสินธุ์” ในประเทศไทยน่าจะเคยมีอยู่ไม่น้อยครับ แต่หลายรูปภาพที่มักสลักลงบน “ทับหลัง” หลายแห่งก็หายสาบสูญไป ดังเช่นที่ปราสาทประธาน ปราสาทหินพิมาย ปราสาทประธานของปราสาทสระกำแพงใหญ่ ที่คงเหลือแต่รูปภาพตามขนบแบบแผนการวางตำแหน่งมงคลของปราสาทหินตามคัมภีร์ปุราณะในตอน “ศิวนาฏราช” ที่บนหน้าบัน แต่ทับหลังที่ยังคงเหลืออยู่ ก็มีความงดงามและเรื่องราวทางความเชื่อไม่แตกต่างไปจากที่สูญหายไปนะครับ
.
ไปชมกันเลยว่า นารายณ์บรรทมสินธุ์ในเมืองไทย อยู่ที่ไหนบ้าง ไล่เรียงกันตามอายุสมัยเลยนะครับ

รูปภาพ
ภาพถ่ายเก่าในราวปี 2505
แสดงภาพปราสาททามจาน ที่ยังคงมีรูปสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ติดตั้งอยู่
ในภายหลังได้ถูกโจรกรรมออกไป


ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในประเทศไทย น่าจะเป็นรูปสลักทับหลังของ “ปราสาทตำหนักไทรหรือปราสาททามจาน (Tamnak Sai Pr.)” อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ปราสาทอิฐหลังเดี่ยวที่สร้างขึ้นทับบนฐานเดิมของอาคารอิฐที่พังทลายไปแล้วในยุคเจนละ เป็นภาพพระนารายณ์สี่กร บรรทมสินธุ์ตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราชห้าเศียร มีสายบัวผุดมาจากพระนาภีและมีรูปของพระนางลักษมีขนาดเล็กอยู่ด้านหลังพระชงฆ์ ลวดลายของทับหลังมีลักษณะเก่าแก่ ภาพของพระวิษณุยังประทับในแบบนอนราบ น่าจะมีอายุการสร้างอยู่ในช่วงสมัยศิลปะกำพงพระ – กุเลน อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานเเห่งชาติพิมายครับ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ จากปราสาทตำหนักไทร
ที่อาจมีอายุทางศิลปะเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย


รูปภาพ
สภาพของปราสาทตำหนักไทร ที่ทับหลังถูกโจรกรรมหายไป
ก่อนมีการขุดค้นทางโบราณคดีในปี 2554


ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่มีอายุเก่าแก่ใกล้เคียงกัน พบที่ “วัดศรีสวาย (Sri Sawai Pr.)” ทางทิศใต้ของเมืองโบราณสุโขทัย เป็นทับหลังขนาดไม่ใหญ่นักสลักบนหินทรายสีแดง – ม่วง ศิลปะแบบบาแค็ง อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ทับหลังชิ้นนี้ ดูเหมือนจะมีการสลักภาพของฤาษีนารทมุนี (Narada Muni) ในท่านั่ง “โยคาสนะ” แสดงการนมัสการ “เล่าเรื่อง” อยู่ทางด้านขวาสุดของภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลังที่วัดศรีสวาย เมืองโบราณสุโขทัย

ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่เก่าแก่อีกชิ้นหนึ่ง น่าจะเป็นภาพสลักบนทับหลังของซากอาคารที่พังทลายชื่อว่า “ปราสาทภูฝ้าย (Phu Fai Pr.)” อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 ที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่วัดสุพรรณรัตน์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นรูปสลักพระนารายณ์ 2 กร ประทับตะแคงขวาบนพญาอนันตนาคราชห้าเศียร มีสายบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภีและมีพระพรหมขนาดเล็กสี่พักตร์ประทับอยู่ด้านบนดอกบัว มีรูปพระลักษมีประทับนั่งอยู่หลังพระชงฆ์ (น่อง) ในท่ากำลังนวดเฟ้น ปรนนิบัติ ถัดไปเป็นภาพบุคคลสี่รูปในท่าประนมหัตถ์ นั่งชันเข่าในท่ามหาลีลาสนะ บุคคลด้านหน้าถือ “แซ่จามร” อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของผู้ที่อยู่บนสรวงสรรค์

