| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
see ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 23 Nov 2009 ตอบ: 32
|
ตอบเมื่อ: Wed Jan 13, 2010 2:50 pm เรื่อง: ความเป็นมาของ ท้าวกุ |
|
|
เนื้อหานำมาจาก http://www.phuketvariety.com/thai/vaisravana/index.htm
ท้าวกุเวร หรือ ท่านท้าวเวสสุวรรณ นั้น ส่วนมากเราจะพบเห็นในรูปลักษณ์ของยักษ์ ยืนถือกระบองยาว หรือ คทา (ไม้เท้าเป็นรูปกระบอง) กันซะส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีรูปเคารพของท่านในรูปของชายนั่งในท่า มหาราชลีลา มีลักษณะอันโดดเด่นคือ พระอุระพลุ้ย อีกด้วย กล่าวกันว่า ผู้มีอาชีพสัปเหร่อ หรือ มีอาชีพประหารชีวิตนักโทษ มักพกพารูปท้าวเวสสุวรรณ สำหรับคล้องคอเพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัย จากวิญญาณร้าย ที่จะเข้ามา เบียดเบียน ในภายหลัง ภาพลักษณ์ของท้าวกุเวร ที่ปรากฎในรูปของชายพุงพลุ้ย เป็นที่เคารพนับถือ ในความเชื่อว่า เป็นเทพแห่งความร่ำรวย แต่ท้าวกุเวรในรูปของท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งมาในรูปของยักษ์ เป็นที่เคารพ นับถือว่า เป็นเครื่องราง ของขลัง ป้องกัน ภูติผีปีศาจ
“สารานุกรมไทย” ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ 3 หน้า 1439
กล่าวถึง ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณ ไว้ว่า กุเวร-ท้าว พระยายักษ์ผู้เป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์ มียักษ์ และคุยหกะ (ยักษ์ผู้เฝ้าขุมทรัพย์) เป็นบริวาร ท้าวกุเวรนั้น บางทีก็เรียกว่า ท้าวไวศรวัน (เวสสุวรรณ) ภาษาทมิฬ เรียก กุเวร ว่า กุเปรัน ซึ่งมีเรื่องอยู่ในรามเกียรติ์ว่า เป็นพี่ต่างมารดาของ ทศกัณฐ์ และทศกัณฐ์ไปแย่งบุษบก ของท้าวกุเวรไป ท้าวกุเวรมีรูปร่างพิการ ผิวขาว มีฟัน 8 ซี่ และมีขาสามขา (ภาพท้าวเวสสุวรรณจึงมักเขียนท่ายืนแยงแย ถือไม้กระบองยาว อยู่หว่างขา) เมืองท้าวกุเวร ชื่อ อลกาอยู่ บนเขาหิมาลัย มีสวนอุทยานอยู่ไหล่เขาแห่งหนึ่ง ของเขาพระสุเมรุ ชื่อว่า สวนไจตรต หรือ มนทร มีพวกกินนร และคนธรรพ์เป็นผู้รับใช้ ท้าวกุเวรเป็นโลกบาล ประจำทิศเหนือ จีน เรียกว่า โต้เหวน หรือ โต้บุ๋น ญี่ปุ่น เรียก พสมอน
ท้าวกุเวรนี้ สถิตอยู่ยอดเขายุคนธรอีสานราชธานี มีสระโกธาณีใหญ่ 1 สระ ชื่อ ธรณี กว้าง 50 โยชน์ ในน้ำ ดารดาษไปด้วยประทุมชาติ และคลาคล่ำไปด้วย หมู่สัตว์น้ำต่างพรรณ ขอบสระมีมณฑป ชื่อ ภคลวดี กว้างใหญ่ 12 โยชน์ สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ปกคลุมด้วยเครือเถาภควดีลดาวัลย์ ซึ่งมีดอกออกสะพรั่งห้อยย้อยเป็นพวงพู ณ สถานที่นี้ เป็นสโมสรสถาน ของเหล่ายักษ์บริวาร และยังมีนครสำหรับเป็นที่แปรเทพยสถานอีก 10 แห่ง ท้าวกุเวรมียักษ์ เป็นเสนาบดี 32 ตน ยักษ์รักษาพระนคร 12 ตน ยักษ์เฝ้าประตูนิเวศ 12 ตน ยักษ์ที่เป็นทาส 9 ตน
นอกจากนี้ยังมีกล่าวว่า ท้าวเวสสุวรรณยังมีกายสีเขียว สัณฐานสูง 2 คาวุต ประมาณ 200 เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ บางทีปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้ว ประพาฬ หอกทอง
ลัทธิความเชื่อของพราหมณ์
กล่าวถึงประวัติของท้าวเวสสุวรรณไว้ว่า ทรง เป็นโอรสของ พระวิศรวิสุมนี กับ นางอิทาวิทา แต่ในมหาภารตะว่า เป็นโอรสของพระปุลัสต์ ซึ่งเป็นบิดาของ พระวิศรวัส กล่าวว่า ด้วยเหตุที่ท้าวกุเวร ใฝ่ใจกับท้าวมหาพรหม เป็นเหตุทำให้บิดาโกรธ จึงแบ่งภาคเป็น พระวิศวรัส หรือ มีนามหนึ่งว่า เปาลัสตยัม ซึ่งรามเกียรติ์ไทยเรียกว่า ลัสเตียน