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ จากปราสาทบนยอดเขาภูฝ้าย
ปราสาทร้างที่พังทลายลงมาทั้งหมด


รูปภาพ
ภาพจำลอง - สมมุติ ของซากกองหินบนเขาภูฝ้าย เป็นปราสาทอิฐ 3 หลัง


ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ร่วมสมัยพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 ยังพบที่ทับหลังบนกรอบประตูบริเวณมุขด้านหน้าของปราสาทประธาน “ปราสาทเมืองแขก (Muang Khaek Pr.)” ที่จังหวัดนครราชสีมา ศิลปะแบบบันทายศรี – เกลียง เป็นรูปสลักพระนารายณ์สี่กร ประทับบรรทมตะแคงด้านขวา บนพญาอนันตนาคราชห้าเศียร มีรูปพระนางลักษมีประทับนั่งในท่ากำลังนวดเฟ้น ปรนนิบัติอยู่ที่ปลายพระบาท

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่มุขด้านหน้าปราสาทประธาน
หันหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือ


ยังมีภาพสลักในช่วงยุคสมัยเดียวกัน พบที่อำเภออรัญประเทศ ที่จังหวัดสระแก้ว เป็นภาพสลักบนทับหลังในสภาพแตกหัก รูปนารายณ์บรรทมสินธุ์สี่กร ประทับบรรทมตะแคงไปด้านขวาบนพญาอนันตนาคราช มีสายบัวผุดมาจากพระนาภี มีรูปพระนางลักษมีเทวีประทับนั่งอยู่หลังพระชงฆ์ (น่อง) ในท่ากำลังนวดเฟ้น ปรนนิบัติ ที่ปลายพระบาทมีภาพครุฑยุดนาค ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรีครับ

รูปภาพ
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ไม่ทราบที่มา
จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี


ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ ในช่วงยุคพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 ยังพบที่หน้าบันโคปุระทิศตะวันออกฝั่งด้านในของ “ปราสาทสด๊กก๊อกธม (Sdok kok Thom Pr.)” ที่จังหวัดสระแก้ว ศิลปะแบบเกลียง (Kleang Style) อายุในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นภาพสลักของพระนารายณ์นอนบรรทมตะแคงไปทางซ้ายบนพญาอนันตนาคราชห้าเศียร มีรูปพระนางลักษมีเทวีนั่งประทับ ยกพระเพลาข้างหนึ่งมาวางไว้บนตักในท่ากำลังนวดเฟ้น ปรนนิบัติ เหนือขึ้นไปมีรูปพระพรหมประทับอยู่บนดอกบัว ด้านข้างของพระพรหมมีรูปบุคคลถือกระบอง ที่น่าจะเป็นภาพของอสูร “มธุ” และ “ไกฏภะ”ที่ออกมาจากพระกรรณของพระวิษณุ ตามคัมภีร์ “มารกัณเฑยะปุราณะ” ของไวษณพนิกาย เพื่อที่จะทำลายการสร้างโลกใหม่ของพรหมครับ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ในปาง "มทุสุทานะ"
ในระหว่างการจัดเรียงก่อนนำขึ้นไปติดตั้ง


รูปภาพ
ปราสาทประธาน ปรสาทสด๊กก๊อกธม ที่ถูก "สร้างขึ้นใหม่" โดยวิธีอนัสติโลซิสแบบไทย ๆ

รูปภาพ
ประตูปีกทางทิศเหนือด้านใน ของโคปุระตะวันออก ปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว
จุดที่เป็นรูปสลักของนารายณ์บรรทมสินธุ์บนหน้าบัน


หากจะบอกว่าในเมืองไทย ก็มีรูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ แบบที่สลักกันบนโขดหินข้างธารน้ำไหลตามธรรมชาติแบบ “พนมกุเลน – กบาลสเปียน” หลายคนก็อาจจะสงสัย แต่จริงครับ มีรูปสลัก “นารายณ์บรรทมสินธุ์” สลักบนโขดหินธรรมชาติ ที่ลำโดมใหญ่ ในเขตเทือกเขาพนมดอกเร็ก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี อายุในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ร่วมสมัย ร่วมยุคศิลปะบาปวน อย่างที่พบบนเขาพนมกุเลนเลยครับ
.
รูปภาพ
รูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนโขดหิน ที่ลำโดมน้อย

ลักษณะของรูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ลำโดมใหญ่ จะเป็นรูปพระวิษณุนารายณะสองกร บรรทมตะแคงขวา เหนือพระเศียรเป็นรูปพญาอนันตนาคราชสามเศียร ที่ปลายพระเพลา มีรูปพระนางลักษมีเทวี ประทับนั่งอยู่ด้านหลังในท่านวดปรนนิบัติ

รูปภาพ
การสำรวจภาพสลักของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ที่ลำโดมใหญ่ ในปี 2553


รูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ลำโดมใหญ่ สลักบนโขดหินทราย ริมธารน้ำ ในช่วงหน้าน้ำ น้ำจะหลากท่วมจนมองไม่เห็น จะเห็นรูปสลักได้ชัดเจนก็เฉพาะตอนช่วงหน้าแล้งเท่านั้นครับ
.
ผู้แกะภาพสลักนี้ น่าจะเคยเดินทางไปยังธารน้ำกบาลสเปียน และน่าจะได้รับอิทธิพลความคิดแบบ “ไวษณพนิกาย” มาจากเมืองพระนครหลวง เมื่อเดินทางผ่านมาตามช่องเขาของเทือกเขาพนมดองเร็ก ในช่วงหน้าแล้งหนึ่ง จึงได้สลักรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ เพื่อ “สมมุติ” ให้สายน้ำลำโดมใหญ่ มีความ “ศักดิ์สิทธิ์” จากสายน้ำธรรมชาติกลายเป็น “เกษียรสมุทร” บนสรวงสวรรค์
.
การแกะสลักรูปที่ลำโดมใหญ่ ดูจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ช่างผู้เดินทางผ่านมาได้สลักทิ้งค้างคาไว้ เพราะต้องเดินทางต่อขึ้นไปทางเหนือ รูปสลักที่ต้นแขนด้านบนก็ยังคงร่างเป็น “ลายเส้น” รูปบัวตูมค้างไว้ มีร่องรอยของก้านดอกบัวเป็นริ้วบาง ๆ ลงมาที่พระนาภี ลายละเอียดของรูปส่วนอื่น ๆ ก็ยังคงเป็นรูปโกลน ไม่สมบูรณ์
.
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่ง ปรากฏบนทับหลังบนซุ้มประตูด้านในของอาคารบรรณาลัยด้านทิศเหนือ “ปราสาทสระกำแพงใหญ่ (Sra Kampaeng Yai Pr.)” หรือที่ปรากฏชื่อในจารึกว่า “กมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร" (ผู้เป็นใหญ่เหนือพงไพร) ที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นทับหลังศิลปะแบบบาปวน อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ครับ

รูปภาพ
ปราสาทประธาน ปราสาทสระกำแพงใหญ่

รูปภาพ
มุขประตูบรรณาลัยฝั่งทิศเหนือ ปราสาทสระกำแพงใหญ่
ด้านหน้าเป็นภาพสลักบนทับหลังในตอน "พระกฤษณะประลองกำลังกับม้าเกศิน"