ท้าวลัสเตียน หรือ พระวิศวรัสซึ่งเป็นภาคหนึ่งของ พระวิศรวิสุมนี นั้น ได้นางนิกษา บุตรีท้าวสุมาลีรักษา เป็นชายา มีโอรสด้วยกันคือ ทศกัณฐ์ กุมภกรรณ พิเภก และ นางสำมะนักขา ดังนั้น ท้าวกุเวร จึงเป็นพี่ชายต่างมารดา และร่วมบิดาเดียวกับทศกัณฐ์ เหตุที่ท้าวกุเวรผิดใจกับผู้เป็นพ่อ เพราะไปฝักใฝ่กับท่านท้าวมหาพรหม ซึ่งเป็นเทวดา ทำให้ผู้เป็นพ่อ คือ พระวิศรวิสุมนีโกรธ เพราะถือทิฐิว่า ตนเป็นยักษ์ ที่เป็นเทวดาต่ำศักดิ์กว่า ไม่ควรไปยุ่งกับเทวดา ที่บนสวรรค์ชั้นสูงกว่า เห็นคนอื่นดีกว่าพ่อของตน ก็เลยแบ่งภาคออกไปมีเมียใหม่ ลูกใหม่ ซะเลย ที่ท้าวกุเวร มีใจฝักใฝ่กับท่านท้าวมหาพรหมนั้น เป็นเพราะท้าวกุเวรนั้น ต้องการบำเพ็ญตบะบารมี หรือ สร้างสมความดี ด้วยการเข้าฌาน และบำเพ็ญทุกรกิริยา นานนับพันปี จนท่านท้าวมหาพรหมโปรดปราน ประทานบุษบกให้ อันบุษบกนี้ หากใครได้ขึ้นไปแล้ว สามารถล่องลอยไปไหนมาไหนได้ตามต้องการ
เดิมทีนั้น ท้าวกุเวรครองกรุงลงกา ซึ่งมีพระวิศกรรม เป็นผู้สร้างให้ แต่นางนิกษา ได้ยุยงให้ทศกัณฐ์ ชิงกรุงลงกา มาจากท้าวกุเวร ทั้งยังชิงเอาบุษบกอันพระพรหมได้ประทานแก่ท้าวกุเวรมาด้วย ดังที่ได้บอกเอาไว้แล้วว่า บุษบกนี้ สามารถลอยไปไหนมาไหนได้ดังใจนึก แต่มีข้อห้ามมิให้หญิงที่ถูกสมพาส (แปลว่า การอยู่ร่วม การร่วมประเวณี) จากชาย 3 คน นั่ง ซึ่งต่อมานางมณโฑ ได้นั่งบุษบก จึงไม่สามารถ ที่จะลอยไปไหนมาไหน ได้อีกเลย สำหรับ นางมณโฑ ที่แต่เดิมเป็นนางฟ้า ที่พระอิศวรประทานให้กับทศกัณฐ์ ต้องกลายมาเป็นหญิงสามผัว ด้วยเหตุที่ว่า เมื่อทศกัณฐ์ได้รับตัวนางมณโฑจากพระอิศวรมาแล้ว ก็อุ้มพานางเหาะกลับมายังกรุงลงกา ขณะที่เหาะข้าม มาระหว่างทาง ได้เหาะข้ามเมืองขีดขิน ซึ่งมี “พาลี” เป็นเจ้าเมือง พาลีโกรธ ที่ทศกัณฐ์บังอาจ อุ้มหญิงสาว เหาะข้ามหัว โดยไม่เกรงใจ จึงเหาะขึ้นไปรบกับทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์สู้ไม่ได้ เพราะพาลีได้รับพร จากพระอิศวรว่า หากรบด้วยผู้ใด ศัตรูผู้นั้นจะมีกำลังลดลงครึ่งหนึ่ง หรือมีความสามารถลดน้อยกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง เมื่อทศกัณฐ์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงถูกพาลีแย่งชิงเอานางมณโฑไปเป็นมเหสี ต่อมา เมื่อพาลีคืนนางมณโฑ ให้กับทศกัณฐ์แล้ว เมื่อตอนที่หุงน้ำทิพย์ “หนุมาน” ได้เข้าไปทำลายพิธี โดยปลอมตัวเป็นทศกัณฐ์ แล้วร่วมสังวาส กับนางมณโฑ นางมณโฑ จึงเป็นหญิงที่ผ่านการสมพาสชายมาถึง 3 คน คือ พาลี ทศกัณฐ์ และ หนุมาน เมื่อทศกัณฐ์ ให้นางมณโฑ ขึ้นนั่งบุษบกนี้ทีหลัง บุษบกก็เกิดการขัดข้องทางเทคนิค ไม่ลอยไปไหนมาไหน ตามต้องการ เหมือนเก่า
ครั้นเมื่อท้าวกุเวรต้องเสียกรุงลงกาไปแล้ว ท้าวมหาพรหมท่านก็สร้างนครให้ใหม่ ชื่อ “อลกา” หรือ “ประภา” อันตั้งอยู่ที่เขาหิมาลัย มีสวนชื่อ “เจตรรถ” อยู่บนเขามันทรคีรี อันเป็นกิ่งแห่งเขาพระสุเมรุ บ้างก็ว่า ท้าวกุเวร อยู่ที่เขาไกรลาส ซึ่งพระวิษณุกรรมเป็นผู้สร้างให้
ความเชื่อตามพระพุทธศาสนา
ในพระสูตรที่ชื่อว่า “อาฏานาฏิยะ” กล่าวว่า ท้าวกุเวร ตั้งเมืองอยู่ในอากาศ ข้างทิศที่อุตรกุรุทวีป (เหนือ) และ เขาพระสุเมรุ ยอดสุทัศน์ (ที่เป็นผาทอง) ตั้งอยู่ มีราชธานี 2 ชื่อ คือ อาลกมันทา และ วิสาณา มีนครอีก 8 นคร
ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณนั้น ยังมีชื่ออีกหลายชื่อ เช่น ธนบดี หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ ธเนศวร หมายถึง ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ อิจฉาวสุ หมายถึง มั่งมีได้ตามใจ ยักษ์ราชหมายถึง เจ้าแห่งยักษ์ มยุราช หมายถึง เป็นเจ้าแห่ง กินนร รากษเสนทร์ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส ส่วนในเรื่องรามเกียรติ์ เรียกท้าวเวสสุวรรณว่า ท้าวกุเรปัน
ในทางพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงอดีตชาติของท้าวกุเวร เอาไว้ใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม 3 ภาค 2 - หน้าที่ 151 ว่า ในสมัยที่โลกยังว่าง จากพระพุทธศาสนา ไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัตินั้น มีพราหมณ์ ผู้หนึ่ง นามว่า กุเวร เป็นคนใจดีมีเมตตากรุณา ประกอบสัมมาชีพ ด้วยการทำไร่อ้อย นำต้นอ้อย ตัดใส่ลงไปในหีบยนต์ แล้วบีบน้ำอ้อยขายเลี้ยงชีวิตตน และบุตรภรรยา ต่อมากิจการ เจริญขึ้น จนเป็นเจ้าของ หีบยนต์สำหรับบีบน้ำอ้อยถึง 7 เครื่อง จึงสร้างที่พักสำหรับ คนเดินทาง และบริจาคน้ำอ้อย จากหีบยนต์เครื่องหนึ่ง ซึ่งมีปริมาณน้ำอ้อยมากกว่าหีบยนต์เครื่องอื่น ๆ ให้เป็นทาน แก่คนเดินผ่านไปมา จนตลอดอายุขัย ด้วยอำนาจ แห่งบุญกุศลที่บริจาคน้ำอ้อยให้เป็นทานนั้น ทำให้กุเวรได้ไปอุบัติเป็นเทพบุตร บนสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา มีนามว่า"กุเวรเทพบุตร" ต่อมากุเวรเทพบุตร ได้เทวาภิเษกเป็นผู้ปกครองดูแล พระนครด้านทิศเหนือ จึงได้มีพระนามว่า "ท้าวเวสสุวรรณ"
ตามหลักฐานในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ยืนยันว่า "ท้าวกุเวร" หรือ "ท้าวเวสสุวรรณ" เทวราชพระองค์นี้ ได้สำเร็จเป็น พระอริยบุคคลชั้นโสดาบันเมื่อครั้ง "จุลสุภัททะ ปริพาชก" เกิดความสงสัยในความเป็นมาแห่ง องค์สมเด็จ พระพุทธเจ้า ท่าน "ท้าวเวสสุวรรณ" องค์นี้แหละ ที่ได้เสด็จไปร่วมต้อนรับด้วย และ ยังเป็นประจักษ์พยาน เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ ใช้เท้าจิกพื้นไพชยนตวิมาน ของพระอินทร์จนเกิดการ สั่นสะเทือนไป ทั้งดาวดึงส์ เทวโลก อันเป็นการเตือนสติสักกะเทวราชอีกด้วย และก็เชื่อกันตาม ฎีกามาลัยเทวสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม 1 ภาค 2 - หน้าที่ 435 ว่า "คทาวุธ" ของ "ท้าวเวสสุวรรณ" นั้น เป็นยอดศัสตราวุธ มีอานุภาพสามารถทำลายโลกใบนี้ให้เป็น จุณวิจุณภายในพริบตา
จะเห็นได้ว่า ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณนั้น ท่านเป็นเทพที่สำคัญยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ที่พิทักษ์รักษา พระพุทธศาสนา ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ท่านท้าวสักกะเทวราช หรือ พระอินทร์เลยทีเดียว ตามวัดวาอารามต่าง ๆ จะมีรูปปั้นยักษ์ 1 ตน บ้าง 2 ตนบ้าง ยืนถือกระบองค้ำพื้น ส่วนมากจะมี 2 ตน เฝ้าอยู่หน้า ประตูโบสถ์ หรือ วิหารที่เก็บของมีค่า มีพระพุทธรูป และโบราณสมบัติล้ำค่าของทางวัดบรรจุอยู่ ด้านละ 1 ตน หรือไม่ก็บริเวณลานวัด หรือที่ที่มีคนผ่านไปมาแล้วเห็นโดยง่าย บ้างก็สร้างเอาไว้ในวิหาร หรือ ศาลาโดยเฉพาะก็มี ซึ่งยักษ์เหล่านั้น ถ้าเป็น ตนเดียว ก็จะหมายถึง รูปเคารพของท้าวเวสสุวรรณ แต่ถ้าเป็น 2 ตนก็จะเป็นบริวารของท่านท้าวเวสสุวรรณ คอยทำหน้าที่ ปกปักรักษา ดูแลบริเวณวัด _________________ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
ทำอะไรดีไม่ได้ทั้งดีทั้งชั่ว
แก้ไขล่าสุดโดย see เมื่อ Wed Jan 13, 2010 3:41 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