ภาพสลักที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่ เป็นภาพตอนกำเนิดโลกใหม่ พระวิษณุนารายณะสี่กร บรรทมตะแคงองค์ไปทางซ้าย ประทับเหนือพญาอนันตนาคราชห้าเศียร มีภาพบุคคลเพศหญิงอยู่ทางด้านปลายเท้าห้ารูป ด้านในสุดด้านหลังของพระชงฆ์ เป็นรูปของเทวีลักษมี ในท่าตระกรองโอบกอดปรนนิบัติ ถัดไปรูปที่สอง เป็นรูปของนางภูมิเทวี หรือพระแม่ธรณี ยกพระชงฆ์ทั้งสองข้างมาวางไว้บนตัก พระบาทของพระนารายณ์ขึ้นไปดันจนชนพระถัน

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่

รูปสตรีรูปถัดมาเป็นรูปของพระนางสุรัสวดี หรืออาจเป็นรูปของพระนางคงคา ที่ภายหลังจดทะเบียนหย่า แยกทางจากพระวิษณุไปทั้งคู่ !!!
.
รูปเทวสตรีสองรูปที่ปลายพระบาท เป็นภาพของเทพธิดานางกำนัลบนสรวงสวรรค์ ที่เฝ้าปรนนิบัติ ทั้งการใช้พัดโบก (พัดใบลาน) และอีกนางหนึ่ง ถือเครื่องหอมดอกไม้ โปรยกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วที่บรรทมแห่งองค์เทพเจ้า
.
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่อยู่ในภูมิภาคเหนือสุดของประเทศไทย คือภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนหน้าบันฝั่งทิศใต้ ของ "ปราสาทนารายณ์เจงเวง (Narai Jeng Weng Pr.)" จังหวัดสกลนคร เป็นภาพสลักนารายณ์สี่กรแบบติดกลิ่นอายของช่าง “ท้องถิ่น” ที่อาจดูจะไม่ละเอียดลออตามขนบแบบแผนการแกะสลักของช่างหลวงมากนัก (ใบหน้าไม่สมส่วน ริมฝีปากดูอ้วนหนา) ประทับบนพญาอนันตนาคราชที่มีเพียงสองเศียร (เศียรที่สามโดนบังอยู่มั้งครับ) บรรทมแบบตะแคงขวา มีร่องรอยของสายบัวออกมาจากพระนาภี แต่ไม่มีรูปต่อไปถึงรูปของพระพรหม มีรูปของพระนางลักษมีเทวี ช้อนพระเพลาของพระวิษณุทั้งสองข้างมาวางไว้บนตัก ในท่านวดปรนนิบัติ เหนือจากตัวองค์พระวิษณุขึ้นไปเป็นภาพของกอบัวและพรรณพฤกษา มีภาพของปลาและนกเป็ดน้ำแทรกตัวอยู่ เหมือนกับช่างแกะสลักจะพยายามสื่อเป็นนัยความหมายว่า เป็นภาพของการบรรทมในน้ำ (เกษียรสมุทร) จริง ๆ นะ

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ บนหน้าบันฝั่งทิศใต้ ปราสาท "พระธาตุนารายณ์เจงเวง"
.
อีกภาพสลักหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลัง ที่ถูกเคลื่อนย้ายจากปราสาทหินที่พังทลายหรือถูกรื้อถอนไปแล้วในตัวเมืองนครราชสีมา นำมาวางรวมไว้ที่ “เทวสถานพระนารายณ์” ศิลปะแบบบาปวน อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นภาพในลักษณะแบบแผนการวางรูปเดียวกันกับรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์โดยทั่วไป คือมีรูปของพระวิษณุนารายณะนอนตะแคงขวา มีพญานาคราชสามเศียรเป็นแท่นบรรทม มีดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีและมีพระนางลักษมีเทวีประทับตระกรองปรนนิบัติอยู่ที่ปลายพระเพลา

รูปภาพ
ภาพถ่ายเก่า แสดงภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลัง ที่เทวสถานพระนารายณ์
รูปสลักหลายชิ้นในภาพถูกเคลื่อนย้ายไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์