see ผู้ดูแลระบบ
เข้าร่วม: 23 Nov 2009 ตอบ: 32
|
ตอบเมื่อ: Wed Jan 13, 2010 3:40 pm เรื่อง: |
|
|
การบูชา และประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าแห่งโชคลาภ
ไฉ่ซิ้งเอี๊ย หรือ ท้าวเวสสุวรรณ
เนื้อหานำมาจาก http://www.jeeteklim.com/profile/luck
ประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) ปางมหาเศรษฐีชัมภล ในคัมภีร์ภาษาบาลีที่จัดอยู่ในหมวดโลกศาสตร์ ซึ่งปราชญ์ทาด้านพุทธศาสนาโบราณได้แต่งไว้เท่าที่มีการค้นพบ มีด้วยกันแปดเรื่อง หนึ่งในแปดเรื่องนั้นคือ โลกสัณฐานโชตรตรคัณฐีอันมีเนื้อหากล่าวถึงกำเนิดจักรวาล และภพภูมิต่างๆ การนับอสงไขยเรื่องของพระอาทิตย์ พระจันทร์ กลุ่มดาวนักษัตรทั้ง 27 และหลักของไตรลักษณ์ อันเป็นเครื่องเตือนสติให้บุคคลประพฤติอยู่ในคุณงามความดี ได้กล่าวไว้ว่า รอบเขาพระสุเมรุทั้ง 4 ทิศ มีเทวดาชั้นจตุมหาราชิก ประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ หรือที่รู้จักกันดีในนามของจตุโลกบาลองค์ที่เป็นใหญ่ในทิศเหนือ มีนามว่า ท้าวเวสสุวรรณ หรือเจ้าแห่งยักษ์ ในหนังสือเทวกำเนิดของพระยาสัจจาภิรมย์ (สรวง ศรีเพ็ญ ) พิมพ์เพื่อปี พ.ศ. 2474 ได้กล่าวถึงเรื่องจตุโลกบาลและเรื่องราวของท้าวเวสสุวรรณไว้ว่าเป็นใหญ่ในทิศเหนือ มีด้วยกันหลายนามเช่น ท้าวเวสสุวรรณ (เป็นใหญ่ในทรัพย์) ธเนศวร (เจ้าแห่งทรัพย์) อิจฉาวสุ (มั่งมีได้ตามใจ) ยักษ์ราช (ราชาแห่งยักษ์) กุตนุ (มีรูปร่างน่าเกลียด หมายถึงยักษ์ที่มีหน้าตาดุนั่นเอง) รัตนครรภ (มีเพชรเต็มพุง) ราชราช (ราชะราชเจ้าแห่งราชา) นรราช (เจ้าคน) ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าจะเห็นได้ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตาม ท่านคือสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย ผู้เป็นมหาราชประจำทิศเหนือ และในอาฏานาฏิยะปริตรมหาสมัยสูตรหรือบทสวดภาณยักษ์ ก็กล่าวว่า ท้าวกุเวร เป็นจอมยักษ์และเป็นผู้ดูแลรักษาโลกในทิศเหนือ ในฝ่ายมหายานมีการกล่าวถึงจตุโลกบาลเช่นกัน และตรงกันว่ามหาราชผู้เป็นใหญ่ในทิศเหนือ คือ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพเป็นผู้รักษาพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากทางเข้าวัดจีนจะมีจตุโลกบาล 4 องค์ยืนเฝ้าอยู่ ศาสนาพุทธมหายานครอบคลุมถึงทิเบต เนปาล และประเทศจีน ปัจจุบันรวมทั้งอดีตพันกว่าปีของคาบสมุทรทะเล คืออินโดนีเซีย ไทย เขมร ที่ศาสนาพุทธมหายานเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ที่กล่าวโดยสรุปย่อๆ ให้เห็นภาพชัดเจนว่าท่านคือใคร แล้วท้าวชุมภลหรือเศรษฐีชัมภลมาจากไหน ในคาถาบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพุทธตันตระฝ่ายมหายาน มีดังนี้ “โอม ชัมภาลา จาเลน ไนเยน สวาหะ” ชัมภาลาก็คือชัมภล ก็คือชัมภลนั่นเอง และในภาษาอังกฤษที่เรียกรูปเคารพของท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณก็เขียนทับศัพท์ว่า “JAMBHALA” ตามรูปสมมุติที่สร้างขึ้นเท่าที่ปรากฏตามที่ได้ค้นคว้าจากตำราทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ปรากฏตรงกันว่ามือด้านซ้ายของท่านถือพังพอนอยู่ในมือ ส่วนมือด้านขวาของท่านถือลูกแก้ว ส่วนฉัตรก็มีหน้าตาดุดันเข้มขลังเพราะท่านคือเจ้าแห่งยักษ์ เมืองจีนยุคหลังๆเรียกท่านว่า “ไฉ่ซิ้งเอี๊ย” ตามสำเนียงและภาษาที่เป็นไปของแต่ละพื้นที่ พร้อมกับมีนิทานเรื่องขุนนางจีนมาประกอบแต่ยังปรากฏรากศัพท์ของเสียง “ฉ” หรือ “ช” หมายถึง ความร่ำรวยซึ่งใกล้เคียงของเดิม คือ “ชัมภล” “ชัมภาลา” ในการสวดมนต์ขอพรเทพเจ้าแห่งโชคลาภนั้น ทางฝ่ายตันตระมหายานก็จะใช้คาถาตามที่กล่าวไป เพื่อขอพรให้ท่านประทานโชคลาภและความร่ำรวย ทั้งยังมีอานุภาพรวมถึงจากบรรดาภูตผีปีศาจ อำนาจชั่วร้ายทั้งปวง ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ เพราะท่านคือมหาราชผู้เป็นจตุโลกบาล เจ้าแห่งยักษ์
เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) สามารถจัดแบ่งออกได้ดังนี้
ปางมหาเศรษฐีชัมภล ซึ่งเป็นปางที่ใหญ่ที่สุดและยังมีความเก่าแก่ที่สุด กว่า 2,000 ปี (กำเนิดจากพระพุทธศาสนามหายาน) โดยมีรูปลักษณะ อวบอ้วน พุงพลุ้ย ใบหน้าใหญ่ ล่ำ มีความขึงขัง ดุดัน แต่ก็จะแฝงไปด้วย ความเมตตา กรุณา ท่อนบนขององค์ท่านนั้นจะเปลือยเปล่า และจะประดับไปด้วยสร้อยสังวาล เพชรนิลจินดา กำไลทั้งองค์จะเต็มไปด้วยอัญมณีที่ล้ำค่า แสดงให้เห็นถึงความมั่งมีด้วยทรัยสมบัติ และเงินทองอย่างเหลือคณานับ ท่านประทับอยู่บนแท่นดอกบัว มือด้านหนึ่งของท่านจะถือลูกแก้ว ส่วนมืออีกด้านหนึ่งของท่านนั้นก็จะบีบขอพังพอนเอาไว้ เพื่อให้พังพอนนั้นอ้าปากและทำการคายเอาของจำพวก แก้ว แหวน เงิน ทอง ออกมา อันเป็นเคล็ดลับของคนโบราณ ส่วนเท้าด้านหนึ่งของท่านจะห้อยลงมาเพื่อเหยียบบนหอยสังข์ไว้
ปางบู๊ ทรงเครื่องนักรบโบราณมีเสือประทับอยู่ด้วย คติมาจากความที่ท่านเป็น ยักษ์นั่นเอง มีทั้งพุทธมหายานและลัทธิเต๋ามาประยุกต์มาเช่นกัน
ปางบุ๋น เป็นลักษณะขุนนางจีนที่สามารถเห็นกันในทั่วๆ ไป ซึ่งปางนี้กำเนิดภายหลังไม่กี่ร้อยปีนี้เอง คล้ายคลึงกับเทพเจ้าองค์อื่นๆ ของคนจีน เช่น ตี่จู้เอี๊ย แป๊ะกง ฯลฯ มือของท่านก็จะมีคฑายู่อี่ และมืออีกด้านหนึ่งของท่านจะถือก้อนเงินจีนโบราณ ซึ่งมีที่มาจากลัทธิเต๋าอย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่าเทพเจ้าแห่งโชคลาภมีความเก่าแก่ยาวนานและมีประวัติความเป็นมาที่สากลปรากฏในหลายประเทศแถบทวีปเอเชีย แต่ของลัทธิเต๋านั้นมากำเนิดขึ้นภายหลังในประเทศจีน ซึ่งจะมีกึ่งตำนานากึ่งนิทานตามตำนานมหาเทพของจีน(ฮงสิงปั้ง) ที่เป็นบุคคลธรรมดาต่อมาภายหลังเมื่อเสียชีวิตจึงได้รับการยกเป็นเทพ ตัวอย่างเช่น เทพกวนอู
รูปลักษณะของเศรษฐีชัมภล
มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากเทพเจ้าองค์อื่นอย่างเห็นได้ชัด คือมีลักษณะอวบอ้วน พุงพลุ้ย ใบหน้าใหญ่ ล่ำ มีความจริงจัง แต่แฝงไปด้วยความเมตตากรุณา ท่อนบนของท่านเปลือยเปล่า ประดับไปด้วยสร้อยสังวาล เพชรนิล จินดา กำไล ทั้งองค์เต็มไปด้วยอัญมณีล้ำค่าแสดงถึงความมั่งมีเงินทองทรัพย์สมบัติอย่างเหลือคณานับ บางที่จะประทับบนแท่นดอกบัวและห้อยพระบาทข้างหนึ่งเหยียบหอยสังข์ มือด้านขวาถือแก้วมณี ส่วนมือด้านซ้ายนั้นบีบคอพังพอนให้อ้าปากออกเพื่อที่จะได้คายแก้วแหวนเงินทองออกมา อันเป็นเคล็ดลับโบราณที่กล่าวว่าทรัพย์สมบัติทั้งมวลบนพื้นพิภพล้วนแล้ว แต่อยู่ในผืนดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ก็มาจากดินจากน้ำใต้ดินทั้งนั้น แก้วแหวนเงินทองของมีค่าล้วนแล้วเกิดจากพื้นปฐพีทั้งหมดทั้งสิ้น ผู้ที่มีหน้าที่เฝ้าทรัพย์เหล่านั้นก็คือ เจ้าแห่งเมืองบาดาลโบราณกล่าวว่าคือ งู ดังนั้นสัตว์ที่แก้เคล็ดกับงูได้ก็คือพังพอนนั่นเอง โบราณจึงได้กำหนดรูปลักษณะของมหาเศรษฐีชัมภลไว้ตามที่ปรากฏในที่ต่างๆ ก็แล้วแล้วแต่มีพังพอนเป็นสำคัญ ตามพุทธสูตรกล่าวไว้ว่า “ขอเพียงแต่วาดภาพหรือแกะสลักรูปของมหาเศรษฐีชัมภล จะคิดสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้นสมดังใจปรารถนา เทวรูปมั่งคั่งองค์นี้ก็คือ เทพธนาของพระพุทธศาสนานิกายตันตระ (ในทิเบตคือนิกายลามะ) มีนามว่า “รัตนโกศ” มีหน้าที่ปกครองดูแลโภคทรัพย์ในแผ่นดินชื่อเต็มคือ “รัตนโกศ มหาพญายักษ์” ทรัพย์สินเงินทองจะไหลมาเทมาและจะรักษาทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วอย่างมั่นคง” ที่กล่าวมาโดยสรุปก็เพื่อให้ทุกท่านได้ทราบถึงความเป็นมาของเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) ปางมหาเศรษฐีชัมภล สำหรับในประเทศไทยมักเรียกท่านว่า ท้าวกุเวร ท้าวชุมพล บางแห่งจะเรียกท่านว่า “เจ้าพ่อขุมทรัพย์” เศรษฐีมหาเศรษฐีหลายคนในประเทศไทยและต่างประเทศ ก็มีการบูชาท่านมานานแล้ว แม้แต่สำนักงานใหญ่ของธนาคารแห่งหนึ่งย่านราษฎร์บรูณะก็มีรูปหล่อของมหาเศรษฐีชัมภลนี้บูชา การบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภปางนี้นั้นนอกจากให้คุณทางด้านโชคลาภ ทรัพย์สมบัติแล้ว ยังสามารถคุ้มครองป้องกันสิ่งอัปมงคลได้ทุกชนิดสามารถปัดเป่าพลังอำนาจที่ไม่ดีต่างๆออกไป ซึ่งคนโบราณค้นพบและหยั่งรู้ในความหมาย จึงได้สร้างรูปเหมือนท่านไว้ทั่วทวีปเอเชียกว่านับพันปี สำหรับในประเทศไทยนั้นทางพุทธสถาน จี เต็ก ลิ้ม จ.นครนายก ของเรานี้ถือได้ว่าเป็นต้นตำรับที่สามารถค้นคว้าและเผยแพร่เรื่องของเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) ปางมหาเศรษฐีชัมภลให้เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2547 ฮวงจุ๊ยโลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่ 8 ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองของเอเชีย คำว่า “เจ้าสัว” หรือ “จ่อซัว” ในภาษาจีน หมายถึงผู้มีทรัพย์ เศรษฐีผู้อุปถัมภ์ หนุนส่ง เกื้อหนุนในทางฮวงจุ๊ย “จ่อซัว” หมายถึง ตำแหน่งแห่งโชคลาภความร่ำรวยและเทพเจ้าที่ครองตำแหน่ง “จ่อซัว” นี้ก็คือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) ปางมหาเศรษฐีชัมภล เนื่องจากเป็นปางที่ใหญ่ที่สุดสมดังคำว่า มหาราชผู้เป็นใหญ่ มีคำกล่าวว่า “ อิกเต็ก ยี่เห็ง ซาฮวงจุ๊ย” หมายถึงต้องมีสามสิ่งประกอบกัน คือ 1) มีคุณธรรม 2) มีจริยธรรม 3) ชัยภูมิที่ดี เทพยดาฟ้าดินถึงจะเกื้อหนุนจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้คนจะเจริญรุ่งเรืองได้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีความดีงาม ตั้งมั่นอยู่ในสิ่งที่สุจริตประกอบสัมมาอาชีพด้วยความมีคุณธรรมเมื่อเป็นดังนี้ เทวดาฟ้าดินก็จะเป็นใจ ดังคำที่ว่า เทวดาฟ้าดินย่อมคุ้มครองคนดีหากบางคนแม้จะร่ำรวยเงินทองหรือจะอยู่ในบ้านที่มีหลักฮวงจุ๊ยที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าหากไม่อยู่ในหลักของคุณธรรม และจริยธรรมแล้วนั้น โลกก็จะไม่สรรเสริญ เทวดาก็จะติเตียนทั้งนี้มนุษย์ทุกคนต้องหมั่นทำบุญให้ทานเพื่อเป็นการสร้างเสริมบุญบารมีให้มากยิ่งๆขึ้น เพื่อเป็นทุนทรัพย์ของชีวิตที่จะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ทั้งภพปัจจุบันและอนาคต
การบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) ปางมหาเศรษฐีชัมภล
เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) ปางมหาเศรษฐีชัมภล ซึ่งเป็นปางใหญ่ที่สุดในสามปางของเทพเจ้าแห่งโชคลาภ เพราะว่าปางมหาเศรษฐีชัมภลนี้ เป็นปางของมหาราช หรือ กษัตริย์ เครื่องทรงกษัตริย์ตามแบบโบราณ อีกสองปางคือปางบุ๋นและปางบู๊เป็นปางที่ประยุกต์มาจากลัทธิเต๋า มีเค้าโครงมาจากขุนนางจีน ซึ่งโดยสถานภาพปางมหาเศรษฐีชุมภลหรืออมหาราชชัมภลจึงสูงกว่า แต่ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นที่เคารพกราบไหว้เพื่อส่งผลทางด้านโชคลาภทุกองค์ สำหรับปางมหาเศรษฐีชัมภลนี้จะมีพิเศษกว่าตามที่มีจารึกมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลโดยความพิเศษอยู่ที่วัตถุที่อยู่ในพระหัตถ์ขวา ซึ่งคือ สัตตรัตนมณี หรือ แก้วเจ็ดประการ นัยความหมายคือ การประทานสมบัติเจ็ดประการของมหาจักรพรรดิ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งแผ่นดิน
ในการขอพรทั้งเจ็ดประการ มีดังนี้
ประการที่ 1 จักรรัตนะ คือ จักรแก้ว หมายถึง การมีอำนาจหรือเดชานุภาพแผ่ขยายไปทั่วทุก
ประการที่ 2 หัตติรัตนะ คือ ช้างแก้ว หมายถึง การแสดงออกซึ่งความมีบารมีอันเป็นที่ยิ่งใหญ่และความมั่นคง
ประการที่ 3 อัสสะรัตนะ คือ ม้าแก้ว หมายถึง การที่มีข้าทาสบริวารรับใช้ที่ดี
ประการที่ 4 มณีรัตนะ คือ มณีแก้ว หมายถึง ความสว่าง ความมีสติปัญญาความรู้ที่ดี
ประการที่ 5 อัตถะรัตนะ คือ นางแก้ว หมายถึง ได้คู่ครองที่ดีมีความงดงาม
ประการที่ 6 ค้นปติรัตนะ คือ ขุนคลังแก้ว หมายถึง ความมีทรัพย์สิน เงิน ทอง
ประการที่ 7 ปริณายกรัตนะ คือ ขุนพลแก้ว หมายถึง มีผู้ที่ปกป้องคุ้มครองและคู่ปรึกษาที่ดี รวมทั้งมีบุตรที่ดี
ดังนั้น อานุภาพแห้งท้าวมหาเศรษฐีชัมภลนี้ ท่านทั้งหลายจึงสามารถอธิษฐานและขอพรได้ทั้ง 7 ประการด้วยกันตามคุณลักษณะของสมบัติจักรพรรดิ 7 ประการข้างต้นนี้
วิธีการตั้ง เทพเจ้าแห่งโชคลาภ
ให้ตั้งองค์เทพเจ้าแห่งโชคลาภ โดยให้องค์ท่านนั่งพิงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือหลังพิงทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อรับพลังแห่งโชคลาภความโชคดี ตามหลักฮวงจุ๊ย
หากไม่สามารถตั้งตามทิศดังกล่าวได้ ก็ให้ตั้งบูชาตามความเหมาะสม แต่ต้องวางองค์เทพเจ้าแห่งโชคลาภให้ต่ำกว่าพระพุทธรูป
ควรตั้งองค์เทพเจ้าแห่งโชคลาภไว้บนตู้เซฟ หรือโต๊ะทำงาน ที่เก็บเงิน ทรัพย์สิน เพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทองและรักษาทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ให้มั่นคงไม่รั่วไหล
ตั้งหน้าร้านค้า ตู้ใส่สินค้า ลิ้นชักเงิน ตะกร้าใส่เงิน
การตั้งบูชาหน้ารถ สำหรับปางมหาเศรษฐีชัมภลนี้ถือว่าเหมาะเพราะว่าท่านคือ องค์ท้าวเวสสุวรรณเจ้าแห่งยักษ์ ซึ่งเป็นที่เกรงกลัวจองบรรดาภูตผีปีศาจ อำนาจชั่วร้ายทั้งปวงที่อาจล่องลอยอยู่ตามถนนหนทางเป็นสัมภเวสี จะไม่กล้าเข้ามารบกวนเด็ดขาด
วิธีการบูชาประจำวัน
ควรบูชาด้วยน้ำเปล่า 3 ถ้วยทุกวัน (หากบางท่านต้องการไหว้น้ำชาก็ได้ไม่ถือว่าผิด) หรือจะไหว้ตามแต่เหมาะสมอาจจะไหว้ทุกวัน หรืออาจจะไหว้เฉพาะวันพระก็ได้ การไหว้น้ำเปล่านั้นเสมือนว่าโชคลาภที่จะเข้ามานั้นได้มาเปล่าๆ ได้มาง่ายๆ ไม่มีสิ่งใดแฝงมาด้วย
ถวายผลไม้ (อทิเช่น ส้ม 5 ผล) พวงมาลัย หรือดอกไม้มงคลอื่นก็ได้
ให้สวดคาถาบูชาขอพรท่านทุกวัน หรือตามสะดวกก็ได้
ให้จุดธูปบูชา 8 ดอก
การอัญเชิญเทพเจ้าแห่งโชคลาภในวันตรุษจีน
ให้ตั้งโต๊ะที่จะทำการอัญเชิญเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ไปทางทิศทางที่ท่านจะเสด็จลงมาในแต่ละปี (โดยจะต้องสอบถามจากผู้รู้ว่าในปีนี้ท่านจะลงมาในทิศทางใด)
ให้จัดเตรียมเครื่องไหว้เช่น ผลไม้ 5 อย่าง อาหารเจ 5 อย่าง ธูป เทียนสีแดง เครื่องกระดาษ สาคูน้ำแดง 5 ถ้วย กระถางธูป
เมื่อได้ฤกษ์มงคลแล้วจุดเทียน และธูปที่เตรียมไว้ไหว้ (พร้อมทั้งตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งต่างๆ ที่ต้องการ) โดยให้หันหน้าไปในทิศทางที่ท่านเสด็จลงมา
เมื่อทำการอธิษฐานและทำการถวายเครื่องเซ่นไหว้เสร็จแล้วนั้น ก็ให้อัญเชิญกระถางธูปพร้อมทั้งองค์เทพเจ้าแห่งโชคลาภ “ไฉ่ซิ้งเอี๊ย” เข้าสู่บ้านเรือน ให้ตั้งในสถานที่มงคลที่กำหนดไว้ (ที่ได้จัดเตรียมไว้) และให้ดับเทียนที่จุดไว้ (ไม่ต้องรอให้เทียนหมดเล่ม) เพื่อนำความเป็นสิริมงคล ความโชคดีความร่ำรวย และสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ตัวท่าน ครอบครัวของท่าน และบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ตลอดจนธุรกิจการงาน การค้าขาย ของท่านก็จะประสบผลสำเร็จ
เครื่องเซ่นไหว้ที่ใช้ในวันตรุษจีน เพื่อรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภ “ ไฉ่ซิ้งเอี๊ย”
กระถางธูปที่จัดเตรียมไว้แล้วให้ใส่เหรียญสตางค์ลงไป จำนวน 8 เหรียญ พร้อมปฏิทินใบเล็ก 1 ใบ รองไว้ที่ใต้ล่างกระถางธูปเพื่อความโชคดี ทุกวัน ทุกเดือน ตลอดทั้งปี
ให้ใส่เจ๋งจี้ ในกระถางธูป (หาซื้อได้ตามร้านที่จำหน่ายเครื่องไหว้เจ้า)
ให้ใส่ขี้แกลบที่เผาแล้ว หรือข้าวสารแทนขี้ธูป หมายถึง พระแม่โพธิ์สรพ ผู้ที่มีพระคุณยิ่งใหญ่ที่ประทานความสมบูรณ์ (ห้ามนำทรายมาใส่เด็ดขาด) หากจะจำนำแก้วแหวน เงิน ทอง มาใส่ลงไปในกระถางธูปด้วยก็ได้
กิมฮวยหนึ่งคู่ ให้ปักที่กระถางธูป และเทียนแดง 1 คู่
น้ำเปล่า 5 ถ้วย หรือจะใช้น้ำชาก็ได้ แต่ในการใช้น้ำเปล่านั้นเป็นเคล็ดว่าการไหว้ น้ำเปล่านั้นก็เหมือนการที่เราจะได้รับโชคลาภที่มาเปล่าๆ ง่ายๆ นั่นเอง
จุดกระดาษไหว้เจ้า (กระดาษไหว้เจ้านั่นสามารถหาซื้อได้ที่ร้านจำหน่ายเครื่องไหว้เจ้า)
แจกันดอกไม้ 1 คู่ (ให้ใช้ดอกไม้สดในการไหว้)
ผลไม้ที่ความหมายเป็นมงคล 5 อย่าง เช่น
ส้ม หมายถึง สิริมงคล
องุ่น หมายถึง ความงอกงาม
สับประรด หมายถึง ความโชคดีมาเยือน
กล้วยหอม หมายถึง การมีลูกหลายคนที่เป็นคนดีและมีชื่อเสียง
แอปเปิ้ล หมายถึง ความสันติสุข ฯลฯ
เจไฉ่ 5 ที่ หมายถึง อาหารเจ 5 อย่าง อาทิเช่น เห็ดหอม วุ้นเส้น เต้าหู้ ดอกไม้จีน เห็ดหูหนูขาว ฯลฯ
ข้าวสวย 5 ถ้วย และสาคูน้ำแดง 5 ถ้วย
คาถาบูชาขอพรเทพเจ้าแห่งโชคลาภ
เคล็ดคาถานี้บูชาสำหรับท่านที่เกิดปีต่างๆ ทั้ง 12 นักษัตร อันเป็นหัวใจคาถาจารึกเป็นภาษาสันสกฤตมาแต่ครั้งโบราณ โดยให้ตั้งจิตให้สงบระลึกถึงความดีที่ได้ประกอบมา แล้วท่องคาถาหัวใจมหาเศรษฐีชัมภล อธิษฐานขอพร 7 ประการจากท่าน
ท่านที่เกิดปี ฉลู มะโรง มะแม จอ
คาถาหัวใจมหาเศรษฐีชัมภล คือ “ โอม ชัมภาลา จาเลน ไนเยน สวาหะ”
ท่านที่เกิดปี ขาล เถาะ
คาถาหัวใจมหาเศรษฐีชัมภล คือ “ โอม อา ฮูโฮฮัม กษะสะ โอม ชัมภาลา ลาจาเลน ไนเยน สวาหะ”
ท่านที่เกิดปี มะเส็ง มะเมีย
คาถาหัวใจมหาเศรษฐีชัมภล คือ “ โอม ชัมภาลา จาเลนไนเยน ธะนัม เมธิ หะรี ทากินี ชัมภาลา สะมะภารา สวาหะ”
คาถาหัวใจมหาเศรษฐีชัมภล คือ “ โอม ชัมภาลา จาเลนไนเยน ธะนัม เมธิ หะรี ทากินี ชัมภาลา สะมะภารา สวาหะ”
ท่านที่เกิดปี วอก ระกา
คาถาหัวใจมหาเศรษฐีชัมภล คือ “โอม ปัทมะ โกรธะ อรยะ ชัมภาลา หฤทัย หู ผะฏะ”
ท่านที่เกิดปี กุน ชวด
คาถาหัวใจมหาเศรษฐีชัมภล คือ “ โอม ชัมภะละ ชะเลนทะรา เย สวาหา โอม อินทะระ ฌิมขัม ภะระมิ สวาหา”
ติดต่อ สำนักงานมูลนิธิ จี เต็ก ลิ้ม โทร 0-2457-2805-6
พุทธสถานจีเต็กลิ้ม _________________ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
ทำอะไรดีไม่ได้ทั้งดีทั้งชั่ว |
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
|