.
ไม่ค่อยจะแน่ใจว่า รูปทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่เทวสถานพระนารายณ์กลางเมืองโคราชนี้ ในปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ไหน ใครเคยพบ ใครเคยเห็น ก็ช่วยบอกกันหน่อยนะครับ ?
.
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่งดงามอีกชิ้นหนึ่ง เป็นทับหลังของปราสาทองค์กลาง ปราสาทประธานของ “กู่เปือยน้อย (Ku Pueai Noi Pr.)” ที่จังหวัดขอนแก่น ศิลปะแบบกลางยุคบาปวน ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นภาพพระวิษณุนารายณะสี่กร นอนบรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราชสามเศียร (ภาพสลักกะเทาะลบเลือน มองไม่ชัดครับ แต่สันนิษฐานเอาจากส่วนโคนภาพสลัก) พระหัตถ์ซ้ายบนถือ “สังข์” อันเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง พระหัตถ์ซ้ายล่างถือ “จักร” สัญลักษณ์แทนความหมายของจิตใจที่ดีงาม พระหัตถ์ขวาบนยกขึ้นหนุนยันพระเศียร พระหัตถ์ขวาล่างถือ “คทา” สัญลักษณ์สื่อความหมายของวิชาความรู้ วางตัวทอดขนานไปกับองค์พระวิษณุ ปลายพระบาทมีรูปของพระนางลักษมีหรือพระศรีตระกรองกอดพระชงฆ์ วางไว้บนตัก ที่พระนาภีมีสายบัวผุดออกมาขึ้นไปเป็นดอกบัวบาน มีพระพรหมสี่หน้าประทับบนดอกบัว ด้านหลังของภาพองค์พระวิษณุแสดงเป็นรูปกอบัวหลายกอ อันแทนความหมายของบัวที่ขึ้นจากน้ำหรือทะเลเกษียรสมุทร ที่ปลายพระบาทเป็นรูปของบุคคลเหาะเหินเดินอากาศ ในท่าประนมหัตถ์สาธุการ ในมือข้างหนึ่งถือเครื่องสูง อันเป็นสัญลักษณ์ว่าเรื่องราวบนภาพสลักนี้คือเรื่องราวบนสรวงสวรรค์ (อย่างแน่นอน)

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลัง
บนประตูด้านหน้าทิศตะวันออกของปราสาทประธาน ปราสาทกู่เปือยน้อย


ภาพสลักทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ในยุคร่วมสมัยกับทับหลังที่ปราสาทเปือยน้อย เป็นภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ด้านทิศใต้ของปราสาทบริวารทางทิศเหนือที่ “ปราสาทกู่พระโกนา” (Ku Phra Kona Pr.) จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นภาพพระวิษณุนารายณะสองกร ประทบบรรทมอยู่บนพญาอนันตนาคราชสามเศียรในตอนกำเนิดโลกใหม่ ศิลปะแบบบาปวน อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ด้านขวาและซ้ายของภาพสลักมีภาพของ “หงส์” กำลังกางปีกในท่าบิน ที่กำลังสื่อความหมายว่า ภาพเหตุการณ์การบรรทมสินธุ์ที่สาธุชนกำลังมองเห็นนี้ เกิดขึ้นในที่สูงส่งอย่างเช่นสรวงสวรรค์ (ที่ขนาดนกยังต้องบิน) ไม่ใช่เกิดขึ้นบนโลกนะจ๊ะ

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ช่วงหินแทรกด้านบน ปราสาทกู่พระโกนา
.
จากร้อยเอ็ด เราเดินทางมาตามชมภาพสลักมายังเมืองลพบุรี ที่มีรูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลัง ที่ “ศาลพระกาฬ (San Phra Karn Pr.) ซากฐานอาคารที่นี่ อาจเคยเป็นปราสาทหินขนาดใหญ่มาตั้งแต่ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 แต่มาภายหลังอาจพังทลายหรือถูกรื้อถอนเปลี่ยนแปลง ชิ้นส่วนประกอบสำคัญอย่างเช่นทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ จึงถูกเคลื่อนย้ายไปมา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ครับ

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพถ่ายเก่าของทับหลังรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ เคยตั้งอยู่ในศาลพระกาฬ
ปัจจุบันถูกย้ายไปจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์

.
มาถึงภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย ก็คงไม่พ้นภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลัง มุขประตูด้านหน้า ทิศตะวันออกของปราสาทประธาน ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ที่เป็นที่รู้กันอย่างดีไงครับ

รูปภาพ
ปราสาทเขาพนมรุ้ง จากมุมมองทิศตะวันตก
.
รายละเอียดทางประติมานวิทยาของภาพสลัก ก็คงไม่ต้องอธิบายกันมากแล้วนะครับ เอาคร่าว ๆ ก็คือ ภาพสลักอันสุดคลาสลิคที่ปราสาทเขาพนมรุ้งนี้เป็นภาพสลักในศิลปะตามขนบแบบแผน “ช่างหลวงเมืองพระนคร” ศิลปะในยุคนครวัดแท้ ๆ อายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ภาพของแท่นบรรทมในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปมากครับ คงด้วยเพราะไปรับอิทธิพลมาจากศิลปะจีน จึงมีการนำรูป “มังกร” มาผสมเข้ากับรูป “สิงห์” กลายเป็นแท่น”สิงห์มังกร” เข้ามารองรับใต้แท่นบรรทมรูปพญาอนันตนาคราชที่มีขนาดขนดตัวเล็กลงอีกทีหนึ่

รูปภาพ
"ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ - วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ" ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ
.
ในยุคที่มังกรเริ่มมามีบทบาทแทนที่พญานาค ปรากฏชัดเจนบนรูปสลักของนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ “ปราสาทกู่สวนแตง (Prang Ku Suan Taeng Pr.)” ที่จังหวัดบุรีรัมย์ อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นภาพสลักบนทับหลัง ที่ติดตั้งอยู่เหนือประตูทิศตะวันออก ของปราสาทบริวารทางฝั่งทิศเหนือ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) ที่ปรากฏรูปของพระวิษณุนารายณะสองกร บรรทมตะแคงขวาบนบัลลังก์เทวสัตว์ผสมระหว่างมังกรกับสิงห์ ในขณะที่ภาพของพญาอนันตนาคราชที่เคยมีอยู่บ้างก็ได้หายไปทั้งหมด ที่หลังพระเพลา เป็นภาพสลักของพระมเหสีสองพระองค์ คือพระนางลักษมีเทวี และพระนางภูมิเทวี (พระแม่ธรณี) ด้านบนเป็นภาพของพระพรหมบนดอกบัวที่ผุดขึ้นจากพระนาภี มีรูปเทพยดาในท่าเหาะเหินเดินอากาศ ประนมหัตถ์สาธุการ สื่อความหมายของการแซ่ซ้องสรรเสริญของการกำเนิดโลกใหม่ไปทั่วจักรวาล

รูปภาพ

รูปภาพ
ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลัง ปราสาท "ปรางค์กู่สวนแตง"
.
ภาพของนารายณ์บรรทมสินธุ์ภาพสุดท้าย ที่พบในประเทศไทย เป็นภาพของรูปสลักบนทับหลังหินทราย ที่เพิ่งขุดพบจากการขุดแต่ง “ปราสาทบ้านปราสาท ปราสาทห้วยทับทันหรือปราสาทบ้านโนนธาตุ” ( Ban Prasat Pr. Huay Tap Tan Pr.– Ban None That Pr.) จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อายุในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 สภาพเป็นทับหลังที่แตกหัก มีภาพพระวิษณุนารายณะสองกร ตะแคงขวา ตั้งพระเศียรขึ้น สภาพลบเลือน มีร่องรอยของดอกบัวออกมาจากพระนาภี ด้านบนเป็นรูปพระพรหม มีรูปของมเหสีทั้ง 4 พระองค์ ที่ปลายพระบาทเป็นรูปของนางกำนัลถือพัดโบก ? เหนือขึ้นไปเป็นภาพบุคคลหลายรูป ไม่ชัดเจนนัก ที่ปลายทับหลังฝั่งด้านขวา เป็นภาพของนางกำนัลกำลังถือเครื่องหอมดอกไม้

รูปภาพ

ปราสาทห้วยทับทันเป็นปราสาทที่ถูกดัดแปลงหลายครั้ง อาจสร้างขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ต่อมาถูกซ่อมแซมในช่วงยุคปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ที่อาจมีการสลัก “ลอกเลียน” รูปของนารายณ์บรรทมสินธุ์ขึ้นทดแทนรูปสลักเก่าในยุคก่อนหน้าที่อาจหลุดร่วงพังทลายลงมา แต่พอมาถึงราวพุทธศตวรรษที่ 20 – 22 มีการดัดแปลงตัวปราสาทที่พังทลายครั้งใหญ่ โดยก่อขึ้นเป็นธาตุในศิลปะแบบ ”ลาว – ล้านช้าง” ทรงชะลูดสูงยอดแหลม ส่วนทับหลังหลายรูปที่ตกหล่นลงมาจากตัวปราสาทหรืออาจถูกแกะออก ก็ถูกนำไปฝังดินไม่ใช้งาน จนมาขุดพบในช่วงของการบูรณปฏิสังขรณ์ในปัจจุบันครับ

รูปภาพ
ปราสาทบ้านปราสาท เป็นตัวอย่างอันดีของการใช้ประโยชน์ศาสนสถานเก่าแก่ที่ร้างไปแล้ว
โดยการแปลงปราสาทใหม่ให้เป็น "ธาตุ" (เจดีย์)
ในรูปแบบศิลปะลาว - ล้านช้าง


เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเรื่องราวมากมายของ “นารายณ์บรรทมสินธุ์ – วิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ (นาภา)” จากทั่วถิ่นแผ่นดินไทย ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ “ทับหลัง”ที่เราเห็นจนเป็นที่ “ชินตา” จากปราสาทเขาพนมรุ้งเท่านั้น
.
ถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงได้เห็น ภาพสลักในขนบ แบบแผน และการรังสรรค์ศิลปะที่ตอบสนองตามคติความเชื่อศาสนาในยุคโบราณ ที่ถ่ายทอดต่อกันมายาวนานกว่า 2,000 ปี จากประเทศอินเดียผ่านอาณาจักรเขมรโบราณ มาจนถึงยุคประเทศไทยในปัจจุบัน
.
หากท่านผู้อ่าน ได้เคยพบเห็นภาพสลักในขนบ แบบแผน “การบรรทมสินธุ์ของพระวิษณุนารายณะ” ณ ที่แห่งอื่น ๆ ในเมืองไทย แล้วยังไม่มี “ภาพ – เรื่อง” ปรากฏใน Entry นี้
.
ก็ขอความกรุณาช่วยบอกกล่าว เติมเต็มให้เรื่องราวของภาพสลักอันเป็นภาพมหามงคลและศักดิ์สิทธิ์แห่งพระวิษณุนารายณะ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่านี้นะครับ
.
.
“ นาร้ายณ์ นารายณ์ ...”
.
. (คือคำกล่าวสรรเสริญองค์พระวิษณุเทพ โดยพระฤาษีนารทมุนี (นารอด –Narada Muni) ผู้เริ่มบรรเลง “พิณวีณา”(Veena) ให้เป็นเสียงเพลง “นมัสการอันศักดิสิทธิ์” จากสรวงสวรรค์


:fl2 :fl2 :fl2

ที่มาบทความ - http://www.oknation.net/blog/voranai/2012/06/05/entry-2

เนื้อหาที่น่าสนใจเพิ่มเติม:
เส้นทางสาย “ราชมรรคา” ธรรมศาลาจากพระขรรค์สู่วิมายะปุระ
http://www.dhammachak.net/board/viewtopic.php?t=128

_________________________________
golden path
ภาพประจำตัวสมาชิก
svt
 
โพสต์: 491
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 14 พ.ค. 2012 7:47 pm


ย้อนกลับไปยัง ประวัติศาสตร์ อารยธรรม

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron